มหากปิชาดก
ว่าด้วยผลบาปของผู้ทำร้ายผู้มีคุณ
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๒๓๗๐ · บรรทัด ๙๖๑๘ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑
อรรถกถาชาดก ตอนที่ ๒ จาก ๒
เรื่องเล่า
บทว่า มตฺถกํ สนฺนิตาฬยึ ความว่า ทุบศีรษะของพญาวานรนั้น. ปาฐะว่า สนฺนิตาฬยํ ดังนี้ก็มี. บทว่า ทุพฺพโล อหุ ความว่า ข้าพระพุทธเจ้าไม่ค่อยมีกำลัง จึงทุ่มไม่ได้แรงสมความประสงค์. บทว่า เวเคนความว่า ด้วยกำลังแห่งก้อนหินที่ข้าพระพุทธเจ้าทุ่มไปแล้ว. บทว่า อุทปฺปตฺโต แปลว่า ผลุดลุกขึ้นแล้ว. บทว่า มายฺโย ความว่า ก้อนหินที่บุรุษผู้มักประทุษร้ายมิตร ทุ่มลง ตัดหนังใหญ่ ขาดห้อยลงเลือดไหล. พระมหาสัตว์เสวยทุกขเวทนาคิดว่า ในที่นี้ไม่มีคนอื่นเลย ภัยนี้ต้องเกิดขึ้น เพราะอาศัยชายคนนี้ จึงหวาดกลัวต่อมรณภัย เอามือจับหนังที่ขาดห้อยอยู่ไว้ กระโดดขึ้นกิ่งไม้ เมื่อจะเจรจากับชายลามกนั้น จึงกล่าวคาถามีอาทิว่า มายฺโย มํ ท่านอย่าได้ทำข้าพเจ้าเลย ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มายฺโย มํ ภทฺทนฺเต ความว่าพญาวานรห้ามพราหมณ์นั้นว่า ท่านผู้เจริญ ท่านอย่าได้ทำข้าพเจ้าเลย. บทว่า ตวญฺจ นาม ความว่า ท่านอันข้าพเจ้าช่วยให้ขึ้นมาจากเหวอย่างนี้แล้วกระทำกรรมร้ายกาจในข้าพเจ้าเห็นปานนี้น่าอนาถ ท่านทำกรรมที่ไม่สมควรเลย. บทว่า อโห วต ความว่า พญาวานรเมื่อจะตำหนิพราหมณ์นั้น จึงกล่าวอย่างนี้. บทว่า ตาว ทุกฺกรการกา ความว่า แน่ะบุรุษอาธรรม์ผู้กระทำกรรมยากที่บุคคลจะกระทำลงได้ เพราะผิดในเรา. บทว่า ปรโลกาว ความว่าท่านเป็นดุจอันข้าพเจ้านำมาจากปรโลก. บทว่า ทุพฺเภยฺยํ (ยังเข้าใจตัวข้าพเจ้าว่า) ควรประทุษร้าย คือควรฆ่าเสีย.
บทว่า เวทนํ กฏุกํ ความว่า แม้เมื่อเป็นอย่างนี้ท่านเป็นผู้ไม่มีธรรมข้าพเจ้าต้องประสบทุกขเวทนาเช่นใด เวทนาอันเผ็ดร้อนเช่นนี้อย่าถูกต้องท่านเลย บาปกรรมนั้นอย่าฆ่าท่าน ดังขุยไผ่ฆ่าไม้ไผ่เลย. ขอเดชะพระมหาราชเจ้า พญาวานรเอ็นดูข้าพระพุทธเจ้าอย่างบุตรสุดที่รักด้วยประการฉะนี้. ทีนั้น ข้าพระพุทธเจ้ากล่าวกะพญาวานรว่า ข้าแต่เจ้า ท่านอย่ากระทำสิ่งที่ข้าพเจ้ากระทำเลย ท่านอย่าให้ข้าพเจ้าผู้เป็นอสัตบุรุษ ต้องฉิบหายเสียในป่าเห็นปานนี้เลย ข้าพเจ้าหลงทิศไม่รู้หนทาง โปรดอย่ายังกุศลกรรมที่ตนทำแล้วให้พินาศเสีย โปรดให้ชีวิตเป็นทานแก่ข้าพเจ้า ช่วยนำข้าพเจ้าออกจากป่าไปดำรงอยู่ในถิ่นฐานแดนมนุษย์เถิด. เมื่อข้าพระพุทธเจ้ากล่าวอย่างนี้แล้วพญาวานรนั้น เมื่อจะเจรจาปราศรัยกับข้าพเจ้า จึงกล่าวคาถามีคำว่า ตยิ เม นตฺถิ วิสาโส ความคุ้นเคยในท่านไม่มีสำหรับเราดังนี้เป็นต้น. บทว่า ตตฺถ ตยิ ความว่า นับแต่วันนี้ไป เรากับท่านไม่มีความคุ้นเคยกัน. บทว่าเอหิ ความว่า แน่ะบุรุษผู้เจริญ เราจะไม่เดินทางไปกับท่าน แต่ท่านจงมาเถิดท่านจงเดินไปพอเห็นร่างไม่ห่างจากหลังเรา เราจักเดินไปทางปลายยอดไม้เท่านั้น. บทว่า มุตฺโตสิ ความว่า ขอเดชะมหาราชเจ้า ลำดับนั้น พญาวานรได้นำข้าพเจ้าออกจากป่าแล้วกล่าวว่า แน่ะบุรุษผู้เจริญ ท่านพ้นจากเงื้อมมือสัตว์ร้ายแล้ว.
บทว่า มานุสึ ปทํ ความว่า พญาวานรกล่าวว่า ท่านถึง คือ มาถึงถิ่นอันเป็นอุปจารของมนุษย์แล้ว นี่ทาง ท่านจงไปตามทางนั้นเถิด. บทว่าคิริจโร ได้แก่ วานรมีปกติเที่ยวไปตามซอกเขา. บทว่า ปกฺขนฺลย แปลว่าล้างแล้ว. บทว่า เตนาภิสตฺโตสฺมิ ความว่า ขอเดชะพระมหาราชเจ้าข้าพระพุทธเจ้าเป็นผู้อันพญาวานรนั้นสงเคราะห์แล้ว เมื่อบาปกรรมนั้นสุกงอมแล้ว สำคัญว่า อันพญาวานรอนุเคราะห์แล้ว จึงกล่าวอย่างนี้. บทว่า อทฺทิโต ความว่า ถูกความกระวนกระวายเบียดเบียนแล้ว. บทว่า อุปาคมึ ความว่าข้าพระพุทธเจ้าเข้าไปยังห้วงน้ำแห่งหนึ่ง. บทว่า สมปชฺชถ ความว่าทุกสิ่งทุกอย่างเกิดปรากฏแก่ข้าพระพุทธเจ้า เป็นเห็นปานนี้. บทว่า ยาวนฺโต ความว่า มีประมาณเท่าใด.
บทว่า คณฺฑุ ชาเยถ ความว่า ฝีก็ผุดขึ้น (มีประมาณเท่านั้น). ได้ยินว่า มนุษย์เปรตนั้น เมื่อไม่สามารถจะทนความหิวกระหายได้ จึงยกกระพุ่มมือวักน้ำดื่มเข้าไปหน่อยหนึ่ง แล้วรดน้ำที่เหลือลงที่ศีรษะ ทันใดนั้นเอง ฝีขนาดเท่ามะตูมสุก ก็ผุดขึ้นตามจำนวนหยาดน้ำ เพราะเหตุนั้น เขาจึงกล่าวอย่างนั้น. บทว่า ปภินฺนา ความว่า ฝีเหล่านั้นก็แตกในวันนั้นเองน้ำหนองน้ำเลือดก็ไหลออกมา มีกลิ่นเหม็นดุจซากศพ. บทว่า เยน ความว่า (ข้าพระพุทธเจ้าจะเดินไป) ทางใด ๆ . บทว่า โอกิตฺตา ความว่า ฟุ้งไปด้วยกลิ่นเหม็น คือมีกลิ่นเหม็นตลบอยู่รอบตัว. บทว่า มาสฺสุ โอเรนอาคมา ความว่า พวกมนุษย์ทั้งหลาย ต่างถือท่อนไม้ห้ามกันข้าพระพุทธเจ้าว่าเจ้าสัตว์สกปรก ออกไปให้ห่าง อย่าเข้าใกล้ข้า คืออย่าเข้ามาใกล้พวกเรา. บทว่า สตฺตวสฺสานิ ทานิ เม ความว่า พราหมณ์กราบทูลว่า ขอเดชะพระมหาราชเจ้า นับแต่วันนั้นมาจนถึงบัดนี้ เป็นเวลาเจ็ดปี ข้าพระพุทธเจ้าต้องเสวยกรรมของตน ตลอดกาลมีประมาณเท่านี้ ครั้นมนุษย์เปรตนั้นพรรณนากรรม คือ การประทุษร้ายมิตรของตนให้พินาศอย่างนี้แล้ว ทูลว่าขอเดชะพระมหาราชเจ้า ใคร ๆ เห็นข้าพระพุทธเจ้าเป็นตัวอย่างแล้ว ไม่ควรทำกรรมเห็นปานนี้ แล้วกล่าวคาถามีอาทิว่า ตํ โว ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตํ เท่ากับ ตสฺมา แปลว่า เพราะเหตุนั้น. อธิบายว่าเพราะเหตุกรรมเห็นปานนี้ มีทุกข์เป็นวิบากอย่างนี้.
พระบรมศาสดาตรัสอภิสัมพุทธคาถานี้ไว้ ความว่า
ในโลกนี้ ผู้ประทุษร้ายมิตร ย่อมเป็นโรคเรื้อน เกลื้อนกลาก เมื่อตายไปแล้ว ย่อมเข้าถึงนรก.
อธิบายว่า ภิกษุทั้งหลาย บุคคลใดประทุษร้ายเบียดเบียนมิตรในโลกนี้ บุคคลนั้น ย่อมมีสภาพเห็นปานนี้. เมื่อบุรุษนั้น กำลังกราบทูลพระราชาอยู่ แผ่นดินก็แยกช่องให้. เขาก็จุติไปบังเกิดในอเวจีมหานรก ในขณะนั้นเอง. พระราชาก็เสด็จออกจากพระราชอุทยาน เสด็จสู่พระนคร.
พระบรมศาสดา ครั้นทรงนำอดีตนิทานนี้มาแสดงจบแล้ว ตรัสว่าภิกษุทั้งหลาย ใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น ก็หามิได้ แม้ในชาติก่อน พระเทวทัตก็กลิ้งศิลา ประทุษร้ายเราเหมือนกันแล้วทรงประชุมชาดกว่า บุรุษผู้ประทุษร้ายมิตรในครั้งนั้น ได้มาเป็นพระเทวทัต พญาวานร ได้มาเป็นเราผู้ตถาคต ฉะนี้แล.
จบอรรถกถามหาปิกชาดก
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๖๑ หน้า ๔๔๑–๔๕๕ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
ติงสตินิบาตชาดก ๒ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๒ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
บาลีอักษรไทย ฉบับสยามรัฐ
พาราณสฺยํ ๑ อหุ ราชา กาสีนํ รฏฺฐวฑฺฒโน มิตฺตามจฺจปริพฺยูโฬฺห อคมาสิ มิคาชินํ ๒ ฯ ตตฺถ พฺราหฺมณมทฺทกฺขิ เสตํ จิตฺรํ กิลาสินํ วิทฺธสฺตํ โกวิฬารํว กีสํ ธมนิสนฺถตํ ฯ #๑ สี. ยุ. พาราณสฺสํ ฯ ๒ สี. มิคาชิรํ ฯ ยุ. มิคาจิรํ ฯ ปรมการุญฺญตํ ปตฺตํ ทิสฺวา กิจฺฉคตํ นรํ อวจ พฺยมฺหิโต ราชา ยกฺขานํ กตโม นุสิ ฯ หตฺถปาทา จ เต เสตา ตโต เสตตรํ สิโร คตฺตํ กมฺมาสวณฺณนฺเต กิลาสพหุโล จสิ ฯ วฏฺฏนาวลิสงฺกาสา ปิฏฺฐิ เต นินฺนตุนฺนตา กาฬปพฺพา จ เต องฺคา นาญฺญํ ปสฺสามิ เอทิสํ ฯ อุคฺฆฏฺฐปาโท ตสิโต กีโส ธมนิสนฺถโต ฉาโต อติตฺตรูโปสิ กุโตสิ กตฺถ คจฺฉสิ ฯ ทุทฺทสี อปฺปกาโรสิ ทุพฺพณฺโณ ภีมทสฺสโน ชเนตฺติ ยาปิ เต มาตา น ตํ อิจฺเฉยฺย ปสฺสิตุํ ฯ กึ กมฺมมกรา ๑ ปุพฺเพ กึ ๒ อวชฺฌํ อฆาตยิ กิพฺพิสํ ยํ กริตฺวาน อิทํ ทุกฺขํ อุปาคมิ ฯ
ตคฺฆ เต อหมกฺขิสฺสํ ยถาปิ กุสโล ตถา สจฺจวาทึ หิ โลกสฺมึ ปสํสนฺตีธ ปณฺฑิตา ฯ เอโก จรํ โคคเวโส มูโฬฺห อจฺจสรึ วเน อรญฺเญ อีริเณ วิวเน นานากุญฺชรเสวิเต ฯ วาฬมิคานุจริเต วิปฺปนฏฺโฐสฺมิ กานเน อจรึ ตตฺถ สตฺตาหํ ขุปฺปิปาสสมปฺปิโต ฯ ตตฺถ ติณฺฑุกมทฺทกฺขึ วิสมฏฺฐํ พุภุกฺขิโต ปปาตมภิลมฺพนฺตํ สมฺปนฺนผลธารินํ ฯ #๑ ม. กมฺมมกรํ ฯ ๒ ม. กํ ฯ วาตสฺสิตานิ ภกฺเขสึ ตานิ รุจฺจึสุ เม ภุสํ อติตฺโต รุกฺขมารุยฺห ๑ ตตฺถ เหสฺสามิ อสฺสิโต ๒ ฯ เอกํ เม ภกฺขิตํ อาสิ ทุติยํ อภิปตฺถิตํ ตโต สา ภญฺชถ สาขา ฉินฺนา ผรสุนา วิย ฯ โสหํ สหาว สาขาหิ อุทฺธํปาโท อวํสิโร อปฺปติฏฺเฐ อนาลมฺเพ คิริทุคฺคสฺมิ ปาปตํ ฯ ยสฺมา จ วาริ คมฺภีรํ ตสฺมา น สมปชฺชิสํ ๓ ตตฺถ เสสึ นิรานนฺโท อนูนา ๔ ทสรตฺติโย ฯ อเถตฺถ กปิ มาคจฺฉิ โคนงฺคุโล ทรีจโร สาขาหิ สาขํ วิจรนฺโต ขาทมาโน ทุมปฺผลํ โส มํ ทิสฺวา กีสํ ปณฺฑฑ การุญฺญมกรํ มยิ ฯ อมฺโภ โก นาม โส เอตฺถ เอวํ ทุกฺเขน อฏฺฏิโต มนุสฺโส อมนุสฺโส วา อตฺตานมฺเม ปเวทย ฯ ตสฺสญฺชลึ ปณาเมตฺวา อิทํ วจนมพฺรวึ มนุสฺโสหํ พฺยสมฺปตฺโต สา เม นตฺถิ อิโต คติ ตํ โว วทามิ ภทฺทํ โว ตฺวญฺจ เม สรณํ ภว ฯ ครุํ สิลํ คเหตฺวาน วิจรี ปพฺพเต กปิ สิลาย โยตฺตํ กตฺวาน นิสโภ เอตทพฺรวิ ฯ เอหิ เม ปิฏฺฐิมารุยฺห คีวํ คณฺหาหิ พาหุหิ อหนฺตํ อุทฺธริสฺสามิ คิริทุคฺคต เวคสา ฯ #๑ ม. รุกฺขมารูหึ ฯ ๒ ม. ยุ. อาสิโต ฯ ๓ สี. สมปชฺชสึ ฯ ยุ. สมภชฺชิสํ ฯ #๔ ยุ. อนาโถ ฯ ตสฺส ตํ วจนํ สุตฺวา วานรินฺทสฺส สิรีมโต ปิฏฺฐิมารุยฺห ธีรสฺส คีวํ พาหาหิ อคฺคหึ ฯ โส มํ ตโต สมุฏฺฐาสิ เตชสี พลวา กปิ วิหญฺญมาโน กิจฺเฉน คิริทุคฺคต เวคสา ฯ อุทฺธริตฺวาน มํ สนฺโต นิสโภ เอตทพฺรวิ อิงฺฆ มํ สมฺม รกฺขสฺสุ ปสฺสุปิสฺสํ มุหุตฺตกํ ฯ สีหา พฺยคฺฆา จ ทีปิ จ อจฺฉโกกตรจฺฉโย เต มํ ปมตฺตํ หึเสยฺยุํ เต ตฺวํ ทิสฺวา นิวารย ฯ เอวํ เม ปริตฺตาตูน ปสฺสุปิ โส มุหุตฺตกํ ตทาหํ ปาปิกํ ทิฏฺฐึ ปฏิลจฺฉึ อโยนิโส ฯ ภกฺโข อยํ มนุสฺสานํ ยถา จญฺเญ วเน มิคา ยนฺนูนิมํ วธิตฺวาน ฉาโต ขาเทยฺย วานรํ ฯ อสิโต จ คมิสฺสามิ มํสมาทาย สมฺพลํ กนฺตารํ นิตฺถริสฺสามิ ปาเถยฺยํ เม ภวิสฺสติ ฯ ตโต สิลํ คเหตฺวาน มตฺถกํ สนฺนิตาฬยึ มม ภตฺตกิลนฺตสฺส ๑ ปหาโร ทุพฺพโล อหุ ฯ โส จ เวเคนุทปฺปตฺโต กปิ รุหิรมกฺขิโต อสฺสุปุณฺเณหิ เนตฺเตหิ โรทนฺโต มํ อุทิกฺขติ ฯ มายฺโย มํ กริ ภทฺทนฺเต ตฺวญฺจ นาเมทิสํ กริ ตฺวญฺจ โข นาม ทีฆาวุ ๒ อญฺเญ ๓ วาเรตุมรหสิ ฯ #๑ ม. คตฺตคิลนฺตสฺส ฯ ยุ. หตฺถ ... ฯ ๒ ยุ. ฑีฆายุ ฯ ๓ ยุ. อญฺญํ ฯ อโห วต เร ปุริส ตาว ทุกฺกรการก เอทิสา วิสมา ทุคฺคา ปปาตา อุทฺธโต มยา ฯ อานีโต ปรโลกาว ทุพฺเภยฺยํ มํ อมญฺญถ ตนฺเตน ปาปธมฺเมน ปาปํ ปาเปน จินฺติตํ ฯ มา เหว ตฺวํ อธมฺมฏฺฐ เวทนํ กฏกํ ผุสิ มา เหว ปาปกมฺมนฺตํ ผลํ เวฬฬว ตํ วธิ ฯ ตยิ เม นตฺถิ วิสฺสาโส ปาปธมฺม อสญฺญต เอหิ เม ปิฏฺฐิโต คจฺฉ ทิสฺสมาโนว สนฺติเก ฯ มุตฺโตสิ หตฺถา วาฬานํ ปตฺโตสิ มานุสึ ปทํ เอส มคฺโค อธมฺมฏฺฐ เตน คจฺฉ ยถาสุขํ ฯ อิทํ วตฺวา คิริจโร รุหิรํ ๑ ปกฺขลฺย มตฺถกํ อสฺสูนิ สมฺปมชฺชิตฺวา ตโต ปพฺพตมารุหิ ฯ โสหํ เตนาภิสตฺโตสฺมิ ปริฬาเหน อฏฺฏิโต ฑยฺหมาเนน คตฺเตน วารึ ปาตุํ อุปาคมึ ฯ อคฺคินา วิย สนฺตตฺโต รหโท รุหิรมกฺขิโต ปุพฺพโลหิตสงฺกาโส สพฺโพ เม สมปชฺชถ ฯ ยาวนฺโต อุทพินฺทูนิ กายสฺมึ นิปตึสุ เม ตาวนฺโต คณฺฑุ ๒ ชาเยถ อฑฺฒเวลุวสาทิสา ฯ ปภินฺนา ปคฺฆรึสุ เม กุณปา ปุพฺพโลหิตา เยน เยเนว คจฺฉามิ คาเมสุ นิคเมสุ จ ฯ #๑ ม. รหเท ฯ ๒ สี. ยุ. คณฺฑู ฯ ทณฺฑหตฺถา นิวาเรนฺติ อิตฺถิโย ปุริสา จ มํ โอกฺกิตา ปูติคนฺเธน มาสฺสุ โอเรน อาคมา ฯ เอตาทิสํ อิทํ ทุกฺขํ สตฺตวสฺสานิทานิ เม อนุโภมิ สกํ กมฺมํ ปุพฺเพ ทุกฺกฏมตฺตโน ฯ ตํ โว วทามิ ภทฺทนฺเต ยาวนฺเตตฺถ สมาคตา มาสฺสุ มิตฺตาน ทุพฺภิตฺโถ มิตฺตทุพฺโภ หิ ปาปโก ฯ กุฏฺฐี กิลาสี ภวติ โย มิตฺตานีธ ทุพฺภติ กายสฺส เภทา มิตฺตทุพฺภี นิรยํ โส อุปปชฺชตีติ ฯ มหากปิชาตกํ ฉฏฺฐํ ฯ
ที่มา: พระไตรปิฎกบาลีอักษรไทย ฉบับสยามรัฐ เล่มที่ ๒๗ ข้อ ๒๓๗๐
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗