สัมภวชาดก
ว่าด้วยคนผู้รุ่งโรจน์ได้เพราะปัญญา
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๒๓๕๒ · บรรทัด ๙๕๒๕ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑
อรรถกถาชาดก ตอนที่ ๒ จาก ๒
เรื่องเล่า
ดูก่อนท่านพราหมณ์ ท่านยังไม่ได้ถาม สัมภวกุมาร อย่าเพิ่งเข้าใจว่าเธอเป็นเด็ก ท่านถามสัมภว กุมารแล้ว จะพึงรู้อรรถและธรรมได้. พระจันทร์ปราศจากมลทิน โคจรไปในอากาศ ย่อมสว่างไสวล่วงหมู่ดาวทั้งปวง ในโลกนี้ด้วยรัศมี ฉันใด สัมภวกุมารแม้ยังเป็นเด็กก็ฉันนั้น ย่อมไพโรจน์ล่วง บัณฑิตทั้งหลาย เพราะประกอบด้วยปัญญา ดูก่อนท่าน พราหมณ์ ท่านยังไม่ได้ถามสัมภวกุมาร อย่าเพิ่งเข้าใจ ว่า เธอเป็นเด็ก ท่านถามสัมภวกุมารแล้วจะพึงรู้อรรถ และธรรมได้. ดูก่อนท่านพราหมณ์ เดือน ๕ ในคิมหันตฤดู ย่อมสวยงามยิ่งกว่าเดือนอื่น ๆ ด้วยต้นไม้และดอกไม้ ฉันใด สัมภวกุมารแม้ยังเป็นเด็กก็ฉันนั้น ย่อมไพโรจน์ ล่วงบัณฑิตทั้งหลาย เพราะประกอบด้วยปัญญา ดูก่อนพราหมณ์ ท่านยังไม่ได้ถามสัมภวกุมาร อย่า เพิ่งเข้าใจว่าเธอเป็นเด็ก ท่านถามสัมภวกุมารแล้ว จะพึงรู้อรรถและธรรมได้. ดูก่อนท่านพราหมณ์ หิมวันตบรรพต ชื่อว่า คันธมาทน์ ดารดาษไปด้วยไม้ต่าง ๆ พันธุ์ เป็นที่อยู่ อาศัยแห่งทวยเทพ ย่อมสง่างามและหอมตลบไป ทั่วทิศ ด้วยทิพยโอสถ ฉันใด สัมภวกุมารแม้ยังเป็น เด็กก็ฉันนั้น ย่อมไพโรจน์ล่วงบัณฑิตทั้งหลาย เพราะ ประกอบด้วยปัญญา ดูก่อนท่านพราหมณ์ ท่านยังไม่ได้ ถามสัมภวกุมาร อย่าเพิ่งเข้าใจว่าเธอเป็นเด็ก ท่านถาม สัมภวกุมารแล้วจะพึงรู้อรรถและธรรมได้. ไฟป่ามีเปลวรุ่งเรือง ไหม้ลามไปในป่าไม่อิ่ม มีแนวทางดำ คุเรื่อยไป มีเปรียงเป็นอาหาร มีควัน เป็นธง ไหม้แนวไพรสูง ๆ เวลากลางคืนสว่างลุกโชน อยู่บนยอดภูเขา ฉันใด มภวกุมารแม้ยังเป็นเด็กก็ฉัน นั้น ย่อมไพโรจน์ล่วงบัณฑิตทั้งหลาย เพราะประกอบ ด้วยปัญญา ดูก่อนพราหมณ์ ท่านยังไม่ได้ถามสัมภวกุมาร อย่าเพิ่งเข้าใจว่าเธอเป็นเด็ก ท่านถามสัมภวกุมาร แล้ว จะพึงรู้อรรถและธรรมได้. ม้าดีจะรู้ได้เพราะฝีเท้า โคพลิพัทธ์จะรู้ได้ เพราะเข็นภาระไป แม่โคนมจะรู้ได้เพราะน้ำนมดี และบัณฑิตจะรู้ได้เมื่อเจรจา ฉันใด สัมภวกุมารแม้ยัง เป็นเด็กก็ฉันนั้น ย่อมไพโรจน์ล่วงบัณฑิตทั้งหลาย เพราะประกอบด้วยปัญญา ดูก่อนท่านพราหมณ์ ท่าน ยังไม่ได้ถามสัมภวกุมาร อย่าเพิ่งเข้าใจว่าเธอเป็นเด็ก ท่านถามสัมภวกุมารแล้ว จะพึงรู้อรรถและธรรมได้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ชญฺา แปลว่า จักได้รู้. บทว่า จนฺโท ได้แก่ พระจันทร์ในวันเพ็ญ. บทว่า วิมโล ความว่า ปราศจากมลทินมีหมอกเป็นต้น. บทว่า เอวมฺปิ ทหรูเปโต ความว่า สัมภวกุมารแม้เข้าถึงความเป็นเด็กก็ฉันนั้น ย่อมงามเกิน คือไพโรจน์ล่วงได้แก่สว่างไสว ล่วงบัณฑิตที่เหลือ ในพื้นชมพูทวีปทั้งสิ้น เพราะประกอบด้วยปัญญา.
บทว่า รมฺมโก ได้แก่ เดือน ๕. บทว่า อเตวฺเหิ ความว่างามกว่าเดือนทั้ง ๑๑ เดือน อื่น ๆ ยิ่งนัก. บทว่า เอวํ ความว่า แม้สัมภวกุมาร ก็ฉันนั้น ย่อมงดงาม เพราะประกอบด้วยปัญญา. บทว่า หิมวาความว่า ภูเขา มีชื่อว่า หิมะ เพราะประกอบไปด้วยหิมะ ในสมัยหิมะตกอนึ่ง ชื่อว่า คายหิมะ เพราะคายหิมะ ในคิมหฤดู ภูเขาชื่อว่า คันธมาทน์เพราะย่ำยีชนผู้มาประจวบเข้าด้วยของหอม. บทว่า มหาภูตคณาลโย แปลว่าเป็นที่อยู่อาศัยของทวยเทพ. บทว่า ทิสา ภาติ ความว่า ภูเขาคันธมาทน์นั้นย่อมทำทิศทั้งปวงให้สว่างไสว เป็นอันเดียวกัน. บทว่า ปวาติ ความว่าย่อมฟุ้งไปตลอดทิศ ทั้งปวงด้วยของหอม.
บทว่า เอวํ ความว่า สัมภวกุมารแม้ยังเป็นเด็กฉันนั้น ย่อมสว่างไสวและหอมฟุ้งไปทั่วทิศทั้งปวง เพราะประกอบด้วยปัญญา. บทว่า ยสสฺสิมา ความว่า ไฟป่าชื่อว่า ยสสฺสิมา มีเปลว เรื่องโรจน์ เพราะถึงพร้อมด้วยเดช. บทว่า อจฺจิมาลี ความว่า ไฟป่าประกอบไปด้วยเปลว. บทว่า ชลมาโน วเน คจฺเฉ ความว่า ย่อมลามไหม้ไปในป่าใหญ่ กล่าวคือ กอไม้. บทว่า อนโล แปลว่า ไม่อิ่ม. ชื่อว่า เป็นแนวดำ เพราะทางที่ไฟไหม้ไปแล้วดำ. ชื่อว่า มีเปรียงเป็นอาหาร เพราะกินเปรียง ด้วยสามารถแห่งเครื่องบูชา ในยัญพิธี. ชื่อว่า มีควันเป็นธง เพราะยังกิจแห่งธงให้สำเร็จ. บทว่า อุตฺตมาเหวนนฺทโห ความว่า ไฟป่า ย่อมไหม้ไพรสณฑ์สูง ๆ ที่เรียกกันว่า ป่าทึบ. บทว่า นิสฺสิเว แปลว่า ในเวลาค่ำคืน. บทว่า ปพฺพตคฺคสฺมึ แปลว่า บนยอดภูเขา. บทว่า พหุเตโช แปลว่า มีฤทธิ์เคชมากมาย. บทว่าวิโรจติ ความว่า ย่อมส่องสว่างทวีทิศทั้งปวง. บทว่า เอวํ ความว่าสัมภวกุมารน้องชายของข้าพเจ้า แม้จะเป็นเด็ก ก็ฉันนั้น ย่อมไพโรจน์ล่วงบัณฑิตทั้งหลาย เพราะประกอบด้วยปัญญา. บทว่า ภทฺรํ ความว่า ชนทั้งหลาย รู้จักม้าอาชาไนยตัวเจริญ เพราะประกอบไปด้วยฝีเท้า มิใช่เพราะรูปร่าง หน้าตา. บทว่า วาหิเย ความว่า ชนทั้งหลายรู้จักโคพลิพัทธ์ว่าโคนี้ ประเสริฐแท้ เพราะนําภาระไปได้ ในเมื่อมีภาระที่จะพึงนำไป. บทว่า โทเหน ความว่า รู้จักแม่โคนมว่ามีน้ำนมดี เพราะถึงพร้อมด้วยน้ำนม. ในบทว่า ภาสมานํ นี้ ความว่า รู้จักว่าเป็นบัณฑิต เมื่อพูดเรื่องราวต่าง ๆ. นักปราชญ์พึงนําสูตรว่าด้วยบัณฑิตกับคนพาลมาแสดงประกอบ.
เมื่อสัญชยกุมาร สรรเสริญสัมภวกุมารอยู่อย่างนี้ สุจีรตพราหมณ์คิดว่า เราถามปัญหาดูแล้ว จักรู้กัน ดังนี้ แล้วจึงถามว่า ดูก่อนกุมารน้องชายของเจ้าอยู่ไหนเล่า ลำดับนั้น สัญชยกุมารจึงเปิดสีหบัญชร ชี้มือบอกสุจีรตพราหมณ์ว่า นั่น สัมภวกุมาร คนที่มีผิวพรรณผ่องใสคล้ายทองคำกำลังเล่นอยู่กับเพื่อนเด็ก ๆ ระหว่างถนนริมประตูปราสาท นี้คือน้องชายของข้าพเจ้า เชิญท่านไปหาแล้วไต่ถามเขาดู เขาจักบอกปัญหาแก่ท่านได้ โดยลีลาแห่งพระพุทธเจ้า สุจีรตพราหมณ์ ฟังคำของสัญชยกุมารแล้ว ลงจากปราสาท ไปยังสำนักของสัมภวกุมาร. มีคำถามสอดเข้ามาว่า ไปเวลาไหน ? แก้ว่า ไปในเวลาที่สัมภวกุมาร ยืนเปลื้องผ้านุ่งออกพาดไว้ที่ตอ เอามือทั้งสองกอบฝุ่นเล่น.
เมื่อพระบรมศาสดา จะทรงกระทำเนื้อความนั้นให้แจ่มแจ้ง จึงตรัสพระคาถา ความว่า
มหาพราหมณ์ ภารทวาชโคตร นั้นได้ไปยัง สำนักของสัมภวกุมาร เห็นเธอกำลังเล่นอยู่นอกบ้าน.
ฝ่ายพระมหาสัตว์เจ้า เห็นพราหมณ์มายืนอยู่ข้างหน้า จึงถามว่า ข้าแต่ท่านพ่อ ท่านมาด้วยประสงค์สิ่งไร เมื่อสุจีรตพราหมณ์บอกว่า พ่อกุมารเราเที่ยวไปในพื้นชมพูทวีป ก็ไม่พบผู้ที่สามารถจะแก้ปัญหาที่เราถามได้ จึงได้มายังสำนักของเจ้าดังนี้แล้ว จึงคิดว่า ทราบว่า ปัญหาที่ใคร ๆ วินิจฉัยไม่ได้ในสกลชมพูทวีป ตกมาถึงสำนักของเรา เราเป็นคนแก่ด้วยความรู้ ดังนี้รู้สึกละอายใจ จึงทิ้งฝุ่นที่อยู่ในกำมือเสีย ดึงผ้าที่ตอมามานุ่ง แล้วปวารณาโดย สัพพัญญุตญาณว่า เชิญถามเถิดท่านพราหมณ์ ข้าพเจ้าจักบอกท่านโดยลีลาแห่งพระพุทธเจ้า.
ลำดับนั้น สุจีรตพราหมณ์ ถามปัญหาด้วยคาถา ความว่า
เราเป็นราชทูตของพระเจ้า โกรัพยราช ผู้ยงยศ ทรงส่งมา พระองค์ผู้ยุธิฏฐิลโคตร ดำรัสถามถึงอรรถ และธรรม ได้ตรัสแล้วดังกล่าวมา ดูก่อนสัมภวกุมาร ท่านถูกถามแล้ว ขอจงบอกอรรถและธรรมนั้นเถิด.
ใจความแห่งปัญหานั้นว่า เกียรติคุณแห่งสัมภวบัณฑิต ได้ปรากฏเหมือนพระจันทร์ในวันเพ็ญ ท่ามกลางแห่งดวงดาวฉะนั้น.
ลำดับนั้น สัมภวกุมาร จึงกล่าวว่า ถ้าเช่นนั้นท่านจงคอยฟัง เมื่อจะวิสัชนาธัมมยาคปัญหา กล่าวคาถา ความว่า
เชิญฟัง ข้าพเจ้า จักแก้ปัญหาแก่ท่าน อย่างนัก ปราชญ์ อนึ่ง พระราชาย่อมทรงทราบอรรถ และ ธรรมนั้นได้ แต่จักทรงทำตามหรือไม่ ไม่ทราบ.
เมื่อสัมภวกุมารยืนแสดงธรรมอยู่ระหว่างถนน ด้วยเสียงอันไพเราะเสียงกึกก้องไปทั่วพระนครพาราณสี ประมาณ ๑๒ โยชน์ ลำดับนั้น พระราชาและอุปราชเป็นต้นทั้งหมด มาประชุมกันแล้ว พระมหาสัตว์เจ้า จึงเริ่มแสดงธรรมเทศนา ในท่ามกลางมหาชน.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตคฺฆ เป็นคำเชิญให้สดับการพยากรณ์ปัญหาแง่เดียว. บทว่า ยถาปิ กุสโล ความว่า พระมหาสัตว์เจ้า แสดงธรรมแก่สุจีรตพราหมณ์ว่า พระสัพพัญญูผู้ทรงฉลาดยิ่ง ตรัสบอกฉันใดข้าพเจ้าก็จักบอกแก่ท่านโดยส่วนเดียวฉันนั้น. บทว่า ราชา จ โข ตํ ความว่า ข้าพเจ้าจักบอกปัญหานั้น โดยประการที่พระราชาของท่านจะทรงทราบได้ ยิ่งกว่านั้น พระราชา ย่อมทรงทราบอรรถธรรมนั้นได้อย่างนี้ พระองค์จะทรงกระทำตาม หรือไม่ทรงกระทำตามก็ตาม ปัญหานั้นจักเกิดมีแก่ท้าวเธอ ผู้ทรงกระทำตาม หรือไม่ทรงกระทำตามทีเดียว แต่โทษผิดของเราไม่มี.
ครั้นสัมภวกุมาร ปฏิญาณณการกล่าวแก้ปัญหา ด้วยคาถาอย่างนี้แล้วบัดนี้ เมื่อจะกล่าวธัมมยาคปัญหาต่อไป จึงกล่าวคาถา ความว่า
ข้าแต่สุจีรตพราหมณ์ บุคคลผู้ถูกพระราชา ตรัสถามแล้ว พึงทูลกิจที่ควรทำในวันนี้ ให้ทำในวัน พรุ่งนี้ พระเจ้ายุธิฏฐิละ อย่าได้ทรงทำตาม ในเมื่อ ประโยชน์เกิดขึ้น. ข้าแต่ท่านสุจีรตะ เมื่อบุคคลถูกพระราชาดำรัส ถาม พึงกราบทูลธรรมภายในเท่านั้น ไม่พึงให้เสด็จ ไปยังหนทางผิด ดุจคนโง่หาความคิดมิได้ฉะนั้น. กษัตริย์ไม่ควรลืมพระองค์ ไม่ควรประพฤติ อธรรม ไม่ควรข้ามไปในที่มิใช่ท่า ไม่พึงทรงขวนขวาย ในสิ่งอันไม่เป็นประโยชน์. อนึ่ง กษัตริย์พระองค์ใด ทรงทราบว่า ควรจะ ทำฐานะเหล่านี้ กษัตริย์พระองค์นั้น ย่อมทรงพระเจริญ ทุกเมื่อ ดุจพระจันทร์ ในสุกปักษ์ ฉะนั้น. กษัตริย์พระองค์นั้น ย่อมเป็นที่รักใคร่ของพระประยูรญาติทั้งหลายด้วย ย่อมทรงรุ่งโรจน์ในหมู่มิตร ด้วย ท้าวเธอมีพระปรีชา เมื่อสวรรคตแล้วย่อมเข้าถึง โลกสวรรค์.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สํเสยฺย ได้แก่ พึงกราบทูล. ท่านกล่าวคำอธิบายไว้ดังนี้ ข้าแต่ท่านสุจีรตะ ถ้าหากใครถูกพระราชาของท่านดำรัสถามว่าวันนี้เราจะให้ทาน รักษาศีล กระทำอุโบสถดังนี้ไซร้ พึงกราบทูลว่าขอเดชะ ข้าแต่มหาราชเจ้า วันนี้พวกข้าพระพุทธเจ้าจะฆ่าสัตว์ จะบริโภคกามจะดื่มสุราก่อน ต่อพรุ่งนี้จึงจักทำบุญทำกุศล พระราชาผู้ยุธิฏฐิลโคตรของท่านถึงจะทรงกระทำตามคำของอำมาตย์ แม้ผู้ยิ่งใหญ่นั้นแล้ว ก็อย่าได้อยู่อย่างยังวันนั้นให้ล่วงไปด้วยความประมาท ในเมื่อประโยชน์เช่นนั้นเกิดขึ้น อย่าทรงกระทำตามคำของเขา รักษากุศลจิตที่เกิดขึ้นแล้วอย่าให้เสื่อม จงทรงบำเพ็ญกรรมอันปฏิสังยุตด้วยกุศลอย่างเดียว ท่านควรกราบทูลคำนี้แด่พระราชาของท่าน.
ด้วยคาถานี้ พระมหาสัตว์เจ้า แสดงภัทเทกรัตตสูตรว่า อชฺเชว กิจฺจมาตปฺปํ โกชญฺา มรณํ สุเว เป็นอาทิ ความว่า ควรทำความเพียรเสียในวันนี้ ใครเล่าจะรู้ความตายว่าจะมีในวันพรุ่งนี้ และแสดงโอวาทเกี่ยวด้วยความไม่ประมาทว่า อปฺปมาโท อมตํ ปทํ ปมาโท มจฺจุโน ปทํ เป็นอาทิความว่า ความไม่ประมาทเป็นทางไม่ตาย ความประมาทเป็นทางแห่งความตาย ด้วยประการฉะนี้. บทว่า อชฺชตญฺเญว ความว่า ท่านสุจีรตะท่านถูกพระราชาดำรัสถามว่า สัมภวบัณฑิตถูกท่านถามในธัมมยาคปัญหากล่าวแก้อย่างไร ? พึงกราบทูลอัชฌัตธรรมอย่างเดียว แด่พระราชา คือพึงกราบทูลถึงเบญจขันธ์อันเป็นนิยกัชฌัตธรรมว่า เป็นของไม่เที่ยงโดยความเป็นของไม่มี.
ด้วยคำเพียงเท่านี้ พระมหาสัตว์เจ้า ทรงแสดงอนิจจตาธรรมแจ่มแจ้งด้วยคาถาอย่างนี้ ความว่า
เมื่อใดบัณฑิตพิจารณาเห็นด้วยปัญญาว่า สังขาร ทั้งหลายไม่เที่ยง เมื่อนั้น ย่อมหน่ายในทุกข์ สังขาร ทั้งหลายไม่เที่ยงหนอ มีความเกิดขึ้นและเสื่อมไปเป็น ธรรมดา ครั้นเกิดขึ้นแล้วย่อมดับไป ความเข้าไประงับ สังขารเหล่านั้นเสียได้เป็นสุข.
บทว่า กุมฺมคฺคํ ความว่า ข้าแต่ท่านพราหมณ์ อันธพาลปุถุชนคนงมงายไม่มีความคิด ย่อมซ่องเสพทางผิดคือทิฏฐิ ๖๒ ประการฉันใด พระราชาของท่านไม่ควรซ่องเสพทางผิดฉันนั้น จงซ่องเสพเฉพาะกุศลกรรมบถ ๑๐อันเป็นนิยยานิกธรรม ท่านควรกราบทูลพระองค์อย่างนี้. บทว่า อตฺตานํ ความว่า กษัตริย์ไม่ควรละเลยอัตภาพอันดำรงอยู่ในสุคติ ชนทั้งหลายละเลยกุศลสมบัติ ๓ ประการในกามภพ แล้วบังเกิดในอบายเพราะกรรมใด กษัตริย์ไม่ควรทำกรรมนั้น. บทว่า อธมฺมํ ความว่า ไม่ควรประพฤติอธรรมกล่าวคือทุจริต ๓ อย่าง. บทว่า อติตฺเถ ความว่า ไม่ควรข้าม คือ ไม่ควรหยั่งลงในที่มิใช่ท่า กล่าวคือทิฏฐิ ๖๒ ประการ. ปาฐะว่า น ตาเรยฺย ดังนี้ก็มี. ความก็ว่า ไม่ควรยังชนผู้ถึงทิฏฐานุคติของของตนให้หยั่งลง. บทว่า อนตฺเถ ได้แก่ ในสิ่งที่มิใช่เหตุ. บทว่า น ยุโต ความว่า ไม่ควรขวนขวาย (ในสิ่งไร้เหตุผล). ในข้อนี้มีคำอธิบายว่า ถ้าว่าพระราชาของท่านทรงประสงค์จะประพฤติในธัมมยาคปัญหา ก็จงทรงประพฤติในโอวาทนี้ ท่านควรกราบทูลท้าวเธอด้วยประการฉะนี้.
บทว่า สทา ได้แก่ ตลอดกาลเป็นไปติดต่อ. ท่านกล่าวอธิบายไว้ดังนี้ พระขัตติยราชพระองค์ใดทรงทราบเพื่อจะทำเหตุเหล่านี้ พระขัตติยราชพระองค์นั้นย่อมทรงเจริญทุกเมื่อ ดุจพระจันทร์ในข้างขึ้นฉะนั้น. บทว่าวิโรจติ ความว่า ย่อมทรงงดงามไพโรจน์ท่ามกลางมิตรและอำมาตย์ของพระองค์ ด้วยคุณทั้งหลายมีศีล มรรยาท และญาณ เป็นต้น.
พระมหาสัตว์เจ้า กล่าวแก้ปัญหาแก่พราหมณ์โดยลีลาแห่งพระพุทธเจ้าดุจยังพระจันทร์ให้ปรากฏขึ้น ณ พื้นอากาศ ด้วยอาการอย่างนี้. มหาชนต่างบันลือโห่ร้องตบมือ กระทำสาธุการพันครั้ง ยังการยกธงและการดีดนิ้วมือให้เป็นไป ทั้งซัดไปซึ่งวัตถุมีเครื่องประดับมือเป็นต้น. ทรัพย์สินที่มหาชนซัดไปแล้วอย่างนี้ นับได้ถึงโกฏิ. แม้พระราชาก็ทรงโปรดปรานพระราชทานยศใหญ่ แก่สัมภวกุมารนั้น ฝ่ายสุจีรตพราหมณ์ ทำการบูชาด้วยทองคำพันลิ่มแล้วจารึกคำวิสัชนาปัญหาลงในแผ่นทองคำด้วยชาดกับหรดาล แล้วเดินทางไปยังอินทปัตตนครกราบทูลธัมมยาคปัญหาแด่พระราชา. พระราชาทรงประพฤติในธรรมนั้น แล้วยังเมืองสวรรค์ให้แน่นบริบูรณ์.
พระบรมศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงแล้ว ตรัสว่าดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น ก็หามิได้ แม้ในปางก่อน ตถาคตก็มีปัญญามากเหมือนกัน ดังนี้แล้ว ทรงประชุมชาดกว่าพระเจ้าธนัญชยโกรัพยราชในครั้งนั้น ได้มาเป็นพระอานนท์ สุจีรตพราหมณ์ ได้มาเป็นพระอนุรุทธะ วิธุรพราหมณ์ ได้มาเป็นพระอริยกัสสป ภัทรการกุมารได้มาเป็นพระโมคคัลลานะ สัญชยมาณพ ได้มาเป็นพระสารีบุตร สัมภวบัณฑิตได้มาเป็นเราผู้ตถาคต ฉะนี้แล.
จบอรรถกถาสัมภวชาดก
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๖๑ หน้า ๔๑๕–๔๓๓ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
ติงสตินิบาตชาดก ๑๘ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๘ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
บาลีอักษรโรมัน ฉบับสยามรัฐ
Rajjañca paṭipannasmā ādhipaccaṃ sucīrata mahantaṃ 1- pattumicchāmi vijetuṃ paṭhaviṃ imaṃ. Dhammena no adhammena adhammo me na ruccati kiccova dhammo carito rañño hoti sucīrata. Idha cevāninditā yena pecca yena aninditā yasaṃ devamanussesu yena pappomu brāhmaṇa. Yohaṃ atthañca dhammañca kattumicchāmi brāhmaṇa taṃ tvaṃ atthañca dhammañca brāhmaṇakkhāhi pucchito.
Nāññatra vidhurā rāja tadakkhātumarahati yaṃ tvaṃ atthañca dhammañca kattumicchasi khattiya.
Ehi kho pahito gaccha vidhurassa upantikaṃ nikkhañcimaṃ 2- suvaṇṇassa haraṃ gaccha sucīrata abhihāraṃ imaṃ dajja 3- atthadhammānusiṭṭhiyā.
Svādhippāgā bhāradvājo vidhurassa upantikaṃ tamaddasa mahābrahmā asamānaṃ sake ghare.
Raññohaṃ pahito dūto korabyassa yasassino atthaṃ dhammañca pucchesi iccabravi yudhiṭṭhilo taṃ tvaṃ atthañca dhammañca vidhurakkhāhi pucchito.
Gaṅgaṃ me pidahissanti na taṃ sakkomi brāhmaṇa @Footnote: 1 Ma. mahattaṃ . 2 Sī. nikkhaṃ ratta.... Yu. nikkhamimaṃ . 3 Ma. dajjā. Apidhetuṃ mahāsindhuṃ taṃ kathaṃ so bhavissati na te sakkomi akkhātuṃ atthaṃ dhammañca pucchito. Bhadrakāro ca me putto oraso mama atrajo taṃ tvaṃ atthañca dhammañca gantvā pucchassu brāhmaṇa.
Svādhippāgā bhāradvājo bhadrakārassa santikaṃ 1- tamaddasa mahābrahmā nisinnaṃ samhi vesmani.
Raññohaṃ pahito dūto korabyassa yasassino atthaṃ dhammañca pucchesi iccabravi yudhiṭṭhilo taṃ tvaṃ atthañca dhammañca bhadrakāra pabrūhi 2- me.
Maṃsakājaṃ 3- avahāya godhaṃ anupatāmahaṃ na te sakkomi akkhātuṃ atthaṃ dhammañca pucchito. Sañjayo 4- nāma me bhātā kaniṭṭho me sucīrata taṃ tvaṃ atthañca dhammañca gantvā pucchassu brāhmaṇa.
Svādhippāgā bhāradvājo sañjayassa upantikaṃ tamaddasa mahābrahmā nisinnaṃ samhi parisati 5- .
Raññohaṃ pahito dūto korabyassa yasassino atthaṃ dhammañca pucchesi iccabravi yudhiṭṭhilo taṃ tvaṃ atthañca dhammañca sañjayakkhāhi pucchito.
Sadā maṃ gilate maccu sāyaṃ pāto sucīrata na te sakkomi akkhātuṃ atthaṃ dhammañca pucchito. @Footnote: 1 Ma. bhadrakārassupantikaṃ . 2 Sī. Yu. bravīhi . 3 Yu. maṃsakācaṃ . 4 Ma. @sañcayo . 5 Ma. vesmani Sambhavo nāma me bhātā kaniṭṭho me sucīrata taṃ tvaṃ atthañca dhammañca gantvā pucchassu brāhmaṇa.
Abbhūto vata bho dhammo nāyaṃ asmāka ruccati tayo janā pitāputtā te 1- su paññāya no vidū. Na taṃ sakkotha akkhātuṃ atthaṃ dhammañca pucchitā kathaṃ nu daharo jaññā atthaṃ dhammañca pucchito.
Mā naṃ daharoti maññāsi 2- apucchitvāna sambhavaṃ pucchitvā sambhavaṃ jaññā atthaṃ dhammañca brāhmaṇa. Yathāpi cando vimalo gacchaṃ ākāsadhātuyā sabbe tāragaṇe loke ābhāya atirocati. Evampi daharūpeto paññāyogena sambhavo mā naṃ daharoti maññāsi apucchitvāna sambhavaṃ pucchitvā sambhavaṃ jaññā atthaṃ dhammañca brāhmaṇa. Yathāpi rammako māso gimhānaṃ hoti brāhmaṇa atevaññehi māsehi dumapupphehi sobhati. Evampi daharūpeto paññāyogena sambhavo mā naṃ daharoti maññāsi apucchitvāna sambhavaṃ pucchitvā sambhavaṃ jaññā atthaṃ dhammañca brāhmaṇa. Yathāpi himavā brahme pabbato gandhamādano nānārukkhehi sañchanno mahābhūtagaṇālayo @Footnote: 1 Ma. tesu . 2 Ma. uññāsi evamuparipi. Osadhehi ca dibbehi disā bhāti pavāti ca. Evampi daharūpeto paññāyogena sambhavo mā naṃ daharoti maññāsi apucchitvāna sambhavaṃ pucchitvā sambhavaṃ jaññā atthaṃ dhammañca brāhmaṇa. Yathāpi pāvako brahme accimālī yasassimā jalamāno vane gacche 1- analo kaṇhavattanī. Ghatāsano dhūmaketu uttamāhevanandaho nissive 2- pabbataggasmiṃ bahutejo virocati. Evampi daharūpeto paññāyogena sambhavo mā naṃ daharoti maññāsi apucchitvāna sambhavaṃ pucchitvā sambhavaṃ jaññā atthaṃ dhammañca brāhmaṇa. Javena bhadraṃ jānanti balibaddhañca 3- vāhiye dohena dhenuṃ jānanti bhāsamānañca paṇḍitaṃ. Evampi daharūpeto paññāyogena sambhavo mā naṃ daharoti maññāsi apucchitvāna sambhavaṃ pucchitvā sambhavaṃ jaññā atthaṃ dhammañca brāhmaṇa.
Svādhippāgā bhāradvājo sambhavassa upantikaṃ tamaddasa mahābrahmā kīḷamānaṃ bahīpure.
Raññohaṃ pahito dūto korabyassa yasassino atthaṃ dhammañca pucchesi iccabravi yudhiṭṭhilo @Footnote: 1 Yu. caraṃ kacche . 2 Ma. nisīthe . 3 Ma. balibaddañca. Taṃ tvaṃ atthañca dhammañca sambhavakkhāhi pucchito.
Taggha te ahamakkhissaṃ yathāpi kusalo tathā rājā ca kho taṃ jānāti yadi kāhati vā na vā.
Ajja suveti saṃseyya raññā puṭṭho sucīrata mā katvā avasī rājā atthe jāte yudhiṭṭhilo ajjhattaññeva saṃseyya raññā puṭṭho sucīrata kummaggaṃ na niveseyya yathā muḷho acetaso. Attānaṃ nātivatteyya adhammaṃ na samācare atitthe nappatāreyya anatthe na yuto siyā. Yo ca etāni ṭhānāni kattuṃ jānāti khattiyo sadā so vaḍḍhate rājā sukkapakkheva candimā. Ñātīnañca piyo hoti mittesu ca virocati kāyassa bhedā sappañño saggaṃ so upapajjatīti. Sambhavajātakaṃ pañcamaṃ.
ที่มา: พระไตรปิฎกบาลีอักษรโรมัน ฉบับสยามรัฐ เล่มที่ ๒๗ ข้อ ๒๓๕๒
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗