อลัมพุสาชาดก
ว่าด้วยอิสิสิงคดาบสถูกทำลายตบะ
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๒๔๗๘ · บรรทัด ๑๐๓๒๔ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑
อรรถกถาชาดก ตอนที่ ๒ จาก ๒
เรื่องเล่า
บทว่า น เต สมสมํ ความว่า ในชนทั้งหมดเหล่านั้น เราไม่เห็นแม้คนเดียว ที่จะทัดเทียมเจ้าได้ ด้วยรูปร่างและงดงามด้วยท่วงที ลีลาเป็นต้น เมื่อดาบสรู้ว่า นางนั้นเป็นสตรี จึงถามด้วยสามารถโวหารแห่งบุรุษนี้ว่า โก วา ตฺวํ เป็นต้น.
เมื่อพระดาบสกล่าวชมตน ตั้งแต่เท้าจนถึงผมอย่างนี้ นางอลัมพุสาเทพกัญญานั้นก็นิ่งเสีย เมื่อสืบอนุสนธิตามลำดับ ของคำนั้นแล้ว นางอลัมพุสาเทพกัญญา ก็รู้ว่า พระดาบสนั้นเป็นผู้หลงใหล จึงกล่าวคาถา ความว่า
ดูก่อนท่านกัสสปะผู้เจริญ เมื่อจิตของท่านเป็น อย่างนี้แล้ว ก็ไม่ใช่กาลที่จะเป็นปัญหา มาเถิดท่านที่ รัก เราทั้งสองจักรื่นรมย์กัน ในอาสนะของเรา มา เถิดท่าน ฉันจักเคล้าคลึงท่าน ท่านจงเป็นผู้ฉลาดใน กระบวนความยินดีด้วยกามคุณ.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กสฺสเปวํ คเต สติ ความว่า ดูก่อนท่านผู้กัสสปโคตร เมื่อจิตของท่านเป็นไปอย่างนี้แล้ว ก็ไม่น่าจะเป็นปัญหา. บทว่า สมฺมา นี้ เป็นคำเรียนเชิญด้วยถ้อยคำที่น่ารัก. บทว่า รตีนํ ความว่าท่านจงเป็นผู้ฉลาดกระบวนความยินดี ในเบญจกามคุณ. นางอลัมพุสาเทพกัญญา กล่าวอย่างนี้แล้ว คิดว่า เมื่อเรายืนเฉยอยู่พระดาบสนี้ ก็จักไม่ยอมเข้าอ้อมแขนเรา เราจักเดิน ทำท่าทีเหมือนจะไปเสียนางจึงเข้าไปหาพระดาบส เพราะตนเป็นผู้ฉลาดในมารยาหญิง จึงเดินบ่ายหน้าไปตามทางที่มาแล้ว.
เมื่อจะประกาศเนื้อความนั้น พระบรมศาสดาจึงตรัสว่า
นางอลัมพุสาเทพอัปสร ผู้มีผิวพรรณน่ารักใคร่ ผู้เจือปนด้วยกิเลส ปรารถนาจะให้อิสิสิงคดาบสผสม ครั้น กล่าวอย่างนี้แล้ว ก็หลีกไป.
ลำดับนั้น พระดาบสเห็นนางกำลังเดินไป คิดว่า นางจะไปเสียจึงสลัดความเฉื่อยชา ล่าช้าของตนเสียแล้ว วิ่งไปโดยเร็ว เอามือลูบคลำที่เรือนผม.
เมื่อพระบรมศาสดาจะประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสพระคาถา ความว่า
ส่วนอิสิสิงคดาบสนั้น รีบเดินออกไปโดยเร็ว สลัดตัดความเฉื่อยชาล่าช้าเสีย ไปทันเข้าก็จับที่มวยผม อันอุดมของนางไว้. นางเทพอัปสร ผู้สะคราญโฉม ก็หมุนตัวกลับมา สวมกอดพระดาบสไว้ อิสิสิงคดาบสก็เคลื่อนจาก พรหมจรรย์ ตามที่ท้าวสักกเทวราชทรงปรารถนา ภายหลังนางเทพอัปสร ก็มีใจยินดี. รำลึกถึงพระอินทร์ ผู้ประทับอยู่ในนันทนวัน ท้าวมฆวานเทพกุญชรทรงทราบความดำริของนางแล้ว จึงทรงส่งบัลลังก์ทอง พร้อมทั้งเครื่องบริวารมาโดย พลัน. ทั้งผ้าปิดทรวง ๕๐ ผืน เครื่องลาด ๑,๐๐๐ ผืน นาง อลัมพุสาเทพอัปสร กอดพระดาบสแนบทรวงอก บน บัลลังก์นั้น. นางโอบกอดไว้ถึง ๓ ปี ดูเหมือนครู่เดียวเท่านั้น พราหมณ์ดาบสสร่างเมาแล้วรู้สึกตัวได้ โดยล่วงไป ๓ ปี. ได้เห็นหมู่ไม้เขียวชอุ่มโดยรอบเรือนไฟ พลัด ใบใหม่ดอกบาน อึงคะนึงด้วยเสียงแห่งนกดุเหว่า. เธอตรวจตราดูโดยรอบแล้ว ร้องไห้น้ำตาไหลริน ปริเทวนาการว่า เรามิได้บูชาไฟ มิได้ร่ายมนต์ อะไร บันดาลให้การบูชาไฟต้องเสื่อมลง. ผู้ใดใครหนอ มาประเล้าประโลมจิตของเรา ด้วยการบำเรอในก่อน ยังฌานอันเกิดพร้อมกับเดช ของเรา ผู้อยู่ในป่าให้พินาศ ดุจบุคคลยึดเรืออันเต็ม ด้วยรัตนะต่าง ๆ ในห้วงอรรณพ ฉะนั้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อชฺฌปฺปตฺโต ความว่า พระดาบสนั้นมาทันเข้า.
บทว่า ตมุทาวตฺต กลฺยาณี ความว่า นางอลัมพุสาเทพกัญญาผู้งามชดช้อย พราวเสน่ห์ เอี้ยวตัวกลับมากอดพระฤาษีนั้น ซึ่งยืนลูบคลำผมอยู่. บทว่า ปลสฺสชิ แปลว่า สวมกอด. บทว่า จวิ ตมฺหิ พฺรหฺมจริยา ยถา ตํ อถ โตสิตา ความว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ทันใดนั้นเอง ฌานของพระฤาษีนั้น ก็อันตรธานไป เมื่อเธอเคลื่อนจากฌานพรหมจรรย์นั้นแล้วได้เป็นไปอย่างข้อที่ท้าวสักกเทวราชทรงปรารถนานั่นเอง. ลำดับนั้น นางเทพกัญญา ผู้อันท้าวสักกเทวราชทรงส่งมานั้น รู้ว่าความปรารถนาของท้าวสักกเทวราชสำเร็จแล้ว ก็เกิดปีติปราโมทย์ ด้วยการยังพรหมจรรย์ของพระดาบสนั้นให้พินาศ.
บทว่า มนสา อคมา ความว่า นางยืนกอดพระดาบสนั้นอยู่ ใจได้ประวัติถึงพระอินทร์อย่างนี้ว่า โอ ! ท้าวสักกะควรส่งบัลลังก์มา. บทว่า นนฺทเน ความว่า ท้าวสักกเทวราชผู้ประทับอยู่ ในดาวดึงส์พิภพ กล่าวคือที่ชื่อว่า นันทนวัน เพราะสามารถให้เกิดความยินดี. บทว่า เทวกุญฺชโร ได้แก่ เทวราชผู้ประเสริฐ.
บทว่า ปาหิณิ แปลว่า จงส่งไป. ปาฐะว่า ปหิณิ ดังนี้ก็มี. บทว่า โสปวาทนํ ได้แก่ สุวรรณบัลลังก์พร้อมทั้งบริวาร. บทว่า สอุรจฺฉทปญฺาสํ ได้แก่ เครื่องนุ่งห่ม พร้อมด้วยผ้าสำหรับปกปิดอก ๕๐ ผืน. บทว่า สหสฺสปฏิยตฺถตํ ได้แก่ เครื่องลาด คือผ้าโกเชาว์อันเป็นทิพย์พันหนึ่ง. บทว่า ตเมนํ ตตฺถ ความว่า นางนั่งบนทิพบัลลังก์นั้น กอดพระอิสิสิงคดาบสแนบไว้ที่อก.
บทว่า ตีณิ วสฺสานิ ความว่า นางกอดพระอิสิสิงคดาบสให้นอนแนบอก นั่งอุ้มอยู่บนบัลลังก์นั้น สิ้นเวลา ๓ ปี โดยการนับเวลาแห่งมนุษย์ประดุจครู่เดียว. บทว่า วิมโท ความว่า พระดาบสนั้นสร่างเมา คือความเป็นผู้ปราศจากการสลบ. เพราะพระดาบสนอนสลบไสลอยู่ตลอดสามปีภายหลังกลับได้สมปฤดีตื่นขึ้น. เมื่อพระดาบสกำลังตื่นขึ้น นางอลัมพุสาเห็นอาการกระดิกมือเป็นต้นแล้ว ทราบว่าพระดาบสกำลังจะตื่นขึ้น จึงบันดาลให้บัลลังก์อันตรธานไป แม้ตนเองก็ได้อันตรธานไปยืนซ่อนอยู่.
บทว่า อทฺทสาสิ ความว่า พระดาบสนั้นตรวจตราดูอาศรมแล้วคิดว่า ใครกันหนอ ทำให้เราถึงสีลวิบัติ แล้วปริเทวนาการด้วยเสียงอันดังได้มองเห็นแล้ว. บทว่า หริตรุกฺเข ความว่า ได้เห็นต้นไม้มีใบเขียวสดขึ้นล้อมโรงไฟ กล่าวคือกองกูณฑ์อยู่โดยรอบ. บทว่า นวปตฺตวนํ ความว่าหมู่ไม้ดาดาษไปด้วยใบไม้อ่อน ๆ.
บทว่า รุทํ แปลว่า ปริเทวนาการอยู่. คาถาปริเทวนาการของพระดาบสนั้นอย่างนี้ว่า เรามิได้บูชาไฟ มิได้บริกรรมมนต์. บทว่า ปหาปิตํ ความว่า อะไรบันดาลให้การบูชาไฟต้องเสื่อมลง. ป อักษร เป็นเพียงอุปสรรค.
บทว่า ปาริจริยาย ความว่า พระดาบสปริเทวนาการว่า ก่อนแต่นี้ใครหนอเล้าโลมจิตของเรา ด้วยการบำเรอด้วยกิเลส. ห อักษร ในบทว่า โยเม เตชาหสํภูตํ นี้ เป็นเพียงนิบาต ความก็ว่า อิสิสิงคดาบสปริเทวนาการว่าผู้ใดยึดคือ ยังฌานคุณ อันเป็นเองโดยเดชแห่งสมณะของเราให้พินาศ ดุจยังเรือในห้วงมหรรณพ อันเต็มไปด้วยรัตนะต่าง ๆ ให้พินาศฉะนั้น ผู้นั้นคือใครกันเล่า ? อลัมพุสาเทพกัญญาได้ยินดังนั้น ก็คิดว่า ถ้าเราไม่บอก ดาบสนี้จักสาบแช่งเรา เอาเถอะเราจักบอกให้ท่านทราบ จึงยืนปรากฏกายกล่าวคาถาความว่า
ดิฉันอันท้าวเทวราช ทรงใช้มาเพื่อบำเรอท่าน จึงได้ครอบงำจิตของท่านด้วยจิตของดิฉัน ท่านไม่ รู้สึกตัว เพราะประมาท.
พระอิสิสิงคดาบสได้ฟังถ้อยคำของนางแล้ว ระลึกถึงโอวาทที่บิดาให้ไว้ก็ปริเทวนาการว่า เพราะเรามิได้ทำตามคำบิดา จึงถึงความพินาศอย่างใหญ่หลวง ดังนี้แล้ว ได้กล่าวคาถา ๔ คาถา ความว่า
เดิมที ท่านกัสสปะผู้บิดา ได้พร่ำสอนเราถึงสิ่ง เหล่านี้ว่า ดูก่อนมาณพ สตรีอันเสมอด้วยนารีผลมีอยู่ เจ้าจงรู้จักสตรีเหล่านั้น. บิดาเราเหมือนเอื้อเอ็นดูเรา พร่ำสอนคำนี้ว่า มาณพเอ๋ย เจ้าจงรู้จักนารีผลผู้มีเขาที่อก เจ้าจงรู้จัก สตรีเหล่านี้. เรามิได้ทำตามคำสอนของบิดาผู้รู้นั้น วันนี้เรา ซบเซาอยู่แต่ผู้เดียว ในป่าอันหามนุษย์มิได้. เราจักทำอย่างที่เราเป็นผู้เช่นเดิมอีก หรือจักตาย เสีย ประโยชน์อะไรด้วยชีวิตของเราที่น่าติเตียน.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อิมานิ ได้แก่ ถ้อยคำเหล่านี้. บทว่า กมลาสริสิตฺถโย ความว่า นารีผลทั้งหลายท่านเรียกว่า กมลา หญิงทั้งหลายก็เช่นเดียวกับดอกแห่งนารีผลเหล่านั้น. บทว่า ตาโย พุชฺฌสิ ความว่าคราวนั้นบิดาพร่ำสอนถ้อยคำเห็นปานนี้ กะเราว่า มาณพเอ๋ย เจ้าควรรู้จักหญิงเหล่านั้น ครั้นรู้แล้วอย่าไปสู่แนวทางที่จะดู ควรหนีไปเสีย นัยว่า นารีผลเหล่านั้น คือหญิงเหล่านี้.
บทว่า อุเร คณฺฑาโย ความว่า เจ้าจงรู้จักนารีผล ที่ประกอบไปแล้วด้วยเขาสองข้างที่น่าอก. บทว่า ตาโย พุชฺฌเส ความว่า ดูก่อนมาณพเจ้าควรรู้ว่า หญิงเหล่านั้น ย่อมยังผู้ตกอยู่ในอำนาจตนให้พินาศ.
บทว่า นากํ ความว่า เรามิได้กระทำตามถ้อยคำของท่าน. บทว่าฌายามิ ความว่า เราจึงต้องซบเซา คือ ปริเทวนาการอยู่.
บทว่า ชิรตฺถุ ชีวิเตน เม ความว่า ชีวิตของเราน่าตำหนิ คือน่าติเตียน ประโยชน์อะไรด้วยการที่เราจะมีชีวิตอยู่. บทว่า ปุน วา ความว่าเราจักเป็นเช่นเดิมอีก คือจักยังฌานที่เสื่อมแล้วให้เกิดขึ้น เป็นผู้ปราศจากราคะด้วยประการใด จักกระทำด้วยประการนั้นหรือ หรือว่าเราจักตายเสีย.
ท่านอิสิสิงคดาบสนั้น ละกามราคะแล้ว ยังฌานให้เกิดได้อีก. ลำดับนั้นนางอลัมพุสาเทพกัญญา เห็นเดชแห่งสมณะของพระดาบสนั้นด้วย และรู้ว่าท่านบำเพ็ญฌานให้เกิดได้แล้วด้วย ก็ตกใจกลัว จึงขอให้ท่านอดโทษตน.
พระบรมศาสดา เมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น ได้ตรัสพระคาถา๒ คาถา ความว่า
นางอลัมพุสาเทพกัญญา รู้จักเดช ความเพียร และปัญญาอันมั่นคง ของพระอิสิงคดาบสนั้นแล้ว ก็ ซบศีรษะลงที่เท้าของพระอิสิสิงคดาบส กล่าวว่า ข้าแต่ท่านมหาวีระ ขอท่านอย่าได้โกรธดิฉันเลย ข้าแต่ท่านผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ ขอท่านอย่าได้ โกรธดิฉันเลย ดิฉันได้บำเพ็ญประโยชน์อันใหญ่แล้ว เพื่อเทวดาชั้นไตรทศผู้มียศ เพราะว่า เทพบุรีทั้งหมด อันท่านได้ทำให้หวั่นไหวแล้ว ในคราวนั้น.
ลำดับนั้น พระอิสิสิงคดาบสตอบว่า ดูก่อนนางผู้เจริญ เราอดโทษให้เธอ เธอจงไปตามสบายเถิด เมื่อจะปล่อยนางไป จึงกล่าวคาถา ความว่า
ดูก่อนนางผู้เจริญ ขอทวยเทพชั้นดาวดึงส์ ท้าว วาสวะจอมไตรทศและเธอ จงมีความสุขเถิด ดูก่อน นางเทพกัญญา เชิญเธอไปตามสบายเถิด.
นางอลัมพุสาเทพกัญญา ไหว้พระดาบสแล้ว กลับไปสู่เทพบุรีพร้อมด้วยบัลลังก์ทองนั้นแหละ.
พระบรมศาสดา เมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น ได้ตรัสพระคาถา๓ คาถา ความว่า
นางอลัมพุสาเทพกัญญา ซบศีรษะลงแทบเท้า แห่งอิสิสิงคดาบส และทำประทักษิณแล้ว ประคองอัญชลีหลีกออกไปจากที่นั้น. นางขึ้นสู่บัลลังก์ทอง พร้อมด้วยเครื่องบริวาร เครื่องปิดทรวง ๕๐ ผืน และเครื่องลาด ๑,๐๐๐ ผืน แล้วกลับไปในสำนักแห่งเทวดาทั้งหลาย. ท้าวสักกะจอมเทพ ทรงปีติโสมนัส ปลาบปลื้ม พระทัย ได้พระราชทานพรกะนางเทพกัญญานั้น ซึ่ง กำลังมาอยู่ ราวกะว่าดวงประทีปอันรุ่งเรือง ราวกะ สายฟ้าแลบ ฉะนั้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โอกฺกมิว ความว่า ดุจประทีป. ด้วยบทมีอาทิว่า ปติโต ดังนี้ ท่านแสดงถึงอาการที่ท้าวสักกเทวราชทรงยินดี. บทว่าอททา วรํ ความว่า ท้าวสักกเทวราชทรงยินดี ได้ประทานพรให้แก่นางอลัมพุสาเทพกัญญา ผู้มาถวายบังคมแล้วยืนอยู่.
นางอลัมพุสาเทพกัญญา เมื่อจะรับพรในสำนักของท้าวสักกเทวราชจึงกล่าวคาถาสุดท้าย ความว่า
ข้าแต่ท้าวสักกะผู้เป็นใหญ่กว่าภูตทั้งปวง ถ้า พระองค์จะทรงประทานพรแก่หม่อมฉันไซร้ ขออย่า ให้หม่อมฉันต้องไปเล้าโลมพระฤาษีอีกเลย ข้าแต่ ท้าวสักกะหม่อนฉันขอพระข้อนี้.
คาถานั้น มีอรรถาธิบายดังนี้ ข้าแต่ท้าวสักกเทวราช ถ้าพระองค์จะทรงประทานพรแก่หม่อมฉันแล้ว หม่อมฉันขอพรข้อนี้ คือ อย่าให้หม่อมฉันต้องไปเล้าโลมพระฤาษีอีก คือพระองค์อย่าทรงใช้หม่อมฉัน เพื่อประโยชน์ข้อนี้.
พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้ มาแสดงแก่ภิกษุนั้นแล้ว ทรงประกาศอริยสัจจธรรม แล้วทรงประชุมชาดก. ในที่สุดแห่งอริยสัจจกถาภิกษุนั้น ดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล. (แล้วทรงประชุมชาดกว่า) นางอลัมพุสาในครั้งนั้น ได้มาเป็นนางปุราณทุติยิกา อิสิสิงคดาบส ได้มาเป็นภิกษุผู้กระสัน ส่วนมหาฤาษีผู้บิดา ได้มาเป็นเราผู้ตถาคตฉะนี้แล.
จบอรรถกถาอลัมพุสาชาดก
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๖๑ หน้า ๖๓๙–๖๕๗ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
จัตตาฬีสนิบาตชาดก ๑๗ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๗ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
บาลีอักษรโรมัน ฉบับสยามรัฐ
Athābravi 4- brahā indo vatrabhū jayataṃ pitā devakaññaṃ parābhetvā sudhammāyaṃ alambusaṃ.
Misse devā taṃ yācanti tāvatiṃsā saindakā @Footnote:* Sī. potthake na dissati . 1 Ma. devalo . 2 Sī. nārado puṇṇo mantānīputto. @ 3 Ma. lokanātho . 4 Ma. atha bravi. Isipalobhike 1- gaccha isisiṅgaṃ alambuse.
Purāyaṃ amhe nācceti 2- vatavā brahmacariyavā nibbānābhirato buddho tassa maggāni āvara.
Devarāja kimeva tvaṃ mameva tuvaṃ sikkhasi isipalobhike 3- gaccha santi aññāpi accharā. Mādisiyo pavarā ceva asoke nandane vane tāsaṃpi hotu pariyāyo tāpi yantu palobhikā 4- .
Addhā hi saccaṃ bhaṇasi santi aññāpi accharā tādisiyo pavarā ceva asoke nandane vane. Na tā evaṃ pajānanti pāricariyaṃ pumaṃ gatā yādisaṃ tvaṃ pajānāsi nāri sabbaṅgasobhane. Tvameva gaccha kalyāṇi itthīnaṃ pavarā casi taveva vaṇṇarūpena vasamānāpayissasi 5- .
Navāhaṃ na gamissāmi devarājena pesitā vabhemi cetaṃ āsāduṃ uggatejo hi brāhmaṇo. Aneke nirayaṃ pattā isimāsādiyā janā āpannā mohasaṃsāraṃ tasmā lomāni haṃsaye.
Idaṃ vatvāna pakkāmi accharā kāmavaṇṇinī missā missetumicchantī 6- isisiṅgaṃ alambusā. Sā ca taṃ vanamoggayha isisiṅgena rakkhitaṃ @Footnote: 1-3 Ma. isippalobhane . 2 Ma. acceti . 4 Ma. palobhanā . 5 Ma. vasamānayissasi. @Yu. vasamānāmayissasi . 6 Ma. missitumicchantī. Bimbajālakasañchannaṃ samantā aḍḍhayojanaṃ. Pātova pātarāsamhi udayasamayaṃ pati 1- aggiṭṭhaṃ parimajjantaṃ isisiṅgaṃ upāgami.
Kā nu vijjurivābhāsi osadhī viya tārakā vicittahatthābharaṇā 2- āmuttamaṇikuṇḍalā. Ādiccavaṇṇasaṅkāsā hemacandanagandhinī saññatūru mahāmāyā kumārī cārudassanā. Vilākā 3- mudukā suddhā pādā te suppatiṭṭhitā gamanā kāmanīyā te harantiyeva me mano. Anupubbā ca te ūrū nāganāsasamūpamā vimaṭṭhā tuyhaṃ sussoṇī akkhassa phalakaṃ yathā. Uppalasseva kiñjakkhā nābhi te sādhusaṇṭhitā purā kaṇhañjanasseva dūrato paṭidissati. Duvidhā jātā urajā avaṇṭā sādhupaccudā payodharā appatītā aḍḍhalābusamā thanā. Dīghā kambutalābhāsā gīvā eṇeyyakā yathā paṇḍarāvaraṇā vaggu catutthamanasannibhā. Uddhaggā ca adhaggā ca dumaggaparimajjitā duvijā nelasambhūtā dantā tava sudassanā apaṇḍarā lohitantā jiñjukaphalasannibhā @Footnote: 1 Ma. udañhasamayaṃ . 2 Sī. vicittavatthābharaṇā . 3 Ma. vilaggā. Āyatā ca visālā ca nettā tava sudassanā. Nātidīghā susamaṭṭhā kanakabyā 1- samocitā uttamaṅgaruhā tuyhaṃ kesā candanagandhikā. Yāvatā kasigorakkhā vāṇijānañca yā gati isīnañca parakkantaṃ saññatānaṃ tapassinaṃ. Na te samasamaṃ passe asmiṃ paṭhavimaṇḍale ko vā tvaṃ kassa vā putto kathaṃ jānemu taṃ mayaṃ.
Na pañhakālo bhaddante kassapevaṃ gate sati ehi samma ramissāma ubho asmākamassame ehi taṃ upaguyhissaṃ 2- ratīnaṃ kusalo bhava.
Idaṃ vatvāna pakkāmi accharā kāmavaṇṇinī missā missetumicchantī isisiṅgaṃ alambusā.
So ca vegena nikkhamma chetvā dandhaparakkamaṃ tamuttamāsu veṇīsu ajjhappatto parāmasi. Tamudāvatta kalyāṇī palissajji susobhanī 3- cavi tamhā 4- brahmacariyā yathā taṃ atha tositā. Manasā agamā indaṃ vasantaṃ nandane vane tassā saṅkappamaññāya maghavā devakuñjaro pallaṅkaṃ pāhini khippaṃ sovaṇṇaṃ sopavāhanaṃ. Sauracchadapaññāsaṃ sahassapaṭiyatthataṃ @Footnote: 1 Yu. kanakaggā . 2 Ma. upagūhissaṃ . 3 Ma. susobhanā . 4 Ma. cavitamhi. Tamenaṃ tattha dhāresi ure katvāna sobhanā. Yathā ekamuhuttaṃva tīṇi vassāni dhārayi vimado tīhi vassehi pabujjhitvāna brāhmaṇo. Addasāsi haritarukkhe samantā aggiyāyanaṃ navapattavanaṃ phullaṃ kokilagaṇaghositaṃ. Samantā paviloketvā rudaṃ assūni vattayi na juhe na jape mante aggihuttaṃ pahāpitaṃ. Ko nu me pāricariyāya pubbe cittaṃ palobhayi araññe me viharato yo me tejāhasambhutaṃ nānārattanaparipūraṃ nāvaṃva gaṇhi aṇṇave.
Ahante pāricariyāya devarājena pesitā avadhi 1- cittaṃ cittena pamādā 2- tvaṃ na bujjhasi.
Imāni kira maṃ tāto kassapo anusāsati kamalāsarisitthiyo 3- tāyo bujjhesi māṇava. Ure gaṇḍāyo bujjhesi tāyo bujjhesi māṇava iccānusāsimaṃ tāto yathā maṃ anukampako. Tassāhaṃ vacanaṃ nākaṃ pitu buddhassa sāsanaṃ araññe nimmanussamhi svajja jhāyāmi ekako. Sohaṃ tathā karissāmi dhiratthu jīvitena me puna vā tādiso hessaṃ maraṇaṃ me bhavissati. @Footnote: 1 Ma. avadhiṃ . 2 Ma. pamādo . 3 Ma. kamalāsadisitthiyo.
Tassa tejaṃ viriyañca dhitiṃ ñatvā avaṭṭhitaṃ sirasā aggahī pāde isisiṅgaṃ alambusā. Mā me kujjha mahāvīra mā me kujjha mahāise mahā attho mayā ciṇṇo tidasānaṃ yasassinaṃ tayā saṅkampitaṃ āsi sabbaṃ devapuraṃ tadā.
Tāvatiṃsā ca ye devā tidasānañca vāsavo tvañca bhadde sukhī hohi gaccha kaññe yathāsukhaṃ.
Tassa pāde gahetvāna katvā ca naṃ padakkhiṇaṃ añjaliṃ paggahetvāna tamhā ṭhānā apakkami. Yo tassā āsi 1- pallaṅko sovaṇṇo sopavāhano sauracchadapaññāso sahassapaṭiyatthato tameva pallaṅkamāruyha agā devāna santike. Tamokkamiva āyantiṃ jalantiṃ vijjutaṃ yathā patīto sumano vitto devindo adadā varaṃ.
Varañce me ado sakka sabbabhūtānamissara na isipalobhikā 2- gacche etaṃ sakka varaṃ vareti. Alambusājātakaṃ tatiyaṃ.
ที่มา: พระไตรปิฎกบาลีอักษรโรมัน ฉบับสยามรัฐ เล่มที่ ๒๗ ข้อ ๒๔๗๘
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗