สัมพุลาชาดก
ว่าด้วยความซื่อสัตย์ของนางสัมพุลา
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๒๔๐๖ · บรรทัด ๙๘๙๒ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑
อรรถกถาชาดก ตอนที่ ๑ จาก ๒
เรื่องเล่า
พระศาสดาเมื่อเสด็จประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงพระปรารภพระนางมัลลิการาชเทวี ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่ากา เวธมานา ดังนี้.
เรื่อง (ปัจจุบัน) ข้าพเจ้าพรรณนาไว้แล้วอย่างพิสดารในกุมมาสปิณฑิกชาดก ก็พระนางมัลลิกานั้น ด้วยอานุภาพแห่งการถวายขนมกุมมาสแด่พระตถาคตเจ้า ๓ ก้อน ได้ถึงความเป็นพระอัครมเหสี ของพระเจ้าปเสนทิโกศล ในวันนั้นทีเดียว ถึงพร้อมด้วยกัลยาณธรรม ๕ ประการ มีตื่นก่อนเป็นต้น ถึงพร้อมด้วยญาณความรู้ เป็นอุปัฏฐายิกาแห่งพระพุทธเจ้า เคารพต่อพระสวามี ดังเทพยดา นั้นได้ปรากฏไปทั่วพระนคร อยู่มาวันหนึ่ง ภิกษุทั้งหลายสนทนากันในโรงธรรมว่า อาวุโสทั้งหลาย ข่าวว่า พระนางมัลลิกาเทวีเป็นผู้สมบูรณ์ด้วยวัตร ทรงเคารพต่อพระสวามี ดุจเทพยดา พระศาสดาเสด็จมาตรัสถามว่า ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้พวกเธอประชุมสนทนากันด้วยเรื่องอะไร เมื่อภิภษุทั้งหลายกราบทูลให้ทรงทราบแล้ว ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลายใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้นก็หามิได้ แม้ในชาติก่อน พระนางมัลลิกานี้ ก็ทรงเคารพพระสวามี ดุจเทพยดาเหมือนกัน แล้วทรงนำอดีตนิทานมาตรัสดังต่อไปนี้
ในอดีตกาล โอรสของพระเจ้าพรหมทัตในพระนครพาราณสี ทรงพระนามว่า โสตถิเสนกุมาร พระราชาทรงสถาปนาพระราชโอรส ผู้เจริญวัยแล้วนั้นไว้ในตำแหน่งอุปราช. พระอัครมเหสี ของโสตถิเสนกุมารนั้น พระนามว่าสัมพุลา มีพระรูปโฉมงดงาม เพรียบพร้อมไปด้วยสรีระอินทรีย์เปล่งปลั่ง ปรากฏเหมือนเปลวประทีปโพลงอยู่ ในที่สงัดลม ในเวลาต่อมา โรคเรื้อนเกิดขึ้นในสรีระของโสตถิเสนกุมาร พวกแพทย์ ไม่สามารถจะเยียวยารักษาได้เมื่อโรคเรื้อนแตกออก พระราชกุมาร ก็เป็นผู้อันประชาชนพึงรังเกียจถึงความเดือดร้อน ดำริว่า ราชสมบัติจะมีประโยชน์อะไรแก่เรา เราจักไปตายอย่างอนาถาในป่า แล้วกราบทูลพระราชบิดาให้ทรงทราบ ละทิ้งตำหนักฝ่ายในเสด็จออกไปแล้ว พระนางสัมพุลาอัครมเหสี แม้อันพระราชกุมารให้กลับด้วยอุบายเป็นอันมาก ก็ไม่ยอมกลับถ่ายเดียว ทูลว่า หม่อมฉันจักไปปฏิบัติฝ่าพระบาทผู้พระสวามีในป่า แล้วตามเสด็จไปด้วย พระราชกุมารเข้าไปยังป่าแล้ว สร้างบรรณศาลาขึ้น อยู่อาศัยในประเทศอันสมบูรณ์ ด้วยมูลผลาผลร่มเงา น้ำทำอันหาได้ง่าย ราชธิดาผู้ชายา ก็ทรงปฏิบัติบำรุงพระราชกุมาร. พระนางปรนนิบัติอย่างไร ? คือ พระนาง ตื่นแต่เช้า แล้วกวาดอาศรมบทตักน้ำใช้ น้ำฉัน เข้าไปตั้งไว้ น้อมไม้สีพระทนต์ และน้ำบ้วนพระโอษฐ์เข้าไปถวาย ครั้นบ้วนพระโอษฐ์แล้ว ก็บดยาทาแผลของพระสวามี แล้วให้เสวยผลาผลมีรสหวานอร่อย เมื่อพระสวามี บ้วนพระโอษฐ์ ล้างพระหัตถ์แล้ว ทูลว่า ข้าแต่พระสวามี ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ ขอเสด็จที่โปรดอย่ามีความประมาท ถวายบังคมแล้ว ถือกระเช้า เสียม และขอสอย เข้าป่า แสวงหาผลาผล นำผลไม้มาเก็บไว้ที่ข้างหนึ่ง แล้วเอาหม้อตักน้ำมาสรงสนานโสตถิเสนราชกุมาร ผู้พระสวามี ด้วยเครื่องสนานอันเป็นผงและเป็นก้อนต่างๆแล้วน้อมผลาผล อันมีรสอร่อยเข้าไปถวายอีก ครั้นเสวยเสร็จแล้ว พระนางก็น้อมน้ำดื่มที่อบไว้เข้าถวาย พระองค์เองก็บริโภคผลาผล แล้วจัดแจงไม้เรียบเป็นพระบรรจถรณ์ เตรียมไว้ เมื่อพระสวามีบรรทมบนไม้เรียบนั้นแล้ว ก็ทรงล้างพระบาท ทำการนวดฟั้นคั้นพระสรีรกาย แล้วเข้าไปนอนข้างที่พระบรรทมพระนางสัมพุลา ปรนนิบัติพระสวามี โดยอุบายนี้แล.
วันหนึ่ง พระนางกำลังเก็บผลไม้อยู่ในป่า เหลือบเห็นลำธารแห่งหนึ่งจึงยกกระเช้าลงจากศีรษะวางไว้ที่ฝั่งลำธาร คิดว่าเราจักอาบน้ำ แล้วลงไปอาบขัดสรีรกายด้วยขมิ้น จนพระวรกายสะอาดดีแล้ว ขึ้นมา ยืนนุ่งห่มผ้าอันทอด้วยเปลือกไม้ อยู่ที่ริมลำธาร ขณะนั้น รัศมีแห่งพระสรีรกายของพระนาง เป็นเหตุให้ป่ามีแสงสว่างเป็นอันเดียวกัน.
ขณะนั้น อสูรตนหนึ่ง เที่ยวแสวงหาอาหารอยู่ เห็นพระนางสัมพุลาเข้า ก็มีจิตปฏิพัทธ์รักใคร่ จึงกล่าวคาถา ๒ คาถา ความว่า
ดูก่อนแม่นาง ผู้มีขาอันอวบอัด เธอเป็นใคร มายืนสั่นอยู่ผู้เดียวที่ลำธาร ดูก่อนแม่นาง ผู้มีลำตัว อันน่าเล้าโลมด้วยมือ เราขอถาม เธอจงบอกชื่อและ เผ่าพันธุ์แก่เรา. ดูก่อนแม่นาง ผู้มีเอวอันกลมกลึง ท่านเป็นใคร หรือว่าเป็นลูกเมียของใคร เป็นผู้มีร่างอันสะคราญ ทำ ป่าเป็นที่อยู่อาศัยแห่งสีหะและเสือโคร่ง ให้น่ารื่นรมย์ สว่างไสวอยู่ ดูก่อนนางผู้เจริญ เราคืออสูรตนหนึ่ง ขอไหว้ท่าน ขอความนอบน้อมจงมีแก่ท่าน.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กา เวธมานา ความว่า เพราะเธออาบน้ำในลำธารหนาว จึงยืนสั่นอยู่. บทว่า สญฺจิตูรุ แปลว่า แน่ะนางผู้มีช่วงขาอันอวบอัด. บทว่า ปาณิปเมยฺยมชฺเฌ แปลว่า ดูก่อนแม่นางผู้มีเรือนร่าง อันน่าเล้าโลม ด้วยมือ. บทว่า กา วา ตฺวํ ความว่าเธอเป็นใคร หรือว่า เป็นลูกเมียของใคร. บทว่า อภิวาเทมิ แปลว่า เราขอไหว้เธอ. บทว่า ทานวาหํ ความว่า อสูรนั้นได้กล่าวว่า เราคืออสูรตนหนึ่ง ขอความนอบน้อมนี้จงมีแก่เธอ เราขอประคองอัญชลีแก่เธอ.
พระนางสัมพุลา ได้ฟังคำของอสูรนั้นแล้ว ได้กล่าวคาถา ๓ คาถาความว่า
คนทั้งหลาย รู้จักโอรสของพระเจ้ากาสีมีนามว่า โสตถิเสนกุมาร เราชื่อสัมพุลา เป็นชายาของโสตถิเสนกุมารนั้น ดูก่อนอสูร ท่านจงรู้อย่างนี้ ดูก่อนท่าน ผู้เจริญ เราชื่อสัมพุลา ขอไหว้ท่าน ขอความนอบ น้อมจงมีแก่ท่าน. ดูก่อนท่านผู้เจริญ พระโอรสของพระเจ้าวิเทหราช เดือดร้อนอยู่ในป่า เรามาพยาบาลพระองค์ผู้ถูก โรคเบียดเบียนอยู่ตัวต่อตัว. อนึ่ง เรามาเที่ยวแสวงหารวงผึ้ง และเนื้อมฤค เราหาอาหารอย่างใดไป พระสวามีของเรา ก็ได้เสวย อาหารอย่างนั้น วันนี้เมื่อไม่ได้อาหาร เธอคงจะหิว โหยเป็นแน่.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เวเทหปุตฺโต ได้แก่ พระกุมาร ผู้เวเทหราชปิโยรส. บทว่า โรคสมฺมตฺตํ ได้แก่ ผู้อันโรคเบียดเบียนแล้ว. บทว่า อุปฏฺหิ ความว่า เราต้องพยาบาล คือ ปรนนิบัติท้าวเธอ. ปาฐะว่า อุปฏฺิตา ดังนี้ก็มี. บทว่า วนมุญฺฉาย ความว่า เราเที่ยวค้นเสาะแสวงหาของป่า. บทว่า มธุมํสํ ความว่า (เราเที่ยวแสวงหา) ผลไม้รวงผึ้งที่ไม่มีตัว และเนื้อมฤค อันเป็นส่วนเหลือเดนจากราชสีห์ และพยัคฆมฤคเคี้ยวกิน. บทว่า ตํภกฺโข ความว่า เรานำอาหารสิ่งใดไป พระสวามีของเราก็ได้อาหารสิ่งนั้นเสวย. บทว่า ตสฺส นูนชฺช ความว่า เมื่อพระสวามีของเราไม่ได้เสวยอาหารในวันนี้ พระสรีระ คงจะเหี่ยวแห้งดังดอกปทุมที่เขาตากแดดไว้ฉะนั้น. บทว่า นาธติ แปลว่า ซูบซีด คือ เหี่ยวแห้งไป.
ต่อจากนั้นไป เป็นคาถากล่าวโต้ตอบระหว่างอสูร และพระนางสัมพุลาดังต่อไปนี้
(อสูรกล่าวว่า) ดูก่อนนางสัมพุลา เธอจะทำ อะไรได้กับราชบุตร ผู้เดือดร้อนอมโรคอยู่ในป่า เรา จะเป็นภัสดาของเธอ. (นางสัมพุลา ตอบว่า) ดูก่อนอสูรผู้เจริญ รูป ร่างของเราผู้อาดูรด้วยความโศก เป็นอัตภาพยากไร้ จะงดงามอะไร ขอท่านจงแสวงหาหญิงอื่นที่มีรูปร่าง งามกว่าเราเถิด. (อสูรกล่าวว่า) มาเถิดเธอ เชิญขึ้นมายังภูเขานี้ เธอจงเป็นใหญ่กว่าภรรยา ๔๐๐ คนของเรา จะสำเร็จ ความประสงค์ทุกอย่าง. ดูก่อนน้องนาง ผู้มีผิวพรรณเปล่งปลั่งดังดวง ดาว เจ้าจะได้สั่งใดสิ่งหนึ่งแน่นอน สิ่งของทั้งหมด ของเราหาได้ง่าย เชิญเจ้ามาอภิรมย์กับเราในวันนี้เถิด. ดูก่อนน้องนางสัมพุลา หากเจ้าไม่ยอมเป็นมเหสี ของเรา ชะรอยเจ้าจักต้องเป็นภักษาหารของเรา ใน เวลาเช้าวันพรุ่งเป็นแน่นอน. (พระศาสดาตรัสว่า) ครั้นอสูรผู้มีชฎา ๗ ชั้น หยาบ ช้า เขี้ยวออกนอกปากกินคนเป็นอาหาร ได้จับแขน นางสัมพุลา ผู้มองไม่เห็นที่พึ่งในป่า. นางสัมพุลา ถูกปีศาจผู้หยาบช้า มุ่งอามิสครอบ งำแล้ว ต้องตกอยู่ในอำนาจของศัตรู เศร้าโศกถึงพระ สวามีเท่านั้น รำพันว่า ถึงยักษ์จะเคี้ยวกินเราเสีย เราก็ไม่มีความทุกข์ ทุกข์อยู่แต่ว่า พระหฤทัยของทูลกระหม่อม ของเรา จักเคลือบแคลงเป็นอย่างอื่นไป. เทพยเจ้าทั้งหลาย คงจะไม่มีอยู่แน่นอน ท้าว โลกบาลก็คงไม่มีในโลกนิเป็นแน่ เมื่อยักษ์ผู้ไม่สำรวม ทำด้วยอาการหยาบช้า จะหาผู้ช่วยห้ามป้องกันไม่มี เลย.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปริจิณฺเณน ความว่า เจ้าจักทำอะไรได้ กับราชบุตรผู้อมโรคอยู่นั้น. บทว่า โสกฏฺฏาย แปลว่า ผู้อาดูรด้วยความโศก. ปาฐะว่า โสกฏฺาย ดังนี้ก็มี ความก็ว่า ตั้งอยู่แล้วในความเศร้าโศก. บทว่า ทุรตฺตาย ความว่า เป็นอัตภาพถึงแล้วซึ่งความยากไร้กำพร้า. บทว่า เอหิมํ ความว่า อสูรปลอบโยนว่า เจ้าอย่าคิดว่า ตนมีรูปร่างเลวทรามเลย จงไปยังทิพยวิมานของเราบนยอดเขานี้ จงขึ้นสู่ภูเขานี้เถิด.
บทว่า จตูสตา ความว่า แม้ในวิมานนั้น พี่มีภรรยาอื่นถึง ๔๐๐คน. บทว่า สพฺพนฺตํ ความว่า อสูรนั้นกล่าวว่า เจ้าปรารถนาเครื่องอุปโภคบริโภค ผ้าผ่อนและเครื่องอาภรณ์เป็นต้นอย่างใดอย่างหนึ่ง สิ่งนั้นทั้งหมดสำหรับพี่มีมากมายล้นเหลือ หาได้ง่ายแท้ ฉะนั้น เจ้าอย่าคิดเสียใจว่าตนเป็นกำพร้า มาเถิด มาร่วมอภิรมย์ยินดีกับพี่. บทว่า มเหเสยฺยํ ความว่า แน่ะนางสัมพุลาผู้เจริญ หากเจ้าไม่ยอมเป็นมเหสีของเราไซร้ เจ้าก็จงเตรียมตัวเพื่อเป็นอาหารเช้าของเรา ด้วยเหตุนั้น เราจักนำเจ้าไปสู่วิมานโดยพลการเมื่อเจ้าไม่สงเคราะห์เราในข้อนั้น พรุ่งนี้เจ้าจักเป็นอาหารของเราแต่เช้าตรู่ทีเดียว. บทว่า ตญฺจ ความว่า อสูรนั้นประกอบด้วยชฎาเจ็ดชั้น ทารุณเขี้ยวงอกออกนอกปาก ครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว ได้จับแขนนางสัมพุลา ผู้มองไม่เห็นอะไรเป็นที่พึ่งของตนได้ในป่านั้น. บทว่า อธิปนฺนา แปลว่าครอบงำแล้ว. บทว่า อามิสจกฺขุนา ได้แก่ เหลาะแหละโดยถูกกิเลสครอบงำ. บทว่า ปติเมว ความว่า มิได้คิดถึงตน เศร้าโศกถึงแต่พระสวามีเท่านั้น. บทว่า มโน เหสฺสติ ความว่า ครั้นพระองค์ทรงทราบว่า เรามัวล่าช้าอยู่พระทัยของทูลกระหม่อมจักทรงเคลือบแคลงไปต่าง ๆ. บทว่า น สนฺติ เทวาความว่า นางสัมพุลาถูกอสูรจับที่แขน เมื่อจะทำการยกย่องเทวดา จึงกล่าวคำนี้. บทว่า โลกปาลา ความว่า นางสัมพุลากล่าวปริเทวนาการว่า บรรดาเทพยเจ้าผู้มีศีลเห็นปานนี้ ท้าวโลกบาลผู้อารักขา เห็นจะไม่มีในโลกนี้เป็นมั่นคง.
ลำดับนั้น ด้วยเดชอำนาจของพระนาง พิภพของท้าวสักกะหวั่นไหวบัณฑุกัมพลศิลาอาสน์แสดงอาการร้อนรุ่ม. ท้าวสักกเทวราชจึงทรงแลดูทรงทราบเหตุการณ์นั้นแล้ว ทรงถือวชิราวุธเสด็จมาโดยด่วน ประทับยืนบนศีรษะของอสูรยักษ์ ตรัสพระคาถานอกนี้ ความว่า
หญิงนี้มียศ ประเสริฐกว่าหญิงทั้งหลาย สงบเสงี่ยม เรียบร้อย มีเดชฟุ้งเฟื่องดุจไฟ แน่ะรากษส ถ้าเจ้าจะกินนางนี้ ศีรษะของเจ้าจะแตกออกเจ็ดเสี่ยง เจ้าอย่าทำให้นางเดือดร้อน จงปล่อยไปเสีย เพราะ
นางเป็นหญิงปฏิบัติสามี. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สนฺตา ความว่า สงบระงับ อีกนัยหนึ่งหมายถึงเป็นคนฉลาด เพรียบพร้อมด้วยความรู้. บทว่า สมา ความว่าปราศจากความไม่สม่ำเสมอทางกายเป็นต้น. บทว่า อเทสิ แปลว่า จะเคี้ยวกิน. บทว่า ผเลยฺย ความว่า ศีรษะของเจ้าอันเราตีด้วยอินทวชิราวุธนี้ พึงแตกแน่นอน. บทว่า มา ตฺวํ ทหิ ความว่า เจ้าอย่าทำให้นางต้องเดือดร้อน.
อสูรฟังดังนั้น จึงปล่อยพระนางสัมพุลา ท้าวสักกเทวราชทรงดำริว่าอสูรนี้ พึงกระทำเช่นนี้อีกเป็นแน่ จึงจองจำอสูรนั้นไว้ด้วยตรวนทิพย์ แล้วปล่อยไว้ในภูเขาลูกที่สาม เพื่อจะมิให้มันมาอีกต่อไป แล้วทรงโอวาทราชธิดาด้วยอัปปมาทธรรม แล้วเสด็จสู่ทิพยสถานของพระองค์. ฝ่ายพระนางสัมพุลาราชธิดา ครั้นพระอาทิตย์อัสดงคตแล้ว ได้กลับถึงอาศรมด้วยแสงจันทร์.
พระบรมศาสดาเมื่อจะทรงประกาศความนั้น ได้ตรัสพระคาถา ๘ คาถาความว่า
พระนางสัมพุลานั้น หลุดพ้นแล้วจากยักษ์กินคน กลับมาสู่อาศรม ดุจแม่นกมีลูกอ่อนเป็นอันตราย บินมายังรัง หรือดุจแม่โคนมมายังที่อยู่ อันว่างเปล่า จากลูกน้อยฉะนั้น. พระนางสัมพุลาราชบุตรีผู้มียศ เมื่อไม่เห็น พระสวามีผู้เป็นที่พึ่งของตนในป่า ก็มีดวงพระเนตร พร่าด้วยความร้อน ทรงร่ำไห้อยู่ ณ ที่นั้น. เมื่อไม่พบพระราชสวามี พระนางก็วอนไหว้ สมณพราหมณ์และฤๅษีทั้งหลาย ผู้สมบูรณ์ด้วยจรณะ ว่า ดิฉันขอถึงท่านทั้งหลายเป็นที่พึ่ง. เมื่อไม่พบพระราชสวามี พระนางก็วอนไหว้ ราชสีห์ เสือโคร่ง และหมู่มฤคเหล่าอื่นในป่าว่า ดิฉัน ขอถึงท่านทั้งหลาย ว่าเป็นที่พึ่ง. เมื่อไม่พบพระราชสวามี พระนางก็วอนไหว้ เทพยเจ้า อันเนาสถิตอยู่ที่กอหญ้าลดาชาติ และที่เนา อยู่ ณ ภูเขาราวไพร ตลอดถึงดวงดาวในอากาศว่า ดิฉันขอถึงท่านทั้งหลายเป็นที่พึ่ง. เมื่อไม่พบพระราชสวามี พระนางก็วอนไหว้ เทพยเจ้า ผู้มีวรรณะเสมอดอกราชพฤกษ์ ผู้ยังดวงดาว ให้รุ่งเรืองงามในราตรีว่า ดิฉันขอถึงท่านเป็นที่พึ่ง, เมื่อไม่พบพระราชสวามี พระนางก็วอนไหว้ เทพยเจ้า อันเนาสถิตอยู่ ณ แม่น้ำคงคาชื่อภาคีรถี อันเป็นที่รับรองแม่น้ำอื่นว่า ดิฉันขอถึงท่านเป็นที่พึ่ง. เมื่อไม่พบพระราชสวามี พระนางก็วอนไหว้ เทพยเจ้า ผู้เนาสถิตอยู่ ณ ขุนเขาหิมวันต์ อันล้วน แล้วไปด้วยหินว่า ดิฉันขอถึงท่านเป็นที่พึ่ง.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นิฑฺฑํ ผลินสกุณีว ความว่า แม่นกที่ชื่อว่า สกุณีมีลูกอ่อน เพราะเป็นที่ผลิตสกุณโปดกทั้งหลาย คาบเหยื่อด้วยจะงอยปากแล้วบินกลับมารัง เพราะอันตรายบางอย่าง ฉันใด อนึ่ง แม่โคนมตัวมีเยื่อใยในลูกน้อย พึงกลับมาสู่ที่อยู่อันลูกน้อยออกไปแล้ว คือโรงที่ว่างเปล่าจากลูกน้อย ฉันใด พระนางสัมพุลานั้น ก็มาสู่อาศรมอันอ้างว้าง ฉันนั้น.
แท้จริง คราวนั้น เมื่อพระนางสัมพุลาชักช้าอยู่. โสตถิเสนกุมารทรงระแวงว่า ขึ้นชื่อว่าหญิงเป็นคนเหลาะแหละ จะพึงพาแม้ปัจจามิตรของเรามา จึงเสด็จออกจากบรรณศาลา เข้าไปนั่งซ่อนอยู่ระหว่างกอไม้. เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวความไว้ดังต่อไปนี้.
บทว่า อุตุมตฺตกฺขา ความว่า มีดวงพระเนตรพร่าด้วยความร้อนอันเกิดแต่กำลังของความเศร้าโศก คือฤดู. บทว่า อปสฺสนฺตี ความว่าพระนางสัมพุลาเมื่อไม่เห็นพระสวามีผู้เป็นที่พึ่งของตน ก็ปริเทวนาการวิ่งไปมาอยู่ในป่านั้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สมเณ พฺราหฺมเณ ได้แก่ สมณพราหมณ์ผู้ระงับบาป ลอยบาปเสียแล้ว. บทว่า สมฺปนฺนจรเณ ความว่า และกราบไหว้พระฤาษี ผู้ถึงพร้อมด้วยจรณะ ด้วยสามารถแห่งสมาบัติ ๘ พร้อมทั้งศีล. อธิบาย ครั้นพระนางสัมพุลา กล่าววิงวอนอย่างนี้แล้ว เมื่อไม่พบพระราชโอรส จึงปริเทวนาการว่า ดิฉันขอถึงท่านทั้งหลายเป็นที่พึ่ง ถ้าท่านเห็นทราบสถานที่ ซึ่งพระสวามีของดิฉันนั่งอยู่ โปรดบอกด้วยเถิด. แม้ในคาถาที่เหลือทั้งหลาย ก็มีนัยนี้เหมือนกัน.
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๖๑ หน้า ๔๙๕–๕๑๓ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
ติงสตินิบาตชาดก ๑๓ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๓ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
บาลีอักษรโรมัน ฉบับสยามรัฐ
Kā vedhamānā girikandarāyaṃ ekā tuvaṃ tiṭṭhasi sañcitūru 3- puṭṭhāsi me pāṇipameyyamajjhe akkhāhi me nāmañca bandhave ca. Obhāsayaṃ vanaṃ rammaṃ sīhabyagghanisevitaṃ kā vā tvamasi kalyāṇī kassa vā tvaṃ sumajjhime abhivādemi taṃ bhadde dānavāhaṃ namatthu te.
Yo putto kāsirājassa sotthisenoti taṃ vidū tassāhaṃ sambulā bhariyā evaṃ jānāhi dānava @Footnote: 1 Ma. -jātikosi . 2 Ma. hisaddo natthi . 3 Ma. saṃhitūru. Sī. Yu. saññatūru. Abhivādemi bhaddante 1- sambulāhaṃ namatthu te. Vedehaputto bhaddante vane vasati āturo tamahaṃ rogasammattaṃ ekā ekaṃ upaṭṭhahaṃ 2- . Ahañca vanamuñchāya madhumaṃsaṃ migābilaṃ yadāharāmi taṃbhakkho tassa nūnajja nādhati.
Kiṃ vane rājaputtena āturena karissasi sambule pariciṇṇena ahaṃ bhattā bhavāmi te. Sokaṭṭāya durattāya kiṃ rūpaṃ vijjate mama aññaṃ pariyesa bhaddante abhirūpataraṃ mayā. Ehimaṃ girimāruyha bhariyā mayhaṃ 3- catussatā tāsaṃ tvaṃ pavarā hoti sabbakāmasamiddhinī. Nanu tārakavaṇṇābhe 4- yaṅkiñci manasicchasi sabbantaṃ pacuraṃ mayhaṃ ramassujja 5- mayā saha. No ce tuvaṃ maheseyyaṃ sambule kārayissasi alaṃ tvaṃ pātarāsāya pañhe bhakkhā bhavissasi. Tañca sattajaṭo luddo kaḷāro purisādako vane nāthaṃ apassantiṃ sambulaṃ aggahī bhuje. Adhipannā pisācena luddenāmisacakkhunā sā ca sattuvasampattā patimevānusocati. Na me idaṃ tathā dukkhaṃ yaṃ maṃ khādeyya rakkhaso @Footnote: 1 Ma. taṃ bhante . 2 Sī. upaṭṭhahiṃ . 3 Ma. me . 4 Yu. hāṭakavaṇṇābhe. @ 5 Ma. ramassuvajja. Yañca me ayyaputtassa mano hessati aññathā. Na santi devā pavasanti nūna na hi nūna santi idha lokapālā sahasā karontānamasaññatānaṃ na hi nūna santi paṭisedhitāro.
Itthīnamesā pavarā yasassinī santā samā aggirivuggatejā tañce tuvaṃ rakkhasādesi kaññaṃ muddhā ca hi sattadhā te phaleyya mā tvaṃ dahi muñca patibbatāya 1- .
Sā ca assamamāgacchi pamuttā purisādakā niḍḍaṃ phalīnasakuṇīva 2- gatasiṅgaṃva ālayaṃ sā tattha paridevesi rājaputtī yasassinī sambulā utumattakkhā vane nāthaṃ apassantī. Samaṇe brāhmaṇe vande sampannacaraṇe ise rājaputtaṃ apassantī tumhamhi saraṇaṃ gatā. Vande sīhe ca byagghe ca ye ca aññe vane migā rājaputtaṃ apassantī tumhamhi saraṇaṃ gatā. Tiṇālatāni osadhyo pabbatāni vanāni ca rājaputtaṃ apassantī tumhamhi saraṇaṃ gatā. @Footnote: 1 Sī. patibbatā sā. Yu. patibbatā yā . 2 Ma. nīḷaṃ paḷinaṃ sakuṇīva. Vande indivarīsāmaṃ rattinakkhattamāliniṃ rājaputtaṃ apassantī tumhamhi saraṇaṃ gatā. Vande bhāgīrathiṃ gaṅgaṃ savantīnaṃ paṭiggahaṃ rājaputtaṃ apassantī tumhamhi saraṇaṃ gatā. Vande ahaṃ pabbatarāja (seṭṭhaṃ) himavantaṃ siluccayaṃ rājaputtaṃ apassantī tumhamhi saraṇaṃ gatā.
Atisāyaṃ vatāgacchi rājaputtī yasassinī kena nujja samāgacchi ko te piyataro mayā.
Idaṃ khohaṃ tadāvocaṃ gahitā tena sattunā na me idaṃ tathā dukkhaṃ yaṃ maṃ khādeyya rakkhaso yañca me ayyaputtassa mano hessati aññathā.
Corīnaṃ bahubuddhīnaṃ yāsu saccaṃ sudullabhaṃ thīnaṃ bhāvo durājāno macchassevodake gataṃ.
Tathā maṃ saccaṃ pāletu pālayissati ce mamaṃ yathāhaṃ nābhijānāmi aññaṃ piyataraṃ tayā etena saccavajjena byādhi te vūpasammatu.
Ye kuñjarā sattasatā uḷārā rakkhanti rattindivamuyyutāvudhā dhanuggahānañca satāni soḷasa kathaṃvidhe passasi bhadde sattavo.
Alaṅkatāyo padumuttarattacā virāgitā passati haṃsagaggarā tāsaṃ suṇitvā mitagītavāditaṃ nadāni me tāta tathā yathā pure. Suvaṇṇasaṅkaccadharā suviggahā alaṅkatā mānusiyaccharūpamā senopiyā 1- tāta aninditaṅgiyo khattiyakaññā paṭilobhayanti 2- naṃ. Sace ahaṃ tāta tathā yathā pure patiṃ tamuñchāya punā vane bhare sammānaye maṃ na ca maṃ vimānaye itopi me tāta tato varaṃ siyā. Yamannapāne vipulasmi ohite nārī vimaṭṭhābharaṇā alaṅkatā sabbaṅgupetā patino ca appiyā avajjha 3- tassā maraṇaṃ tato varaṃ. Api ce daliddā kapaṇā anāḷiyā 4- kaṭādutiyā patino ca sā piyā sabbaṅgupetāyapi appiyāya @Footnote: 1 Yu. senūpiyā . 2 Yu. paṭilābhayanti . 3 Ma. abajjha. Yu. ābajjha. @ 4 Ma. Yu. anāḷhiyā. Ayameva seyyo 1- kapaṇāpi yā piyā.
Sudullabhitthī purisassa yā hitā bhattitthiyā dullabho yo hito ca hitā ca te sīlavatī [2]- bhariyā janinda dhammaṃ cara sambulāya.
Sace tuvaṃ vipule laddhabhoge issāvatiṇṇā maraṇaṃ upesi ahañca te bhadde imā rājakaññā sabbeva 3- te vacanakarā bhavāmāti. Sambulājātakaṃ navamaṃ.
ที่มา: พระไตรปิฎกบาลีอักษรโรมัน ฉบับสยามรัฐ เล่มที่ ๒๗ ข้อ ๒๔๐๖
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗