ภัณฑุติณฑุกชาดก
ว่าด้วยพระราชาทรงออกสดับฟังข่าวชาวเมือง
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๒๔๑๙ · บรรทัด ๙๙๘๔ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑
อรรถกถาชาดก ตอนที่ ๒ จาก ๒
เรื่องเล่า
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยถา ความว่า โคชื่อสาลิยะนี้ ได้รับทุกขเวทนานอนอยู่ฉันใด ขอพระเจ้าปัญจาลราชจงนอนเป็นทุกข์ฉันนั้น.
ลำดับนั้น เมื่อราชปุโรหิตจะคัดค้าน จึงกล่าวคาถา ความว่า
เจ้าคนชาติชั่ว เจ้าโกรธพระเจ้าพรหมทัต โดย ไม่เป็นธรรม เจ้าทำร้ายโคของตนเอง ไฉนจึงมาสาปแช่งพระราชาเล่า.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อธฺมเมน ความว่า โดยไม่มีเหตุผลคือไม่มีความจริง.
ชาวนาได้ฟังดังนั้นแล้ว ได้กล่าวคาถา ๓ คาถา ความว่า
ดูก่อนพราหมณ์ เราโกรธพระเจ้าพรหมทัตโดย ชอบธรรม เพราะชาวชนบท พระเจ้าพรหมทัตมิได้ ทรงพิทักษ์รักษา ถูกเจ้าหน้าที่บ้านเมืองกดขี่ ด้วย ภาษีที่ไม่เป็นธรรม กลางคืนถูกพวกโจรปล้น กลางวันถูกเจ้าหน้าที่ กดขี่ ด้วยภาษีอันไม่ชอบธรรม ในแคว้นของพระ ราชาโกง มีคนอาธรรม์มากมาย. แม่ครัวคงหุงต้มใหม่อีกเป็นแน่ จึงนำข้าวมาส่ง ในเวลาสาย เรามัวแลดูแม่ครัว มาส่งข้าวอยู่ โคสาลิยะจึงถูกผาลแทงเอา.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ธมฺเมน ความว่า เราด่าโดยมีเหตุผลท่านอย่าเข้าใจว่า ด่าโดยไม่มีเหตุผล. บทว่า สา นูน ปุน เร ปกฺกา วิกาเล ภตฺตมาหริ ความว่า พราหมณ์เอ๋ย เราคิดว่า หญิงแม่ครัวนำข้าวมาส่งเรา หุงข้าวแล้วคงนำมาส่งแต่เช้าตรู่ แต่นางถูกพวกทาสของพระเจ้าพรหมทัต พวกรีดภาษีโดยไม่เป็นธรรม เกาะกุมตัวไว้ ต้องเลี้ยงดูพวกมันแล้วจึงหุงข้าวเพื่อเราใหม่ เพราะเหตุนั้น จึงนำข้าวมาส่งในเวลาสาย วันนี้นำมาสายนัก ดังนี้แล้ว ถูกความหิวบีบคั้น มัวแลดูคนส่งข้าว ดุว่าโค เอาปฏักแทงโคไม่เป็นที่ ฉะนั้น เจ้าโคสาลิยะมันยกเท้าขึ้นกระทืบผาล จึงถูกผาลบาดเอา เหตุนั้น เจ้าอย่าเข้าใจว่า เราประหารมัน ข้อนี้ ชื่อว่า พระราชาผู้ลามกประหารแล้วทีเดียว ท่านอย่ามัวกล่าวพรรณนาคุณของพระราชานั้นอยู่เลย.
พระราชากับราชปุโรหิต เดินทางต่อไป แล้วพักอยู่ในบ้านแห่งหนึ่งรุ่งขึ้นเวลาเช้าตรู่ แม่โคนมโกงตัวหนึ่ง เอาเท้าดีดคนรีดนมโค ล้มไปพร้อมด้วยนมสด เมื่อคนรีดนมโคจะด่าพระเจ้าพรหมทัต จึงกล่าวคาถา ความว่า
ขอให้พระเจ้าปัญจาลราช จงถูกฟันด้วยดาบใน สงคราม เดือดร้อนอยู่ เหมือนเราถูกแม่โคนม ถีบ ในวันนี้ จนนมสดของเขาหกไป ฉะนั้น. ราชปุโรหิต ได้ฟังดังนั้น จึงกล่าวว่า การที่แม่โคถีบเจ้าให้บาดเจ็บ น้ำนมหกไปนั้น เป็นความผิดอะไรของพระเจ้าพรหมทัต ท่านจึงติเตียน อยู่.
ครั้นพราหมณ์ปุโรหิตกล่าวคาถาจบ คนรีดนมโคได้กล่าวคาถาอีก ๓คาถา ความว่า
ดูก่อนพราหมณ์ พระเจ้าปัญจาละ ควรจะได้รับ ความติเตียน เพราะชาวชนบท พระเจ้าพรหมทัตมิได้ พิทักษ์รักษา ถูกเจ้าหน้าที่กดขี่ ด้วยภาษีอันไม่เป็น ธรรม. อนึ่ง เวลากลางคืนก็ถูกโจรปล้น กลางวันก็ถูก กดขี่รีดภาษีอันไม่เป็นธรรม ในแคว้นของพระราชา โกง มีคนอาธรรม์มากมาย. แม่โคเปรี้ยว ดุร้าย เมื่อก่อนพวกเรามิได้รีดนม มัน มาวันนี้ เราถูกพวกราชบุรุษผู้ต้องการน้ำนม รีดนาทาเล้น จึงต้องรีดนมมันอยู่เดี๋ยวนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า จณฺฑา แปลว่า หยาบคาย. บทว่า อกตฺถนา แปลว่า มีปกติวิ่งหนี. บทว่า ขีรกาเมหิ ความว่า พวกเราถูกเจ้าหน้าที่ของพระราชาอาธรรม์ ใช้ให้หานมสดมามาก ๆ เบียดเบียน จำต้องรีด ถ้าหากพระเจ้าพรหมทัตนั้น ครองราชสมบัติโดยธรรม ภัยเห็นปานนี้คงไม่มาถึงพวกเรา.
พระราชาและพระราชปุโรหิต คิดว่า เจ้านี่พูดถูก จึงออกจากบ้านนั้น ขึ้นสู่หนทางใหญ่ มุ่งหน้าต่อพระนครกลับไปในบ้านแห่งหนึ่ง พวกนายอากรฆ่าลูกโคอ่อนตัวหนึ่ง เพื่อต้องการทำฝักดาบ จึงยึดเอาหนังไป แม่โคนมที่ลูกถูกฆ่า เพราะความเศร้าถึงลูก ไม่กินหญ้า ไม่ดื่มน้ำ เที่ยวร่ำร้องหาลูกอยู่ เด็ก ๆ ชาวบ้านเห็นดังนั้น เมื่อจะพากันด่าพระราชา จึงกล่าวคาถาความว่า
ขอให้พระเจ้าปัญจาลราช จงพลัดพรากจากโอรส วิ่งคร่ำครวญเหมือนแม่โคกำพร้า พลัดพรากจากลูก วิ่งคร่ำครวญอยู่ ฉะนั้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปริธาวติ ความว่า วิ่งร่ำร้องอยู่. ลำดับนั้น ปุโรหิตกล่าวคาถานอกนี้ ความว่า ในการที่แม่โค ของคนเลี้ยงโค เที่ยววิ่งไปมา หรือร่ำร้องอยู่นี้ เป็นความผิดอะไร ของพระเจ้า พรหมทัตเล่า.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปพฺภเมยฺย รเวยฺย วา ความว่า (สัตว์เลี้ยง) ก็ต้องวิ่งไปมาได้ หรือร่ำร้องได้ อธิบายว่า พ่อเอย ธรรมดาสัตว์เลี้ยง เมื่อเจ้าของพิทักษ์รักษาอยู่ มันก็วิ่งได้ ไม่กินหญ้าได้ ในข้อนี้จะเป็นความผิดอะไรของพระราชาเล่า.
ลำดับนั้น เด็กชาวบ้าน ได้กล่าวคาถา ๒ คาถา ความว่า
ดูก่อนมหาพราหมณ์ ความผิดของพระเจ้าพรหม ทัต มีแน่ เพราะชาวชนบท พระเจ้าพรหมทัตมิได้ พิทักษ์รักษา ถูกเจ้าหน้าที่กดขี่ ด้วยภาษีอันไม่ชอบ ธรรม. กลางคืนก็ถูกโจรปล้น กลางวันถูกเจ้าหน้าที่กด ขี่ ด้วยภาษาอันไม่ชอบธรรม ในแคว้นของพระราชา โกง มีคนอาธรรม์มากนาย ลูกโคของพวกเรายังดื่ม นมอยู่ ก็ต้องถูกฆ่าตาย เพราะต้องการฝักดาบอย่าง ไรล่ะ.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มหาพฺรเหฺม ได้แก่ มหาพราหมณ์. บทว่า ราชิโน ได้แก่ ของพระราชา. บทว่า กถํ โน ความว่า อย่างไรเล่า คือ เพราะเหตุชื่อไร ? บทว่า ขีรปา หญฺเต ปชา ความว่าเด็กทั้งหลายด่าพระราชาว่า ลูกโคที่ยังดื่มนมอยู่ ถูกพวกเจ้าหน้าที่เหล่านั้นฆ่าด้วยอำนาจของพระราชาลามก แม่โคนมนั้นร่ำร้องหาลูกอยู่เดี๋ยวนี้ ขอพระราชานั้น จงปริเทวนาการ เหมือนแม่โคนมเถิด.
พระราชา และราชปุโรหิต พูดว่า ดีละ พวกเจ้าพูดได้เหตุผล แล้วหลีกไปเสีย ต่อมาในระหว่างทาง ฝูงกากำลังเอาจะงอยปากจิกกินกบทั้งหลายอยู่ณ สระแห้งแห่งหนึ่ง เมื่อพระราชา และราชปุโรหิตมาถึงที่นั้น พระโพธิสัตว์จึงบันดาลให้กบทั้งหลาย แช่งด่าพระราชาด้วยอานุภาพของตน (เป็นคาถา) ความว่า
ขอให้พระเจ้าปัญจาลราช พร้อมด้วยพระราช โอรส จงถูกประหารในสนามรบ ให้ฝูงการุมจิกกิน เหมือนเราผู้เกิดในป่า ถูกฝูงกาชาวบ้านจิกกินในวันนี้ ฉะนั้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า คามเกหิ ได้แก่ กาที่อยู่ในบ้าน.
ราชปุโรหิตได้ยินดังนั้น เมื่อจะสนทนากับพวกกบ จึงกล่าวคาถาความว่า
เฮ้ย ! กบ พระราชาทั้งหลายในมนุษยโลก จะ ทรงจัดการพิทักษ์รักษาสัตว์ทั่วไปไม่ได้อยู่เอง พระ ราชามิได้เป็นอธรรมจารีบุคคล ด้วยเหตุที่ฝูงกากินสัตว์ เป็นเช่นพวกเจ้า เท่านั้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ชีวํ ได้แก่สัตว์ที่ยังมีชีวิต. บทว่า อเทยฺยุํ แปลว่า พึงเคี้ยวกิน. บทว่า ธงฺกา ได้แก่ กาทั้งหลาย. อธิบายว่า กาทั้งหลายพึงเคี้ยวกินสัตว์มีชีวิต ด้วยเหตุเพียงใด ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ พระราชาจะชื่อว่าไม่เป็นผู้ประพฤติธรรมหาได้ไม่ พระราชาจักสามารถเข้าไปยังป่าเที่ยวรักษาเจ้าได้อย่างไร ?
กบได้ฟังดังนั้น จึงกล่าวคาถา ๒ คาถา ความว่า
ท่านเป็นพรหมจารี ชาติอาธรรม์หนอ จึงกล่าว ยกย่องกษัตริย์อยู่ได้ เมื่อประชากรเป็นอันมากถูกปล้น อยู่ ท่านยังบูชาพระราชาผู้น่าตำหนิอย่างยิ่ง. ดูก่อนพราหมณ์ ถ้าแว่นแคว้นนี้ พึงมีพระราชาดี ก็จะมั่งคั่ง เบิกบาน ผ่องใส ฝูงกาก็จะได้กินก้อนข้าว ที่ดี ๆ เป็นพลี ไม่ต้องกินสัตว์เป็นเช่นพวกเรา.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า พฺรหฺมจารี ความว่า เมื่อกบจะติเตียนปุโรหิต จึงกล่าวว่า ท่านเป็นพรหมจารี ชาติอาธรรม์หนอ. บทว่า ขตฺติยสฺส ได้แก่ พระราชาลามกเห็นปานนี้. บทว่า วิลุมฺปมานาย ความว่า เมื่อประชาชนถูกรีดนาทาเล้นอยู่ อนึ่ง ปาฐะ พระบาลี ก็อย่างเดียวกันนี้แหละ. บทว่า ปุถุปฺปชาย ความว่า เมื่อประชาชนทั่วไปถูกเจ้าหน้าที่ ทำให้พินาศอยู่. บทว่า ปูเชสิ ได้แก่ ยกย่องสรรเสริญ. บทว่า สุรชฺชกํ ความว่าถ้าแว่นแคว้นนี้ อันพระราชาผู้ไม่ลุอำนาจฉันทาคติเป็นต้น ไม่ยังทศพิธราชธรรมให้กำเริบรักษาอยู่ เป็นแว่นแคว้นมีจอมราชดี. บทว่า ผีตํ ความว่ามีข้าวกล้าสมบูรณ์ ในเมื่อฝนหลั่งกระแสธารอยู่โดยชอบ. บทว่า มาทิสํ ความว่า เมื่อเป็นอย่างนี้ กาทั้งหลายคงไม่กินสัตว์ อย่างเราเลยทีเดียว. การด่าในฐานะ แม้ทั้ง ๖ อย่างนี้ มีได้ด้วยอานุภาพของพระโพธิสัตว์นั่นเอง.
พระราชากับราชปุโรหิต สดับคำนั้นแล้ว ดำริว่า ชนทั้งปวงที่สุดจนกระทั่งกบ ซึ่งเป็นสัตว์เดียรัจฉานอยู่ในป่า พากันด่าเราผู้เดียว แล้วเสด็จจากที่นั้นไปสู่พระนคร เสวยราชย์โดยธรรม ตั้งอยู่ในโอวาทของพระโพธิสัตว์สร้างบุญกุศลมีทานเป็นต้น.
พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้ มาแสดงแก่พระเจ้าโกศลแล้วตรัสว่า ดูก่อนมหาบพิตร ธรรมดาพระราชาควรละการลุอำนาจอคติ เสวยราชสมบัติโดยธรรม แล้วทรงประชุมชาดกว่า ภัณฑุติณฑุกเทวดา ในครั้งนั้นได้มาเป็นเราผู้ตถาคต ฉะนี้แล.
จบอรรถกถาภัณฑุติณฑุกชาดก จบอรรถกถาติงสตินิบาต
รวมชาดกที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. กิงฉันทชาดก ๒. กุมภชาดก ๓. ชยทิสชาดก ๔. ฉัททันตชาดก ๕. สัมภวชาดก ๖. มหากปิชาดก ๗. ทกรักขสชาดก ๘. ปัณฑรกชาดก ๙. สัมพุลาชาดก ๑๐. ภัณฑุติณฑุกชาดก และอรรถกถา.
จัตตาฬีสนิบาตชาดก
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๖๑ หน้า ๕๒๐–๕๓๗ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
ติงสตินิบาตชาดก ๑๙ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๙ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
บาลีอักษรโรมัน ฉบับสยามรัฐ
Appamādo amataṃpadaṃ 5- pamādo maccuno padaṃ appamattā na mīyanti ye pamattā yathā matā. Madā pamādo jāyetha pamādā jāyate khayo khayā padosā 6- jāyanti mā mado 7- bharatūsabha. Bahū hi khattiyā jīnā atthaṃ raṭṭhaṃ pamādino athopi gāmino gāmā anāgārā 8- agārino. Khattiyassa pamattassa raṭṭhasmiṃ raṭṭhavaḍḍhana sabbe bhogā vinassanti rañño taṃ vuccate aghaṃ. @Footnote: 1 Ma. seyyā . 2 Ma. ca . 3 Ma. sabbe . 4 Ma. gandhatindukajātakaṃ. @ 5 Sī. Yu. amatapadaṃ . 6 Sī. khayā ca dosā . 7 Ma. pamādo . 8 Ma. anagārā. Nesa dhammo mahārāja ativelaṃ pamajjasi iddhaṃ phītaṃ janapadaṃ corā viddhaṃsayanti naṃ. Na te puttā bhavissanti na hiraññaṃ na dhāniyaṃ raṭṭhe vilumpamānamhi sabbabhogehi jiyyasi. Sabbabhogaparijiṇṇaṃ rājānaṃ vāpi khattiyaṃ ñātimittā suhajjā ca na taṃ maññanti mantiyaṃ 1- . Hatthārohā anīkaṭṭhā rathikā pattikārakā tamevamupajīvantā na taṃ maññanti mantiyaṃ 1- . Asaṃvihitakammantaṃ bālaṃ dummantimantinaṃ sirī jahati dummedhaṃ jiṇṇaṃva urago tacaṃ. Susaṃvihitakammantaṃ kāluṭṭhāyiṃ atanditaṃ sabbe bhogābhivaḍḍhanti gāvo sausabhāmiva upassutiṃ mahārāja raṭṭhe janapade cara tattha disvā ca sutvā ca tato taṃ paṭipajjasi.
Evaṃ vedetu pañcālo saṅgāme saramappito 2- yathāhamajja vedemi kaṇṭakena samappito.
Jiṇṇo dubbalacakkhūsi na rūpaṃ sādhu passasi kiṃ tattha brahmadattassa yantaṃ maggeyya 3- kaṇṭako.
Bahvettha brahmadattassa yohaṃ 4- maggasmi brāhmaṇa @Footnote: 1 Ma. māniyaṃ . 2 Yu. sarasamappito . 3 Yu. maggheyya . 4 Ma. sohaṃ. Arakkhitā jānapadā adhammabalinā hatā. Rattiñhi corā khādanti divā khādanti tuṇḍiyā raṭṭhasmiṃ kūṭarājassa bahu adhammiko jano. Etādise bhaye jāte 1- bhayaṭṭā tāta 2- māṇavā nillenakāni kubbanti vane āhatva kaṇṭakaṃ.
Kadāssu nāma yaṃ rājā brahmadatto marissati yassa raṭṭhasmi jiyyanti appatikā kumārikā.
Dubbhāsitañhi te jammi anatthapadakovide kuhiṃ rājā kumārīnaṃ bhattāraṃ pariyesati.
Na me dubbhāsitaṃ brahme kovidatthapadā ahaṃ arakkhitā jānapadā adhammabalinā hatā. Rattiñhi corā khādanti divā khādanti tuṇḍiyā raṭṭhasmiṃ kūṭarājassa bahu adhammiko jano dujjīve dubbhare dāre kuto bhattā kumāriyā 3- .
Evaṃ sayatu pañcālo saṅgāme sattiyā hato yathāyaṃ kapaṇo seti hato phālena sāliyo.
Adhammena tuvaṃ jamma brahmadattassa kujjhasi yo tvaṃ sapasi rājānaṃ aparajjhitvāna attano 4- .
Dhammena brahmadattassa ahaṃ kujjhāmi brāhmaṇa arakkhitā jānapadā adhammabalinā hatā. @Footnote: 1 Sī. Yu. tāta . 2 Sī. Yu. tāva . 3 Ma. kumāriyo . 4 Yu. attanā. Rattiñha corā khādanti divā khādanti tuṇḍiyā raṭṭhasmiṃ kūṭarājassa bahu adhammiko jano. Sā nūna puna re pakkā vikāle bhattamāhari bhattahāriṃ apekkhanto hato phālena sāliyo.
Evaṃ haññatu pañcālo saṅgāme asinā hato yathāhamajja pahato khīrañca me pavattitaṃ.
Yaṃ pasu khīraṃ chaḍḍeti pasu phālaṃ 2- vihiṃsati 3- kiṃ tattha brahmadattassa yaṃ no garahate 4- bhavaṃ.
Gārayho brahme pañcālo brahmadattassa rājino arakkhitā jānapadā adhammabalinā hatā. Rattiñhi corā khādanti divā khādanti tuṇḍiyā raṭṭhasmiṃ kūṭarājassa bahu adhammiko jano. Caṇḍā ākaḍḍhanā 5- gāvī yaṃ pure na duhāmase taṃdāni ajja dohāma khīrakāmehupaddutā.
Evaṃ kandatu pañcālo vimutto vippasukkhatu yathāyaṃ kapaṇā gāvī vimuttā paridhāvati.
Yaṃ pasu pasupālassa sambhameyya 6- raveyya vā konīdha aparādhatthi brahmadattassa rājino.
Aparādho mahābrahme brahmadattassa rājino arakkhitā jānapadā adhammabalinā hatā. @Footnote: 1 Yu. daḷhaṃ . 2 Ma. pasupālaṃ . 3 Sī. pasupālañca hiṃsati. Yu. pasu phālañca @hiṃsati . 4 Yu. garahato . 5 Ma. aṭanakā . 6 Sī. Yu. pabbhameyya. Rattiñhi corā khādanti divā khādanti tuṇḍiyā raṭṭhasmiṃ kūṭarājassa bahu adhammiko jano kathaṃ no asikosatthā khīrapā haññate pajā.
Evaṃ khajjatu pañcālo hato yuddhe saputtako yathāhamajja khajjāmi gāmikehi 1- araññajo.
Na sabbabhūtesu vidhenti rakkhaṃ rājāno maṇḍūka manussaloke nettāvatā rājā adhammacārī yaṃ tādisaṃ jīvamadeyyu dhaṅkā.
Adhammarūpo vata brahmacārī anuppiyaṃ bhāsasi khattiyassa vilumpamānāya puthuppajāya pūjesi rājaṃ paramappavādiṃ 2- . Sace idaṃ brahme surajjakaṃ siyā phītaṃ raṭṭhaṃ muditaṃ vippasannaṃ bhutvā baliṃ aggapiṇḍañca kākā na mādisaṃ jīvamadeyyu dhaṅkāti. Bhaṇḍutiṇḍukajātakaṃ dasamaṃ. ---------- @Footnote: 1 Sī. Yu. gāmakehi . 2 Sī. paramappavādaṃ. Ma. paramappamādaṃ. Tassuddānaṃ kiṃchanda kumbha jayaddisa chaddanta atha paṇḍitasambhava sīrakapi dakarakkhasa paṇḍaranāgavaro atha sambula tiṇḍukadevasuto. Tiṃsatinipātaṃ niṭṭhitaṃ.
ที่มา: พระไตรปิฎกบาลีอักษรโรมัน ฉบับสยามรัฐ เล่มที่ ๒๗ ข้อ ๒๔๑๙
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗