มหากปิชาดก
ว่าด้วยผลบาปของผู้ทำร้ายผู้มีคุณ
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๒๓๗๐ · บรรทัด ๙๖๑๘ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑
อรรถกถาชาดก ตอนที่ ๑ จาก ๒
เรื่องเล่า
พระศาสดาเมื่อเสด็จประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงพระปรารภการกลิ้งศิลาของพระเทวทัต ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า พาราณสิยํ อหุ ราชา ดังนี้.
ความโดยย่อว่า เมื่อภิกษุทั้งหลายพากันกล่าวติเตียนพระเทวทัตเพราะใช้นายขมังธนู เพราะกลิ้งศิลาในเวลาต่อมา พระศาสดาจึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น ก็หามิได้ แม้ในชาติก่อน พระเทวทัตก็กลิ้งศิลาเพื่อฆ่าเราเหมือนกัน แล้วทรงนำอดีตนิทานมาตรัส ดังต่อไปนี้.
ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติ ในพระนครพาราณสี ในหมู่บ้านกาสิกคาม พราหมณ์ชาวนาผู้หนึ่ง ไถนาเสร็จแล้วปล่อยโคไปเริ่มทำการงานขุดหญ้าพรวนดินด้วยจอบ. ฝูงโคเคี้ยวกินใบไม้ที่พุ่มไม้แห่งหนึ่งพลางพากันหนีเข้าไปสู่ดงโดยลำดับ. พราหมณ์นั้นคะเนว่าถึงเวลาแล้ว ก็วางจอบเหลียวหาฝูงโคไม่พบ เกิดความโทมนัส จึงเที่ยวค้นหาในดงเข้าไปจนถึงป่าหิมพานต์. พราหมณ์นั้นหลงทิศทางในป่าหิมพานต์ อดอาหารถึงเจ็ดวันเดินไปพบต้นมะพลับต้นหนึ่ง จึงขึ้นไปเก็บผลรับประทาน พลัดตกลงมาจากต้นมะพลับ เลยตกลงไปในเหวดุจขุมนรกลึกตั้ง ๖๐ ศอก. พราหมณ์ตกอยู่ในเหวล่วงไปได้สิบวัน. คราวนั้น พระโพธิสัตว์บังเกิดในกำเนิดวานร กำลังเคี้ยวกินผลาผล เหลือบเห็นบุรุษนั้นเข้า จึงผูกเชือกเข้าที่หิน ช่วยบุรุษนั้นขึ้นมาได้. เมื่อวานรโพธิสัตว์กำลังหลับ พราหมณ์ได้เอาหินมาทุ่มลงที่ศีรษะ. พระมหาสัตว์เจ้ารู้การกระทำของเขาแล้ว จึงกระโดดขึ้นไปบนกิ่งไม้ กล่าวว่าแน่ะบุรุษผู้เจริญ ท่านจงเดินไปตามพื้นดิน ข้าพเจ้าจักเดินบอกหนทางแก่ท่านไปทางกิ่งไม้ แล้วพาบุรุษนั้นออกจากป่าจนถึงหนทาง จึงเข้าไปสู่บรรพตตามเดิม. บุรุษนั้นล่วงเกินพระมหาสัตว์เจ้าแล้วเกิดโรคเรื้อน กลายเป็นมนุษย์เปรตในปัจจุบันทันตาเห็นทีเดียว. เขาถูกความทุกข์เบียดเบียนอยู่เจ็ดปี เที่ยวเร่ร่อนไปถึงมิคาชินอุทยาน เขตพระนครพาราณสี ลาดใบตองลงภายในกำแพงนอนเสวยทุกขเวทนา. คราวนั้น พระเจ้าพาราณสีเสด็จประพาสพระราชอุทยาน เสด็จเที่ยวไปพบเขา ณ ที่นั้น แล้วดำรัสถามว่า เจ้าเป็นใคร ทำกรรมอะไรไว้ จึงต้องรับทุกข์เช่นนี้ ฝ่ายเปรตนั้นได้กราบทูลเรื่องราวทั้งมวลโดยพิสดาร.
พระบรมศาสดาเมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น ตรัสพระคาถาความว่า
พระราชาแห่งชนชาวกาสี ผู้ทรงยังรัฐสีมา มณฑลให้เจริญ ในพระนครพาราณสี ทรงแวดล้อม ไปด้วยมิตรและอำมาตย์ผู้มีความภักดีมั่นคง เสด็จไป ยังนิคาชินอุทยาน. ณ ที่นั้น ได้ทอดพระเนตรเห็นพราหมณ์ ซึ่ง เป็นโรคเรื้อน ขาวพราวเป็นจุด ๆ ตามตัว มากไปด้วย กลากเกลื้อน เรี่ยราดด้วยเนื้อที่หลุดออกมาจากปากแผล เช่นกับดอกทองกวาวที่บาน ในเรือนร่างทุกแห่ง มีเพียงกระดูกซูบผอม สะพรั่งไปด้วยเส้นเอ็น. ครั้นทอดพระเนตรเห็นคนที่ตกยาก ถึงความ ลำบากน่าสงสารยิ่งนักแล้ว ทรงหวั่นหวาดพระทัย จึงตรัสถามว่า ท่านเป็นยักษ์ประเภทไหน ในจำพวก ยักษ์ทั้งหลาย. อนึ่ง มือและเท้าของท่านขาว ศีรษะยิ่งขาวกว่า นั้น ตัวของท่านก็ด่างพร้อย มากไปด้วยเกลื้อนกลาก หลังของท่านก็เป็นปุ่มเป็นปม ดุจเถาวัลย์อันยุ่ง อวัยวะของท่านบ้างก็ดำ บ้างก็หงิกงอ คล้ายเถาวัลย์ มีข้อดำ ดูไม่เหมือนคนอื่น ๆ. เท้าเปรอะเปื้อนด้วยธุลี น่าหวาดเสียว ซูบผอม สะพรั่งไปด้วยเส้นเอ็น หิวระหาย ร่างกายซูบซีด ท่านมาจากไหน และจะไปไหน. แลดูน่าเกลียด รูปร่างก็อัปลักษณ์ ผิวพรรณ ชั่วช้า ดูหน้ากลัว แม้มารดาบังเกิดเกล้าของท่าน ก็ไม่ ปรารถนาจะดูแลเจ้าเลย. ในชาติก่อน ท่านทำกรรมอะไรไว้ ได้เบียดเบียน ผู้ที่ไม่ควรเบียดเบียนไว้อย่างไร ได้เข้าถึงทุกข์นี้ เพราะทำกรรมอันหยาบช้าอันใดไว้.
บรรดาบทเหล่านัน บทว่า พาราณสฺยํ ได้แก่ ในพระนครพาราณสี. บทว่า มิตฺตามจฺจปริพฺยุฬฺโห ความว่า ทรงแวดล้อมไปด้วยมิตร และอำมาตย์ผู้มีความภักดีมั่นคง. บทว่า มิคาชินํ ได้แก่ พระอุทยานที่มีนามอย่างนี้. บทว่า เสตํ ความว่า ได้ทอดพระเนตรเห็นพราหมณ์นอนอยู่ในใบตอง ชื่อว่าขาว เพราะเป็นโรคเรื้อนขาว พราวเป็นจุด ๆ ชื่อว่าเป็นหิตเพราะเป็นหิตเปื่อยแตกเยิ้ม เสวยทุกขเวทนา.
บทว่า วิทฺธสฺตํ โกวิลารํว ความว่า เรี่ยราดไปด้วยเนื้อที่หลุดออกจากปากแผล เช่นกับดอกทองกวาวที่บานแล้ว. บทว่า กีสํ ความว่าในบางส่วนจะมีเรือนร่างเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก ผอมสะพรั่งไปด้วยแถวแห่งเส้นเอ็น. บทว่า พฺยมฺหิโต ความว่า พระราชาทรงหวั่นเกรง คือ หวาดหวั่นพระทัย. บทว่า ยกฺขานํ ความว่า พระราชาได้ตรัสถามว่า ในระหว่างพวกยักษ์ทั้งหลาย ท่านเป็นยักษ์ประเภทไหน. บทว่า วฏฺนาวลิสงฺกาสา ความว่า ในที่ด้านหลังของท่านเป็นปุ่มเป็นปม คล้ายเถาวัลย์ที่ยุ่ง. บทว่า องฺคา ความว่า อวัยวะทั้งหลายของท่านดำ หงิกงอ คล้ายเถาวัลย์ที่มีข้อดำ. บทว่า นาญฺํ ความว่า เราไม่เห็นคนอื่น ๆ มีลักษณะเหมือนเช่นนี้. บทว่า อุคฺฆฏฺปาโท ได้แก่ มีเท้าเปรอะเปื้อนไปด้วยธุลี.
บทว่า อาทิตฺตรูโป ได้แก่ มีร่างกายซูบซีด. บทว่า ทุทฺทสี ความว่า มองดูน่าเกลียด. บทว่า อปฺปกาโรสิ ความว่า มีร่างกายไร้สง่าราศรี คือมีรูปร่างเลวทราม. บทว่า กึ กมฺมมกรา ความว่า ในชาติก่อนแต่ชาตินี้ ท่านได้ทำกรรมอะไรไว้. บทว่า กิพฺพิสึ ได้แก่ กรรมอันหยาบช้า.
ต่อจากนั้น พราหมณ์จึงกล่าวคาถากราบทูลว่า
ขอเดชะ ขอเชิญพระองค์ทรงสดับ ข้าพระองค์ จักกราบทูลอย่างคนที่ฉลาดทูล เพราะว่าบัณฑิต ทั้งหลายในโลกนี้ ย่อมสรรเสริญคนที่พูดจริง. เมื่อข้าพระพุทธเจ้า เที่ยวตามโคที่หายไปคนเดียว ได้หลงทางเข้าไปในป่าหิมพานต์ อันแสนจะกันดาร เงียบสงัด อันหมู่กุญชรชาติท่องเที่ยวไปมา. ข้าพระองค์หลงทางเข้าไปในป่าทึบ อันหมู่มฤค ร้ายกาจท่องเที่ยวไปมา ต้องทนหิวระหาย เที่ยวไป ในป่านั้นตลอด ๗ วัน. ณ ป่านั้น ข้าพระพุทธเจ้ากำลังหิวจัด ได้เห็น ต้นมะพลับต้นหนึ่ง ตั้งอยู่หมิ่นเหม่ เอนไปทางปากเหว มีผลดกดื่น. ทีแรก ข้าพระพุทธเจ้า เก็บผลที่ลมพัดหล่นมา กินก่อน เมื่อข้าพระพุทธเจ้ากินผลที่หล่นมาเหล่านั้น รู้สึกพอใจ ยังไม่อิ่มจึงปีนขึ้นไปบนต้น ด้วยหวังใจว่า จะกินให้สบายบนต้นนั้น. ข้าพระพุทธเจ้ากินผลที่หนึ่งเสร็จแล้ว ปรารถนา จะกินผลที่สองต่อไป เมื่อข้าพระพุทธเจ้าเหยียดมือ คว้าเอาผลที่ต้องการ ทันใดนั้น กิ่งไม้ที่ขึ้นเหยียบอยู่ นั้น ก็หักขาดลง ดุจถูกตัดด้วยขวานฉะนั้น. ข้าพระพุทธเจ้า พร้อมด้วยกิ่งไม้นั้น ตีนชี้ฟ้า หัวหกตกลงไปในห้วงเหวภูเขาอันขรุขระ ซึ่งไม่มีที่ ยึดที่เหนี่ยวเลย. ข้าพระพุทธเจ้าหยั่งไม่ถึงเพราะน้ำลึก ต้องไป นอนไร้ความเพลิดเพลิน ไร้ที่พึ่งอยู่ในเหวนั้น ๑๐ ราตรีเต็ม ๆ. ภายหลังมีลิงตัวหนึ่ง มีหางดังหางโค เที่ยวไป ตามซอกเขา เที่ยวไต่ไปตามกิ่งไม้ หาผลไม้กิน ได้ มาถึงที่นั้น มันเห็นข้าพระพุทธเจ้าผอมเหลือง ได้ กระทำความเอ็นดูกรุณาในข้าพระพุทธเจ้า. จึงถามว่า พ่อชื่อไร ทำไมจึงมาทนทุกข์อยู่ที่นี่ อย่างนี้ เป็นมนุษย์หรืออมนุษย์ ขอได้โปรดแนะนำตน ให้ข้าพเจ้าทราบด้วย. ข้าพระพุทธเจ้าจึงได้ประนมอัญชลีไหว้ลิงตัวนั้น แล้วกล่าวว่า เราเป็นมนุษย์ถึงแล้วซึ่งหายนะ เราไม่มี หนทางที่จะไปจากที่นี่ได้ เพราะเหตุนั้น เราจึงบอก ให้ท่านทราบไว้ ขอท่านจงมีความเจริญ อนึ่ง ขอ ท่านโปรดเป็นที่พำนักของข้าพเจ้าด้วย. ลิงตัวองอาจ เที่ยวไปหาก้อนหินก้อนใหญ่ใน ภูเขามา แล้วผูกเชือกไว้ที่ก้อนหิน ร้องบอกข้าพระพุทธเจ้าว่า มาเถิดท่าน จงขึ้นมาเกาะหลังข้าพเจ้า เอามือ ทั้งสองกอดคอไว้ เราจักพาท่านกระโดขึ้นจากเหว โดยเต็มกำลัง. ข้าพระพุทธเจ้าได้ฟังคำของพญาพานรินทร์ ตัวมี สิรินั้นแล้ว จึงขึ้นเกาะหลัง เอามือทั้งสองโอบคอไว้. ลำดับนั้น พญาวานรตัวมีเดชมีกำลัง ก็พาข้า พระพุทธเจ้ากระโดดขึ้นจากเหว โดยความยากลำบาก ทันที. ครั้นขึ้นมาได้แล้ว พญาวานรตัวองอาจ ได้ขอร้อง ข้าพระพุทธเจ้าว่า แน่ะสหาย ขอท่านจงคุ้มครอง ข้าพเจ้าด้วย ข้าพเจ้าจักงีบสักหน่อย. ราชสีห์ เสือโคร่ง เสือเหลือง หมี และเสือดาว สัตว์เหล่านั้น พึงเบียดเบียนข้าพเจ้าซึ่งหลับไปแล้ว ท่านเห็นพวกมันจงป้องกันไว้. เพราะข้าพระพุทธเจ้า ช่วยป้องกันให้อย่างนั้น พญาวานรจึงหลับไปสักครู่หนึ่ง คราวนั้น โดยที่ข้าพระพุทธเจ้าขาดความคิด กลับได้ความเห็นอันลามกว่า ลิงนี้ก็เป็นอาหารของมนุษย์ทั้งหลาย เท่ากับ มฤคอื่น ๆ ในป่านี้เหมือนกัน อย่ากระนั้นเลย เรา ควรฆ่าวานรนี้กินแก้หิวเถิด. อนึ่ง อิ่มแล้ว จักถือเอาเนื้อไปเป็นเสบียง เดินทาง เราจักต้องผ่านทางกันดาร เนื้อก็จักได้เป็น เสบียงของเรา. ทันใดนั้น ข้าพระพุทธเจ้า จึงได้หยิบเอาหินมา ทุ่มศีรษะลิง การประหารของข้าพระพุทธเจ้า ผู้ลำบาก เพราะอดอาหาร จึงมีกำลังน้อย. ด้วยกำลังก้อนหินที่ข้าพระพุทธเจ้าทุ่มลง ลิงนั้น ผลุดลุกขึ้น ทั้ง ๆ ที่ตัวอาบไปด้วยเลือด ร่ำไห้มองดู ข้าพระพุทธเจ้า ด้วยตาอันเต็มไปด้วยน้ำตา พลาง กล่าวว่า นายอย่าทำข้าพเจ้าเลย ขอท่านจงมีความ เจริญ แต่ท่านได้ทำกรรมอันหยาบช้าเช่นนี้ และท่าน รอดตายมีอายุยืนมาได้ สมควรจะห้ามปรามคนอื่น. แน่ะท่านผู้กระทำกรรม อันยากที่บุคคลจะทำ ลงได้ น่าอดสูใจจริง ๆ ข้าพเจ้าช่วยให้ท่านขึ้นจาก เหวลึก ซึ่งยากที่จะขึ้นได้เช่นนี้. ท่านเป็นดุจข้าพเจ้านำมาจากปรโลก ยังสำคัญ ตัวข้าพเจ้าว่า ควรจะฆ่าเสีย ด้วยจิตอันเป็นบาปธรรม ซึ่งเป็นเหตุให้ท่านคิดชั่ว. ถึงท่านจะไร้ธรรม เวทนาอันเผ็ดร้อนก็อย่าได้ ถูกต้องท่านเลย และบาปกรรมก็อย่าได้ตามฆ่าท่าน ย่างขุยไผ่ ฆ่าไม้ไผ่เลย. แน่ะท่านผู้มีธรรมอันเลว หาความสำรวมมิได้ ความคุ้นเคยของข้าพเจ้าจะไม่มีอยู่ในท่านเลย มาเถิด ท่านจงเดินไปห่าง ๆ เรา พอมองเห็นหลังกันเท่านั้น. ท่านพ้นจากเงื้อมมือแห่งสัตว์ร้าย ถึงทางเดิน ของมนุษย์แล้ว ท่านผู้ไร้ธรรม นี่หนทาง ท่านจงไป ตามสบายโดยทางนั้นเถิด. วานรนั้น ครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว ก็ล้างเลือดที่ ศีรษะ เช็ดน้ำตาเสร็จแล้วก็กระโดดขึ้นไปยังภูเขา. ข้าพระพุทธเจ้า เป็นผู้อันวานรนั้นอนุเคราะห์ แล้ว ถูกความกระวนกระวายเบียดเบียน ร้อนเนื้อตัว ได้ลงไปยังห้วงน้ำแห่งหนึ่งเพื่อจะดื่มกินน้ำ. ห้วงน้ำเดือดพล่าน เหมือนถูกต้มด้วยไฟ นอง ไปด้วยเลือด คล้ายกับน้ำเลือดน้ำหนองฉะนั้น ทุกสิ่ง ทุกอย่างปรากฏแก่ข้าพระพุทธเจ้าอย่างเห็นชัด. หยาดน้ำตกต้องกายของข้าพระพุทธเจ้ามีเท่าใด ฝีก็ผุดขึ้นเท่านั้น มีสัณฐานเหมือนมะตูมครึ่งลูก. ฝีก็แตกในวันนั้นเอง น้ำเลือดน้ำหนองของข้า พระพุทธเจ้าก็ไหลออกมา มีกลิ่นเหม็นดุจซากศพ อนึ่ง ข้าพระพุทธเจ้าจะเดินไปทางไหน ในบ้านและ นิคมทั้งหลาย. พวกมนุษย์ทั้งหญิงแลชาย พากันถือท่อนไม้ ห้ามกันข้าพระองค์ ผู้ฟุ้งไปด้วยกลิ่นเหม็นว่า อย่า เข้ามาข้างนี้นะ. บัดนี้ ข้าพระพุทธเจ้าได้เสวยทุกขเวทนา เห็นปานนี้ อยู่ ๗ ปี ซึ่งเป็นผลกรรมชั่วของตนในปางก่อน. เพราะเหตุนั้น ข้าพระองค์จึงกราบทูลให้พระ องค์ทรงทราบ ขอความเจริญจงมีแก่ท่านทั้งหลายที่มา ประชุมกันอยู่ในที่นี้ ขอพระองค์อย่าได้ประทุษร้ายมิตร เพราะว่าผู้ประทุษร้ายมิตรจัดเป็นคนเลวทราม. ในโลกนี้ ผู้ที่ประทุษร้ายมิตร ย่อมเป็นโรค เรื้อนเกลื้อนกลาก เมื่อตายไปแล้ว ย่อมเข้าถึงนรก.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กุสโล ความว่า ขอเดชะข้าพระพุทธเจ้าจักกราบทูลแด่พระองค์ ฉันเดียวกับคนที่ฉลาดพูดกัน. บทว่า โคคเวโสความว่า เมื่อข้าพระพุทธเจ้าเที่ยวตามโคที่หายไป. บทว่า อจฺจสรึ ความว่าหลงทางล่วงแดนมนุษย์เข้าไปสู่ป่าหิมพานต์.
บทว่า อรญฺเ ได้แก่ ในป่าเปลี่ยวไร้ราชาครอบครอง. บทว่าอีริเน ความว่า แห้งแล้งกันดาร. บทว่า วิวเน แปลว่า เงียบเหงา. บทว่า วิปฺปนฺนฏฺโ แปลว่า หลงทาง. บทว่า พุภุกฺขิโต ความว่า เกิดความหิวระหาย คือ ถูกความหิวแผดเผาแล้ว. บทว่า ปปาตมภิลมฺภนฺตํ ความว่ามีลำต้นโน้มเอนไปทางปากเหว. บทว่า สมฺปนฺนผลธารินํ ความว่า สะพรั่งไปด้วยพวงผล อันมีรสหวาน. บทว่า วาต สีตานิ ความว่า ทีแรกข้าพระพุทธเจ้าเก็บผลที่ลมพัดหล่น (มากิน) ก่อน. บทว่า ตตฺถ เหสฺสามิ ความว่าข้าพระพุทธเจ้าจึงปีนขึ้นไปบนต้นมะพลับนั้น ด้วยคิดว่าจักกินอยู่บนต้นให้สบาย.
บทว่า ตโต สา ความว่า เมื่อข้าพระพุทธเจ้าเหยียดมือคว้าเอาผลที่ต้องการ กิ่งไม้ที่ขึ้นเหยียบอยู่นั้น ก็หักขาดลง เหมือนถูกตัดด้วยขวานฉะนั้น. บทว่า อนาลมฺเพ ความว่า ไม่มีที่ซึ่งจะพึงยึดพึงเหนี่ยวได้เลย. บทว่า คิริทุคฺคสฺมิ ได้แก่ ภูเขาที่ขรุขระ. บทว่า เสสึ ความว่า ข้าพระพุทธเจ้าจำต้องนอน. บทว่า กปิ มาคญฺฉิ ความว่า มีวานรมาถึงที่นั้น. บทว่า โคนงฺคุฏฺโ ความว่า มีหางคล้ายหางโคทั้งหลาย ปาฐะว่า นงฺคุฏฺโ ดังนี้ก็มี. บางอาจารย์ก็กล่าวว่า โคนงฺคุลี. บทว่า อกรมฺมยิ ความว่าได้กระทำความเอ็นดูในข้าพระพุทธเจ้า. บทว่า อมฺโภ ความว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า พญาวานรนั้น ได้ยินเสียงข้าพระพุทธเจ้า ว่ายน้ำอยู่ในเหวลึกนั้นจึงร้องทักข้าพระพุทธเจ้าว่า แน่ะท่านผู้เจริญ แล้วถามว่า ท่านเป็นใคร. บทว่า พฺยสมฺปตฺโต แปลว่า ถึงแล้วซึ่งความฉิบหาย. ปาฐะว่า ปปาตสฺส วสํ ปตฺโต ดังนี้ก็มี.
บทว่า ภทฺทํ โว ความว่า เพราะฉะนั้นข้าพเจ้าจึงกล่าววิงวอนท่านขอความเจริญจงมีแก่ท่าน. บทว่า ครุสิลํ ความว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า เมื่อข้าพระพุทธเจ้ากล่าวอย่างนี้แล้ว พญาวานรนั้นจึงปลอบใจข้าพระพุทธเจ้าว่าอย่ากลัวเลย แล้วเที่ยวไปในภูเขา ผูกเชือกยึดก้อนศิลาอันหนักไว้เป็นเบื้องแรก. บทว่า นิสโภ ความว่า จอมวานรตัวองอาจ ผูกเชือกที่ศิลาแล้ว ยืนอยู่ที่เงื้อมภูเขา ได้กล่าวคำนี้กะข้าพระพุทธเจ้า. บทว่า พาหาหิ ความว่า ท่านจงมาขึ้นหลังข้าพเจ้า เอาแขนทั้งสองเกาะคอข้าพเจ้าไว้ให้ดี. บทว่า เวคสาความว่า โดยเต็มกำลัง. บทว่า สิรีมโต ได้แก่ ผู้มีบุญ. บทว่า อคฺคหึ ความว่า เมื่อพญวานรโดดลงมายังเหวนรก ลึก ๖๐ ศอกโดยเร็วปานลมข้าพระพุทธเจ้าโดดขึ้นเกาะหลังโดยเร็ว เอาแขนทั้งสองกอดคอไว้.
บทว่า วิหญฺมาโน แปลว่า ลำบาก. บทว่า กิจฺเฉน ความว่าด้วยความยากลำบาก อีกนัยหนึ่ง หมายความว่า บัณฑิตผู้เป็นสัตบุรุษ เมื่อหาโอกาสช่วยเหลือ ก็ต้องเดือดร้อน. บทว่า รกฺขสฺสุ ความว่า ข้าพเจ้าช่วยเหลือท่านจนเหน็ดเหนื่อย จักพักผ่อนม่อยหลับสักครู่หนึ่ง ฉะนั้น ท่านจงรักษาความปลอดภัยให้ข้าพเจ้าด้วย. บทว่า ยถา จญฺเ วเน มิคา ความว่า (วานรนี้ก็เป็นอาหารควรกินได้ของมนุษย์) เท่ากับพวกพาลมฤคในป่านี้ นอกจากสัตว์ดุร้ายมีราชสีห์เป็นต้น. แต่ในพระบาลีท่านเขียนไว้ว่า อจฺฉโก กตรจฺฉโย.
บทว่า ปริตฺตาตูน ความว่า ขอเดชะพระมหาราชเจ้า เพราะพญาวานร ทำข้าพระพุทธเจ้าเป็นเครื่องป้องกันไว้อย่างนี้ ขาดโยนิโสมนสิการจึงหลับไปครู่หนึ่ง. บทว่า ภกฺโข ความว่า ควรแก่การเคี้ยวกิน. บทว่าอาสิโต ความว่า กินจนอิ่มหนำแล้ว. บทว่า สมฺพลํ ได้แก่ เสบียง.
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๖๑ หน้า ๔๔๑–๔๕๕ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
ติงสตินิบาตชาดก ๒ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๒ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
บาลีอักษรโรมัน ฉบับสยามรัฐ
Bārāṇasyaṃ 1- ahu rājā kāsīnaṃ raṭṭhavaḍḍhano mittāmaccaparibyūḷho agamāsi migājinaṃ 2- . Tattha brāhmaṇamaddakkhi setaṃ citraṃ kilāsinaṃ viddhastaṃ koviḷāraṃva kīsaṃ dhamanisanthataṃ. @Footnote: 1 Sī. Yu. bārāṇassaṃ . 2 Sī. migājiraṃ. Yu. migāciraṃ. Paramakāruññataṃ pattaṃ disvā kicchagataṃ naraṃ avaca byamhito rājā yakkhānaṃ katamo nusi. Hatthapādā ca te setā tato setataraṃ siro gattaṃ kammāsavaṇṇante kilāsabahulo casi. Vaṭṭanāvalisaṅkāsā piṭṭhi te ninnatunnatā kāḷapabbā ca te aṅgā nāññaṃ passāmi edisaṃ. Ugghaṭṭhapādo tasito kīso dhamanisanthato chāto atittarūposi kutosi kattha gacchasi. Duddasī appakārosi dubbaṇṇo bhīmadassano janetti yāpi te mātā na taṃ iccheyya passituṃ. Kiṃ kammamakarā 1- pubbe kiṃ 2- avajjhaṃ aghātayi kibbisaṃ yaṃ karitvāna idaṃ dukkhaṃ upāgami.
Taggha te ahamakkhissaṃ yathāpi kusalo tathā saccavādiṃ hi lokasmiṃ pasaṃsantīdha paṇḍitā. Eko caraṃ gogaveso mūḷho accasariṃ vane araññe īriṇe vivane nānākuñjarasevite. Vāḷamigānucarite vippanaṭṭhosmi kānane acariṃ tattha sattāhaṃ khuppipāsasamappito. Tattha tiṇḍukamaddakkhiṃ visamaṭṭhaṃ bubhukkhito papātamabhilambantaṃ sampannaphaladhārinaṃ. @Footnote: 1 Ma. kammamakaraṃ . 2 Ma. kaṃ. Vātassitāni bhakkhesiṃ tāni rucciṃsu me bhusaṃ atitto rukkhamāruyha 1- tattha hessāmi assito 2- . Ekaṃ me bhakkhitaṃ āsi dutiyaṃ abhipatthitaṃ tato sā bhañjatha sākhā chinnā pharasunā viya. Sohaṃ sahāva sākhāhi uddhaṃpādo avaṃsiro appatiṭṭhe anālambe giriduggasmi pāpataṃ. Yasmā ca vāri gambhīraṃ tasmā na samapajjisaṃ 3- tattha sesiṃ nirānando anūnā 4- dasarattiyo. Athettha kapi māgacchi gonaṅgulo darīcaro sākhāhi sākhaṃ vicaranto khādamāno dumapphalaṃ so maṃ disvā kīsaṃ paṇḍuṃ kāruññamakaraṃ mayi. Ambho ko nāma so ettha evaṃ dukkhena aṭṭito manusso amanusso vā attānamme pavedaya. Tassañjaliṃ paṇāmetvā idaṃ vacanamabraviṃ manussohaṃ byasampatto sā me natthi ito gati taṃ vo vadāmi bhaddaṃ vo tvañca me saraṇaṃ bhava. Garuṃ silaṃ gahetvāna vicarī pabbate kapi silāya yottaṃ katvāna nisabho etadabravi. Ehi me piṭṭhimāruyha gīvaṃ gaṇhāhi bāhuhi ahantaṃ uddharissāmi giriduggata vegasā. @Footnote: 1 Ma. rukkhamārūhiṃ . 2 Ma. Yu. āsito . 3 Sī. samapajjasiṃ. Yu. samabhajjisaṃ. @ 4 Yu. anātho. Tassa taṃ vacanaṃ sutvā vānarindassa sirīmato piṭṭhimāruyha dhīrassa gīvaṃ bāhāhi aggahiṃ. So maṃ tato samuṭṭhāsi tejasī balavā kapi vihaññamāno kicchena giriduggata vegasā. Uddharitvāna maṃ santo nisabho etadabravi iṅgha maṃ samma rakkhassu passupissaṃ muhuttakaṃ. Sīhā byagghā ca dīpi ca acchakokataracchayo te maṃ pamattaṃ hiṃseyyuṃ te tvaṃ disvā nivāraya. Evaṃ me parittātūna passupi so muhuttakaṃ tadāhaṃ pāpikaṃ diṭṭhiṃ paṭilacchiṃ ayoniso. Bhakkho ayaṃ manussānaṃ yathā caññe vane migā yannūnimaṃ vadhitvāna chāto khādeyya vānaraṃ. Asito ca gamissāmi maṃsamādāya sambalaṃ kantāraṃ nittharissāmi pātheyyaṃ me bhavissati. Tato silaṃ gahetvāna matthakaṃ sannitāḷayiṃ mama bhattakilantassa 1- pahāro dubbalo ahu. So ca vegenudappatto kapi ruhiramakkhito assupuṇṇehi nettehi rodanto maṃ udikkhati. Māyyo maṃ kari bhaddante tvañca nāmedisaṃ kari tvañca kho nāma dīghāvu 2- aññe 3- vāretumarahasi. @Footnote: 1 Ma. gattagilantassa. Yu. hattha ... . 2 Yu. ḍīghāyu . 3 Yu. aññaṃ. Aho vata re purisa tāva dukkarakāraka edisā visamā duggā papātā uddhato mayā. Ānīto paralokāva dubbheyyaṃ maṃ amaññatha tantena pāpadhammena pāpaṃ pāpena cintitaṃ. Mā heva tvaṃ adhammaṭṭha vedanaṃ kaṭakaṃ phusi mā heva pāpakammantaṃ phalaṃ veḷuṃva taṃ vadhi. Tayi me natthi vissāso pāpadhamma asaññata ehi me piṭṭhito gaccha dissamānova santike. Muttosi hatthā vāḷānaṃ pattosi mānusiṃ padaṃ esa maggo adhammaṭṭha tena gaccha yathāsukhaṃ. Idaṃ vatvā giricaro ruhiraṃ 1- pakkhalya matthakaṃ assūni sampamajjitvā tato pabbatamāruhi. Sohaṃ tenābhisattosmi pariḷāhena aṭṭito ḍayhamānena gattena vāriṃ pātuṃ upāgamiṃ. Agginā viya santatto rahado ruhiramakkhito pubbalohitasaṅkāso sabbo me samapajjatha. Yāvanto udabindūni kāyasmiṃ nipatiṃsu me tāvanto gaṇḍu 2- jāyetha aḍḍhaveluvasādisā. Pabhinnā pagghariṃsu me kuṇapā pubbalohitā yena yeneva gacchāmi gāmesu nigamesu ca. @Footnote: 1 Ma. rahade . 2 Sī. Yu. gaṇḍū. Daṇḍahatthā nivārenti itthiyo purisā ca maṃ okkitā pūtigandhena māssu orena āgamā. Etādisaṃ idaṃ dukkhaṃ sattavassānidāni me anubhomi sakaṃ kammaṃ pubbe dukkaṭamattano. Taṃ vo vadāmi bhaddante yāvantettha samāgatā māssu mittāna dubbhittho mittadubbho hi pāpako. Kuṭṭhī kilāsī bhavati yo mittānīdha dubbhati kāyassa bhedā mittadubbhī nirayaṃ so upapajjatīti. Mahākapijātakaṃ chaṭṭhaṃ.
ที่มา: พระไตรปิฎกบาลีอักษรโรมัน ฉบับสยามรัฐ เล่มที่ ๒๗ ข้อ ๒๓๗๐
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗