ทสพราหมณชาดก
ว่าด้วยชาติพราหมณ์ ๑๐ ชาติ
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๒๐๐๑ · บรรทัด ๗๘๑๕ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑
อรรถกถาชาดก ตอนที่ ๑ จาก ๒
เรื่องเล่า
พระศาสดาเมื่อเสด็จประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงพระปรารภอสทิสทาน ตรัสเรื่องนี้มีคำเริ่มต้นว่า ราชา อโวจ วิธูรํ ดังนี้.
เรื่องอสทิสทานนั้นมีความพิสดารปรากฏแล้ว ในวิธูรชาดกอัฏฐนิบาตเรื่องมีว่า ปางเมื่อพระราชาจะทรงถวายทานนั้น ทรงเลือกคัดภิกษุประมาณ๕๐๐ รูป กระทำพระศาสดาให้ทรงเป็นประธาน และได้ทรงถวายทานแด่พระมหาขีณาสพทั้งนั้น. ครั้งนั้นเมื่อภิกษุจะกล่าวคุณกถาของท้าวเธอ ยกเรื่องขึ้นสนทนากันในธรรมสภาว่า ผู้มีอายุทั้งหลาย พระราชาเมื่อจะทรงถวายอสทิสทาน ได้ทรงเลือกถวายในภิกษุผู้เป็นที่ประดิษฐานแห่งมรรคผล. พระศาสดาเสด็จมาตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อกี้พวกเธอกำลังสนทนาเรื่องอะไรกัน เมื่อพวกภิกษุพากันกราบทูลให้ทรงทราบแล้ว ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ไม่น่าอัศจรรย์เลย ที่โกศลราชผู้อุปัฏฐากของพระพุทธเจ้าเช่นเรา ทรงเลือกถวายทาน ปวงบัณฑิตแต่ก่อน เมื่อพระพุทธเจ้ายังไม่เสด็จอุบัติ ก็เคยเลือกถวายแล้ว ภิกษุเหล่านั้นพากันกราบทูลอาราธนา ทรงนำอดีตนิทานมาดังต่อไปนี้
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในอดีตกาล ครั้งพระเจ้าโกรัพยยุธิฏฐิลโคตรเสวยราชสมบัติ ณ พระนคร อินทปัต แคว้นกุรุ. อำมาตย์ของพระองค์นามว่าวิธูระ คอยถวายอรรถและธรรม. พระราชาทรงยังชมพูทวีปทุกแห่งหนให้กระฉ่อน ทรงถวายมหาทาน. บรรดาคนที่รับทานนั้นบริโภค จะหาคนหนึ่งที่รักษาศีล ๕ ก็ไม่มีเลย ทุกคนทุศีลทั้งนั้น. ทานมิได้กระทำให้พระราชาทรงยินดี. พระราชาเข้าพระหทัยว่า การเลือกให้ทานมีผลมาก ทรงมีพระประสงค์จะให้ทานแก่ผู้มีศีล ทรงดำริว่า ต้องปรึกษากับวิธูรบัณฑิต. ท้าวเธอทรงรับสั่งให้ท่านผู้มาสู่ที่เฝ้านั่งเหนืออาสนะ ตรัสถามปัญหา.
พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสกึ่งพระคาถาว่า
พระราชายุธิฏฐิลทรงปรารถนาธรรม ได้ตรัส กะวิธูรอำมาตย์. ต่อไปเป็นดำรัสของพระราชาและคำตอบของท่านวิธูระว่า พระเจ้ายุธิฏฐิละผู้ทรงฝักใฝ่ในธรรม ได้ตรัสสดับ วิธูรอำมาตย์ว่า ดูก่อนวิธูระ ท่านจงแสวงหาพราหมณ์ ทั้งหลายผู้มีศีล เป็นพหูสูต งดเว้นจากเมถุนธรรม ซึ่งสมควรจะบริโภคโภชนาหารของฉัน ดูก่อนสหาย ฉันจะให้ทักษิณาในพวกพราหมณ์ที่ให้ทานแล้วจักมี ผลมาก. ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ พราหมณ์ทั้งหลาย ผู้มีศีลเป็นพหูสูต งดเว้นจากเมถุนธรรม ที่สมควรจะ บริโภคโภชนาหารของพระองค์นั้นหาได้ยาก ข้าแต่พระ มหาราชา ข้าพระพุทธเจ้าได้สดับมาว่า ชาติพราหมณ์ มี ๑๐ ชาติ ขอพระองค์จงทรงสดับการจำแนกแจง ชาติพราหมณ์เหล่านั้น ของข้าพระองค์ ชนทั้งหลาย ถือเอากระสอบอันเต็มไปด้วยรากไม้เรียบร้อย ปิดสลาก บอกสรรพคุณยาไว้ รดน้ำมนต์และร่ายมนต์ ข้าแต่ พระราชา ชนเหล่านั้นแม้จะเป็นเหมือนกับหมอ ก็ยัง เรียกกันว่าเป็นพราหมณ์ ข้าแต่พระมหาราชา ข้าพระพุทธเจ้ากราบทูลถึงพราหมณ์พวกนั้น แก่พระองค์ แล้ว เราจะต้องการพราหมณ์เช่นนั้นหรือหาไม่ พระเจ้าข้า. (พระเจ้าโกรัพยะตรัสดังนี้ว่า) ดูก่อนวิธูระ ชน เหล่านั้นปราศจากคุณเครื่องความเป็นพราหมณ์ จะ เรียกว่าเป็นพราหมณ์มิได้ ท่านจงแสวงหาพราหมณ์ เหล่าอื่นผู้มีศีล เป็นพหูสูต งดเว้นจากเมถุนธรรม ซึ่งสมควรบริโภคโภชนาหารของฉัน ดูก่อนสหาย ฉันจักให้ทักษิณาในพวกพราหมณ์ที่ให้ทานแล้วจักมี ผลมาก. ชนทั้งหลายถือกระดิ่ง ตีประกาศไปข้างหน้าบ้าง คอยรับใช้บ้าง ศึกษาในการขับรถบ้าง ข้าแต่พระราชา ชนเหล่านั้นแม้จะเหมือนกับคนบำเรอ ก็ยังเรียกกันว่า เป็นพราหมณ์ ข้าพระพุทธเจ้ากราบทูลถึงพราหมณ์ พวกนั้น แก่พระองค์แล้ว เราจะต้องการพราหมณ์ เหล่านั้นหรือหาไม่ พระเจ้าข้า. ดูก่อนวิธูระ ชนเหล่านั้นปราศจากคุณเครื่อง ความเป็นพราหมณ์ จะเรียกว่าเป็นพราหมณ์ไม่ได้ ท่านจงแสวงหาพราหมณ์เหล่าอื่นผู้มีศีล เป็นพหูสูต งดเว้นจากเมถุนธรรม ซึ่งสมควรบริโภคโภชนาหาร ของฉัน ดูก่อนสหาย ฉันจักให้ทักษิณาในพวก พราหมณ์ที่ให้ทานแล้วจักมีผลมาก. พวกพราหมณ์ ถือน้ำเต้าและไม้สีฟัน คอยเข้า ใกล้พระราชาทั้งหลาย ในบ้านและนิคมด้วยตั้งใจว่า เมื่อคนทั้งหลายในบ้านหรือนิคมไม่ให้อะไร ๆ พวกเรา จักไม่ลุกขึ้น ข้าแต่พระราชา ชนเหล่านั้นแม้จะเหมือน กับผู้กดขี่ข่มเหง ก็ยังเรียกกันว่าเป็นพราหมณ์ ข้า พระพุทธเจ้ากราบทูลถึงพราหมณ์พวกนั้น แก่พระองค์ แล้ว เราจักต้องการพราหมณ์เช่นนั้นหรือหาไม่ พระเจ้าข้า. ดูก่อนวิธูระ คนเหล่านั้นปราศจากคุณเครื่อง ความเป็นพราหมณ์ จะเรียกว่าเป็นพราหมณ์ไม่ได้ ท่านจงหาพราหมณ์เหล่าอื่นผู้มีศีล เป็นพหูสูต งดเว้น จากเมถุนธรรม ซึ่งสมควรบริโภคโภชนาหารของฉัน ดูก่อนสหาย ฉันจักให้ทักษิณาในพวกพราหมณ์ที่ให้ ทานแล้วจักมีผลมาก. ชนทั้งหลายมีเล็บและขนรักแร้งอกยาว ฟันเขลอะ มีธุลีบนศีรษะเกรอะกรังด้วยฝุ่นละออง เป็นพวกยาจก ท่องเที่ยวไป ข้าแต่พระราชา ชนพวกนั้นแม้จะเหมือน กับมนุษย์ขุดตอ ก็ยังเรียกกันว่าเป็นพราหมณ์ ข้าแต่ พระมหาราชา ข้าพระพุทธเจ้ากราบทูลถึงพราหมณ์ พวกนั้น แก่พระองค์แล้ว เราจะต้องการพราหมณ์ เช่นนั้นหรือหาไม่ พระเจ้าข้า. ดูก่อนวิธูระ ชนเหล่านั้นปราศจากคุณเครื่อง ความเป็นพราหมณ์ จะเรียกว่าเป็นพราหมณ์ไม่ได้ ท่านจงแสวงหาพราหมณ์เหล่าอื่นผู้มีศีล เป็นพหูสูต งดเว้นจากเมถุนธรรม ซึ่งสมควรบริโภคโภชนาหาร ของฉัน ดูก่อนสหาย ฉันจักให้ทักษิณาในพวกพราหมณ์ ที่ให้ทานเเล้วจักมีผลมาก. ข้าแต่พระองค์ ผู้เป็นอธิบดีแห่งประชาชน ชนทั้งหลายขายสิ่งของเครื่องชำ คือ ผลสมอ ผล มะขามป้อม มะม่วง ชมพู่ สมอพิเภก ขนุนสำมะลอ ไม้สีฟัน มะตูม พุทรา ผลเกด อ้อยและงบน้ำอ้อย เครื่องโบกควัน น้ำผึ้งและยาหยอดตา ข้าแต่พระราชา ชนเหล่านั้นแม้จะเหมือนกับพ่อค้า ก็ยังเรียกกันว่า เป็นพราหมณ์ ข้าแต่พระมหาราชา ข้าพระองค์กราบ ทูลถึงพราหมณ์พวกนั้นแก่พระองค์แล้ว เราจะต้อง การพราหมณ์เช่นนั้นหรือหาไม่ พระเจ้าข้า. ดูก่อนวิธูระ ชนเหล่านั้นปราศจากคุณเครื่อง ความเป็นพราหมณ์ จะเรียกว่าเป็นพราหมณ์ไม่ได้ ท่านจงแสวงหาพราหมณ์เหล่าอื่นผู้มีศีล เป็นพหูสูต งดเว้นจากเมถุนธรรม ซึ่งสมควรบริโภคโภชนาหาร ของฉัน ดูก่อนสหาย ฉันจักให้ทักษิณาในพวก พราหมณ์ ที่ให้ทานแล้วจักมีผลมาก. ชนทั้งหลายใช้คนให้ทำการไถและการค้า ใช้ให้ เลี้ยงแพะเลี้ยงแกะ สู่ขอนางกุมารีทำการวิวาหมงคล และอาวาหมงคล ชนเหล่านั้นแม้จะเหมือนกับกุฎุมพี และคฤหบดี ก็ยังเรียกกันว่าเป็นพราหมณ์ ข้าแต่พระมหาราชา ข้าพระพุทธเจ้ากราบทูลถึงชนพวกนั้นแก่ พระองค์แล้ว เราจะต้องการพราหมณ์เช่นนั้นหรือหา ไม่ พระเจ้าข้า. ดูก่อนวิธูระ ชนเหล่านั้นปราศจากคุณเครื่อง ความเป็นพราหมณ์ จะเรียกว่าเป็นพราหมณ์ไม่ได้ ท่านจงแสวงหาพราหมณ์เหล่าอื่นผู้มีศีล เป็นพหูสูต งดเว้นจากเมถุนธรรม ซึ่งสมควรบริโภคโภชนาหาร ของฉัน ดูก่อนสหาย ฉันจักให้ทักษิณาในพวก พราหมณ์ ที่ให้ทานแล้วจักมีผลมาก. ยังอีกพวกหนึ่งเล่า เป็นปุโรหิตในบ้านบริโภค ภิกษาที่เก็บไว้ ชนเป็นอันมากพากันถามปุโรหิตบ้าน เหล่านั้น พวกเหล่านั้นจักรับจ้างตอนสัตว์ แม้ปศุสัตว์ คือ กระบือ สุกร แพะ ถูกฆ่าเพราะปุโรหิตชาวบ้าน เหล่านั้น ข้าแต่พระราชา คนเหล่านั้นแม้จะเหมือน กับคนฆ่าโค ก็ยังเรียกกันว่าเป็นพราหมณ์ ข้าแต่พระมหาราชา ข้าพระพุทธเจ้ากราบทูลถึงชนพวกนั้นแก่ พระองค์แล้ว เราจักต้องการพราหมณ์เช่นนั้นหรือ หาไม่ พระเจ้าข้า. ดูก่อนวิธูระ ชนเหล่านั้นปราศจากคุณเครื่อง ความเป็นพราหมณ์ จะเรียกว่าเป็นพราหมณ์ไม่ได้ ท่านจงแสวงหาพราหมณ์เหล่าอื่นผู้มีศีล เป็นพหูสูต งดเว้นจากเมถุนธรรม ซึ่งสมควรบริโภคโภชนาหาร ของฉัน ดูก่อนสหาย ฉันจักให้ทักษิณาในพวกพราหมณ์ ที่ให้ทานแล้วจักมีผลมาก. อีกพวกหนึ่งเป็นพราหมณ์ถือดาบและโล่เหน็บ กระบี่ ยืนเฝ้าอยู่ที่ย่านพ่อค้าบ้าง รับคุ้มครองขบวน เกวียนบ้าง ชนเหล่านั้นแม้จะเหมือนคนเลี้ยงโคและ นายพราน ก็ยังเรียกกันว่าเป็นพราหมณ์ ข้าแต่พระมหาราชา ข้าพระพุทธเจ้ากราบทูลถึงพราหมณ์พวก นั้นแก่พระองค์แล้ว เราจักต้องการพราหมณ์เช่นนั้น หรือหาไม่ พระเจ้าข้า. ดูก่อนวิธูระ ชนเหล่านั้นปราศจากคุณเครื่อง ความเป็นพราหมณ์ จะเรียกว่าเป็นพราหมณ์ไม่ได้ ท่านจงแสวงหาพราหมณ์เหล่าอื่นผู้มีศีล เป็นพหูสูต งดเว้นจากเมถุนธรรม ซึ่งสมควรบริโภคโภชนาหาร ของฉัน ดูก่อนสหาย ฉันจักให้ทักษิณาในพวก พราหมณ์ที่ให้ทานแล้วจักมีผลมาก. ชนทั้งหลายปลูกกระท่อมไว้ในป่า ทำเครื่อง ดักสัตว์ เบียดเบียนกระต่ายและเสือปลาตลอดถึงเหี้ย ทั้งปลาและเต่า ข้าแต่พระราชา ชนทั้งหลายแม้จะ เป็นผู้เสมอกับนายพราน เขาก็เรียกกันว่าพราหมณ์ ข้าแต่พระมหาราชา ข้าพระพุทธเจ้ากราบทูลถึง พราหมณ์พวกนั้นแก่พระองค์แล้ว เราจะต้องการ พราหมณ์เช่นนั้นหรือหาไม่ พระเจ้าข้า. ดูก่อนวิธูระ ชนเหล่านั้นปราศจากคุณเครื่อง ความเป็นพราหมณ์ จะเรียกว่าเป็นพราหมณ์ไม่ได้ ท่านจงแสวงหาพราหมณ์เหล่าอื่นผู้มีศีล เป็นพหูสูต งดเว้นจากเมถุนธรรม ซึ่งสมควรบริโภคโภชนาหาร ของฉัน ดูก่อนสหาย ฉันจักให้ทักษิณาในพวก พราหมณ์ที่ให้ทานแล้วจักมีผลมาก. อีกพวกหนึ่งย่อมนอนใต้เตียง เพราะปรารถนา ทรัพย์ พระราชาทั้งหลายสรงสนานอยู่ข้างบน ใน คราวมีพิธีโสมยาคะ ข้าแต่พระราชา ชนพวกนั้น แม้จะเหมือนกับคนกวาดมลทิน ก็ยังเรียกกันว่าเป็น พราหมณ์ ข้าแต่พระมหาราชา ข้าพระพุทธเจ้ากราบ ทูลถึงพราหมณ์พวกนั้นแก่พระองค์แล้ว เราจักต้อง การพราหมณ์เช่นนั้นหรือหาไม่ พระเจ้าข้า. ดูก่อนวิธูระ ชนเหล่านั้นปราศจากคุณเครื่อง ความเป็นพราหมณ์ จะเรียกเป็นพราหมณ์ก็ไม่ได้ ท่านจงแสวงทาพราหมณ์เหล่าอื่นผู้มีศีล เป็นพหูสูต งดเว้นจากเมถุนธรรม ซึ่งสมควรจะบริโภคโภชนาหาร ของฉัน ดูก่อนสหาย ฉันจักให้ทักษิณาในพวก พราหมณ์ที่ให้ทานแล้วจักมีผลมาก.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สีลวนฺเต ได้แก่ ท่านผู้มีศีลที่มากับมรรค. บทว่า พหุสฺสุเต ได้แก่ ท่านผู้เป็นพหูสูตด้วยปฏิเวธ. บทว่า ทกฺขิณํ ได้แก่ทาน. บทว่า เย ได้แก่หมู่สมณะและพราหมณ์ผู้ทรงธรรมเหล่าใดควรบริโภคทานนั้น สมณะและพราหมณ์เหล่านั้น หาได้ยาก. บทว่า พฺราหฺมณชาติโย ได้แก่ ตระกูลของพราหมณ์. บทว่า เตสํ วิภงฺควิจยํ ความว่าเชิญพระองค์ทรงสดับการจำแนกพราหมณ์เหล่านั้น อันเป็นความวิจิตรแห่งปัญญาของข้าพระพุทธเจ้าโดยพิสดาร. บทว่า สํวุเต ได้แก่ ผูกปากร่วมไว้. บทว่า โอสธิกาเย คนฺเถนฺติ ความว่า ประพันธ์ฉันท์อย่างนี้ว่า ยาขนานนี้สำหรับโรคนี้ ขนานนี้สำหรับโรคนี้ แล้วให้ฝูงคน. บทว่า นฺหาปยนฺติ ได้แก่ ทำน้ำที่เรียกว่าน้ำสรง (น้ำมนต์). บทว่า ชปนฺติ จ ความว่าร่ายวิชชัมภูต. บทว่า ติกิจฺฉกสมา คือ เสมือนด้วยแพทย์. บทว่า เตปิ วุจฺจนฺติ ความว่า แม้พวกนั้นก็มิได้รู้เลยว่าพวกเราเป็นพราหมณ์หรือมิใช่พราหมณ์ คงเลี้ยงชีวิตด้วยเวชกรรมเรื่อยไป ฝูงชนพากันเรียกว่า พราหมณ์ตามโวหาร. บทว่า อกฺขาตา เต ความว่า ข้าพระพุทธเจ้ากราบทูลถึงพวกพราหมณ์ที่ชื่อว่า พราหมณ์หมอเหล่านี้นั้นแล้ว. บทว่า นิปตามเสความว่า ท่านวิธูระกราบทูลถามว่า ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงพระปรีชา พวกเรายังจะเข้าไปหาเพื่อต้องการนิมนต์พวกพราหมณ์เช่นนั้นหรือ คือพระองค์ยังมีความต้องการพวกพราหมณ์เหล่านั้นอยู่หรือ.
บทว่า พฺราหมญฺา ได้แก่ พราหมณธรรม. บทว่า น เต วุจฺจนฺติ ความว่า พวกนั้นจะเรียกว่า พราหมณ์ ตามความหมายว่าผู้มีบาปอันลอยเสียแล้วไม่ได้. บทว่า กิงฺกิณิโย ความว่า ข้าแต่พระมหาราชเจ้า ยังมีพวกพราหมณ์พวกหนึ่งละทิ้งพราหมณธรรมของตนเสียถือเอากังสดาลบรรเลงขับร้องไปข้างหน้าพระราชาและมหาอำมาตย์ของพระราชา เพื่อต้องการเครื่องเลี้ยงชีพ. บทว่า เปสนานิปิ ความว่าบางทีก็รับใช้เหมือนอย่างทาสและกรรมกร. บทว่า รถจริยาสุ ความว่าย่อมศึกษาในรถศิลปะ. บทว่า ปริจาริกสมา คือ เสมือนทาสและกรรมกร. บทว่า ปงฺกทณฺฑํ ได้แก่ ไม้สีฟัน. บทว่า ปจฺจุเปสฺสนฺติ ราชาโนความว่า พวกพราหมณ์อีกพวกหนึ่ง เข้าไปคบหาใกล้ชิดพระราชาและมหาอำมาตย์ของพระราชา. บทว่า คาเมสุ นิคเมสุ จ ความว่า นั่งอยู่ใกล้ประตูนิเวศน์ของท่านเหล่านั้น. บทว่า นิคฺคาหกสมา ความว่า เป็นเสมือนราชบุรุษผู้เก็บภาษีอากร หมายความว่า คนเหล่านั้นกล่าวว่า เก็บไม่ได้ไม่ยอมไป กระทำการเร่งรัดเอาจนได้ทีเดียวฉันใด ก็คิดว่า จะไปในบ้านหรือในป่าก็ตาม เมื่อยังไม่ได้แล้ว พวกเราจะตายก็ไม่ขอลุกขึ้น แล้วอยู่ประจำฉันนั้น. บทว่า เตปิ ได้แก่ แม้พวกนั้นเล่าก็เป็นเสมือนพนักงานเก็บภาษีอากร มีบาปกรรม.
บทว่า รชชลฺเลหิ ความว่า ยังอีกพวกหนึ่งโสมมด้วยละอองฝุ่น. บทว่า ยาจกา ได้แก่ คนขอทรัพย์ เสมือนคนขุดตอ คือเป็นผู้เสมอกับก่นตอไม้ในไร่ที่เผาแล้ว ได้แก่ พวกคนที่พากันขุดดินแล้วถอนตอไม้ที่ไฟไหม้เพราะมีร่างกายสกปรก และเพราะยืนอยู่ด้วยความไม่เคลื่อนไหวด้วยตั้งใจว่าไม่ได้รับไม่ไป จึงเป็นเสมือนตอไม้ที่เขาขุดขึ้นวางไว้ฉะนั้น. บทว่า เตปิความว่า พวกนั้นเล่าก็เก็บออมทรัพย์ที่ได้ด้วยวิธีนั้นไว้จนร่ำรวยแล้ว ยังเที่ยวไปอย่างนั้นอีก เป็นพราหมณ์ทุศีล. บทว่า อุจฺฉุปูฏํ ได้แก่ อ้อยและน้ำอ้อยงบ. บทว่า มธุอญฺชนํ ได้แก่ น้ำผึ้งและยาหยอดตา. บทว่า อุจฺจาวจานิ คือมีค่าน้อยและมาก. บทว่า ปณิยานิ ได้แก่ สิ่งของทั้งหลาย. บทว่า วิปเณนฺติ ได้แก่ ย่อมซื้อขาย. บทว่า เตปิ ความว่า แม้พวกนั้นผู้ค้าขายสิ่งของเหล่านี้เพียงเท่านี้ เลี้ยงชีพก็เป็นพราหมณ์พ่อค้า. บทว่า โปสยนฺติ คือได้เลี้ยงเพื่อเลี้ยงชีวิตโดยทางซื้อขาย. บทว่า ปเวจฺฉนฺติ ความว่า รับเงินทองให้ธิดาของตนแก่ผู้อื่น พวกนั้นให้แก่ผู้อื่นอย่างนี้เรียกว่า วิวาหะรับ (ธิดาของคนอื่น) เพื่อบุตรของตน เรียกอาวาหะ. บทว่า อมฺพฏฺเวเสหิ ความว่าพวกนั้นเสมือนกับพวกกุฎุมพีและคหบดี แม้พวกนั้นก็เรียกกันว่า พราหมณ์ด้วยอำนาจแห่งบัญญัติ. บทว่า นิกฺขิตฺตภิกฺขํ ได้แก่ยังอีกพวกหนึ่งนั้นเล่า เป็นพวกปุโรหิตประจำบ้าน บริโภคภิกษาที่เขากะไว้เพื่อประโยชน์แก่ตน. บทว่าพหู เน ความว่า ชนเป็นอันมาก พากันถามยามและการมงคลกะพวกปุโรหิตประจำบ้านเหล่านั้น. บทว่า อณฺฑจฺเฉทานิ ลญฺจกา ความว่า พวกเหล่านั้นยังรับจ้างตอนวัวเปลี่ยวเป็นต้น และรับจ้างสักอวัยวะเป็นรูปตรีศูลเป็นต้น คือกระทำเครื่องหมาย. บทว่า ตตฺถ ความว่า ในเรือนของพวกปุโรหิตประจำบ้านฝูงสัตว์เลี้ยงเป็นต้นเหล่านั้น พากันถูกฆ่าเพื่อจำหน่ายเนื้อ. บทว่า เตปิความว่า แม้พวกนั้นจะเป็นเสมือนคนฆ่าโค ก็ยังเรียกกันว่าพราหมณ์.
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๖๐ หน้า ๕๑๖–๕๒๙ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
ปกิณณกนิบาตชาดก ๒๓ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๒๓ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
บาลีอักษรโรมัน ฉบับสยามรัฐ
Rājā avoca vidhūraṃ 1- dhammakāmo yudhiṭṭhilo. Brāhmaṇe vidhūra pariyesa sīlavante bahussute virate methunā dhammā ye me bhuñjeyyu bhojanaṃ dakkhiṇaṃ samma dassāma yattha dinnaṃ mahapphalaṃ.
Dullabhā brāhmaṇā deva sīlavanto bahussutā viratā methunā dhammā ye te bhuñjeyyu bhojanaṃ. Dasa khalu mahārāja yā tā brāhmaṇajātiyo tesaṃ vibhaṅgavicayaṃ vitthārena suṇohi me. Pasibbake gahetvāna puṇṇe mūlassa saṃvute osadhikāye 2- ganthenti nhāpayanti 3- japanti ca. Tikicchakasamā rāja tepi vuccanti brāhmaṇā akkhātā te mahārāja tādise nipatāmase.
Apetā te ca brāhmaññā (iti rājā ca 4- korabyo) na te vuccanti brāhmaṇā aññe vidhūra pariyesa sīlavante bahussute virate methunā dhammā ye me bhuñjeyyu bhojanaṃ dakkhiṇaṃ samma dassāma yattha dinnaṃ mahapphalaṃ.
Kiṅkiṇiyo gahetvāna 5- ghosenti puratopi te pesanānipi gacchanti rathacariyāsu sikkhare. @Footnote: 1 Ma. vidhura. evamuparipi . 2 Ma. osadhikāyo. 3 Sī. Yu. nahāyanti. @ 4 Ma. sabbattha casaddo natthi . 5 Ma. kiṅkikikāyo gahetvā. Paricārikasamā rāja tepi vuccanti brāhmaṇā akkhātā te mahārāja tādise nipatāmase.
Apetā te ca brāhmaññā (iti rājā ca korabyo) na te vuccanti brāhmaṇā aññe vidhūra pariyesa sīlavante bahussute virate methunā dhammā ye me bhuñjeyyu bhojanaṃ dakkhiṇaṃ samma dassāma yattha dinnaṃ mahapphalaṃ.
Kamaṇḍaluṃ gahetvāna vaṅkadaṇḍañca 1- brāhmaṇā paccupessanti rājāno gāmesu nigamesu ca nādinne vuṭṭhahessāma gāmamhi nigamamhi 2- vā niggāhakasamā rāja tepi vuccanti brāhmaṇā akkhātā te mahārāja tādise nipatāmase.
Apetā te ca brāhmaññā (iti rājā ca korabyo) na te vuccanti brāhmaṇā aññe vidhūra pariyesa sīlavante bahussute virate methunā dhammā ye me bhuñjeyyu bhojanaṃ dakkhiṇaṃ samma dassāma yattha dinnaṃ mahapphalaṃ.
Parūḷhakacchanakhalomā paṅkadantā rajassirā okiṇṇā rajareṇūhi yācakā vicaranti te @Footnote: 1 paṅkadaṇḍañcātipi pāṭho . 2 Ma. gāmamhi vā vanamhi vā. Sī. Yu. gāmamhi @ca vanamhi ca. Khāṇughātasamā rāja tepi vuccanti brāhmaṇā akkhātā te mahārāja tādise nipatāmase.
Apetā te ca brāhmaññā (iti rājā ca korabyo) na te vuccanti brāhmaṇā aññe vidhūra pariyesa sīlavante bahussute virate methunā dhammā ye me bhuñjeyyu bhojanaṃ dakkhiṇaṃ samma dassāma yattha dinnaṃ mahapphalaṃ.
Harītakaṃ āmalakaṃ ambaṃ jambuṃ vibhedakaṃ 1- labujaṃ dantapoṇāni veluvā badarāni ca rājāyatanaṃ ucchupūṭaṃ dhūmanettaṃ madhuñjanaṃ uccāvacāni paṇīyāni vikīṇanti 2- janādhipa vāṇijakasamā rāja tepi vuccanti brāhmaṇā akkhātā te mahārāja tādise nipatāmase.
Apetā te ca brāhmaññā (iti rājā ca korabyo) na te vuccanti brāhmaṇā aññe vidhūra pariyesa sīlavante bahussute virate methunā dhammā ye me bhuñjeyyu bhojanaṃ dakkhiṇaṃ samma dassāma yattha dinnaṃ mahapphalaṃ.
Kasivaṇijjaṃ 3- kārenti posayanti ajeḷake @Footnote: 1 Ma. vibhītakaṃ. Sī. Yu. ambajambuvibhīṭakaṃ . 2 Sī. Ma. vipaṇenti. @ 3 Ma. kāsivāṇijjaṃ. Sī. Yu. kāsiṃ vaṇijjaṃ. Kumāriyo pavecchanti vivāhantāvahanti ca samā ambaṭṭhavesehi tepi vuccanti brāhmaṇā akkhāte te mahārāja tādise nipatāmase.
Apetā te ca brāhmaññā (iti rājā ca korabyo) na te vuccanti brāhmaṇā aññe vidhūra pariyesa sīlavante bahussute virate methunā dhammā ye me bhuñjeyyu bhojanaṃ dakkhiṇaṃ samma dassāma yattha dinnaṃ mahapphalaṃ.
Nikkhittabhikkhaṃ bhuñjanti gāmesveke purohitā bahū ne paripucchanti aṇḍacchedā nilañcakā 1- pasūpi tattha haññanti mahiṃsā sūkarā ajā goghātakasamā rāja tepi vuccanti brāhmaṇā akkhātā te mahārāja tādise nipatāmase.
Apetā te ca brāhmaññā (iti rājā ca korabyo) na te vuccanti brāhmaṇā aññe vidhūra pariyesa sīlavante bahussute virate methunā dhammā ye me bhuñjeyyu bhojanaṃ dakkhiṇaṃ samma dassāma yattha dinnaṃ mahapphalaṃ.
Asicammaṃ gahetvāna khaggaṃ paggayha brāhmaṇā vessapathesu tiṭṭhanti satthaṃ abbāhayantipi @Footnote: 1 Ma. nilañchakā. Yu. tilañchakā. Samā gopanisādehi tepi vuccanti brāhmaṇā akkhātā te mahārāja tādise nipatāmase.
Apetā te ca brāhmaññā (iti rājā ca korabyo) na te vuccanti brāhmaṇā aññe vidhūra pariyesa sīlavante bahussute virate methunā dhammā ye me bhuñjeyyu bhojanaṃ dakkhiṇaṃ samma dassāma yattha dinnaṃ mahapphalaṃ.
Araññe kuṭikaṃ katvā kūṭāni kārayanti te sasaviḷāre bādhenti āgodhā macchakacchapaṃ te luddakasamā rāja 1- tepi vuccanti brāhmaṇā akkhātā te mahārāja tādise nipatāmase.
Apetā te ca brāhmaññā (iti rājā ca korabyo) na te vuccanti brāhmaṇā aññe vidhūra pariyesa sīlavante bahussute virate methunā dhammā ye me bhuñjeyyu bhojanaṃ dakkhiṇaṃ samma dassāma yattha dinnaṃ mahapphalaṃ.
Aññe dhanassa kāmā hi heṭṭhā mañce pasakkhitā 2- rājāno upari nhāyanti somayāge upaṭṭhite malamajjasamā 3- rāja tepi vuccanti brāhmaṇā akkhātā te mahārāja tādise nipatāmase. @Footnote: 1 Sī. Yu. luddakā te mahārāja . 2 Ma. pasakkitā . 3 malamajjana-malamajjaka-itipi.
Apetā te ca brāhmaññā (iti rājā ca korabyo) na te vuccanti brāhmaṇā aññe vidhūra pariyesa sīlavante bahussute virate methunā dhammā ye me bhuñjeyyu bhojanaṃ dakkhiṇaṃ samma dassāma yattha dinnaṃ mahapphalaṃ.
Atthi kho brāhmaṇā deva sīlavanto bahussutā viratā methunā dhammā ye te bhuñjeyyu bhojanaṃ. Ekañca bhattaṃ bhuñjanti na ca majjaṃ pivanti te akkhātā te mahārāja tādise nipatāmase.
Ete kho brāhmaṇā vidhūra sīlavanto bahussutā ete vidhūra pariyesa khippañca ne nimantayāti. Dasabrāhmaṇajātakaṃ dvādasamaṃ.
ที่มา: พระไตรปิฎกบาลีอักษรโรมัน ฉบับสยามรัฐ เล่มที่ ๒๗ ข้อ ๒๐๐๑
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗