ภัณฑุติณฑุกชาดก
ว่าด้วยพระราชาทรงออกสดับฟังข่าวชาวเมือง
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๒๔๑๙ · บรรทัด ๙๙๘๔ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑
อรรถกถาชาดก ตอนที่ ๑ จาก ๒
เรื่องเล่า
พระศาสดาเมื่อเสด็จประทับอยู่ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภราโชวาท ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า อปฺปมาโท ดังนี้. ราโชวาทมีพิสดารแล้วในหนหลัง.
ในอดีตกาล พระราชาทรงพระนามว่าปัญจาละ ดำรงอยู่ในอคติทรงประมาทเสวยราชสมบัติโดยอธรรม อยู่ในอุตตรปัญจาลนคร แคว้นกปิละ. ครั้งนั้น อำมาตย์เป็นต้นของพระองค์ ก็เกิดเป็นคนอาธรรม์เสียทั้งหมด. ชาวแว่นแคว้น ถูกบีบคั้นด้วยภาษีอากร ต้องพาลลูกเมียเที่ยวหลบหนี หลีกไปในป่า คล้ายฝูงมฤค. ในที่ที่เคยมีบ้าน ก็กลายเป็นที่มีบ้านร้าง. กลางวันผู้คนไม่อาจอยู่บ้านเรือนได้ เพราะเกรงกลัวเจ้าหน้าที่บ้านเมือง พากันเอากิ่งหนามเป็นต้นล้อมเรือนไว้ เมื่ออรุณขึ้นก็หลบเข้าป่าไป. กลางวันเจ้าหน้าที่ก็ริบยื้อแย่ง กลางคืนพวกโจรก็ปล้นก็ชิง.
คราวนั้น พระโพธิสัตว์บังเกิดเป็นรุกขเทวดา อยู่ที่ี่ภัณฑุติณฑุกพฤกษ์ภายนอกพระนคร. ทุกๆ ปีได้รับพลีกรรม มีราคาหนึ่งพันจากราชสำนัก. รุกขเทวดาคิดว่า พระราชานี้ทรงประมาท เสวยราชสมบัติ สกลรัฐจักฉิบหายเว้นเราเสียแล้วไม่มีใครสามารถจะชักจูงให้พระราชาดำรงพระองค์ ในทางที่ถูกต้องได้ อนึ่ง พระองค์ก็ทรงมีอุปการะแก่เรา บูชาด้วยพลีกรรมพันหนึ่งทุกปีมาเราจักถวายโอวาทพระองค์ท่าน. ในเวลากลางคืน รุกขเทวดาเข้าไปยังห้องพระบรรทมของพระราชา ยืนอยู่ข้างพระเศียร เปล่งรัศมียืนอยู่บนอากาศ. พระราชาทอดพระเนตรเห็นเทวดารุ่งเรืองอยู่ คล้ายดวงอาทิตย์อ่อน ๆ จึงตรัสถามว่า ท่านเป็นใคร มาที่นี่เพราะเหตุอะไร ? รุกขเทวดาได้ยินพระราชดำรัสแล้วทูลว่า ดูก่อนมหาราชเจ้า ข้าพเจ้าคือภัณฑุติณฑุกเทพ คิดว่าจักถวายโอวาทแด่พระองค์ จึงมาเฝ้า. พระราชาตรัสถามว่า ท่านจักให้โอวาทอะไรหรือ ? เมื่อพระราชาตรัสถามอย่างนี้แล้ว พระมหาสัตว์จึงทูลว่า ดูก่อนมหาราชเจ้า พระองค์เป็นผู้ประมาทเสวยราชสมบัติ เพราะฉะนั้น แว่นแคว้นทั้งสิ้นของพระองค์ จะพินาศเหมือนถูกกำจัดยื้อแย่ง ธรรมดาพระราชาเมื่อเสวยราชสมบัติด้วยความประมาท หาใช่เป็นเจ้าของแห่งแว่นแคว้นทั้งสิ้นไม่ถึงความพินาศในปัจจุบันแล้ว ในภพหน้าจักต้องเกิดในมหานรกอีก อนึ่งเมื่อพระราชาถึงความประมาทแล้ว แม้ชนในราชสำนัก นอกราชสำนัก ย่อมจะพากันประมาท ด้วยเหตุนั้น พระราชาไม่ควรประมาทอย่างยิ่ง ดังนี้แล้วเมื่อจะเริ่มตั้งธรรมเทศนา จึงกล่าวคาถา ความว่า
ความไม่ประมาท เป็นทางไม่ตาย ความประมาท เป็นทางแห่งความตาย ผู้ไม่ประมาทย่อมไม่ตาย คน ประมาทเป็นเหมือนคนตายแล้ว. เพราะมัวเมาจึงเกิดความประมาท เพราะประมาท จึงเกิดความเสื่อม และเพราะความเสื่อมจึงเกิดโทษ ดูก่อนท่านผู้มีภาระครอบครองรัฐ อย่าประมาทเลย. เพราะกษัตริย์เป็นอันมาก หากมีความประมาท ต้องเสื่อมประโยชน์ของแว่นแคว้น เสื่อมทั้งแว่นแคว้น อนึ่ง ชาวบ้านประมาท ก็เสื่อมจากบ้าน บรรพชิต ประมาท ก็เสื่อมจากอนาคาริยวิสัย. ดูก่อนพระองค์ผู้เป็นมิ่งขวัญของรัฐ โภคสมบัติ ทุกอย่างในแว่นแคว้น ของกษัตริย์ผู้ประมาทแล้ว ย่อมพินาศหมด ข้อนั้นท่านกล่าวว่า เป็นความทุกข์ ของพระราชา. ดูก่อนพระมหาราชเจ้า ความประมาทนี้ไม่เป็น ธรรมของโบราณกษัตริย์ โจรทั้งหลายย่อมกำจัดชนบท อันมั่งคั่งไพบูลย์ ของพระราชาผู้ประมาทเกินขอบเขต. ราชโอรสสืบสันตติวงศ์ ของพระราชานั้นจัก ไม่มี เงินทองทรัพย์สินก็จักไม่มีเหมือนกัน เมื่อ แว่นแคว้นถูกปล้น พระราชาผู้ประมาท ย่อมเสื่อม จากโภคะทั้งปวง. ญาติมิตรและสหาย ย่อมไม่นับถือขัตติยราชผู้ เสื่อมจากสรรพโภคสมบัติ ในความคิดอ่าน. พลช้าง พลม้า พลรถ และพลเดินเท้า ผู้พึ่ง พระโพธิสมภารเป็นอยู่ ย่อมไม่นับถือพระราชานั้น ในความคิดอ่าน. ศรีคือมิ่งขวัญ ย่อมละพระราชาผู้ไม่จัดแจง การงาน โง่เขลา มีความคิดอ่านเลวทราม ไร้ปัญญา เหมือนงูลอกคราบอันคร่ำคร่า ฉะนั้น. พระราชาผู้ทรงจัดแจงการงานดี หมั่นขยันตาม กาล ไม่เกียจคร้าน โภคสมบัติทั้งปวง ย่อมเจริญยิ่งขึ้น เหมือนฝูงโคที่มีโคผู้ ฉะนั้น. ดูก่อนมหาราชเจ้า พระองค์จงเสด็จเที่ยวฟัง เหตุการณ์ในแว่นแคว้น และในชนบท ครั้นได้ทอดพระเนตรเห็น และได้ทรงสดับแล้ว แต่นั้นก็ปฏิบัติ สิ่งนั้น ๆ เถิด.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อปฺปมาโท ได้แก่ ความไม่อยู่ปราศแห่งสติ. บทว่า อมตํ ปทํ ความว่า เป็นทางคือเป็นเหตุแห่งอมตนิพพาน. บทว่า มจฺจุโน ปทํ ความว่า ความประมาทเป็นเหตุแห่งความตาย. เพราะคนประมาทแล้ว เจริญวิปัสสนา เมื่อไม่อาจบรรลุอัปปฏิสนธิกภาพได้ ย่อมเกิดย่อมตายในสงสารบ่อย ๆ เหตุนั้น ความประมาทจึงชื่อว่า เป็นทางแห่งความตาย บทว่า น มียนฺติ ความว่า คนผู้ไม่ประมาทเจริญวิปัสสนา บรรลุอัปปฏิสนธิกภาพแล้ว ชื่อว่าย่อมไม่ตาย เพราะไม่เกิดในสงสารอีก. บทว่าเย ปมตฺตา ความว่า ดูก่อนมหาราชเจ้า บุคคลเหล่าใดประมาทแล้ว บุคคลเหล่านั้นควรเห็นเหมือนคนตายแล้ว. เพราะเหตุไร ? เพราะเหตุที่ยังกิจให้สำเร็จไม่ได้. แท้จริง สำหรับคนที่ตายแล้ว ย่อมไม่มีความคำนึง ความปรารถนา หรือความขวนขวายว่า เราจักให้ทาน จักรักษาศีล จักทำอุโบสถกรรม จักบำเพ็ญคุณงามความดี เพราะเป็นผู้ปราศจากวิญญาณ. สำหรับคนประมาทก็ไม่มี เพราะขาดความไม่ประมาท ฉะนั้น คนตายกับคนประมาททั้งสองนี้ จึงเสมอเหมือนเป็นบุคคลประเภทเดียวกัน.
บทว่า มทา ความว่า ดูก่อนมหาราชเจ้า ขึ้นชื่อว่า ความประมาทย่อมเกิดเพราะความเมา ๓ ประการ คือ เมาในความไม่มีโรค เมาในวัยและเมาในชีวิต. คนเรานั้นพอเมาแล้ว ก็ถึงความประมาท กระทำบาปกรรมเช่นปาณาติบาตเป็นต้นได้. ทีนั้น พระราชาย่อมตรัสสั่งให้ตัดตีนตัดมือ ให้ประหารชีวิต หรือให้ริบทรัพย์ของผู้นั้นทั้งหมด เพราะความประมาทของเขาจึงเกิดความสิ้นญาติ สิ้นทรัพย์ สิ้นชีวิตอย่างนี้. เขาถึงความสิ้นทรัพย์หรือสิ้นยศแล้ว เมื่อไม่สามารถเลี้ยงชีวิตได้อีก ก็ต้องทำกายทุจริตเป็นต้น เพื่อเลี้ยงชีพต่อไป และเพราะความสิ้นเนื้อสิ้นตัวของเขาอย่างนี้ จึงเกิดโทษผิดขึ้นข้าพเจ้าจึงต้องทูลเตือนพระองค์. บทว่า มา มโท ภรตูสภ ความว่าดูก่อนพระองค์ผู้มีภาระเป็นใหญ่ในแว่นแคว้น พระองค์อย่าทรงมัวเมาอธิบายว่า อย่าทรงประมาท.
บทว่า อตฺถํ รฏฺํ ความว่า กษัตริย์เป็นอันมาก (หาก) ทรงประมาทความเจริญของชาวชนบท และแว่นแคว้นทั้งสิ้น ก็เสื่อมโทรมลง. เพื่อความแจ่มแจ้งแห่งความข้อนั้น ๆ บัณฑิตควรแสดง ขันติวาทีชาดก มาตังคชาดกคุรุกชาดก สรภังคชาดก และเจติยชาดก. บทว่า คามิโน ความว่า แม้นายบ้านต้องพลัดพราก เสื่อมโทรม ฉิบหายจากบ้าน ก็เพราะโทษคือความประมาทมาก. บทว่า อนาคารา อคาริโน ความว่า รุกขเทวดากล่าวว่าบรรพชิตเสื่อมจากข้อปฏิบัติของบรรพชิต ก็เพราะโทษคือประมาทมาก แม้คฤหัสถ์ พลัดพราก เสื่อมโทรม จากการครองเรือน และธัญญาหารเป็นต้นมากมาย ก็เพราะโทษคือประมาทมาก. บทว่า ตํ วุจฺจเต อยํ ความว่าดูก่อนมหาราชเจ้า ชื่อว่า ความเสื่อมยศและโภคสมบัติ ท่านกล่าวว่า นั่นเป็นทุกข์ของพระราชา เพราะไม่มีโภคสมบัติ ยศของพระราชาผู้ไร้ทรัพย์ย่อมเสื่อม พระราชาผู้เสื่อมยศ ย่อมได้รับทุกข์อย่างมหันต์.
บทว่า เนส ธมฺโม ความว่า ดูก่อนมหาราชเจ้า ความประมาทนี้ไม่ใช่ธรรมของโบราณกษัตริย์. บทว่า อิทฺธํ ผีตํ ความว่า (โจรทั้งหลายย่อมยื้อแย่ง) ชนบทอันมั่งคั่งด้วยข้าวน้ำเป็นต้น ไพบูลย์ด้วยเงินและทองเป็นต้น. บทว่า น เต ปุตฺตา ความว่า ดูก่อนมหาราชเจ้า ราชโอรสผู้สืบสันตติวงศ์ ของพระราชาผู้ประมาทจักไม่มี. เพราะชาวแว่นแคว้นทั้งหลายย่อมไม่ถวายเศวตฉัตร ด้วยคิดว่า พระโอรสของพระราชาผู้ไม่ตั้งอยู่ในธรรมนี้จักทำความเจริญอะไรแก่พวกเราได้ พวกเราจักไม่ถวายเศวตฉัตรแก่พระโอรสนั้น พระโอรสต้องพระราชาผู้ไม่ตั้งอยู่ในธรรมเหล่านั้น ชื่อว่าไม่มี ด้วยอาการอย่างนี้. บทว่า ปริชิณฺณํ แปลว่า เสื่อมรอบแล้ว. บทว่า ราชา นํ วาปิความว่า แม้ถึงพระราชาผู้ไม่ตั้งอยู่ในธรรมนั้น จะเป็นพระราชา เมื่อเป็นเช่นนั้น.
บทว่า มนฺติยํ ความว่า ญาติ มิตรสหายย่อมไม่สำคัญที่จะทำอาการนับถือด้วยจิตเคารพว่า ผู้นี้คือพระราชา. บทว่า อุปชีวนฺตา ความว่าชนทั้งหลายแม้ที่เข้าไปพึ่งพระบรมโพธิสมภาร ก็ย่อมไม่สำคัญอาการที่ตนควรสำคัญด้วยจิตเคารพ. เพราะเหตุไร ? เพราะเหตุที่พระราชาไม่ทรงตั้งอยู่ในธรรม. บทว่า สิรี ได้แก่ ยศและโภคสมบัติ. บทว่า ตจํ ความว่า เมื่องูรังเกียจคราบเก่าย่อมละเสีย ไม่เหลียวแลดูอีกฉันใด สิริคือยศและโภคสมบัติย่อมละพระราชา ผู้เช่นนั้น ฉันนั้น. บทว่า สุสํวิหิตกมฺมนฺตํ ความว่าผู้ไม่กระทำบาปกรรมด้วยกายทวารเป็นต้น. บทว่า อภิวฑฺฒนฺติ ความว่าย่อมเจริญก้าวหน้า. บทว่า สอุสภามิว ความว่า ดุจฝูงโค มีโคผู้เป็นหัวหน้าฝูง. แท้จริง โภคสมบัติทั้งหลายย่อมเจริญแก่พระราชาผู้ไม่ประมาทแล้ว ดุจฝูงโค มีโคผู้เป็นหัวหน้าฝูงฉะนั้น.
บทว่า อุปสฺสุตึ ความว่า พระองค์จงเสด็จจาริกไปในสกลรัฐและชนบทของพระองค์. บทว่า ตตฺถ ความว่า เมื่อพระองค์เสด็จไปในแว่นแคว้นนั้น จะได้ทอดพระเนตรสิ่งที่ควรทอดพระเนตร จะได้ทรงสดับสิ่งที่ควรสดับ กระทำคุณานุคุณส่วนพระองค์ให้ประจักษ์แล้ว จักได้ทรงปฏิบัติข้อปฏิบัติอันเป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่พระองค์.
พระมหาสัตว์ถวายโอวาทพระราชาด้วยคาถา ๑๑ คาถา ด้วยประการฉะนี้แล้ว ทูลว่า พระองค์จงรีบไปสอดส่องอย่าชักช้า อย่าให้แว่นแคว้นฉิบหายเสียเลย ดังนี้แล้ว กลับไปยังสถานที่อยู่ของตน. ฝ่ายพระราชาทรงสดับถ้อยคำของเทวดาแล้ว สลดพระทัย รุ่งขึ้นโปรดให้อำมาตย์ดูแลราชสมบัติแล้วพร้อมด้วยราชปุโรหิต เสด็จออกจากพระนคร ทางพระทวารด้านทิศปราจีน เสด็จพระราชดำเนินไป สิ้นทางประมาณหนึ่งโยชน์ ณ สถานที่นั้น ชายแก่ชาวบ้านผู้หนึ่ง นำกิ่งหนามมาจากดง ล้อมกั้นปิดประตูเรือนไว้ พาบุตรภรรยาเข้าป่าไปเวลาเย็นเมื่อพวกราชบุตรหลีกไปแล้วก็กลับมาเรือนตน ถูกหนามยอกเท้าที่ประตูเรือน จึงนั่งกระโหย่ง บ่งหนาม พลางด่าพระราชาด้วยคาถานี้ ความว่า
ขอให้พระเจ้าปัญจาลราช จึงถูกลูกศรเสียบใน สงคราม เสวยทุกขเวทนา เหมือนเราถูกหนามแทง แล้ว เสวยทุกขเวทนาอยู่ในวันนี้.
ก็คำด่านั้นได้เป็นไปด้วยอานุภาพของพระโพธิสัตว์นั้นเอง. ควรทราบว่า ชายแก่นั้น ถูกพระโพธิสัตว์ดลใจจึงด่า. ในเวลานั้น พระราชากับราชปุโรหิต ปลอมเพศยืนอยู่ใกล้ ๆ ชายแก่นั้นเอง. พอราชปุโรหิตได้ยินคำของชายแก่ จึงกล่าวคาถา ความว่า
ท่านเป็นคนแก่ มีจักษุมืดมัว มองเห็นอะไร ไม่ถนัด หนามแทงท่านเอง ในเรื่องนี้ พระเจ้าพรหมทัต มีความผิดอะไรด้วย.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มคฺเคยฺย แปลว่า ยอกเอา มีอธิบายว่าถ้าท่านถูกหนามยอกเอา เพราะความซุ่มซ่ามของตนเองไซร้ ในข้อนี้ทำไมจะเป็นความผิดของพระราชาด้วยเล่า ท่านด่าพระราชา เพราะเหตุที่ พระราชามีหน้าที่ตรวจตราหนามแล้วบอกให้ท่านทราบหรือ ?
ชายชราได้ฟังดังนั้น ได้กล่าวคาถา ๓ คาถา ความว่า
ดูก่อนพราหมณ์ เราถูกหนามแทง ในหนทางนี้ เป็นความผิดของพระเจ้าพรหมทัตมากมาย เพราะ ชาวชนบท พระเจ้าพรหมทัต มิได้พิทักษ์รักษา ถูกพวกราชบุรุษกดขี่ด้วยภาษีอันไม่ชอบธรรม. กลางคืนถูกพวกโจรปล้น กลางวันถูกราชบุรุษ กดขี่ ในแว่นแคว้นของพระราชาโกง มีคนอาธรรม์ มากมาย. แน่ะพ่อคุณ เมื่อภัยเช่นนี้เกิดขึ้น ประชาชนพากัน อึดอัด เพราะกลัวพากันหาไม้มีหนาม ในป่ามาทำที่ ซุกซ่อน.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า พเหฺวตฺถ ความว่า ดูก่อนพราหมณ์ข้านั่งจมลงไปในทางที่มีหนาม ในเรื่องนี้พระเจ้าพรหมทัตมีความผิดมากเพราะความผิดของพระราชา ตลอดเวลาเท่านี้ เจ้าไม่รู้เลยว่า เราต้องดั้นด้นไปในทางที่มีหนาม เพราะชนบทพระราชามิได้พิทักษ์รักษาจึงมีหนาม.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ขาทนฺติ ได้แก่ พวกโจรรุมกันปล้น. บทว่า ตุณฺฑิยา ความว่า กลางวัน พวกราชบุรุษเบียดเบียนด้วยการฆ่าการจองจำเป็นต้น เก็บภาษีอากรโดยไม่เป็นธรรม. บทว่า กูฏราชสฺส ความว่า ในแว่นแคว้นของพระราชาผู้ลามก. บทว่า อธมฺมิโก ความว่าคนทั้งหลายต้องมีการงานอันปกปิดเป็นอันมาก. คนแก่เรียกปุโรหิตว่า พ่อพราหมณ์. บทว่า มาณวา ได้แก่ มนุษย์ทั้งหลาย. บทว่า นิลฺเลนกานิ ได้แก่ สถานที่ซุ่มซ่อน. บทว่า วเน คเหตฺวา กณฺฏกํ ความว่า (ในเพราะภัยเช่นนี้) ประชาชนจึงนำเอาหนามมาปิดประตู ทิ้งเรือนพาลูกเมียเข้าป่าไป ทำสถานที่ซุ่มซ่อนของตน ๆ ในป่านั้น. อนึ่ง หนามชนิดใดมีในป่าเขาก็พากันเอาหนามชนิดนั้นมาล้อมเรือนไว้ เพราะความผิดของพระราชาอย่างนี้ เราจึงถูกหนามตำเอา ท่านอย่าเป็นผู้สนับสนุนพระราชาเช่นนี้เลย.
พระราชาทรงสดับเช่นนั้น จึงตรัสเรียกราชปุโรหิตมาตรัสสั่งว่า ท่านอาจารย์ ชายชราพูดถูก เป็นความผิดของเราแท้ ๆ มาเถิด เราจักกลับไปเสวยราชสมบัติโดยธรรม. เทวดาพระโพธิสัตว์ สิงในร่างของราชปุโรหิต ทูลว่าขอเดชะมหาราชเจ้า จงไปสอดแนมดูข้างหน้าต่อไปอีกก่อนเถิดพระเจ้าข้า. พระราชากับปุโรหิต จากบ้านนั้น ไปยังบ้านอื่น ได้ยินเสียงของหญิงชราคนหนึ่งในระหว่างทาง. นัยว่าหญิงนั้นเป็นหญิงเข็ญใจ พิทักษ์รักษาบุตรสาวสองคนซึ่งเจริญวัยแล้ว ไม่ยอมให้ลูกสาวไปป่า ตนเองเก็บผักหักฟืนมาจากป่าบำรุงรักษาลูกสาวทั้งสอง. วันนั้นนางขึ้นพุ่มไม้แห่งหนึ่ง กำลังเก็บผักอยู่พลัดตกลงมา เมื่อจะด่าพระราชา โดยแช่งให้ตาย กล่าวคาถา ความว่า
ในแคว้นของพระเจ้าพรหมทัต หญิงสาวหาผัว ไม่ได้ไปจนแก่ เมื่อไรพระเจ้าพรหมทัต จักสวรรคต เสียที.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อปฺปฏิกา แปลว่า หาสามีมิได้. อธิบายว่าถ้าเขามีสามีคงจะได้เลี้ยงดูเรา ในรัชกาลของพระราชาลามก เราได้รับความทุกข์เมื่อไรหนอ มันจักตายเสียที หญิงชราด่าพระราชาอย่างนี้ ก็ด้วยอานุภาพของพระโพธิสัตว์.
เมื่อราชปุโรหิตจะคัดค้านนาง จึงกล่าวคาถา ความว่า
เฮ้ย ! หญิงชั่วไม่รู้จักเหตุผล แกพูดไม่ดีเลย พระราชาเคยหาผัวให้นางกุมาริกา มีที่ไหนกัน. หญิงชราได้ยินดังนั้น ได้กล่าวคาถา ๒ คาถา ความว่า พราหมณ์เอย เราไม่ได้พูดชั่วเลย เรารู้เหตุผล ชาวชนบท พระเจ้าพรหมทัต มิได้พิทักษ์รักษา ราษฎรถูกกดขี่ ด้วยภาษี อันไม่ชอบธรรม. กลางคืนถูกโจรปล้น กลางวันถูกเจ้าหน้าที่กดขี่ ด้วยภาษี อันไม่ชอบธรรม ในแคว้นของพระราชาโกง มีคนอาธรรม์มากมาย เมื่อการครองชีพลำบาก การเลี้ยงดูลูกเมียก็ลำบาก หญิงสาวจักมีผัวได้ที่ไหน.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โกวิทตฺถปทา ความว่า เราฉลาดรู้เท่าทันในเหตุในผล ท่านอย่าสรรเสริญพระราชาลามกอย่างนี้. บทว่า ทุชฺชีเว ความว่า เมื่อแว่นแคว้นมีการครองชีพลำบาก การเลี้ยงดูลูกเมียก็เกิดลำบากผู้คนทั้งกลัวทั้งหวาดเสียว ก็หลบไปอยู่ในป่า. บทว่า กุโต ภตฺตา กุมาริยาความว่า หญิงสาว ๆ จักหาผัวได้ที่ไหน.
พระราชากับราชปุโรหิตฟังคำของหญิงชราแล้ว คิดว่า แกพูดถูกต้องจึงพากันเดินทางต่อไปข้างหน้า ได้ยินเสียงของชาวนาคนหนึ่ง ได้ยินว่า เมื่อชาวนานั้นกำลังไถนา โคชื่อสาลิยะ ถูกผาลแทงจึงล้มลง. เมื่อชาวนาจะด่าพระราชาจึงกล่าวคาถา ความว่า
ขอให้พระเจ้าปัญจาลราช จงถูกหอกแทง ต้อง นอนกลิ้งอยู่ในสงคราม เหมือนโคสาลิยะ ถูกผาลแทง นอนอยู่ดังคนกำพร้า ฉะนั้น.
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๖๑ หน้า ๕๒๐–๕๓๗ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
ติงสตินิบาตชาดก ๑๙ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๙ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
บาลีอักษรโรมัน ฉบับสยามรัฐ
Appamādo amataṃpadaṃ 5- pamādo maccuno padaṃ appamattā na mīyanti ye pamattā yathā matā. Madā pamādo jāyetha pamādā jāyate khayo khayā padosā 6- jāyanti mā mado 7- bharatūsabha. Bahū hi khattiyā jīnā atthaṃ raṭṭhaṃ pamādino athopi gāmino gāmā anāgārā 8- agārino. Khattiyassa pamattassa raṭṭhasmiṃ raṭṭhavaḍḍhana sabbe bhogā vinassanti rañño taṃ vuccate aghaṃ. @Footnote: 1 Ma. seyyā . 2 Ma. ca . 3 Ma. sabbe . 4 Ma. gandhatindukajātakaṃ. @ 5 Sī. Yu. amatapadaṃ . 6 Sī. khayā ca dosā . 7 Ma. pamādo . 8 Ma. anagārā. Nesa dhammo mahārāja ativelaṃ pamajjasi iddhaṃ phītaṃ janapadaṃ corā viddhaṃsayanti naṃ. Na te puttā bhavissanti na hiraññaṃ na dhāniyaṃ raṭṭhe vilumpamānamhi sabbabhogehi jiyyasi. Sabbabhogaparijiṇṇaṃ rājānaṃ vāpi khattiyaṃ ñātimittā suhajjā ca na taṃ maññanti mantiyaṃ 1- . Hatthārohā anīkaṭṭhā rathikā pattikārakā tamevamupajīvantā na taṃ maññanti mantiyaṃ 1- . Asaṃvihitakammantaṃ bālaṃ dummantimantinaṃ sirī jahati dummedhaṃ jiṇṇaṃva urago tacaṃ. Susaṃvihitakammantaṃ kāluṭṭhāyiṃ atanditaṃ sabbe bhogābhivaḍḍhanti gāvo sausabhāmiva upassutiṃ mahārāja raṭṭhe janapade cara tattha disvā ca sutvā ca tato taṃ paṭipajjasi.
Evaṃ vedetu pañcālo saṅgāme saramappito 2- yathāhamajja vedemi kaṇṭakena samappito.
Jiṇṇo dubbalacakkhūsi na rūpaṃ sādhu passasi kiṃ tattha brahmadattassa yantaṃ maggeyya 3- kaṇṭako.
Bahvettha brahmadattassa yohaṃ 4- maggasmi brāhmaṇa @Footnote: 1 Ma. māniyaṃ . 2 Yu. sarasamappito . 3 Yu. maggheyya . 4 Ma. sohaṃ. Arakkhitā jānapadā adhammabalinā hatā. Rattiñhi corā khādanti divā khādanti tuṇḍiyā raṭṭhasmiṃ kūṭarājassa bahu adhammiko jano. Etādise bhaye jāte 1- bhayaṭṭā tāta 2- māṇavā nillenakāni kubbanti vane āhatva kaṇṭakaṃ.
Kadāssu nāma yaṃ rājā brahmadatto marissati yassa raṭṭhasmi jiyyanti appatikā kumārikā.
Dubbhāsitañhi te jammi anatthapadakovide kuhiṃ rājā kumārīnaṃ bhattāraṃ pariyesati.
Na me dubbhāsitaṃ brahme kovidatthapadā ahaṃ arakkhitā jānapadā adhammabalinā hatā. Rattiñhi corā khādanti divā khādanti tuṇḍiyā raṭṭhasmiṃ kūṭarājassa bahu adhammiko jano dujjīve dubbhare dāre kuto bhattā kumāriyā 3- .
Evaṃ sayatu pañcālo saṅgāme sattiyā hato yathāyaṃ kapaṇo seti hato phālena sāliyo.
Adhammena tuvaṃ jamma brahmadattassa kujjhasi yo tvaṃ sapasi rājānaṃ aparajjhitvāna attano 4- .
Dhammena brahmadattassa ahaṃ kujjhāmi brāhmaṇa arakkhitā jānapadā adhammabalinā hatā. @Footnote: 1 Sī. Yu. tāta . 2 Sī. Yu. tāva . 3 Ma. kumāriyo . 4 Yu. attanā. Rattiñha corā khādanti divā khādanti tuṇḍiyā raṭṭhasmiṃ kūṭarājassa bahu adhammiko jano. Sā nūna puna re pakkā vikāle bhattamāhari bhattahāriṃ apekkhanto hato phālena sāliyo.
Evaṃ haññatu pañcālo saṅgāme asinā hato yathāhamajja pahato khīrañca me pavattitaṃ.
Yaṃ pasu khīraṃ chaḍḍeti pasu phālaṃ 2- vihiṃsati 3- kiṃ tattha brahmadattassa yaṃ no garahate 4- bhavaṃ.
Gārayho brahme pañcālo brahmadattassa rājino arakkhitā jānapadā adhammabalinā hatā. Rattiñhi corā khādanti divā khādanti tuṇḍiyā raṭṭhasmiṃ kūṭarājassa bahu adhammiko jano. Caṇḍā ākaḍḍhanā 5- gāvī yaṃ pure na duhāmase taṃdāni ajja dohāma khīrakāmehupaddutā.
Evaṃ kandatu pañcālo vimutto vippasukkhatu yathāyaṃ kapaṇā gāvī vimuttā paridhāvati.
Yaṃ pasu pasupālassa sambhameyya 6- raveyya vā konīdha aparādhatthi brahmadattassa rājino.
Aparādho mahābrahme brahmadattassa rājino arakkhitā jānapadā adhammabalinā hatā. @Footnote: 1 Yu. daḷhaṃ . 2 Ma. pasupālaṃ . 3 Sī. pasupālañca hiṃsati. Yu. pasu phālañca @hiṃsati . 4 Yu. garahato . 5 Ma. aṭanakā . 6 Sī. Yu. pabbhameyya. Rattiñhi corā khādanti divā khādanti tuṇḍiyā raṭṭhasmiṃ kūṭarājassa bahu adhammiko jano kathaṃ no asikosatthā khīrapā haññate pajā.
Evaṃ khajjatu pañcālo hato yuddhe saputtako yathāhamajja khajjāmi gāmikehi 1- araññajo.
Na sabbabhūtesu vidhenti rakkhaṃ rājāno maṇḍūka manussaloke nettāvatā rājā adhammacārī yaṃ tādisaṃ jīvamadeyyu dhaṅkā.
Adhammarūpo vata brahmacārī anuppiyaṃ bhāsasi khattiyassa vilumpamānāya puthuppajāya pūjesi rājaṃ paramappavādiṃ 2- . Sace idaṃ brahme surajjakaṃ siyā phītaṃ raṭṭhaṃ muditaṃ vippasannaṃ bhutvā baliṃ aggapiṇḍañca kākā na mādisaṃ jīvamadeyyu dhaṅkāti. Bhaṇḍutiṇḍukajātakaṃ dasamaṃ. ---------- @Footnote: 1 Sī. Yu. gāmakehi . 2 Sī. paramappavādaṃ. Ma. paramappamādaṃ. Tassuddānaṃ kiṃchanda kumbha jayaddisa chaddanta atha paṇḍitasambhava sīrakapi dakarakkhasa paṇḍaranāgavaro atha sambula tiṇḍukadevasuto. Tiṃsatinipātaṃ niṭṭhitaṃ.
ที่มา: พระไตรปิฎกบาลีอักษรโรมัน ฉบับสยามรัฐ เล่มที่ ๒๗ ข้อ ๒๔๑๙
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗