ทสพราหมณชาดก
ว่าด้วยชาติพราหมณ์ ๑๐ ชาติ
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๒๐๐๑ · บรรทัด ๗๘๑๕ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑
อรรถกถาชาดก ตอนที่ ๒ จาก ๒
เรื่องเล่า
บทว่า อสิจมฺมํ ได้แก่ ดาบและเครื่องป้องกันลูกศรที่ทำด้วยหนัง. บทว่า เวสฺสปเถสุ ได้แก่ ในทางเดินของพวกพ่อค้า. บทว่า อมฺพาหยนฺติ ความว่า บางทีก็รับเอากระษาปณ์ ๑๐๐ บ้าง ๑,๐๐๐ บ้าง จากมือของนายกองเกวียนเข้าสู่ดงย่านพวกโจรไป. บทว่า โคปนิสาเทหิ ความว่า พวกนั้นเสมือนกับพวกนายโคบาล และพวกนายพรานคือโจรผู้ปล้นบ้าน. บทว่า เตปิ ความว่าแม้พวกนั้นคือเห็นปานนั้นก็เรียกกันว่าพราหมณ์. บทว่า กูฏานิ การยนฺติ เตความว่า ยังอีกพวกหนึ่ง (สร้างกระท่อมในป่า) ก่อสร้างกลโกงต่าง ๆ มีบ่วงแร้วเป็นต้น. บทว่า สสํ วิฬารํ ความว่า ดักมฤคที่เที่ยวไปบนบกซึ่งแสดงความคำว่า กระต่ายและแมวนั้น. บทว่า อาโคธา มจฺฉกจฺฉปํ ความว่า เบียดเบียนคือฆ่าเสีย ซึ่งบรรดาสัตว์ที่เกิดบนบก ที่มีชีวิตใหญ่และเล็ก จนถึงเหี้ยเป็นที่สุด บรรดาสัตว์เกิดในน้ำ ก็ฝูงปลาและเต่า. บทว่า เตปิคือ แม้พวกนั้นจะเสมือนพรานผู้ฉกาจ ก็ยังเรียกกันว่าพราหมณ์. บทว่า อญฺเ ธนสฺส กามาหิ ความว่า ยังมีพราหมณ์พวกหนึ่ง ปรารถนาแต่จะได้ทรัพย์. บทว่า เหฏฺา มญฺเจ ปสกฺขิตา ความว่า พวกนั้นคิดว่า พวกเราจักได้กระทำกรรมคือการไล่กลี แล้วให้สร้างเตียงอันสำเร็จด้วยแก้ว มุดเข้าไปนอนอยู่ใต้เตียงแก้วนั้น ครั้นถึงวิธีโสมยาคะของพวกนั้น พระราชาทั้งหลาย ก็ทรงสรงในเบื้องบน ได้ยินว่า พวกนั้นครั้นพิธีโสมยาคะเสร็จแล้ว พากันมานั่งเหนือเตียงนั้น ลำดับนั้น พราหมณ์พวกอื่นดำริว่า พวกเราจักขับกลี ก็ให้พวกนั้นอาบน้ำ เตียงแก้วและราชาลังการของพระราชาทุกอย่าง เป็นของผู้นอนใต้เตียงทั้งนั้น. บทว่า เตปิ ความว่า แม้พวกนั้นจะเสมือนกับคนกวาดมลทินคือคนที่เขาอาบรดก็เรียกกันว่าพราหมณ์.
พระโพธิสัตว์กราบทูลแถลงถึงพวกพราหมณ์ เพียงบัญญัติเรียกเหล่านี้ด้วยประการฉะนี้แล้ว คราวนี้เมื่อจะทูลแถลงถึงพราหมณ์ผู้มีประโยชน์ยอดเยี่ยมได้กราบทูลคาถา ๒ คาถาว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ พราหมณ์ทั้งหลาย ผู้มีศีล เป็นพหูสูต งดเว้นจากเมถุนธรรม ซึ่งสมควร บริโภคโภชนาหารของพระองค์ มีอยู่แล พราหมณ์ เหล่านั้นบริโภคภัตตาหารหนเดียว และไม่ดื่มน้ำเมา ข้าแต่พระมหาราชา ข้าพระพุทธเจ้ากราบทูลถึง พราหมณ์เหล่านั้นแก่พระองค์แล้ว พวกเราคงต้องการ พราหมณ์เช่นนี้ซิ พระเจ้าข้า.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สีลวนฺโต ได้แก่ ผู้ประกอบด้วยอริยศีล. บทว่า พหุสฺสุตา ได้แก่ ผู้ประกอบด้วยความเป็นพหูสูตเพราะปฏิเวธ. บทว่า ตาทิเส ความว่า พวกเราคงจะเข้าใกล้พราหมณ์ คือพระปัจเจกพุทธเจ้า ผู้มีบาปอันลอยเสียแล้ว เห็นปานนั้น.
พระราชาทรงสดับคำของท่านแล้ว ตรัสถามว่า สหายวิธูระ ท่านพราหมณ์ผู้เป็นทักขิไณยบุคคลเลิศเช่นนี้ อยู่ที่ไหนเล่า. กราบทูลว่า ข้าแต่พระมหาราชเจ้า ท่านอยู่ ณ เงื้อมเขานันทมูล ในหิมวันต์ตอนเหนือพระเจ้าข้า. รับสั่งว่า พ่อบัณฑิต ถ้าเช่นนั้นเธอจงช่วยแสวงหาท่านพราหมณ์พวกนั้นแก่เราด้วยกำลังของเธอเถิด ทรงดีพระฤทัยตรัสคาถาว่า
ดูก่อนวิธูระ พราหมณ์เหล่านั้นแหละเป็นผู้มีศีล เป็นพหูสูต ดูก่อนวิธูระ ท่านจงแสวงหาพราหมณ์ พวกนั้น และจงเชิญพราหมณ์พวกนั้นมาโดยเร็วด้วยเถิด.
พระมหาสัตว์รับพระดำรัสของพระองค์ด้วยคำว่า สาธุ กราบทูลว่าข้าแต่มหาราชเจ้า ถ้าเช่นนั้นพระองค์ให้ราชบุรุษนำกลองออกไปเที่ยวตีประกาศว่า ชาวพระนครทุกคนจงตกแต่งพระนครพากันให้ทาน อธิษฐานอุโบสถและถือศีลจงทั่วกันเถิด แม้พระองค์ก็ทรงสมาทานอุโบสถกับชนผู้เป็นบริษัทเถิดพระเจ้าข้า ตนเองพอรุ่งเช้าบริโภคแล้ว สมาทานอุโบสถ ตอนเย็นให้คนนำผอบทองเต็มด้วยดอกไม้ตามธรรมชาติ กับพระราชาประดิษฐานเบญจางคประดิษฐ์ระลึกถึงพระคุณทั้งหลาย แห่งพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย กราบไหว้แล้วนิมนต์ด้วยคำว่า ขอพระปัจเจกพุทธเจ้าประมาณ ๕๐๐ องค์ผู้สถิตอยู่ ณเงื้อมเขานันทมูลกะในหิมวันตประเทศตอนเหนือ จงรับภิกษาของข้าพเจ้าทั้งหลายในวันพรุ่งนี้ แล้วทิ้งกำดอกไม้ ๘ กำไปในอากาศ. ครั้งนั้นพระปัจเจกพุทธเจ้า ๕๐๐ องค์ อยู่ ณ ที่นั้น. ดอกไม้ทั้งหลายลอยไปตกลงในเบื้องบนสำนักแห่งพระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้น. พระคุณท่านนึกอยู่รู้เหตุนั้นแล้วกล่าวว่า ท่านผู้มีเนียรทุกข์ทั้งหลาย ชาวเราวิธูรบัณฑิตนิมนต์แล้ว ก็แหละท่านผู้นี้มิใช่สัตว์พอดีพอร้าย ท่านผู้นี้เป็นหน่อเนื้อแห่งพระพุทธเจ้า จักได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าในกัปนี้แล พวกเราต้องการทำสงเคราะห์ท่าน พากันรับนิมนต์. พระมหาสัตว์ทราบการที่พระปัจเจกพุทธเจ้ารับนิมนต์ ด้วยสัญญาที่ดอกไม้ทั้งหลายไม่คืนมา กราบทูลว่า ข้าแต่พระมหาราชเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายจักพากันมา เชิญพระองค์ทรงกระทำสักการะและสัมมานะเถิดพระเจ้าข้า. วันรุ่งขึ้น พระราชาทรงกระทำสักการะใหญ่โต ให้ตกแต่งอาสนะอันควรค่ามาก ในท้องพระโรงหลวง ฝ่ายพระปัจเจกพุทธเจ้านั้น พากันกระทำปรนนิบัติสรีระในสระอโนดาต เสร็จแล้วกำหนดเวลาพากันมาทางอากาศลงที่ท้องพระลานหลวง พระราชาและพระโพธิสัตว์ มีใจเลื่อมใส รับบาตรจากหัตถ์แห่งพระคุณท่านเหล่านั้น เชิญขึ้นปราสาท ให้นั่งแล้ว ถวายทักษิโณทกอังคาสด้วยขาทนียะและโภชนียะ อันประณีต ในที่สุดแห่งภัตกิจของพระคุณท่านเหล่านั้น ก็นิมนต์เพื่อฉันในวันรุ่งขึ้น ๆ ต่อ ๆ กันไป รวมเป็น ๗ วันด้วยวิธีนี้ถวายมหาทานในวันคำรบ ๗ ได้ถวายบริขารทั้งปวง. พระคุณท่านเหล่านั้นกระทำอนุโมทนาแล้ว พากันไป ณ เงื้อมเขานันทมูลกะนั้นทางอากาศ. บริขารทั้งหลายเล่า ก็ไปพร้อมกันกับพระคุณท่านทีเดียวแล.
พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้วตรัสย้ำว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย การที่โกรัพยราชผู้อุปัฏฐากของเราถวายวิเจยยทาน (การเลือกแล้วให้) ไม่น่าอัศจรรย์ บัณฑิตแต่ปางก่อนถึงพระพุทธเจ้า ยังไม่อุบัติ ก็ได้ถวายทานแล้วเหมือนกัน ทรงประชุมชาดกว่า พระราชาในครั้งนั้นได้มาเป็นอานนท์พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย ปรินิพพานแล้ว ส่วนวิธูรบัณฑิต ได้มาเป็นเราตถาคตแล.
จบอรรถกถาทสพราหมณชาดก
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๖๐ หน้า ๕๑๖–๕๒๙ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
ปกิณณกนิบาตชาดก ๒๓ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๒๓ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
บาลีอักษรไทย ฉบับสยามรัฐ
ราชา อโวจ วิธูรํ ๑ ธมฺมกาโม ยุธิฏฺฐิโล ฯ พฺราหฺมเณ วิธูร ปริเยส สีลวนฺเต พหุสฺสุเต วิรเต เมถุนา ธมฺมา เย เม ภุญฺเชยฺยุ โภชนํ ทกฺขิณํ สมฺม ทสฺสาม ยตฺถ ทินฺนํ มหปฺผลํ ฯ
ทุลฺลภา พฺราหฺมณา เทว สีลวนฺโต พหุสฺสุตา วิรตา เมถุนา ธมฺมา เย เต ภุญฺเชยฺยุ โภชนํ ฯ ทส ขลุ มหาราช ยา ตา พฺราหฺมณชาติโย เตสํ วิภงฺควิจยํ วิตฺถาเรน สุโณหิ เม ฯ ปสิพฺพเก คเหตฺวาน ปุณฺเณ มูลสฺส สํวุเต โอสธิกาเย ๒ คนฺเถนฺติ นฺหาปยนฺติ ๓ ชปนฺติ จ ฯ ติกิจฺฉกสมา ราช เตปิ วุจฺจนฺติ พฺราหฺมณา อกฺขาตา เต มหาราช ตาทิเส นิปตามเส ฯ
อเปตา เต จ พฺราหฺมญฺญา (อิติ ราชา จ ๔ โกรโพฺย) น เต วุจฺจนฺติ พฺราหฺมณา อญฺเญ วิธูร ปริเยส สีลวนฺเต พหุสฺสุเต วิรเต เมถุนา ธมฺมา เย เม ภุญฺเชยฺยุ โภชนํ ทกฺขิณํ สมฺม ทสฺสาม ยตฺถ ทินฺนํ มหปฺผลํ ฯ
กิงฺกิณิโย คเหตฺวาน ๕ โฆเสนฺติ ปุรโตปิ เต เปสนานิปิ คจฺฉนฺติ รถจริยาสุ สิกฺขเร ฯ #๑ ม. วิธุร ฯ เอวมุปริปิ ฯ ๒ ม. โอสธิกาโย ฯ ๓ สี. ยุ. นหายนฺติ ฯ #๔ ม. สพฺพตฺถ จสทฺโท นตฺถิ ฯ ๕ ม. กิงฺกิกิกาโย คเหตฺวา ฯ ปริจาริกสมา ราช เตปิ วุจฺจนฺติ พฺราหฺมณา อกฺขาตา เต มหาราช ตาทิเส นิปตามเส ฯ
อเปตา เต จ พฺราหฺมญฺญา (อิติ ราชา จ โกรโพฺย) น เต วุจฺจนฺติ พฺราหฺมณา อญฺเญ วิธูร ปริเยส สีลวนฺเต พหุสฺสุเต วิรเต เมถุนา ธมฺมา เย เม ภุญฺเชยฺยุ โภชนํ ทกฺขิณํ สมฺม ทสฺสาม ยตฺถ ทินฺนํ มหปฺผลํ ฯ
กมณฺฑลล คเหตฺวาน วงฺกทณฺฑญฺจ ๑ พฺราหฺมณา ปจฺจุเปสฺสนฺติ ราชาโน คาเมสุ นิคเมสุ จ นาทินฺเน วุฏฺฐเหสฺสาม คามมฺหิ นิคมมฺหิ ๒ วา นิคฺคาหกสมา ราช เตปิ วุจฺจนฺติ พฺราหฺมณา อกฺขาตา เต มหาราช ตาทิเส นิปตามเส ฯ
อเปตา เต จ พฺราหฺมญฺญา (อิติ ราชา จ โกรโพฺย) น เต วุจฺจนฺติ พฺราหฺมณา อญฺเญ วิธูร ปริเยส สีลวนฺเต พหุสฺสุเต วิรเต เมถุนา ธมฺมา เย เม ภุญฺเชยฺยุ โภชนํ ทกฺขิณํ สมฺม ทสฺสาม ยตฺถ ทินฺนํ มหปฺผลํ ฯ
ปรูฬฺหกจฺฉนขโลมา ปงฺกทนฺตา รชสฺสิรา โอกิณฺณา รชเรณูหิ ยาจกา วิจรนฺติ เต #๑ ปงฺกทณฺฑญฺจาติปิ ปาโฐ ฯ ๒ ม. คามมฺหิ วา วนมฺหิ วา ฯ สี. ยุ. คามมฺหิ #จ วนมฺหิ จ ฯ ขาณุฆาตสมา ราช เตปิ วุจฺจนฺติ พฺราหฺมณา อกฺขาตา เต มหาราช ตาทิเส นิปตามเส ฯ
อเปตา เต จ พฺราหฺมญฺญา (อิติ ราชา จ โกรโพฺย) น เต วุจฺจนฺติ พฺราหฺมณา อญฺเญ วิธูร ปริเยส สีลวนฺเต พหุสฺสุเต วิรเต เมถุนา ธมฺมา เย เม ภุญฺเชยฺยุ โภชนํ ทกฺขิณํ สมฺม ทสฺสาม ยตฺถ ทินฺนํ มหปฺผลํ ฯ
หรีตกํ อามลกํ อมฺพํ ชมฺพพ วิเภทกํ ๑ ลพุชํ ทนฺตโปณานิ เวลุวา พทรานิ จ ราชายตนํ อุจฺฉุปูฏํ ธูมเนตฺตํ มธุญฺชนํ อุจฺจาวจานิ ปณียานิ วิกีณนฺติ ๒ ชนาธิป วาณิชกสมา ราช เตปิ วุจฺจนฺติ พฺราหฺมณา อกฺขาตา เต มหาราช ตาทิเส นิปตามเส ฯ
อเปตา เต จ พฺราหฺมญฺญา (อิติ ราชา จ โกรโพฺย) น เต วุจฺจนฺติ พฺราหฺมณา อญฺเญ วิธูร ปริเยส สีลวนฺเต พหุสฺสุเต วิรเต เมถุนา ธมฺมา เย เม ภุญฺเชยฺยุ โภชนํ ทกฺขิณํ สมฺม ทสฺสาม ยตฺถ ทินฺนํ มหปฺผลํ ฯ
กสิวณิชฺชํ ๓ กาเรนฺติ โปสยนฺติ อเชฬเก #๑ ม. วิภีตกํ ฯ สี. ยุ. อมฺพชมฺพุวิภีฏกํ ฯ ๒ สี. ม. วิปเณนฺติ ฯ #๓ ม. กาสิวาณิชฺชํ ฯ สี. ยุ. กาสึ วณิชฺชํ ฯ กุมาริโย ปเวจฺฉนฺติ วิวาหนฺตาวหนฺติ จ สมา อมฺพฏฺฐเวเสหิ เตปิ วุจฺจนฺติ พฺราหฺมณา อกฺขาเต เต มหาราช ตาทิเส นิปตามเส ฯ
อเปตา เต จ พฺราหฺมญฺญา (อิติ ราชา จ โกรโพฺย) น เต วุจฺจนฺติ พฺราหฺมณา อญฺเญ วิธูร ปริเยส สีลวนฺเต พหุสฺสุเต วิรเต เมถุนา ธมฺมา เย เม ภุญฺเชยฺยุ โภชนํ ทกฺขิณํ สมฺม ทสฺสาม ยตฺถ ทินฺนํ มหปฺผลํ ฯ
นิกฺขิตฺตภิกฺขํ ภุญฺชนฺติ คาเมเสฺวเก ปุโรหิตา พหู เน ปริปุจฺฉนฺติ อณฺฑจฺเฉทา นิลญฺจกา ๑ ปสูปิ ตตฺถ หญฺญนฺติ มหึสา สูกรา อชา โคฆาตกสมา ราช เตปิ วุจฺจนฺติ พฺราหฺมณา อกฺขาตา เต มหาราช ตาทิเส นิปตามเส ฯ
อเปตา เต จ พฺราหฺมญฺญา (อิติ ราชา จ โกรโพฺย) น เต วุจฺจนฺติ พฺราหฺมณา อญฺเญ วิธูร ปริเยส สีลวนฺเต พหุสฺสุเต วิรเต เมถุนา ธมฺมา เย เม ภุญฺเชยฺยุ โภชนํ ทกฺขิณํ สมฺม ทสฺสาม ยตฺถ ทินฺนํ มหปฺผลํ ฯ
อสิจมฺมํ คเหตฺวาน ขคฺคํ ปคฺคยฺห พฺราหฺมณา เวสฺสปเถสุ ติฏฺฐนฺติ สตฺถํ อพฺพาหยนฺติปิ #๑ ม. นิลญฺฉกา ฯ ยุ. ติลญฺฉกา ฯ สมา โคปนิสาเทหิ เตปิ วุจฺจนฺติ พฺราหฺมณา อกฺขาตา เต มหาราช ตาทิเส นิปตามเส ฯ
อเปตา เต จ พฺราหฺมญฺญา (อิติ ราชา จ โกรโพฺย) น เต วุจฺจนฺติ พฺราหฺมณา อญฺเญ วิธูร ปริเยส สีลวนฺเต พหุสฺสุเต วิรเต เมถุนา ธมฺมา เย เม ภุญฺเชยฺยุ โภชนํ ทกฺขิณํ สมฺม ทสฺสาม ยตฺถ ทินฺนํ มหปฺผลํ ฯ
อรญฺเญ กุฏิกํ กตฺวา กูฏานิ การยนฺติ เต สสวิฬาเร พาเธนฺติ อาโคธา มจฺฉกจฺฉปํ เต ลุทฺทกสมา ราช ๑ เตปิ วุจฺจนฺติ พฺราหฺมณา อกฺขาตา เต มหาราช ตาทิเส นิปตามเส ฯ
อเปตา เต จ พฺราหฺมญฺญา (อิติ ราชา จ โกรโพฺย) น เต วุจฺจนฺติ พฺราหฺมณา อญฺเญ วิธูร ปริเยส สีลวนฺเต พหุสฺสุเต วิรเต เมถุนา ธมฺมา เย เม ภุญฺเชยฺยุ โภชนํ ทกฺขิณํ สมฺม ทสฺสาม ยตฺถ ทินฺนํ มหปฺผลํ ฯ
อญฺเญ ธนสฺส กามา หิ เหฏฺฐา มญฺเจ ปสกฺขิตา ๒ ราชาโน อุปริ นฺหายนฺติ โสมยาเค อุปฏฺฐิเต มลมชฺชสมา ๓ ราช เตปิ วุจฺจนฺติ พฺราหฺมณา อกฺขาตา เต มหาราช ตาทิเส นิปตามเส ฯ #๑ สี. ยุ. ลุทฺทกา เต มหาราช ฯ ๒ ม. ปสกฺกิตา ฯ ๓ มลมชฺชน-มลมชฺชก-อิติปิ ฯ
อเปตา เต จ พฺราหฺมญฺญา (อิติ ราชา จ โกรโพฺย) น เต วุจฺจนฺติ พฺราหฺมณา อญฺเญ วิธูร ปริเยส สีลวนฺเต พหุสฺสุเต วิรเต เมถุนา ธมฺมา เย เม ภุญฺเชยฺยุ โภชนํ ทกฺขิณํ สมฺม ทสฺสาม ยตฺถ ทินฺนํ มหปฺผลํ ฯ
อตฺถิ โข พฺราหฺมณา เทว สีลวนฺโต พหุสฺสุตา วิรตา เมถุนา ธมฺมา เย เต ภุญฺเชยฺยุ โภชนํ ฯ เอกญฺจ ภตฺตํ ภุญฺชนฺติ น จ มชฺชํ ปิวนฺติ เต อกฺขาตา เต มหาราช ตาทิเส นิปตามเส ฯ
เอเต โข พฺราหฺมณา วิธูร สีลวนฺโต พหุสฺสุตา เอเต วิธูร ปริเยส ขิปฺปญฺจ เน นิมนฺตยาติ ฯ ทสพฺราหฺมณชาตกํ ทฺวาทสมํ ฯ
ที่มา: พระไตรปิฎกบาลีอักษรไทย ฉบับสยามรัฐ เล่มที่ ๒๗ ข้อ ๒๐๐๑
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗