สัมภวชาดก
ว่าด้วยคนผู้รุ่งโรจน์ได้เพราะปัญญา
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๒๓๕๒ · บรรทัด ๙๕๒๕ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑
อรรถกถาชาดก ตอนที่ ๑ จาก ๒
เรื่องเล่า
พระบรมศาสดาเมื่อเสด็จประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงพระปรารภพระปัญญาบารมี ตรัสพระธรรมเทศนานี้มีคำเริ่มต้นว่า รชฺชญฺจ ปฏิปนฺนสฺสา ดังนี้.
เรื่องปัจจุบันจักมีแจ้ง ในมหาอุมมังคชาดก. ส่วนเรื่องในอดีตมีว่าพระราชาทรงพระนามว่า ธนัญชยโกรัพยะ เสรยราชสมบัติในอินทปัตตนคร แคว้นกุรุ พราหมณปุโรหิต นามว่า สุจีรตะ ได้เป็นผู้กล่าวสอนอรรถธรรมของพระองค์. พระราชาทรงบำเพ็ญบุญกุศลมีทานเป็นต้น ทรงครองราชสมบัติโดยทศพิธราชธรรม ครั้นวันหนึ่ง จะทรงถกปัญหาชื่อธัมมยาคะ จึงเชิญสุจีรตพราหมณ์ให้นั่งบนอาสนะ ทรงทำสักการะแล้ว เมื่อจะตรัสถาม ได้ตรัสคาถา ๔ คาถา ความว่า
ดูก่อนท่านอาจารย์ สุจีรตะ เราทั้งหลายได้ ราชสมบัติและความเป็นใหญ่แล้ว ยังปรารถนาอยาก ได้ความเป็นใหญ่ยิ่งขึ้น เพื่อปราบดาภิเษกครอบครอง พื้นปฐพีนี้. โดยธรรมไม่ใช่โดยอธรรม เราหาชอบใจอธรรม ไม่ ดูก่อนท่านอาจารย์สุจีรตะ การประพฤติธรรมเป็น กิจของพระราชาโดยแท้. ดูก่อนพราหมณ์ เราทั้งหลายจะไม่ถูกนินทาทั้ง ในโลกนี้และโลกหน้า ด้วยเหตุใด และจะได้รับ เกียรติยศ ในเทวดาและมนุษย์ด้วยเหตุใด ขอท่านจง บอกเหตุนั้น ๆ แก่เรา. ดูก่อนพราหมณ์ เราปรารถนาจะกระทำตามอรรถ และธรรม เราถามท่านแล้ว ขอจงบอกอรรถและธรรม นั้นด้วยเถิด.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า รชฺชํ ความว่า ดูก่อนท่านอาจารย์เราทั้งหลายได้ราชสมบัติในอินทปัตตนครอันมีปริมณฑลถึง ๗ โยชน์นี้ และได้รับความเป็นใหญ่กล่าวคืออิสรภาพในกุรุรัฐ อันมีปริมณฑลถึง๓๐๐โยชน์แล้ว.
บทว่า ปฏิปนฺนา แปลว่า บรรลุแล้ว. บทว่า มหนฺตํ ความว่าคราวนี้เรายังปรารถนาความเป็นใหญ่ยิ่งขึ้น. บทว่า วิเชตุํ ความว่า เรายังปรารถนาความเป็นใหญ่เพื่อปราบดาภิเษกครอบครองแผ่นดินนี้ โดยธรรม. บทว่า กิจฺโจว ความว่า การประพฤติธรรมเป็นกิจ คือเป็นพระราชกรณีย์ที่สำคัญกว่าอวเสสชน. อธิบายว่า โลกคล้อยตามพระราชา เมื่อพระราชามีธรรม ชาวโลกทั้งหมดก็เป็นผู้มีธรรม เพราะฉะนั้น ขึ้นชื่อว่าธรรมนี้เป็นกิจของพระราชาทีเดียว.
บทว่า อิธ เจวานนฺทิตา ความว่า พระราชาตรัสถามธัมมยาคปัญหากะพราหมณ์ปุโรหิตว่า เราทั้งหลายจะไม่ถูกนินทาในโลกนี้และโลกหน้า ด้วยเหตุใด. บทว่า เยน ปปฺเปมุ ความว่า เราทั้งหลายจะไม่เกิดในนรกเป็นต้นพึงถึงยศคือความเป็นใหญ่ ได้แก่ ถึงความเป็นผู้เลิศด้วยความงามในเทวโลกและมนุษยโลกด้วยเหตุใด ท่านจงบอกเหตุนั้นแก่เรา.
บทว่า โยหํ ความว่า ดูก่อนพราหมณ์ เราปรารถนาจะกระทำด้วยสมาทานแล้วประพฤติด้วย ซึ่งอรรถคือผลวิบากและธรรมคือเหตุแห่งผลนั้นและยังอรรถธรรมนั้นให้เกิดขึ้นด้วย. บทว่า ตํ ตฺวํ ความว่า เมื่อเราปรารถนาจะขึ้นสู่ทางอันยังสัตว์ให้ถึงพระนิพพานโดยสะดวกแล้ว เป็นผู้หาปฏิสนธิมิได้เมื่อท่านถูกถามถึงอรรถและธรรมนั้น จงบอกคือกล่าวกระทำให้ปรากฏเถิด.
ก็ปัญหานี้ ลึกซึ้งเป็นพุทธวิสัย ควรที่จะถามเฉพาะพระสัพพัญญูพุทธเจ้าเท่านั้น เมื่อพระสัพพัญญูพุทธเจ้าไม่มี ควรถามพระโพธิสัตว์ ก็เพราะสุจีรตปุโรหิต มิใช่พระโพธิสัตว์ จึงไม่สามารถแก้ปัญหาถวายได้ และเมื่อไม่สามารถ ก็ไม่ทำการถือตนว่าเป็นบัณฑิต เมื่อจะกราบทูลความที่ตนไม่สามารถจึงกล่าวคาถา ความว่า
ขอเดชะพระขัตติยราช พระองค์ทรงปรารถนา จะปฏิบัติตามอรรถและธรรมใด นอกจากวิธุรพราหมณ์ แล้ว ไม่มีใครอื่นที่จะสมควรชี้แจงอรรถและธรรมนั้น ได้.
คาถานั้นมีอธิบายดังนี้ ขอเดชะพระมหาราชเจ้า ปัญหานี้ ใช่วิสัยของคนเช่นข้าพระพุทธเจ้าไม่ ข้าพระพุทธเจ้าไม่เห็นเบื้องต้น เบื้องปลายของปัญหานั้นเลยทีเดียว เป็นเหมือนเข้าสู่ที่มืด แต่ราชปุโรหิตของพระเจ้าพาราณสีชื่อวิธุรพราหมณ์มีอยู่ เขาพึงเฉลยปัญหานั้นได้ เว้นเขาเสียแล้วใครอื่นไม่สามารถที่จะแสดงอรรถและธรรมที่พระองค์ทรงปรารถนาจะกระทำได้.
พระราชาทรงสดับถ้อยคำของสุจีรตพราหมณ์แล้วตรัสสั่งว่า ท่านพราหมณ์ ถ้าเช่นนั้น ท่านจงรีบไปยังสำนักของวิธุรพราหมณ์เถิด มีพระประองค์จะส่งเครื่องบรรณาการไปพระราชทาน จึงตรัสพระคาถา ความว่า
ดูก่อนท่านอาจารย์ สุจีรตะ มาเถิดท่าน เราจะ ส่งท่านไปยังสำนักของวิธุรพราหมณ์ ท่านจงนำเอา ทองคำแท่งนี้ไปมอบให้ เพื่อรับคําอธิบาย ซึ่งอรรถ และธรรม.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุปนฺติกํ แปลว่า สู่สำนัก. บทว่า นิกฺขํ ความว่า ทองคําหนัก ๕ ชั่งเป็นนิกขะหนึ่ง แต่พระเจ้าธนัญชยโกรัพยะ พระราชทานทองคำพันลิ่มจึงตรัสอย่างนี้. บทว่า อิมํ ทชฺชา ความว่า เมื่อวิธุรพราหมณ์นั้นกล่าวธัมมยาคปัญหานี้แล้ว ท่านพึงนำไปทำการบูชามอบลิ่มทองคำพันหนึ่งนี้ แก่วิธุรพราหมณ์นั้น เพื่อขอรับคำอธิบายอรรถและธรรม.
พระเจ้าธนัญชยโกรัพยะ ครั้นตรัสสั่งอย่างนี้แล้ว จึงตรัสสั่งให้เอาทองคำควรค่าแสนหนึ่งมาแผ่เป็นแผ่น เพื่อจะได้จารึกคำวิสัชนาปัญหา ให้จัดยานพาหนะสำหรับเดินทาง จัดพลนิกายสำหรับเป็นบริวาร แลจัดเครื่องราชบรรณาการเสร็จแล้ว ก็ทรงส่งไปในขณะนั้นทีเดียว ส่วนสุจีรตพราหมณ์ออกจากพระนครอินทปัตต์แล้ว หาได้ตรงไปยังพระนครพาราณสีทีเดียวไม่ เหล่าบัณฑิตอยู่ในที่ใด ๆ ก็เข้าไปยังที่นัน ๆ จนถ้วนทั่ว ไม่ได้รับผลกล่าวคือการกล่าวแก้ปัญหาในชมพูทวีปทั้งสิ้น จนลุถึงพระนครพาราณสีโดยลำดับยึดเอาที่พัก ณ ที่แห่งหนึ่ง ไปยังนิเวศน์ของวิธุรพราหมณ์พร้อมด้วยคนใช้สองสามคนในเวลาอาหารเช้า บอกเล่าธุระที่ตนมาให้ทราบ อันวิธุรพราหมณ์เชิญเข้าไปเห็นวิธุรพราหมณ์กำลังรับประทานอาหารอยู่ในเรือนของตน.
เมื่อพระบรมศาสดาจะทรงประกาศ ทำเนื้อความนั้นให้ชัดขึ้นจึงตรัสพระคาถาที่ ๗ ความว่า
มหาพราหมณ์ผู้ภารทวาชโคตรนั้น ได้ไปถึงสำนักของวิธุรพราหมณ์แล้ว เห็นท่านพราหมณ์ กำลัง บริโภคอาหารอยู่ในเรือนของตน.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สฺวาธิปฺปาคา ความว่า สุจีรตพราหมณ์ภารทวาชโคตร. มุ่งไปคือบรรลุถึงแล้ว. บทว่า มหาพฺรหฺมา ได้แก่มหาพราหมณ์. บทว่า อสมานํ แปลว่า กำลังบริโภคอยู่.
ก็สุจีรตพราหมณ์นั้น สมัยเป็นเด็ก เป็นเพื่อนกันกับวิธุรพราหมณ์เรียนศิลปวิทยาในสำนักอาจารย์เดียวกัน เพราะฉะนั้น จึงร่วมรับประทานอาหารกับท่านวิธุรพราหมณ์ทันที ในเวลารับประทานเสร็จ นั่งพักสบายแล้วถูกถามว่าสหายรัก ท่านมาธุระอะไร ? เมื่อจะบอกเหตุที่มา จึงกล่าวคาถาที่ ๘ ความว่า
พระเจ้าโกรัพยราชผู้เรืองพระยศ ทรงส่งเราให้ เป็นทูตมา พระเจ้าโกรัพยผู้ยุธิฏฐิลโคตร ดำรัสถาม ถึงอรรถและธรรม ได้ตรัสแล้วดังนี้ วิธุรสหายรัก ท่านถูกถามถึงอรรถและธรรมนั้นแล้ว กรุณาบอกเรา ด้วย.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า รญฺโหํ ความว่า เราเป็นทูตของพระเจ้าโกรัพยะผู้ยิ่งยศ. บทว่า ปหิโต ความว่า เราถูกพระองค์ตรัสสั่งให้เป็นทูต จึงมาที่นี่. บทว่า ปุจฺเฉสิ ความว่า พระเจ้าธนัญชยราชผู้ยุธิฏฐิลโคตรนั้น ตรัสถานปัญหาชื่อธัมมยาคะ เราไม่อาจจะแก้ได้ เรารู้ว่า ท่านจักสามารถ จึงกราบทูลพระองค์ท่านให้ทรงทราบ พระองค์พระราชทานเครื่องบรรณาการ เมื่อจะทรงส่งเรามายังสำนักของท่าน เพื่อถามปัญหา ได้ตรัสสั่งว่าเจ้าจงไปยังสำนักของวิธุรพราหมณ์ ถามถึงแนวอรรถและธรรมแห่งปัญหานี้บัดนี้เราถามท่านแล้ว ท่านจงบอกอรรถและธรรมนั้น.
ก็ในครั้งนั้น ท่านวิธุรพราหมณ์ คิดว่า เราจักกำหนดจิตของมหาชนดังนี้ จึงวุ่นอยู่กับการวินิจฉัยความ คล้ายกับปิดกั้นแม่น้ำคงคา ไม่มีโอกาสที่จะแก้ปัญหานั้นได้ เมื่อจะบอกความข้อนั้น จึงกล่าวคาถาที่ ๙ ความว่า
ดูก่อนพราหมณ์ เราคิดว่าจักกั้นแม่น้ำคงคา แต่ไม่อาจจะกั้นแม่น้ำใหญ่นั้นได้ เพราะเหตุนั้นโอกาส นั้นจักมีได้อย่างไร เมื่อท่านถามถึงอรรถและธรรม เราจึงไม่อาจจักบอกได้.
คาถานั้นมีอรรถาธิบายดังนี้ ดูก่อนสหายพราหมณ์ เราเกิดความกังวลขวนขวายว่า จักปิดกั้นแม่น้ำคงคา คือคติจิตต่าง ๆ กันของมหาชน ก็ไม่สามารถจะกั้นเสียงอันดังนั้นได้ เพราะฉะนั้น จักมีโอกาสได้อย่างไรกัน เมื่อโอกาสไม่มี เราก็วิสัชนาชี้แจ้งแก่ท่านไม่ได้ เมื่อไม่ได้ความที่จิตแน่วแน่และไม่มีโอกาส ถึงจะถูกท่านถามก็ไม่สามารถจะบอกอรรถและธรรมแก่ท่านได้.
ครั้นวิธุรพราหมณ์ กล่าวอย่างนี้แล้ว จึงบอกว่า บุตรชายของเราเป็นคนฉลาด มีปัญญาปราดเปรื่องกว่าเรา เขาจักพยากรณ์ได้ ท่านจงไปสำนักของเขาเถิด ดังนี้แล้ว กล่าวคาถาที่ ๑๐ ความว่า
แต่ภัทรการะ ผู้เป็นบุตรเกิดแต่อกของเรามีอยู่ เชิญท่านไปถามอรรถและธรรมกะเธอดูเถิด ท่านพราหมณ์.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โอรโส ได้แก่ ผู้เจริญแล้วในอก. บทว่า อตฺรโช แปลว่า เกิดเพราะตน.
สุจีรตพราหมณ์ ฟังดังนั้น จึงออกจากเรือนของวิธุรพราหมณ์ ไปยังนิเวศน์ของภัทรการมาณพ ในเวลาที่เธอรับประทานอาหารเสร็จแล้ว นั่งอยู่ท่ามกลางบริษัทของตน.
พระบรมศาสดา เมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสพระคาถาที่ ๑๑ ความว่า
มหาพราหมณ์ผู้ภารทวาชโคตรนั้น ได้ไปถึง สำนักของภัทรการะ ได้เห็นเธอกำลังนั่งอยู่ในเรือน ของตน. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เวสฺมนิ แปลว่า ในเรือน.
สุจีรตพราหมณ์ไปที่นั้นแล้ว อันภัทรการมาณพจัดการต้อนรับ และทำสักการะเคารพ นั่งแล้วถูกถามถึงเหตุที่มา จึงกล่าวคาถาที่ ๑๒ ความว่า
เราเป็นราชทูตของพระเจ้าโกรัพยราช ผู้ยงยศ ทรงส่งมา พระองค์ผู้ยุธิฏฐิลโคตร ตรัสถามถึงอรรถ และธรรม ได้ตรัสแล้วอย่างนี้ ดูก่อนภัทรการมาณพ เธอจงบอกอรรถและธรรมนั้นแก่เราด้วย.
ลำดับนั้น ภัทรการมาณพจึงกล่าวกะ สุจีรตพราหมณ์ว่า ข้าแต่คุณพ่อข้าพเจ้าเคลิบเคลิ้มอยู่ในปรทาริกกรรมทุก ๆ วัน จิตของข้าพเจ้ามัวหมองด้วยเหตุนั้น จึงไม่สามารถจะวิสัชนาแก่ท่านได้ แต่น้องชายของข้าพเจ้าชื่อว่า สัญชยกุมาร มีญาณประเสริฐกว่าข้าพเจ้ายิ่งนัก เชิญท่านถามเขาเถิดเขาจักแก้ปัญหาของท่านได้ ดังนี้แล้ว เมื่อจะส่งไปยังสำนักของน้องชาย ได้กล่าวคาถา ๒ คาถา ความว่า
ข้าพเจ้าเป็นเหมือนคนทิ้งหาบเนื้อ แล้ววิ่งตาม เหี้ยไป ถึงจะถูกถามอรรถและธรรม ก็ไม่อาจจะบอก แก่ท่านได้ ข้าแต่ท่านพราหมณ์สุจีรตะ น้องชายของ ข้าพเจ้าชื่อว่า สัญชัย มีอยู่ เชิญท่านไปถามอรรถและ ธรรมกะเธอดูเถิด.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มํสกาชํ ความว่า บุรุษหาบก้อนเนื้อเดินทางไป พบลูกเหี้ยเข้าในระหว่างทาง จึงทิ้งหาบเนื้อเสีย ไล่ติดตามลูกเหี้ยนั้น ฉันใด ข้าพเจ้าก็ฉันนั้นเหมือนกัน ทอดทิ้งภรรยาผู้อยู่ในอำนาจ ในเรือนของตัว มัวติดพันหญิงที่ผู้อื่นรักษาคุ้มครอง เมื่อภัทรการมาณพจะแสดงดังนี้ จึงกล่าวอย่างนั้น.
ในขณะนั้นเอง สุจีรตพราหมณ์จึงไปยังนิเวศน์ของสัญชยกุมาร อันสัญชยกุมารทำสักการะเคารพแล้ว ถูกถามถึงเหตุที่มา จึงแจ้งให้ทราบ.
พระบรมศาสดาเมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น ได้ตรัสพระคาถา๒ คาถา ความว่า
มหาพราหมณ์ผู้ภารทวาชโคตรนั้น ได้ไปถึงยัง สำนักสัญชยกุมารแล้ว ได้เห็นสัญชยกุมารนั่งอยู่ใน นิเวศน์ของตน จึงพูดว่า เราเป็นราชทูตของพระเจ้าโกรัพยราช ผู้ยงยศ ทรงส่งมา พระองค์ผู้ยุธิฏฐิลโคตร ดำรัสถามอรรถ และธรรม ได้ตรัสว่าดังนี้ ดูก่อนสัญชยกุมาร เจ้าถูก ถามแล้วจงบอกอรรถและธรรมนั้นเถิด.
ก็ในครั้งนั้น สัญชยกุมารกำลังคบหาภรรยาของผู้อื่นอยู่ทีเดียว. ลำดับนั้น เธอจึงบอกสุจีรตพราหมณ์ว่า พ่อคุณ ข้าพเจ้ากำลังคบหาภรรยาผู้อื่นอยู่ และเมื่อคบหาก็ต้องข้ามแม่น้ำไปฝั่งโน้น มฤตยูคือความตาย ย่อมกลืนกินข้าพเจ้า ซึ่งกำลังข้ามแม่น้ำอยู่ทั้งเช้าทั้งเย็น ด้วยเหตุนั้น จิตของข้าพเจ้าจึงขุ่นมัว ไม่สามารถบอกอรรถธรรมแก่ท่านได้ แต่ข้าพเจ้ามีน้องชายอยู่คนหนึ่ง ชื่อว่า สัมภวกุมาร แต่เกิดมาอายุได้เพียงเจ็ดปี มีญาณความรู้เหนือข้าพเจ้า ตั้งร้อยเท่า พันเท่า แสนเท่า เธอจักบอกแก่ท่านได้ เชิญท่านไปถามดูเถิด เมื่อจะประกาศความนั้น ได้กล่าวคาถา ๒ คาถา ความว่า
ข้าแต่ท่านสุจีรตพราหมณ์ มัจจุราชย่อมกลืนกิน ข้าพเจ้า ทั้งเช้าและเย็นถึงถูกท่านถาม ไม่สามารถ จะบอกอรรถและธรรมแก่ท่านได้. ท่านพราหมณ์สุจีรตะ น้องชายของข้าพเจ้ามีอยู่ ชื่อว่า สัมภวกุมาร เชิญท่านไปถามอรรถและธรรม กะเธอดูเถิด.
สุจีรตพราหมณ์ได้ฟังดังนั้น จึงคิดว่า ปัญหานี้จักเป็นของอัศจรรย์ในโลกนี้ ชะรอยจะไม่มีใครที่ชื่อว่าสามารถเพื่อจะวิสัชนาปัญหานี้ แล้วได้กล่าวคาถา ๒ คาถา ความว่า
ชาวเราเอ๋ย ปัญหานี้เป็นธรรม น่าอัศจรรย์จริง เราไม่พอใจเลย ชนทั้ง ๓ คน คือ บิดาและบุตรสองคน ยังไม่มีปัญญารู้แจ้งธรรมนี้. ท่านทั้งหลายถูกถามแล้ว ยังไม่สามารบอก อรรถและธรรมนั้นได้ เด็กเจ็ดขวบถูกถามถึงอรรถ และธรรม จะรู้เรื่องได้อย่างไร ?
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นายํ ความว่า นี้เป็นปัญหาธรรมที่น่าอัศจรรย์ ชื่อว่าคนผู้สามารถบอกปัญหาธรรมนี้ไม่มีเลย เพราะเหตุนั้น เด็กที่ท่านพูดว่า จักบอกได้นี้ เราไม่พอใจเลย. สุ อักษรในบทว่า เต สุ นี้เป็นเพียงนิบาต. อธิบายว่า วิธุรพราหมณ์ผู้เป็นบัณฑิตก็ดี ภัทรการมาณพและสัญชยกุมารบุตรก็ดี รวมเป็น ๓ คนทั้งบิดาและบุตร ยังไม่รู้แจ้ง คือยังไม่ทราบชัด ซึ่งธรรมนี้ด้วยปัญญาได้ คนอื่นใครเล่าจักรู้. บทว่า น นํ ความว่า ท่านทั้ง ๓ คนถูกถามแล้ว ยังไม่สามารถบอกได้ เด็กอายุ ๗ ขวบถูกถามแล้ว จักรู้ได้อย่างไรกัน คือ จักสามารถรู้ได้ด้วยเหตุไฉน ?
สัญชยกุมารได้ฟังดังนั้น จึงชี้แจงว่า ท่านอย่าเข้าใจว่า สัมภวกุมารเป็นเด็ก ถ้าท่านมีความต้องการด้วยการวิสัชนาปัญหา ท่านจงไปถามเขาดูเถิด เมื่อจะประกาศเกียรติคุณของกุมารน้องชาย โดยแสดงใจความให้เข้าใจได้กล่าวคาถา ๑๒ คาถา ความว่า
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๖๑ หน้า ๔๑๕–๔๓๓ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
ติงสตินิบาตชาดก ๑๘ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๘ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
บาลีอักษรไทย ฉบับสยามรัฐ
รชฺชญฺจ ปฏิปนฺนสฺมา อาธิปจฺจํ สุจีรต มหนฺตํ ๑ ปตฺตุมิจฺฉามิ วิเชตุํ ปฐวึ อิมํ ฯ ธมฺเมน โน อธมฺเมน อธมฺโม เม น รุจฺจติ กิจฺโจว ธมฺโม จริโต รญฺโญ โหติ สุจีรต ฯ อิธ เจวานินฺทิตา เยน เปจฺจ เยน อนินฺทิตา ยสํ เทวมนุสฺเสสุ เยน ปปฺโปมุ พฺราหฺมณ ฯ โยหํ อตฺถญฺจ ธมฺมญฺจ กตฺตุมิจฺฉามิ พฺราหฺมณ ตํ ตฺวํ อตฺถญฺจ ธมฺมญฺจ พฺราหฺมณกฺขาหิ ปุจฺฉิโต ฯ
นาญฺญตฺร วิธุรา ราช ตทกฺขาตุมรหติ ยํ ตฺวํ อตฺถญฺจ ธมฺมญฺจ กตฺตุมิจฺฉสิ ขตฺติย ฯ
เอหิ โข ปหิโต คจฺฉ วิธุรสฺส อุปนฺติกํ นิกฺขญฺจิมํ ๒ สุวณฺณสฺส หรํ คจฺฉ สุจีรต อภิหารํ อิมํ ทชฺช ๓ อตฺถธมฺมานุสิฏฺฐิยา ฯ
สฺวาธิปฺปาคา ภารทฺวาโช วิธุรสฺส อุปนฺติกํ ตมทฺทส มหาพฺรหฺมา อสมานํ สเก ฆเร ฯ
รญฺโญหํ ปหิโต ทูโต โกรพฺยสฺส ยสสฺสิโน อตฺถํ ธมฺมญฺจ ปุจฺเฉสิ อิจฺจพฺรวิ ยุธิฏฺฐิโล ตํ ตฺวํ อตฺถญฺจ ธมฺมญฺจ วิธุรกฺขาหิ ปุจฺฉิโต ฯ
คงฺคํ เม ปิทหิสฺสนฺติ น ตํ สกฺโกมิ พฺราหฺมณ #๑ ม. มหตฺตํ ฯ ๒ สี. นิกฺขํ รตฺต... ฯ ยุ. นิกฺขมิมํ ฯ ๓ ม. ทชฺชา ฯ อปิเธตุํ มหาสินฺธธ ตํ กถํ โส ภวิสฺสติ น เต สกฺโกมิ อกฺขาตุํ อตฺถํ ธมฺมญฺจ ปุจฺฉิโต ฯ ภทฺรกาโร จ เม ปุตฺโต โอรโส มม อตฺรโช ตํ ตฺวํ อตฺถญฺจ ธมฺมญฺจ คนฺตฺวา ปุจฺฉสฺสุ พฺราหฺมณ ฯ
สฺวาธิปฺปาคา ภารทฺวาโช ภทฺรการสฺส สนฺติกํ ๑ ตมทฺทส มหาพฺรหฺมา นิสินฺนํ สมฺหิ เวสฺมนิ ฯ
รญฺโญหํ ปหิโต ทูโต โกรพฺยสฺส ยสสฺสิโน อตฺถํ ธมฺมญฺจ ปุจฺเฉสิ อิจฺจพฺรวิ ยุธิฏฺฐิโล ตํ ตฺวํ อตฺถญฺจ ธมฺมญฺจ ภทฺรการ ปพฺรูหิ ๒ เม ฯ
มํสกาชํ ๓ อวหาย โคธํ อนุปตามหํ น เต สกฺโกมิ อกฺขาตุํ อตฺถํ ธมฺมญฺจ ปุจฺฉิโต ฯ สญฺชโย ๔ นาม เม ภาตา กนิฏฺโฐ เม สุจีรต ตํ ตฺวํ อตฺถญฺจ ธมฺมญฺจ คนฺตฺวา ปุจฺฉสฺสุ พฺราหฺมณ ฯ
สฺวาธิปฺปาคา ภารทฺวาโช สญฺชยสฺส อุปนฺติกํ ตมทฺทส มหาพฺรหฺมา นิสินฺนํ สมฺหิ ปริสติ ๕ ฯ
รญฺโญหํ ปหิโต ทูโต โกรพฺยสฺส ยสสฺสิโน อตฺถํ ธมฺมญฺจ ปุจฺเฉสิ อิจฺจพฺรวิ ยุธิฏฺฐิโล ตํ ตฺวํ อตฺถญฺจ ธมฺมญฺจ สญฺชยกฺขาหิ ปุจฺฉิโต ฯ
สทา มํ คิลเต มจฺจุ สายํ ปาโต สุจีรต น เต สกฺโกมิ อกฺขาตุํ อตฺถํ ธมฺมญฺจ ปุจฺฉิโต ฯ #๑ ม. ภทฺรการสฺสุปนฺติกํ ฯ ๒ สี. ยุ. พฺรวีหิ ฯ ๓ ยุ. มํสกาจํ ฯ ๔ ม. #สญฺจโย ฯ ๕ ม. เวสฺมนิ สมฺภโว นาม เม ภาตา กนิฏฺโฐ เม สุจีรต ตํ ตฺวํ อตฺถญฺจ ธมฺมญฺจ คนฺตฺวา ปุจฺฉสฺสุ พฺราหฺมณ ฯ
อพฺภูโต วต โภ ธมฺโม นายํ อสฺมาก รุจฺจติ ตโย ชนา ปิตาปุตฺตา เต ๑ สุ ปญฺญาย โน วิทู ฯ น ตํ สกฺโกถ อกฺขาตุํ อตฺถํ ธมฺมญฺจ ปุจฺฉิตา กถํ นุ ทหโร ชญฺญา อตฺถํ ธมฺมญฺจ ปุจฺฉิโต ฯ
มา นํ ทหโรติ มญฺญาสิ ๒ อปุจฺฉิตฺวาน สมฺภวํ ปุจฺฉิตฺวา สมฺภวํ ชญฺญา อตฺถํ ธมฺมญฺจ พฺราหฺมณ ฯ ยถาปิ จนฺโท วิมโล คจฺฉํ อากาสธาตุยา สพฺเพ ตารคเณ โลเก อาภาย อติโรจติ ฯ เอวมฺปิ ทหรูเปโต ปญฺญาโยเคน สมฺภโว มา นํ ทหโรติ มญฺญาสิ อปุจฺฉิตฺวาน สมฺภวํ ปุจฺฉิตฺวา สมฺภวํ ชญฺญา อตฺถํ ธมฺมญฺจ พฺราหฺมณ ฯ ยถาปิ รมฺมโก มาโส คิมฺหานํ โหติ พฺราหฺมณ อเตวญฺเญหิ มาเสหิ ทุมปุปฺเผหิ โสภติ ฯ เอวมฺปิ ทหรูเปโต ปญฺญาโยเคน สมฺภโว มา นํ ทหโรติ มญฺญาสิ อปุจฺฉิตฺวาน สมฺภวํ ปุจฺฉิตฺวา สมฺภวํ ชญฺญา อตฺถํ ธมฺมญฺจ พฺราหฺมณ ฯ ยถาปิ หิมวา พฺรเหฺม ปพฺพโต คนฺธมาทโน นานารุกฺเขหิ สญฺฉนฺโน มหาภูตคณาลโย #๑ ม. เตสุ ฯ ๒ ม. อุญฺญาสิ เอวมุปริปิ ฯ โอสเธหิ จ ทิพฺเพหิ ทิสา ภาติ ปวาติ จ ฯ เอวมฺปิ ทหรูเปโต ปญฺญาโยเคน สมฺภโว มา นํ ทหโรติ มญฺญาสิ อปุจฺฉิตฺวาน สมฺภวํ ปุจฺฉิตฺวา สมฺภวํ ชญฺญา อตฺถํ ธมฺมญฺจ พฺราหฺมณ ฯ ยถาปิ ปาวโก พฺรเหฺม อจฺจิมาลี ยสสฺสิมา ชลมาโน วเน คจฺเฉ ๑ อนโล กณฺหวตฺตนี ฯ ฆตาสโน ธูมเกตุ อุตฺตมาเหวนนฺทโห นิสฺสิเว ๒ ปพฺพตคฺคสฺมึ พหุเตโช วิโรจติ ฯ เอวมฺปิ ทหรูเปโต ปญฺญาโยเคน สมฺภโว มา นํ ทหโรติ มญฺญาสิ อปุจฺฉิตฺวาน สมฺภวํ ปุจฺฉิตฺวา สมฺภวํ ชญฺญา อตฺถํ ธมฺมญฺจ พฺราหฺมณ ฯ ชเวน ภทฺรํ ชานนฺติ พลิพทฺธญฺจ ๓ วาหิเย โทเหน เธนน ชานนฺติ ภาสมานญฺจ ปณฺฑิตํ ฯ เอวมฺปิ ทหรูเปโต ปญฺญาโยเคน สมฺภโว มา นํ ทหโรติ มญฺญาสิ อปุจฺฉิตฺวาน สมฺภวํ ปุจฺฉิตฺวา สมฺภวํ ชญฺญา อตฺถํ ธมฺมญฺจ พฺราหฺมณ ฯ
สฺวาธิปฺปาคา ภารทฺวาโช สมฺภวสฺส อุปนฺติกํ ตมทฺทส มหาพฺรหฺมา กีฬมานํ พหีปุเร ฯ
รญฺโญหํ ปหิโต ทูโต โกรพฺยสฺส ยสสฺสิโน อตฺถํ ธมฺมญฺจ ปุจฺเฉสิ อิจฺจพฺรวิ ยุธิฏฺฐิโล #๑ ยุ. จรํ กจฺเฉ ฯ ๒ ม. นิสีเถ ฯ ๓ ม. พลิพทฺทญฺจ ฯ ตํ ตฺวํ อตฺถญฺจ ธมฺมญฺจ สมฺภวกฺขาหิ ปุจฺฉิโต ฯ
ตคฺฆ เต อหมกฺขิสฺสํ ยถาปิ กุสโล ตถา ราชา จ โข ตํ ชานาติ ยทิ กาหติ วา น วา ฯ
อชฺช สุเวติ สํเสยฺย รญฺญา ปุฏฺโฐ สุจีรต มา กตฺวา อวสี ราชา อตฺเถ ชาเต ยุธิฏฺฐิโล อชฺฌตฺตญฺเญว สํเสยฺย รญฺญา ปุฏฺโฐ สุจีรต กุมฺมคฺคํ น นิเวเสยฺย ยถา มุโฬฺห อเจตโส ฯ อตฺตานํ นาติวตฺเตยฺย อธมฺมํ น สมาจเร อติตฺเถ นปฺปตาเรยฺย อนตฺเถ น ยุโต สิยา ฯ โย จ เอตานิ ฐานานิ กตฺตุํ ชานาติ ขตฺติโย สทา โส วฑฺฒเต ราชา สุกฺกปกฺเขว จนฺทิมา ฯ ญาตีนญฺจ ปิโย โหติ มิตฺเตสุ จ วิโรจติ กายสฺส เภทา สปฺปญฺโญ สคฺคํ โส อุปปชฺชตีติ ฯT สมฺภวชาตกํ ปญฺจมํ ฯ
ที่มา: พระไตรปิฎกบาลีอักษรไทย ฉบับสยามรัฐ เล่มที่ ๒๗ ข้อ ๒๓๕๒
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗