ภัลลาติยชาดก
ว่าด้วยอายุของกินนร
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๒๑๕๓ · บรรทัด ๘๕๓๔ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑
อรรถกถาชาดก ตอนที่ ๑ จาก ๒
เรื่องเล่า
พระศาสดาเมื่อเสด็จประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงพระปรารภพระนางมัลลิกาเทวี ตรัสพระธรรมเทศนานี้มีคำเริ่มต้นว่า ภลฺลาติโก นาม อโหสิ ราชา ดังนี้.
ได้ยินว่า วันหนึ่งอาศัยเหตุที่พระนางมัลลิกาเทวี บรรทมร่วมกับพระเจ้าโกศลราช จึงเกิดวิวาทบาดหมางกันขึ้น. พระราชาทรงกริ้ว ถึงกับไม่ทอดพระเนตรเหลียวแลพระนางมัลลิกาอัครมเหสี พระนางจึงทรงพระดำริว่าพระตถาคตเจ้า จะไม่ทรงทราบเรื่องที่พระราชาทรงกริ้วเราหรือหนอ ? พระศาสดาทรงทราบเหตุนั้น จึงวันรุ่งขึ้น แวดล้อมไปด้วยภิกษุสงฆ์ เสด็จเข้าไปบิณฑบาตในพระนครสาวัตถี ทรงดำเนินไปถึงประตูพระราชวัง. พระราชาจัดการรับเสด็จ ทรงรับบาตรแล้วทูลเสด็จสู่ปราสาท อาราธนาภิกษุสงฆ์ให้นั่งโดยลำดับแล้ว ถวายน้ำทักษิโณทก ทรงอังคาสด้วยพระกระยาหารอันประณีตเมื่อเสร็จภัตกิจแล้ว ประทับนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง. พระศาสดาตรัสถามว่าขอถวายพระพรมหาบพิตร เหตุไรหนอ พระนางมัลลิกาบรมราชเทวี จึงทรงหายไปไม่ปรากฏ เมื่อท้าวเธอทูลตอบว่า เพราะพระนางเพลิดเพลินมัวเมาในความสุขส่วนตัวเสีย จึงตรัสว่าดูก่อนมหาบพิตร ในชาติก่อนพระองค์ทรงบังเกิดในกำเนิดกินนร พลัดจากนางกินรีไปหนึ่งราตรี ต้องเที่ยวปริเทวนาการอยู่ถึงเจ็ดร้อยปีมิใช่หรือ ? พระราชาทูลอาราธนา จึงทรงนำอดีตนิทานมาตรัสดังต่อไปนี้
ในอดีตกาล เมื่อครั้งพระเจ้าภัลลาติกราช เสวยราชสมบัติอยู่ในพระนครพาราณสี ทรงพระดำริว่า เราจักบริโภคเนื้อย่างสุกด้วยถ่าน จึงทรงมอบราชสมบัติแก่หมู่อำมาตย์แล้วทรงสะพักราชปัญจาวุธ แวดล้อมด้วยหมู่โกเลยยสุนัขที่ฝึกหัดดีแล้ว เสด็จออกจากพระนครไปยังหิมวันตประเทศ เสด็จถึงแม่น้ำน้อยแห่งหนึ่ง ไม่สามารถจะข้ามฝั่งน้ำไปได้ ทอดพระเนตรเห็นแม่น้ำที่มีกระแสไหลผ่านลงคงคาแห่งหนึ่ง จึงพระราชดำเนินเลียบไปตามกระแสน้ำนั้น ทรงฆ่ามฤคและสุกรเป็นต้นแล้ว เสวยเนื้อย่างสุกด้วยถ่านเพลิง พลางเสด็จขึ้นยังที่เนินอันสูง ณ บนที่ราบสูงนั้นมีแม่น้ำน้อย ๆ เป็นที่น่ารื่นรมย์. ยามที่น้ำเต็มบริบูรณ์ นทีธารนั้นจะมีส่วนลึกประมาณราวนมไหลผ่านอยู่เสมอในเวลาอื่น จะมีน้ำลดลงประมาณแค่แข้งและเข่า มีปลาและเต่าแหวกว่ายไปมาอยู่ดาษดื่น. ที่ชายหาดมีทรายสะอาดขาวราวกับแผ่นเงิน สองฟากฝั่งมีพรรณหมู่ไม้สะพรั่ง สล้างไปด้วยดอกแลผลนานาชนิด หมู่วิหคและภมรมากมายที่หลงใหลในดอกผลและรส ต่างพากันมาคลึงเคล้า ทั้งหมู่พิพิธมฤคามฤคีเล่าก็เข้าเสพอาศัย ร่มเงาต้นไม้ก็เย็นสนิท. ที่ฝั่งน้ำเหมวดีนทีน่ารื่นรมย์อย่างนี้มีกินนรสองตัวผัวเมียคลอเคลียจุมพิตซึ่งกันและกัน แล้วร้องไห้คร่ำครวญอยู่โดยนานัปการ. เมื่อพระราชาเสด็จขึ้นภูเขาคันธมาทน์ ทางฝั่งนทีนั้นทอดพระเนตรเห็นกินนรเหล่านั้น แล้วทรงพระดำริว่า เพราะเหตุไรเล่าหนอกินนรทั้งคู่นี้จึงมาปริเทวนาการอยู่อย่างนี้ เราจักถามดู จึงดีดพระหัตถ์ ขึงพระเนตรดูหมู่สุนัข โกเลยยสุนัขที่ฝึกหัดดีแล้วทั้งหลาย พากันวิ่งเข้าซ่อนยังพุ่มไม้ หมอบราบติดดินอยู่โดยสัญญานั้น พระราชาทรงทราบว่าสุนัขเหล่านั้นแอบซ่อนแล้ว ทรงวางแล่งธนูและอาวุธอื่นพิงไว้กับต้นไม้ ไม่ทำเสียงพระบาทให้ดัง ค่อย ๆ เสด็จไปยังสำนักกินนรเหล่านั้น แล้วตรัสถามกินนรทั้งสองว่าเพราะเหตุไร เจ้าทั้งสองจึงพากันร้องไห้.
พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น ได้ตรัสพระคาถา ๓ คาถาความว่า
ได้มีพระราชาทรงพระนามว่า ภัลลาติยะ ทรงละ รัฐสีมา เสด็จประพาสป่า ล่ามฤค ท้าวเธอเสด็จไปถึง คันธมาทน์วรคิรี มีพรรณดอกไม้ บานสะพรั่ง ซึ่ง กินนรเลือกเก็บอยู่เนือง ๆ. กินนรสองผัวเมียยืนคลึงเคล้ากันอยู่ ณ ที่ใด ท้าวเธอประสงค์จะตรัสถามจึงทรงห้ามหมู่สุนัข และ เก็บแล่งธนูเสีย แล้วเสด็จเข้าไปใกล้ ณ ที่นั้นตรัส ว่า ล่วงฤดูเหมันต์แล้ว ไยเล่าเจ้าทั้งสอง จึงมายืน กระซิบกระซาบกันอยู่เนือง ๆ ที่ริมฝั่งเหมวดีนทีนี้ เราขอถามเจ้าทั้งสองผู้มีเพศพรรณเหมือนร่างมนุษย์ ชนทั้งหลายในมนุษยโลกรู้จักเจ้าทั้งสองว่าเป็นอะไร.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สาลูรสงฺฆํ ได้แก่ หมู่แห่งสุนัข. บทว่า หิมจฺจเย ความว่า ล่วงเดือนในฤดูเหมันต์ทั้งสี่ไปแล้ว. บทว่า เหมวตายความว่า ที่ฝั่งแห่งแม่น้ำเหมวดีนี้.
กินนรได้สดับพระราชดำรัสถามแล้วก็นิ่งเสีย ฝ่ายนางกินรีจึงกราบทูลโต้ตอบพระราชาว่า
ข้าแต่ท่านพรานผู้สหาย เราทั้งสองเป็นมฤค มี เพศพรรณปรากฏเหมือนมนุษย์ เที่ยวอยู่ตามแม่น้ำ เหล่านี้ คือ มาลาคิรีนที ปัณฑรกนที ติกูฏนที ซึ่งมีน้ำใสเย็นสนิท ชาวโลกรู้จักเราทั้งสองว่าเป็น กินนร.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มลฺลคิรึ ความว่า ท่านนายพรานผู้สหายเราทั้งหลายเที่ยวอยู่ตามแม่น้ำเหล่านี้ คือ มัลลคิรีนที ปัณฑรกนที ติกูฏนที. ปาฐะเป็น มาลาคิรึ ดังนี้ก็มี. บทว่า นิภาสวณฺณา ความว่า มีเพศผิวพรรณคือ มีอวัยวะร่างกายปรากฏ (เหมือนมนุษย์). ลำดับนั้น พระราชาได้ตรัสพระคาถา ๓ คาถา ความว่า
เจ้าทั้งสองเหมือนได้รับความทุกข์ร้อนเสียเหลือเกิน ปริเทวนาการอยู่ เจ้าทั้งสองรักกัน ได้สวมกอด กันสมความรักแล้ว ดูก่อนกินนรทั้งสองผู้มีเพศพรรณ เหมือนกายมนุษย์ เราขอถามเจ้าทั้งหลาย เหตุไรเจ้า ทั้งสองจึงร้องไห้อยู่ในป่านี้ไม่สร่างซาเลย เจ้าทั้งสอง เหมือนได้รับความทุกข์เสียเหลือเกิน ปริเทวนาการอยู่ เจ้าทั้งสองมีความรักกัน ได้สวมกอดกัน สมความรัก แล้ว ดูก่อนกินนรผู้มีเพศพรรณเหมือนกายมนุษย์ เรา ขอถามเจ้าทั้งหลาย เหตุไรเจ้าทั้งสองจึงมาบ่นเพ้ออยู่
ในป่านี้ ไม่สร่างซาเลย. เจ้าทั้งสองเหมือนได้รับความทุกข์ร้อนเสียเหลือ-
เกิน ปริเทวนาการอยู่ เจ้าทั้งสองรักใคร่กัน ก็ได้สวม กอดกันสมความรักแล้ว ดูก่อนกินนรผู้มีเพศพรรณ เหมือนกายมนุษย์ เราขอถามเจ้าทั้งหลาย เหตุไรเจ้า ทั้งจึงเศร้าโศกอยู่ในป่านี้ ไม่สร่างซาเลย.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สุกิจฺฉรูปํ ความว่า มีอาการเหมือนมีทุกข์เดือดร้อนเหลือขนาด. บทว่า อาลิงฺคิโต จาสิ ปิโย ปิยาย ความว่าความที่เจ้ารักกัน ก็เป็นอันได้สวมกอดกันสมความรักแล้ว. ปาฐะว่า อาลงฺคิโย จาสิ ดังนี้ก็มี เนื้อความก็อย่างเดียวกันนี้. บทว่า กิมิธา วเน ความว่าเพราะเหตุไร เจ้าทั้งสอง จึงคลึงเคล้าจุมพิตกัน กล่าววาจาน่ารักต่อกันในระหว่าง ๆ แล้วพากันร้องไห้ ในป่านี้อีกมิได้สร่าง.
ต่อจากนี้ไป เป็นคาถาแสดงการปราศรัยโต้ตอบกันระหว่างพระราชากับนางกินรีทั้งสอง ดังต่อไปนี้
(นางกินรีทูลตอบว่า) ข้าแต่ท่านนายพราน เรา ทั้งสองไม่อยากจะจากกัน ก็ต้องจากกัน แยกกันอยู่ สิ้นราตรีหนึ่ง เมื่อมาระลึกถึงกันและกัน ก็เดือดร้อน เศร้าโศกถึงกันตลอดราตรีหนึ่งที่ล่วงไปนั้นว่า ราตรี นั้นจักไม่มีอีก. (พระราชาตรัสถามว่า) เจ้าทังสองคิดถึงทรัพย์ ที่หายไปหรือ หรือว่าคิดถึงมารดาบิดาผู้ล่วงลับไปแล้ว จึงได้เดือดร้อนอยู่สิ้นราตรีหนึ่ง เราขอถามเจ้าทั้งสอง ผู้มีเพศพรรณดังกายมนุษย์ เหตุไรเจ้าทั้งสองจึงต้อง จากกันไป. (นางกินรีทูลว่า) ท่านเห็นนทีนี้แห่งใด มีกระแสเชี่ยว ไหลมาในระหว่างหุบผา ปกคลุมไปด้วยหมู่ ไม้นานาพรรณ ในฤดูฝน กินนรสามีสุดที่รักของดิฉัน ได้ข้ามแม่น้ำนั้นไปด้วยสำคัญว่า ดิฉันจะติดตามมา ข้างหลัง. ส่วนดิฉันมัวเลือกเก็บดอกปรู ดอกลำดวน ดอกมะลิซ้อน และดอกคัดค้าวที่บานสล้าง ด้วยคิดว่า สามีของเรารักได้ทัดทรงดอกไม้ ส่วนเราก็จักได้ สอดแซมดอกไม้ เข้าไปนอนแนบสามีที่รักนั้น. อนึ่ง ดิฉันมัวเลือกเก็บดอกบานไม่รู้โรย ดอก ราชพฤกษ์ ดอกแคฝอย ดอกย่านทราย ด้วยคิดว่า สามีที่รักของเราจักทัดทรงดอกไม้ ส่วนเราก็จักได้ สอดแซมดอกไม้ เข้าไปนอนแนบสามีที่รักนั้น. อนึ่ง ดิฉันมัวเลือกเก็บดอกสาลพฤกษ์ ซึ่งกำลัง บานสล้าง ร้อยเป็นพวงมาลัย ด้วยคิดว่า สามีที่รัก ของเราจักสวมใส่พวงมาลัย ส่วนเราก็จักได้สวมใส่ พวงมาลัย เข้าไปนอนแนบสามีที่รักนั้น. อนึ่ง ดิฉันมัวเลือกเก็บดอกสาลพฤกษ์ ซึ่งกำลัง บานสล้าง แล้วร้อยทำเป็นพวงมาลัย ด้วยคิดว่า คืน วันนี้ เราทั้งสองจะอยู่ ณ ที่ใด พวงมาลัยที่ทำไว้นี้ แหละ จักเป็นเครื่องปูลาด สำหรับเราทั้งสอง ณ ที่นั้น. อนึ่ง ดิฉันมัวเลินเล่อ บดกฤษณาดำ และ จันทน์แดงด้วยศิลา ด้วยคิดว่า สาทีที่รักของเราจักได้ ประพรมร่างกาย ส่วนเราประพรมร่างกายแล้ว จะเข้า ไปนอนแนบชิดสามีที่รักนั้น. ครั้งนั้น น้ำมีกระแสเชี่ยวไหลมา พัดเอาดอก สาลพฤกษ์ ดอกสน ดอกกรรณิการ์ ที่ดิฉันเก็บมา วางไว้ไปหมดสิ้น โดยกาลประมาณครู่เดียวเท่านั้น น้ำก็ขึ้นเต็มฝั่ง ถึงเวลาเย็นดิฉันก็ข้ามไปไม่ได้. คราวนั้นเราทั้งสองอยู่กันคนละฝั่งน้ำ มองเห็น หน้ากัน หัวเราะครั้งหนึ่ง มองไม่เห็นหน้ากัน ก็ ร้องไห้อีกครั้งหนึ่ง คืนนั้นได้ผ่านเราทั้งสองไปโดยยาก. ข้าแต่นายพราน เมื่อพระอาทิตย์ขึ้นยามเช้า เรา ทั้งสองข้ามแม่น้ำอันยุบแห้งมาสวมกอดกันและกัน ร้องไห้อยู่คราวหนึ่ง หัวเราะอยู่คราวหนึ่ง. ข้าแต่นายพรานผู้ภูมิบาล เมื่อครั้งก่อน เราทั้งสองได้พรากกันอยู่นานถึง ๖๙๗ ปี ชีวิตของท่านนี้มี กำหนดเพียง ๑๐๐ปี เมื่อเป็นเช่นนี้ใครเล่าหนอ ในที่นี้ จะพึงอยู่ปราศจากภรรยาสุดที่รักได้. (พระราชาตรัสถามว่า) ดูก่อนสหาย อายุของพวก ท่านมีประมาณเท่าไร ถ้าท่านทั้งสองรู้ ก็จงบอกอายุ ของพวกท่านแก่เรา ขอท่านทั้งหลายอย่าได้บิดพลิ้ว จงบอกอายุของพวกท่านแก่เรา ตามที่ได้ยินได้ฟังมา จากวุฒบุคคล หรือจากตำรับตำรา. (นางกินรีทูลตอบว่า) ข้าแต่นายพราน อายุ ของเราทั้งสองประมาณ ๑,๐๐๐ ปี อนึ่ง ในระหว่าง อายุนั้น โรคร้ายย่อมไม่มี มีความทุกข์น้อย มีแต่ ความสุขยิ่ง ๆ ขึ้นไป เราทั้งสองยังรักกันไม่จืดจาง ก็ต้องมาละทิ้งชีวิตไป.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มเยกรตฺตํ ตัดบทเป็น มยํ เอกรตฺตํ ความว่า เราทั้งสองต้องจากกันชั่วราตรีหนึ่ง. บทว่า วิปฺปวสิมฺห ความว่าเราต้องพรากจากกันอยู่. บทว่า อนุตปฺปมาณา ความว่า ทั้ง ๆ ที่เราทั้งสองไม่ปรารถนาจะจากกัน ราตรีหนึ่งก็ได้ผ่านพ้นไป เราทั้งสองก็เฝ้าแต่ครุ่นคิดถึงราตรีเดียวนั้นอยู่. บทว่า ปุน น เหสฺสติ ความว่า ราตรีนั้นจักไม่มีคือจักไม่ย่างมาอีก.
บทว่า ธนํว นฏฺํ ปิตรญฺจ เปตํ ความว่า เจ้าทั้งสองคิดถึงทรัพย์ที่หายไปแล้ว หรือคิดถึงมารดาบิดาที่ละโลกนี้ไปแล้ว ด้วยเหตุไร จึงได้แยกกันตลอดราตรีหนึ่งนั้น จงบอกเหตุนั้นแก่เราเถิด. บทว่า ยมิมํ ตัดบทเป็น ยํ อิมํ แปลว่า นี้ใด. บทว่า เสลกุลํ ความว่า ไหลมาในระหว่างหุบผาทั้งสอง บทว่า วสฺสกาเล ความว่า นางกินรีกล่าวว่า ในเวลาที่เมฆก้อนหนึ่งตั้งขึ้นฝนตก แม้ยามที่เราทั้งสองย่ำราตรี ท่องเที่ยวไปในไพรสณฑ์นี้เมฆกอันหนึ่งตั้งขึ้น ลำดับนั้น กินนรผู้สามีสุดที่รักของดิฉัน สำคัญว่าดิฉันตามมาข้างหลัง จึงข้ามนทีนี้ไป. บทว่า อหญฺจ ความว่า ก็ดิฉันหาได้ทราบว่า สามีของตนข้ามไปฝั่งโน้นแล้วไม่ มัวเลือกเก็บดอกไม้ทั้งหลายมีดอกปรูเป็นต้น ที่บานสะพรั่งอยู่แล้ว.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สตฺตลิโยธิกญฺจ ความว่า ก็เมื่อข้าพเจ้าเลือกเก็บดอกลำดวน และดอกมะลิซ้อน ก็ด้วยเหตุที่ว่า สามีที่รักของเราจักทัดทรงระเบียบดอกไม้ ส่วนเราก็จักสอดแซมระเบียบดอกไม้นอนแนบสามีนั้น. บทว่า อุทฺทาลกา ปาตลี สินฺธุวาริตา ความว่า นางกินรีกล่าวว่า แม้ดอกไม้เหล่านี้ ก็เป็นอันข้าพเจ้าเลือกเก็บแล้วทีเดียว. บทว่า โอเจยฺย แปลว่าเลือกเก็บแล้ว. บทว่า อคฺคลุํ จนฺทนญฺจ ได้แก่ กฤษณาดำและจันทน์แดง. บทว่า โรสิตงฺโค ความว่า มีสรีระร่างกายลูบไล้แล้ว. บทว่า โรสิตา แปลว่าประพรมสรีระแล้ว. บทว่า อชฺฌุเปสฺสํ ความว่า จักเข้าไปแนบชิดบนที่นอน. บทว่า นุทํ สาเล สลเล กณฺณิกาเร ความว่า พัดพาเอาดอกไม้เหล่านี้ ที่ดิฉันเลือกเก็บแล้ววางไว้ริมฝั่งไปจนหมด.
บทว่า สุทุตฺตรา ความว่า ก็ในเวลาที่นางกินรีนั้นยืนอยู่ที่ฝั่งฟากนี้นั้นเอง น้ำในแม่น้ำท่วมท้นขึ้นมา ทั้งในขณะนั้นพระอาทิตย์ก็อัสดงคตไปแล้วสายฟ้าก็แลบแปลบปลาบ ธรรมดาว่า กินนรทั้งหลายย่อมกลัวน้ำ เพราะฉะนั้นนางกินรีนั้น จึงไม่สามารถจะข้ามไปฝั่งโน้นได้ ด้วยเหตุนั้น นางจึงกล่าวว่าในเวลายามเย็น ข้าพเจ้าข้ามน้ำไปไม่ได้. บทว่า สมฺปสฺสนฺตา ความว่ามองเห็นกันในเวลาฟ้าแลบ. บทว่า โรทาม ความว่า ในเวลามืดมองไม่เห็นกันก็ร้องไห้ ในเวลาฟ้าแลบมองเห็นหน้ากันก็หัวเราะ. บทว่า สมฺพรี แปลว่าราตรี. บทว่า จตุกฺกํ แปลว่า ว่างเปล่าหรือยุบแห้ง. บทว่า อุตฺตริยาน แปลว่า ข้ามไป. บทว่า ติหูนกํ ความว่า เป็นเวลาหกร้อยเก้าสิบเจ็ดปี.
บทว่า ยมิธ มยํ ความว่า นางกินรีกล่าวว่า เราทั้งสองต้องจากพรากกันอยู่ในที่นี้ ตลอดเวลาที่ผ่านมานี้นั้น เป็นเวลานานถึงเจ็ดร้อยหย่อนสามปี. บทว่า วสฺเสกิมํ ตัดบทเป็น วสฺสํ เอกํ อิมํ ความว่า นางกินรีกล่าวว่า ชีวิตความเป็นอยู่ของท่านนี้ มีกำหนดเพียงร้อยปีหนึ่งเท่านั้น. บทว่าโกนีธ ความว่า นางกินรีกล่าวว่า เมื่อชีวิตความเป็นอยู่มีเล็กน้อยอย่างนี้ใครเล่าจะพรากจากภรรยาที่รักใคร่ได้ หรือไม่บังควรที่จะพลัดพรากจากภรรยาสุดที่รักเลย. บทว่า กีวตโก นุ ความว่า พระราชาทรงสดับถ้อยคำของนางกินรีแล้ว ทรงดำริว่า เราจักถามประมาณอายุของกินนรเหล่านั้น กะนางกินรีดู จึงตรัสถามว่า อายุของพวกท่านมีประมาณเท่าใด. บทว่า อนุสฺสวา ความว่า ถ้าเมื่อจะมีใคร ๆ บอกกล่าวแก่พวกท่าน หรือว่าตำนับตำรา มีอยู่ในสำนักมารดาบิดาหรือผู้เฒ่าผู้แก่ไซร้ เมื่อเป็นเช่นนั้น ท่านอย่าบิดพลิ้วเลยจงบอกประมาณแห่งอายุ จากที่ได้ยินได้ฟังมา หรือจากตำรับตำรา.
บทว่า น จนฺตรา ความว่า อายุของเราทั้งหลายประมาณหนึ่งพันปีและในระหว่างนั้น โรคภัยอันเลวร้ายซึ่งจะทำอันตรายแก่ชีวิต ก็ไม่มีแก่พวกเราเลย. บทว่า อวีตราคา ความว่า เราทั้งหลายมิใช่ผู้ปราศจากความรักใคร่กันและกันเลย.
พระเจ้าภัลลาติกราช ทรงสดับถ้อยคำของนางกินรี แล้วทรงดำริว่าน่าอัศจรรย์ กินนรเหล่านั้นเป็นสัตว์เดียรัจฉาน พลัดพรากจากกันชั่วราตรีเดียวยังเที่ยวร่ำไห้ถึงกันตลอดเวลา ๗๐๐ ปี ส่วนเราเองละเลยมหาสมบัติ ในความเป็นพระราชา มีอาชญาแผ่ไปถึง ๓๐๐ โยชน์ มาอยู่ในป่า น่าอนาถ เราได้ทำกิจที่ไม่ควรทำ ดังนี้แล้ว เสด็จนิวัตน์จากอรัญประเทศนั้นสู่พระนครพาราณสี อันหมู่มุขอำมาตย์ทูลถามว่า ขอเดชะมหาราชเจ้า พระองค์ทรงทอดพระเนตรเห็นอะไร เป็นสิ่งอัศจรรย์ในหิมวันตประเทศ จึงตรัสบอกเหตุทั้งปวงที่ทรงประสบมา แล้วทรงบำเพ็ญกุศลมีทานเป็นต้น เสวยราชสมบัตินับแต่วาระนั้นเป็นต้นมา.
พระบรมศาสดาเมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสว่า
พระเจ้าภัลลาติยะ ได้ทรงสดับถ้อยคำของกินนร ทั้งสองนี้แล้ว ทรงพระดำรู้ว่า ชีวิตเป็นของน้อย จึง เสด็จกลับ ไม่เสด็จล่าเนื้อ ได้ทรงบำเพ็ญทาน เสวยราชสมบัติสืบมา.
พระบรมศาสดาครั้นตรัสพระคาถานี้แล้ว เมื่อจะทรงโอวาทซ้ำอีกได้ตรัสพระคาถา ๒ คาถา ความว่า
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๖๑ หน้า ๑๕๐–๑๖๑ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
วิสตินิบาตชาดก ๑๑ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๑ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
บาลีอักษรโรมัน ฉบับสยามรัฐ
Bhallātiyo 1- nāma ahosi rājā raṭṭhaṃ pahāya migavaṃ acāriso agamā girivaraṃ gandhamādanaṃ supupphitaṃ kiṃpurisānuciṇṇaṃ. Sālūrasaṅghañca nisedhayitvā dhanukalāpañca so nikkhipitvā upāgami vacanaṃ vattukāmo yatthaṭṭhitā kiṃpurisā ahesuṃ. Himaccaye hemavatāya tīre kimidhaṭṭhitā mantayavho abhiṇhaṃ pucchāmi vo mānusadehavaṇṇe kathaṃ vo 2- jānanti manussaloke.
Mallagiriṃ paṇḍarakaṃ tikūṭaṃ sītodakā 3- anuvicarāma najjo migā manussāva nibhāsavaṇṇā jānanti no kiṃpurisāti ludda.
Sukiccharūpaṃ paridevayavho āliṅgito cāsi piyo piyāya pucchāmi vo mānusadehavaṇṇe @Footnote: 1 Sī. Yu. bhallāṭiyo . 2 Ma. nu. . 3 Sī. Yu. sītodiyā. Kimidha vane rodatha appatītā. Sukiccharūpaṃ paridevayavho āliṅgito cāsi piyo piyāya pucchāmi vo mānusadehavaṇṇe kimidha vane vilapatha appatītā. Sukiccharūpaṃ paridevayavho āliṅgito cāsi piyo piyāya pucchāmi vo mānusadehavaṇṇe kimidha vane socatha appatītā.
Mayekarattaṃ 1- vippavasimha ludda akāmakā aññamaññaṃ sarantā tamekarattaṃ 2- anutappamānā socāma sā ratti puna na hessati.
Yamekarattaṃ 3- anutappathetaṃ dhanaṃva naṭṭhaṃ pitarañca petaṃ pucchāmi vo mānusadehavaṇṇe kathaṃ vināvāsamakappayittha.
Yamimaṃ nadiṃ passasi sīghasotaṃ nānādumacchādana selakūlaṃ 4- taṃ me piyo uttari vassakāle @Footnote:1-2-3 Yu. - rattiṃ . 4 Sī. Yu. dumacchadanaṃ selakūṭaṃ. Ma. - dumacchādanaṃ. Mamañca maññe anubandhatīti. Ahañca aṅkolakamocināmi adhimuttakaṃ sattaliyodhikañca piyo ca me hehiti mālabhārī ahañca naṃ mālini 1- ajjhupessaṃ. Ahañcidaṃ kuravakaṃ ocināmi uddālakā pātali sindhuvāritā 2- piyo ca me hehiti mālabhārī ahañca naṃ mālini ajjhupessaṃ. Ahañca sālassa supupphitassa oceyya pupphāni karomi mālaṃ piyo ca me hehiti mālabhārī ahañca naṃ mālini ajjhupessaṃ. Ahañca sālassa supupphitassa oceyya pupphāni karomi bhāraṃ idañca no hehiti santharatthaṃ yatthajjimaṃ 3- viharissāma 4- rattiṃ. Ahañca kho aggalu 5- candanañca silāya piṃsāmi pamattarūpā piyo ca me hehiti rositaṅgo @Footnote: 1 Ma. mālinī. evamuparipi . 2 Ma. pāṭalisindhuvārakā . 3 Sī. Yu. yathajjamaṃ. @ 4 Yu. viharissāmu . 5 Ma. agaḷuṃ. Yu. akaluṃ. Ahañca naṃ rositā ajjhupessaṃ athāgamā salilaṃ sīghasotaṃ nudaṃ sāle salale kaṇṇikāre āpūrathe 1- tena muhuttakena sāyaṃ nadī āsi mayā suduttarā. Ubhosu tīresu mayaṃ tadā ṭhitā sampassantā ubhayo aññamaññaṃ sakiṃpi rodāma sakiṃ hasāma kicchena no agamā sambarī sā. Pāto ca kho uggate suriyamhi catukkaṃ nadiṃ uttariyāna ludda āliṅgiyā aññamaññaṃ mayaṃ ubho sakiṃpi rodāma sakiṃ hasāma. Tīhūnakaṃ satta satāni ludda yamidha mayaṃ vippavasimha pubbe vassekimaṃ 2- jīvitaṃ bhūmipāla konīdha kantāya vinā vaseyya.
Āyuñca vo kīvatako nu samma sacepi jānātha vadetha āyuṃ anussavā vuḍḍhato āgamā vā @Footnote: 1 Ma. āpūratha . 2 Sī. Yu. vāsekimaṃ. Akkhātha me taṃ avikampamānā.
Āyuñca no vassasahassa 1- ludda na cantarā pāpako atthi rogo appaṃva dukkhaṃ sukhameva bhiyyo avītarāgā vijahāma jīvitaṃ.
Idañca sutvāna amānusānaṃ bhallātiyo ittaraṃ jīvitanti nivattatha na migavaṃ acari adāsi dānāni abhuñji bhoge.
Idañca sutvāna amānusānaṃ sammodatha mā kalahaṃ akattha mā vo tappi 2- attakammāparādho yathāpi te kiṃpurisekarattaṃ. Idañca sutvāna amānusānaṃ sammodatha mā vivādaṃ akattha mā vo tappi 3- attakammāparādho yathāpi te kiṃpurisekarattaṃ.
Vividha 4- adhimanā suṇomahaṃ vacanapathaṃ vata atthasañhitaṃ muñcaṃ 5- giraṃ nudaseva me daraṃ @Footnote: 1 Ma. vassasahasasaṃ . 2-3 Ma. tapī . 4 Ma. vividhaṃ . 5 Sī. Yu. muñca. Samaṇa sukhāvaha jīva me ciranti. Bhallātiyajātakaṃ aṭṭhamaṃ.
ที่มา: พระไตรปิฎกบาลีอักษรโรมัน ฉบับสยามรัฐ เล่มที่ ๒๗ ข้อ ๒๑๕๓
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗