อลัมพุสาชาดก
ว่าด้วยอิสิสิงคดาบสถูกทำลายตบะ
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๒๔๗๘ · บรรทัด ๑๐๓๒๔ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑
อรรถกถาชาดก ตอนที่ ๑ จาก ๒
เรื่องเล่า
พระศาสดาเมื่อเสด็จประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงพระปรารภการประเล้าประโลมของนางปุราณทุติยิกาตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า อถาพฺรวิ ดังนี้. เรื่องในปัจจุบัน ข้าพเจ้ากล่าวไว้อย่างพิสดารในอินทริยชาดกแล้วแล.
ก็พระศาสดาตรัสถามภิกษุนั้นว่า ดูก่อนภิกษุ ข่าวว่าเธอเป็นผู้กระสันอยากสึกจริงหรือ ? เมื่อภิกษุนั้นกราบทูลรับเป็นคำสัตย์แล้ว ตรัสถามว่า ใครทำให้เธอกระสัน เมื่อภิกษุนั้นกราบทูลว่า นางปุราณทุติยิกา จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุหญิงนี้ก่อความฉิบหายแก่เธอ เธออาศัยหญิงนี้ ยังฌานให้พินาศ เป็นผู้หลงใหลสลบนอนอยู่สิ้น ๓ ปี ต่อเมื่อเกิดสำนึกได้ จึงเกิดปริเวทนาอย่างใหญ่หลวง แล้วทรงนำอดีตนิทานมาแสดงดังต่อไปนี้
ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัต เสวยราชสมบัติอยู่ในพระนครพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดในตระกูลพราหมณ์ ณ กาสิกรัฐ เจริญวัยแล้วถึงความสำเร็จในสรรพศิลปศาสตร์แล้วบวชเป็นฤๅษี มีมูลผลาผลในป่าเป็นอาหาร ยังอัตภาพให้เป็นไปในป่ากว้าง. ครั้งนั้น แม่เนื้อตัวหนึ่ง เคี้ยวกินหญ้าอันเจือด้วยน้ำเชื้อ ในสถานที่ปัสสาวะของพระดาบสนั้นแล้วดื่มน้ำ. และด้วยเหตุเพียงเท่านี้เอง มันมีจิตปฏิพัทธ์รักใคร่ในพระดาบส จนตั้งครรภ์ นับแต่นั้นมาก็ไม่ยอมไปไหน เที่ยวอยู่ใกล้ ๆ อาศรมนั่นเอง. พระมหาสัตว์กำหนดดูก็รู้เหตุนั้นทั่วถึง ต่อมา แม่เนื้อคลอดบุตรเป็นมนุษย์. พระมหาสัตว์จึงเลี้ยงทารกนั้นไว้ด้วยความรักใคร่ว่าเป็นบุตร ตั้งชื่อให้ว่า อิสิสองคกุมาร. ในเวลาต่อมา พระมหาสัตว์ จึงให้อิสิสิงคกุมารผู้รู้เดียงสาแล้วบวช ในเวลาตนชราลงได้พาดาบสกุมารนั้นไปสู่นารีวัน กล่าวสอนว่า ลูกรัก ขึ้นชื่อว่าสตรีเช่นกับดอกไม้เหล่านี้ มีอยู่ในป่าหิมพานต์นี้ สตรีเหล่านั้นย่อมยังชนผู้ตกอยู่ในอำนาจตน ให้ถึงความพินาศอย่างใหญ่หลวงได้ ไม่ควรที่เจ้าจะไปสู่อำนาจของสตรีเหล่านั้นดังนี้แล้ว ครั้นในเวลาต่อมา ก็ทำกาลกิริยา เป็นผู้มีพรหมโลกเป็นที่ไปในเบื้องหน้า. ฝ่ายอิสิสิงคดาบส เมื่อประลองฌานกีฬาก็พักอยู่ในหิมวันตประเทศ ได้เป็นผู้มีตบะกล้า เป็นผู้มีอินทรีย์อันชำนะแล้วอย่างยวดยิ่ง ครั้งนั้นพิภพของท้าวสักกเทวราชหวั่นไหว ด้วยเดชแห่งศีลของพระดาบส ท้าวสักกเทวราชทรงใคร่ครวญดูก็ทราบเหตุนั้น ทรงพระดำริว่า พระดาบสนี้จะพึงยังเราให้เคลื่อนจากความเป็นท้าวสักกะ เราจักต้องส่งนางอัปสรคนหนึ่งให้ไปทำลายศีลของเธอ ดังนี้แล้ว ทรงพิจารณาเทวโลกทั้งสิ้น ในท่ามกลางเหล่าเทพบริจาริกาจำนวนสองโกฏิครึ่งของพระองค์ มิได้ทรงเห็นใครอื่นซึ่งสามารถที่จะทำลายศีลของพระอิสิสิงคดาบสได้ นอกจากนางเทพอัปสร ชื่ออลัมพุสาผู้เดียว จึงรับสั่งให้นางมาเฝ้าแล้วทรงบัญชาให้ทำลายศีลของพระอิสิสิงคดาบสนั้น.
เมื่อพระบรมศาสดาจะทรงทําเนื้อความนั้นให้แจ้งจึงตรัสพระคาถาที่ ๑ความว่า
ครั้งนั้น พระอินทร์ผู้เป็นใหญ่ ผู้ทรงครอบงำ วัตรอสูร เป็นพระบิดาแห่งเทพบุตรผู้ชนะ ประทับ นั่งอยู่ ณ สุธรรมเทวสภา รับสั่งให้เรียกนางอลัมพุสา เทพกัญญามาเฝ้า.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า พฺรหา แปลว่า ผู้เป็นใหญ่. บทว่า วตฺรภู ความว่า ผู้ทรงครอบงำอสูรชื่อ วัตระ. บทว่า ชยตํ ปิตา ความว่าเป็นพระบิดาแห่งเทพบุตรที่เหลือสามสิบสามองค์ ผู้ชนะคือถึงความชำนะด้วยยังกิจแห่งบิดาให้สำเร็จ. บทว่า ปราเภตฺวา ความว่า เป็นประดุจสำรวจตรวจสอบกายใจ จึงรู้ว่า นางอลัมพุสานี้ เป็นกําลังต่อต้านได้. บทว่า สุธมฺมายํ ความว่า ประทับนั่งบนบัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ ในสุธรรมาเทวสภา รับสั่งให้เรียกนางอลัมพุสานั้นมาเฝ้า แล้วตรัสคาถานี้ ความว่า
ดูก่อนนางอลัมพุสา ผู้เจือปนด้วยกิเลส สามารถ จะเล้าโลมฤาษีได้ เทวดาชั้นดาวดึงส์พร้อมด้วยพระอินทร์ขอร้องเจ้า เจ้าจงไปหาอิสิสิงคดาบสเถิด.
พึงทราบวินิจฉัยในคาถานั้นดังต่อไปนี้ ท้าวสักกเทวราชตรัสทักนางอลัมพุสาเทพกัญญานั้นว่า มิสฺเส และคำนี้เป็นชื่อของนางเทพกัญญานั้น. ก็หญิงทุกจำพวกท่านเรียกว่า มิสฺสา เพราะคลุกเคล้าระคนด้วยกิเลสในบุรุษ. เมื่อท้าวสักกเทวราชจะทรงทักทายด้วยคุณนามอันสาธารณ์นั้น จึงตรัสอย่างนี้. บทว่า อิสิปโลภิเก ความว่า ดูก่อนเจ้าผู้สามารถจะเล้าโลมพระฤาษี. บทว่า อิสิสิงฺคํ ความว่า ได้ยินว่า จุกสองจุกอันเกิดบนศีรษะของท่านอิสิสิงคดาบสนั้น โดยอาการอย่างเนื้อเขา เพราะเหตุนั้น เขาจึงเรียกกันอย่างนี้.
ด้วยประการฉะนี้ ท้าวสักกเทวราช จึงตรัสบัญชานางอลัมพุสาว่าเจ้าจงไป จงเข้าไปหาท่านอิสิสิงคดาบส นำมาสู่อำนาจของตน แล้วทำลายศีลของเธอเสีย ดังนี้แล้ว ตรัสคำเป็นคาถานี้ว่า
ดาบสองค์นี้มีวัตร ประพฤติพรหมจรรย์ ยินดียิ่ง ในนิพพาน เป็นผู้เจริญ อย่าเพิ่งล่วงเลยพวกเราไป
ก่อนเลย เจ้าจงห้ามมรรคของเธอเสีย. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปุรายํ ความว่า พระดาบสนี้ เป็นผู้สมบูรณ์ด้วยวัตร และประพฤติพรหมจรรย์ อนึ่ง พระดาบสนั้นแลยินดียิ่งแล้วในมรรคคือพระนิพพาน และเจริญแล้วด้วยคุณวุฒิ เพราะความเป็นผู้มีอายุยืนเพราะฉะนั้น ดาบสนี้จะครอบงำพวกเราไม่ได้ คือไม่ครอบงำ ทำให้พวกเราเคลื่อนจากที่ได้เพียงใดเจ้าจงไปห้ามมรรคที่จะไปสู่เทวโลกของเธอเสียเพียงนั้นทีเดียว อธิบายว่า เธอจงทำโดยประการที่ดาบสนั้นจะมาในที่นี้ไม่ได้.
นางอลัมพุสาเทพกัญญาได้ฟังดังนั้น จึงกล่าวคาถา ๒ คาถา ความว่า
ข้าแต่พระเทวราช พระองค์ทรงทำอะไร ทรง มุ่งหมายแต่หม่อมฉันเท่านั้น รับสั่งว่า แนะเจ้าผู้อาจจะ เล้าโลมฤาษีได้ เจ้าจงไปเถิด ดังนี้ นางเทพอัปสรแม้ อื่น ๆ มีอยู่. นางเทพอัปสรผู้ทัดเทียมหม่อมฉันหรือประเสริฐ กว่าหม่อมฉัน ก็มีอยู่ในนันทนวัน อันหาความเศร้าโศก มิได้ วาระ คือ การไปจงมีแก่นางเทพอัปสรเหล่านั้น แม้นางเทพอัปสรเหล่านั้น จงไปประเล้าประโลมเถิด.
ในบรรดาบทเหล่านั้น ด้วยบทว่า กิเมว ตฺวํ นี้ นางอลัมพุสาเทพอัปสรแสดงความว่า พระองค์ทรงกระทำสิ่งนี้ชื่ออะไรกัน. ด้วยบทว่ามเมว ตุวํ สิกฺขสิ นางอลัมพุสาเทพอัปสรกล่าวโดยมุ่งประสงค์ว่า ในเทวโลกนี้ทั้งสิ้น ไยพระองค์ทรงสําเหนียกเฉพาะหม่อมฉันผู้เดียว ไม่ทรงแลดูผู้อื่นบ้าง. ก็ ส อักษรในคาถานี้ ทำการเชื่อมพยัญชนะ. อธิบายว่า เพราะเหตุไรจึงตรัสอย่างนี้ว่า แน่ะเจ้าผู้สามารถเล้าโลมพระฤๅษี เจ้าจงไปเถิดดังนี้. บทว่าปวรา เจว ความว่า นางเทพธิดาผู้ยิ่งกว่าหม่อมฉัน ยังมีอยู่. บทว่า อโสเกแปลว่า ผู้ปราศจากควานเศร้าโศก. บทว่า นนฺทเน ได้แก่ ในสวนอันเป็นที่เกิดความยินดี. บทว่า ปริยาโย ได้แก่ วาระคือการไป. ลำดับนั้น ท้าวสักกเทวราชได้กล่าวคาถา ๓ คาถา ความว่า
เจ้าพูดจริงโดยแท้แล นางเทพอัปสรอื่น ๆ ที่ ทัดเทียมกับเจ้า แลยิ่งกว่าเจ้า มีอยู่ในนันทนวันอันหา ความโศกมิได้. ดูก่อนนางผู้มีอวัยวะงามทุกส่วน ก็แต่ว่า นาง เทพอัปสรเหล่านั้นไปถึงชายเข้าแล้ว ย่อมไม่รู้จักการ บำเรออย่างที่เจ้ารู้. ดูก่อนโฉมงาม เจ้านั่นแหละจงไป เพราะว่าเจ้า เป็นผู้ประเสริฐกว่าหญิงทั้งหลาย เจ้าจักนำดาบสนั้น มาสู่อำนาจได้ ด้วยผิวพรรณและรูปร่างของเจ้าเอง.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปุมํ คตา ความว่า หญิงเหล่านั้นเมื่อเข้าไปหาชาย ก็ไม่รู้จักการบำเรอ คือ การเล้าโลมชาย. บทว่า วณฺณรูเปน ความว่า ด้วยวรรณะแห่งสรีระ และด้วยรูปสมบัติ. บทว่า วสมฺนาปยิสฺสสิ ความว่า เจ้าจักนำดาบสนั้นมาสู่อำนาจของตน.
นางอลัมพุสาเทพกัญญาได้สดับดังนั้น ได้กล่าวคาถา ๒ คาถา ความว่า
หม่อมฉันอันท้าวเทวราชทรงใช้ จักไม่ไปหา ได้ไม่ แต่หม่อมฉันกลัวที่จะเบียดเบียนพระดาบสนั้น เพราะท่านเป็นพราหมณ์ มีเดชฟุ้งเฟื่อง. ชนทั้งหลายมิใช่น้อย เบียดเบียนพระฤๅษีแล้ว ต้องตกนรก ถึงสังสารวัฏเพราะความหลง เพราะเหตุ นั้นหม่อมฉันจึงต้องขนลุกขนพอง.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นวาหํ ตัดบทเป็น นเว อหํ. บทว่าวิเภมิ ความว่า หม่อมฉันหวั่นเกรง. บทว่า อาสาทุํ แปลว่า ทำให้ขุ่นเคือง. ท่านกล่าวอธิบายความไว้ว่า ข้าแต่เทวะ พระองค์ทรงใช้หม่อมฉันแล้วจักไม่ไปก็ไม่ได้ ก็แต่ว่าหม่อมฉันกลัวที่จะต้องยึดพระอิสิสิงคดาบส เพื่อทำลายศีลเพราะท่านเป็นผู้มีเดชสูงส่ง. บทว่า อาสาทิยา ความว่า เบียดเบียนพระฤาษี. บทว่า โมหสํสารํ ความว่า สัตว์ทั้งหลาย มิใช่น้อยเบียดเบียนพระฤาษีถึงสังสารวัฏ เพราะความหลง เล้าโลมพระฤาษีเพราะความหลงแล้วถึงสังสารวัฏตั้งอยู่ในวัฏทุกข์ นับไม่ถ้วน. บทว่า ตสฺมา ความว่า ด้วยเหตุนั้นหม่อมฉัน... บทว่า โลมานิ หํสเย ความว่า หม่อมฉันจึงขนลุกขนพอง. นางอลัมพุสาเทพกัญญาทูลว่า เมื่อหม่อมฉันคิดว่า เราจักต้องทำลายศีลของพระดาบสดังนี้โลมชาติก็ชูชัน.
พระบรมศาสดาตรัสอภิสัมพุทธคาถาเหล่านี้ ความว่า
นางอลัมพุสาเทพอัปสร ผู้มีวรรณะน่ารักใคร่ ผู้เจือปนด้วยกิเลส ปรารถนาจะยังอิสิสิงคดาบสให้ ผสม ครั้นกราบทูลอย่างนี้แล้วก็หลีกไป. ก็นางอลัมพุสาเทพอัปสรนั้น เข้าไปยังป่าที่อิสิสิงคดาบสรักษา อันดาดาษไปด้วยเถาตำลึงโดยรอบ ประมาณกึ่งโยชน์. นางได้เข้าไปหาอิสิสิงคดาบส ผู้กำลังปัดกวาด โรงไฟ ใกล้เวลาอาทิตย์อุทัย ก่อนเวลาอาหารเช้า.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปกฺกามิ ความว่า นางอลัมพุสาเทพกัญญานั้น ทูลว่า ข้าแต่พระเทวราชเจ้า ถ้าเช่นนั้นพระองค์โปรดคำนึงถึงหม่อมฉัน แล้วเข้าสู่ห้องนอนของตน ประดับตกแต่ง ปรารถนาจะยังพระอิสิสิงคดาบส ให้ผสมด้วยกิเลส จึงหลีกไป ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นางอัปสรนั้นไปสู่อาศรมของอิสิสิงคดาบสแล้ว. บทว่า พิมฺพชาลรตฺดตสญฺฉนฺนํ ความว่า อันดาดาษไปด้วยป่าตำลึง. บทว่า ปาโตว ปาตราสมฺหิ ความว่า แต่เช้าตรู่ คือก่อนเวลาอาหารเช้าทีเดียว. ก่อนเวลาเพียงไร แค่ไหน ? บทว่า อุทยุสมยํ ปฏิ ความว่า ในเวลาเช้า ใกล้เวลาพระอาทิตย์ขึ้นนั่นเอง. บทว่า อคฺคิสาลํ ได้แก่ โรงไฟ. อธิบายความว่า นางอลัมพุสาเทพอัปสรนั้น เข้าไปหาอิสิสิงคดาบสนั้น ซึ่งประกอบความเพียรในกลางคืนแล้ว สรงน้ำแต่เช้าตรู่ ทำอุทกกิจเสร็จแล้ว ยับยั้งอยู่ด้วยฌานสุขในบรรณศาลาหน่อยหนึ่ง จึงออกมากวาดโรงไฟอยู่ นางยืนแสดงความงาม ของหญิงอยู่ข้างหน้าของพระอิสิสิงคดาบสนั้น.
ลำดับนั้น พระดาบสเมื่อจะถามนางจึงกล่าวว่า
เธอเป็นใครหนอ มีรัศมีเหมือนสายฟ้า หรืองาม ดังดาวประกายพรึก มีเครื่องประดับแขนงามวิจิตร ล้วนแก้วมุกดา แก้วมณี และกุณฑล. ประหนึ่งแสงอาทิตย์ มีกลิ่นจุรณจันทน์ ผิว พรรณดุจทองคำ ลำขางามดี มีมารยาทมากมาย กำลัง แรกรุ่นสะคราญโฉม น่าดูน่าชม. เท้าของเธอไม่เว้ากลาง อ่อนละมุน แสนสะอาด ตั้งลงด้วยดี การเยื้องกายของเธอน่ารักใคร่ ทำใจของ เราให้วาบหวามได้ทีเดียว. อนึ่ง ลำขาของเธอเรียวงาม เปรียบเสมอด้วย งวงช้าง โดยลำดับ ตะโพกของเธอผึ่งผาย เกลี้ยงเกลา ดังแผ่นทองคำ. นาภีของเธอตั้งลงเป็นอย่างดี เหมือนฝักดอก อุบล ย่อมปรากฏแต่ที่ไกล คล้ายเกสรดอกอัญชัน เขียว. ถันทั้งคู่เกิดที่ทรวงอก หาขั้วมิได้ ทรงไว้ซึ่ง ขีรรส ไม่หดเหี่ยว เต่งตึงทั้งสองข้าง เสมอด้วยน้ำ เต้าครึ่งซีก. คอของเธอประดุจเนื้อทราย บางคล้ายหน้า สุวรรณเภรี มีริมฝีปากเรียบงดงาม เป็นที่ตั้งแห่งมนะ ที่ ๔ คือ ชิวหา. ฟันของเธอทั้งข้างบน ข้างล่าง ขัดสีแล้วด้วยไม้ ชำระฟัน เกิดสองคราวเป็นของหาโทษมิได้ ดูงามดี. นัยน์ตาทั้งสองข้างของเธอดำขลับ มีสีแดงเป็น ที่สุด สีดังเม็ดมะกล่ำ ทั้งยาวทั้งกว้าง ดูงามนัก. ผมที่งอกบนศีรษะ ของเธอไม่ยาวนักเกลี้ยงเกลา ดี หวีด้วยหวีทองคำ มีกลิ่นหอมฟุ้งด้วยกลิ่นจันทน์. กสิกรรม โครักขกรรม การค้าของพ่อค้า และ ความบากบั่นของฤาษีทั้งหลาย ผู้สำรวมดีด้วยตบะ มี ประมาณเท่าใด เราไม่เห็นบุคคล มีประมาณเท่านั้น ในปฐพีมณฑลนี้ จะเสมอเหมือนกับเธอ เธอเป็นใคร หรือเป็นบุตรของใคร เราจะรู้จักเธอได้อย่างไร ?
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วิจิตฺตหตฺถาภรณา ความว่า ถึงพร้อมด้วยหัตถาภรณ์อันวิจิตร. บทว่า เหมจนฺทนคนฺธินี ความว่า ลูบไล้ด้วยกลิ่นจันทน์ มีสีตัวดังทอง. บทว่า สญฺตูรุ ความว่า ขาเป็นลำกลมกลึงดีคือมีลักษณะขาที่สมบูรณ์. บทว่า วิลากา แปลว่า (เท้าของเธอ) ไม่เว้ากลาง. บทว่า มุทุกา ความว่า อ่อนนุ่ม สุขุมาลชาติ. บทว่า สุทฺธา ได้แก่ ปราศจากมลทิน. บทว่า สุปติฏฺิตา ความว่า เมื่อเหยียบต้องแผ่นดิน ก็เรียบเสมอ ประดิษฐานอยู่ด้วยดี.
บทว่า กมนา แปลว่า ผู้ก้าวเดินไป. บทว่า กามนียา ความว่าเมื่อก้าวเดิน ก็ชดช้อยน่ารัก. บทว่า หรนฺติเยว เน มโน ความว่า เท้าทั้งสองของเจ้าผู้ก้าวเดินไป ด้วยลีลาอันงามสง่าของหญิงชั้นสูงเห็นปานนี้เหล่านี้ ย่อมเร้าจิตของเราทีเดียว.
บทว่า วิมฏฐา แปลว่า งดงาม. บทว่า สุสฺโสณิ ได้แก่ มีตะโพกผึ่งผาย งดงาม. บทว่า อกฺขสฺส ความว่า ตะโพกของเจ้าผึ่งผายงดงามคล้ายแผ่นกระดานทอง.
บทว่า อุปฺปลสฺเสว กิญฺชกฺขา ความว่า เหมือนกับช่อแห่งนีลอุบล. บทว่า กญฺหญฺชนสฺเสว ความว่า พระดาบสกล่าวอย่างนี้ เพราะนางเทพอัปสรนั้น เป็นผู้มีโลมชาติดําละเอียดวิจิตร. พระดาบส เมื่อจะชมถันทั้งสอง จึงกล่าวคาถาว่า ทุวิธา เป็นต้น. แท้จริง ถันอันเกิดที่อกทั้งคู่นั้นชื่อว่าหาขั้วมิได้ เพราะไม่มีขั้ว เป็นของติดอยู่ที่อกอย่างเดียว ชื่อว่าปรากฏด้วยดี เพราะยื่นออกมาด้วยดี ชื่อว่าทรงไว้ซึ่งน้ำนม เพราะทรงกษีรรสไว้.
บทว่า อปฺปตีตา ความว่า ไม่ย่นหย่อน คือชื่อว่าไม่ตก เพราะไม่เหี่ยว ไม่ลด หรือเพราะไม่หดเข้าข้างใน. ถันทั้งคู่ล้วนแล้วด้วยทองที่ตั้งไว้บนแผ่นทอง ชื่อว่าเสมอด้วยน้ำเต้าครึ่งซีก เพราะทัดเทียมกับน้ำเต้ากลม ๆครึ่งซีก.
บทว่า เอเณยฺยกา ยถา ความว่า คอแห่งเนื้อทรายทั้งยาว ทั้งกลม ย่อมงดงามฉันใด คอของเธอยาวนิดหน่อย ก็งามฉันนั้น. บทว่า กมฺพุตลาภาสา ความว่า คอของเธอเรียบงามดุจพื้นสุวรรณเภรี บทว่า ปณฺฑราวรณา ได้แก่ มีซี่ฟันสละสลวย. บทว่า จตุตฺถมนสนฺนิภา ความว่าชิวหาอันเป็นที่ตั้งแห่งมนะที่ ๔ ท่านเรียกว่า จตุตถมนะ พระดาบสกล่าวว่าริมฝีปากของเจ้า ก็เช่นเดียวกับชิวหา เพราะแดงระเรื่อน่ารัก.
บทว่า อุทฺธคคา ได้แก่ ฟันบน. บทว่า อธคฺคา ได้แก่ ฟันล่าง. บทว่า ทุมคฺคปริมชฺชิตา ความว่า (ฟันทั้งข้างบนข้างล่าง) ชำระแล้วด้วยไม้สีฟัน จนสะอาดบริสุทธิ์. บทว่า ทุวิชา แปลว่า เกิดสองครั้ง. บทว่า เนลสมฺภูตา ความว่า ฟันเกิดเองสองครั้งในที่สุดแห่งเนื้อคาง อันหาโทษมิได้.
บทว่า อปณฺฑรา หมายความว่า ดำ. บทว่า โลหิตนฺตา แปลว่ามีขอบแดง. บทว่า ชิญฺชุกผลสนฺนิภา ความว่า ในที่ที่ควรแดงเช่นเดียวกับผลมะกล่ำ. บทว่า สุทสฺสนา ความว่า ประกอบด้วยประสาททั้ง ๕ ชวนดู ชวนชม ไม่รู้อิ่ม.
บทว่า นาติทีฆา ความว่า ขนาดพอเหมาะพอดี. บทว่า สุสมฏาความว่า เกลี้ยงเกลาด้วยดี. บทว่า กนกพฺยา สโมจิตา ความว่า หวีทองท่านเรียกว่า กนกัพยา เอาน้ำมันหอมมาชโลมหวีทองนั้น ตบแต่งให้งดงามพระดาบส แสดงถึงสัตว์ผู้มีชีวิตอยู่ได้ ก็เพราะอาศัยกสิกรรม และโครักขกรรมด้วยบทนี้ว่า อสิโครกฺขา.
บทว่า ยา คติ ความว่า ความสำเร็จมีประมาณเท่าใด. บทว่า ปรกฺกนฺตํ ความว่า ความบากบั่นของฤาษีมีประมาณเท่าใด. อธิบายว่า ฤาษีทั้งหลายแพร่หลายอยู่ในหิมวันตประเทศนี้ มีประมาณเท่าใด.
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๖๑ หน้า ๖๓๙–๖๕๗ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
จัตตาฬีสนิบาตชาดก ๑๗ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๗ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
บาลีอักษรไทย ฉบับสยามรัฐ
อถาพฺรวิ ๔ พฺรหา อินฺโท วตฺรภู ชยตํ ปิตา เทวกญฺญํ ปราเภตฺวา สุธมฺมายํ อลมฺพุสํ ฯ
มิสฺเส เทวา ตํ ยาจนฺติ ตาวตึสา สอินฺทกา #* สี. โปตฺถเก น ทิสฺสติ ฯ ๑ ม. เทวโล ฯ ๒ สี. นารโท ปุณฺโณ มนฺตานีปุตฺโต ฯ #๓ ม. โลกนาโถ ฯ ๔ ม. อถ พฺรวิ ฯ อิสิปโลภิเก ๑ คจฺฉ อิสิสิงฺคํ อลมฺพุเส ฯ
ปุรายํ อเมฺห นาจฺเจติ ๒ วตวา พฺรหฺมจริยวา นิพฺพานาภิรโต พุทฺโธ ตสฺส มคฺคานิ อาวร ฯ
เทวราช กิเมว ตฺวํ มเมว ตุวํ สิกฺขสิ อิสิปโลภิเก ๓ คจฺฉ สนฺติ อญฺญาปิ อจฺฉรา ฯ มาทิสิโย ปวรา เจว อโสเก นนฺทเน วเน ตาสํปิ โหตุ ปริยาโย ตาปิ ยนฺตุ ปโลภิกา ๔ ฯ
อทฺธา หิ สจฺจํ ภณสิ สนฺติ อญฺญาปิ อจฺฉรา ตาทิสิโย ปวรา เจว อโสเก นนฺทเน วเน ฯ น ตา เอวํ ปชานนฺติ ปาริจริยํ ปุมํ คตา ยาทิสํ ตฺวํ ปชานาสิ นาริ สพฺพงฺคโสภเน ฯ ตฺวเมว คจฺฉ กลฺยาณิ อิตฺถีนํ ปวรา จสิ ตเวว วณฺณรูเปน วสมานาปยิสฺสสิ ๕ ฯ
นวาหํ น คมิสฺสามิ เทวราเชน เปสิตา วเภมิ เจตํ อาสาทุํ อุคฺคเตโช หิ พฺราหฺมโณ ฯ อเนเก นิรยํ ปตฺตา อิสิมาสาทิยา ชนา อาปนฺนา โมหสํสารํ ตสฺมา โลมานิ หํสเย ฯ
อิทํ วตฺวาน ปกฺกามิ อจฺฉรา กามวณฺณินี มิสฺสา มิสฺเสตุมิจฺฉนฺตี ๖ อิสิสิงฺคํ อลมฺพุสา ฯ สา จ ตํ วนโมคฺคยฺห อิสิสิงฺเคน รกฺขิตํ #๑-๓ ม. อิสิปฺปโลภเน ฯ ๒ ม. อจฺเจติ ฯ ๔ ม. ปโลภนา ฯ ๕ ม. วสมานยิสฺสสิ ฯ #ยุ. วสมานามยิสฺสสิ ฯ ๖ ม. มิสฺสิตุมิจฺฉนฺตี ฯ พิมฺพชาลกสญฺฉนฺนํ สมนฺตา อฑฺฒโยชนํ ฯ ปาโตว ปาตราสมฺหิ อุทยสมยํ ปติ ๑ อคฺคิฏฺฐํ ปริมชฺชนฺตํ อิสิสิงฺคํ อุปาคมิ ฯ
กา นุ วิชฺชุริวาภาสิ โอสธี วิย ตารกา วิจิตฺตหตฺถาภรณา ๒ อามุตฺตมณิกุณฺฑลา ฯ อาทิจฺจวณฺณสงฺกาสา เหมจนฺทนคนฺธินี สญฺญตูรุ มหามายา กุมารี จารุทสฺสนา ฯ วิลากา ๓ มุทุกา สุทฺธา ปาทา เต สุปฺปติฏฺฐิตา คมนา กามนียา เต หรนฺติเยว เม มโน ฯ อนุปุพฺพา จ เต อูรู นาคนาสสมูปมา วิมฏฺฐา ตุยฺหํ สุสฺโสณี อกฺขสฺส ผลกํ ยถา ฯ อุปฺปลสฺเสว กิญฺชกฺขา นาภิ เต สาธุสณฺฐิตา ปุรา กณฺหญฺชนสฺเสว ทูรโต ปฏิทิสฺสติ ฯ ทุวิธา ชาตา อุรชา อวณฺฏา สาธุปจฺจุทา ปโยธรา อปฺปตีตา อฑฺฒลาพุสมา ถนา ฯ ทีฆา กมฺพุตลาภาสา คีวา เอเณยฺยกา ยถา ปณฺฑราวรณา วคฺคุ จตุตฺถมนสนฺนิภา ฯ อุทฺธคฺคา จ อธคฺคา จ ทุมคฺคปริมชฺชิตา ทุวิชา เนลสมฺภูตา ทนฺตา ตว สุทสฺสนา อปณฺฑรา โลหิตนฺตา ชิญฺชุกผลสนฺนิภา #๑ ม. อุทญฺหสมยํ ฯ ๒ สี. วิจิตฺตวตฺถาภรณา ฯ ๓ ม. วิลคฺคา ฯ อายตา จ วิสาลา จ เนตฺตา ตว สุทสฺสนา ฯ นาติทีฆา สุสมฏฺฐา กนกพฺยา ๑ สโมจิตา อุตฺตมงฺครุหา ตุยฺหํ เกสา จนฺทนคนฺธิกา ฯ ยาวตา กสิโครกฺขา วาณิชานญฺจ ยา คติ อิสีนญฺจ ปรกฺกนฺตํ สญฺญตานํ ตปสฺสินํ ฯ น เต สมสมํ ปสฺเส อสฺมึ ปฐวิมณฺฑเล โก วา ตฺวํ กสฺส วา ปุตฺโต กถํ ชาเนมุ ตํ มยํ ฯ
น ปญฺหกาโล ภทฺทนฺเต กสฺสเปวํ คเต สติ เอหิ สมฺม รมิสฺสาม อุโภ อสฺมากมสฺสเม เอหิ ตํ อุปคุยฺหิสฺสํ ๒ รตีนํ กุสโล ภว ฯ
อิทํ วตฺวาน ปกฺกามิ อจฺฉรา กามวณฺณินี มิสฺสา มิสฺเสตุมิจฺฉนฺตี อิสิสิงฺคํ อลมฺพุสา ฯ
โส จ เวเคน นิกฺขมฺม เฉตฺวา ทนฺธปรกฺกมํ ตมุตฺตมาสุ เวณีสุ อชฺฌปฺปตฺโต ปรามสิ ฯ ตมุทาวตฺต กลฺยาณี ปลิสฺสชฺชิ สุโสภนี ๓ จวิ ตมฺหา ๔ พฺรหฺมจริยา ยถา ตํ อถ โตสิตา ฯ มนสา อคมา อินฺทํ วสนฺตํ นนฺทเน วเน ตสฺสา สงฺกปฺปมญฺญาย มฆวา เทวกุญฺชโร ปลฺลงฺกํ ปาหินิ ขิปฺปํ โสวณฺณํ โสปวาหนํ ฯ สอุรจฺฉทปญฺญาสํ สหสฺสปฏิยตฺถตํ #๑ ยุ. กนกคฺคา ฯ ๒ ม. อุปคูหิสฺสํ ฯ ๓ ม. สุโสภนา ฯ ๔ ม. จวิตมฺหิ ฯ ตเมนํ ตตฺถ ธาเรสิ อุเร กตฺวาน โสภนา ฯ ยถา เอกมุหุตฺตํว ตีณิ วสฺสานิ ธารยิ วิมโท ตีหิ วสฺเสหิ ปพุชฺฌิตฺวาน พฺราหฺมโณ ฯ อทฺทสาสิ หริตรุกฺเข สมนฺตา อคฺคิยายนํ นวปตฺตวนํ ผุลฺลํ โกกิลคณโฆสิตํ ฯ สมนฺตา ปวิโลเกตฺวา รุทํ อสฺสูนิ วตฺตยิ น ชุเห น ชเป มนฺเต อคฺคิหุตฺตํ ปหาปิตํ ฯ โก นุ เม ปาริจริยาย ปุพฺเพ จิตฺตํ ปโลภยิ อรญฺเญ เม วิหรโต โย เม เตชาหสมฺภุตํ นานารตฺตนปริปูรํ นาวํว คณฺหิ อณฺณเว ฯ
อหนฺเต ปาริจริยาย เทวราเชน เปสิตา อวธิ ๑ จิตฺตํ จิตฺเตน ปมาทา ๒ ตฺวํ น พุชฺฌสิ ฯ
อิมานิ กิร มํ ตาโต กสฺสโป อนุสาสติ กมลาสริสิตฺถิโย ๓ ตาโย พุชฺเฌสิ มาณว ฯ อุเร คณฺฑาโย พุชฺเฌสิ ตาโย พุชฺเฌสิ มาณว อิจฺจานุสาสิมํ ตาโต ยถา มํ อนุกมฺปโก ฯ ตสฺสาหํ วจนํ นากํ ปิตุ พุทฺธสฺส สาสนํ อรญฺเญ นิมฺมนุสฺสมฺหิ สฺวชฺช ฌายามิ เอกโก ฯ โสหํ ตถา กริสฺสามิ ธิรตฺถุ ชีวิเตน เม ปุน วา ตาทิโส เหสฺสํ มรณํ เม ภวิสฺสติ ฯ #๑ ม. อวธึ ฯ ๒ ม. ปมาโท ฯ ๓ ม. กมลาสทิสิตฺถิโย ฯ
ตสฺส เตชํ วิริยญฺจ ธิตึ ญตฺวา อวฏฺฐิตํ สิรสา อคฺคหี ปาเท อิสิสิงฺคํ อลมฺพุสา ฯ มา เม กุชฺฌ มหาวีร มา เม กุชฺฌ มหาอิเส มหา อตฺโถ มยา จิณฺโณ ติทสานํ ยสสฺสินํ ตยา สงฺกมฺปิตํ อาสิ สพฺพํ เทวปุรํ ตทา ฯ
ตาวตึสา จ เย เทวา ติทสานญฺจ วาสโว ตฺวญฺจ ภทฺเท สุขี โหหิ คจฺฉ กญฺเญ ยถาสุขํ ฯ
ตสฺส ปาเท คเหตฺวาน กตฺวา จ นํ ปทกฺขิณํ อญฺชลึ ปคฺคเหตฺวาน ตมฺหา ฐานา อปกฺกมิ ฯ โย ตสฺสา อาสิ ๑ ปลฺลงฺโก โสวณฺโณ โสปวาหโน สอุรจฺฉทปญฺญาโส สหสฺสปฏิยตฺถโต ตเมว ปลฺลงฺกมารุยฺห อคา เทวาน สนฺติเก ฯ ตโมกฺกมิว อายนฺตึ ชลนฺตึ วิชฺชุตํ ยถา ปตีโต สุมโน วิตฺโต เทวินฺโท อททา วรํ ฯ
วรญฺเจ เม อโท สกฺก สพฺพภูตานมิสฺสร น อิสิปโลภิกา ๒ คจฺเฉ เอตํ สกฺก วรํ วเรติ ฯ อลมฺพุสาชาตกํ ตติยํ ฯ
ที่มา: พระไตรปิฎกบาลีอักษรไทย ฉบับสยามรัฐ เล่มที่ ๒๗ ข้อ ๒๔๗๘
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗