สังขปาลชาดก
ว่าด้วยสังขปาลนาคราชบำเพ็ญตบะ
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๒๔๙๕ · บรรทัด ๑๐๔๒๒ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑
อรรถกถาชาดก ตอนที่ ๑ จาก ๓
เรื่องเล่า
พระศาสดาเมื่อเสด็จประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงพระปรารภอุโบสถกรรม ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า อริยาวกาโสสิดังนี้.
ความพิสดารว่า คราวนั้น พระบรมศาสดาทรงยังอุบาสกทั้งหลายผู้รักษาอุโบสถให้ร่าเริงแล้วตรัสว่า โบราณบัณฑิตทั้งหลาย ละนาคสมบัติอันใหญ่แล้ว เข้าจำอุโบสถเหมือนกัน อุบาสกเหล่านั้น ทูลอาราธนาแล้ว จึงทรงนำอดีตนิทานมาตรัสดังต่อไปนี้.
ในอดีตกาล พระเจ้าแผ่นดินมคธ เสวยราชสมบัติในพระนครราชคฤห์. ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์ทรงบังเกิดในพระครรภ์ แห่งพระอัครมเหสีของพระราชานั้น. พระชนกชนนีทรงขนานพระนามว่า ทุยโยธนกุมาร เธอเจริญวัยแล้ว ไปเรียนสรรพศิลปศาสตร์ในเมืองตักกศิลา กลับมาแสดงศิลปะถวายพระราชบิดา ต่อมาพระราชบิดาจึงอภิเษกพระกุมารไว้ในราชสมบัติ แล้วผนวชเป็นพระฤาษีอยู่ในพระราชอุทยาน พระโพธิสัตว์ได้เสด็จไปยังสำนักของพระราชบิดาวันละ ๓ ครั้ง. ลาภสักการะใหญ่เกิดขึ้นแก่พระราชฤาษี. พระราชฤาษีไม่สามารถจะทำแม้เพียงกสิณบริกรรมได้ด้วยความกังวลนั้น จึงทรงดำริว่าลาภสักการะของเรามากมาย เราอยู่ที่นี่ไม่สามารถจะตัดรกชัฏนี้ได้ เราจักไม่บอกลาพระโอรส ไปเสียในที่อื่น. พระราชฤาษีไม่บอกให้ใคร ๆ รู้ เสด็จออกจากสวน ดำเนินล่วงมคธรัฐเข้าไปอาศัยจันทกบรรพต ทำบรรณศาลาอยู่ณ ที่นั้น ในสถานที่พอไปมาได้ แต่แม่น้ำกัณณเวณณาอันไหลออกจากลำน้ำชื่อสังขปาละ เขตมหิสกรัฐ กระทำกสิณบริกรรม ยังฌานและอภิญญาให้บังเกิดแล้ว ดำรงชีพด้วยการเที่ยวขอเลี้ยงชีพ. นาคราชชื่อสังขปาละออกจากกัณณเวณณานทีพร้อมด้วยบริวารเป็นอันมาก เข้าไปหาพระราชฤาษีนั้นเป็นครั้งคราวพระราชฤาษีก็แสดงธรรม แก่พญาสังขปาลนาคราชนั้น. ต่อมาพระราชโอรสของพระราชฤาษีนั้น อยากจะทรงพบพระชนก แต่ไม่ทราบสถานที่เสด็จไปจึงโปรดให้เที่ยวติดตาม ทรงทราบว่าประทับอยู่ในสถานที่ชื่อโน้น ก็เสด็จไปณ ที่นั้น พร้อมด้วยข้าราชบริพารมากมาย เพื่อทรงเยี่ยมเยียนพระราชฤาษีรับสั่งให้ตั้งค่าย ณ ที่ส่วนหนึ่ง พร้อมด้วยอำมาตย์สองสามคน เสด็จมุ่งหน้าต่ออาศรมสถาน ขณะนั้น สังขปาลนาคราช กำลังนั่งฟังธรรมอยู่กับบริวารจำนวนมาก เหลือบเห็นพระราชาเสด็จมา จึงไหว้พระฤาษีลุกขึ้นจากอาสนะหลีกไป พระราชาถวายบังคมพระบิดาทรงทำปฏิสันถาร ประทับนั่งแล้วทูลถามว่า ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้เจริญ นั่นพระราชาที่ไหนเสด็จมายังสำนักของพระคุณท่าน ตรัสตอบว่า ลูกรัก นั่นคือพญาสังขปาลนาคราช ทรงเกิดความโลภในนาคพิภพ เพราะอาศัยสมบัติของพญานาคราชนั้น ประทับอยู่สองสามวันโปรดให้จัดภิกษาหารถวายพระราชบิดาเป็นประจำ แล้วเสด็จกลับยังพระนครของพระองค์ทีเดียว โปรดให้สร้างโรงทานไว้ในทิศทั้ง ๔ ยังสกลชมพูทวีปให้เอิกเกริก ทรงบริจาคทาน รักษาศีล ทำการรักษาอุโบสถกรรม ปรารถนานาคพิภพ ในที่สุดแห่งพระชนมายุ ก็ได้ไปบังเกิดเป็นพญาสังขปาลนาคราชในนาคพิภพ เมื่อล่วงผ่านเลยไป เธอเป็นผู้เดือดร้อนรำคาญในสมบัตินั้นนับแต่นั้นมา ก็ปรารถนากำเนิดมนุษย์อยู่รักษาอุโบสถกรรม เมื่อพญาสังขปาลนาคราชอยู่ในนาคพิภพคราวนั้น การอยู่รักษาอุโบสถ ไม่สำเร็จผล ย่อมถึงศีลพินาศ. จำเดิมแต่นั้น ท้าวเธอจึงออกจากนาคพิภพไปขดวงล้อมจอมปลวกแห่งหนึ่ง ในระหว่างทางใหญ่ และทางเดินเฉพาะคน ๆ เดียว ไม่ห่างแม่น้ำกัณณเวณณานที อธิษฐานอุโบสถ เป็นผู้มีศีลอันสมาทานแล้ว สละตนในทานมุขว่า ชนทั้งหลายผู้มีความต้องการด้วยหนังและเนื้อเป็นต้นของเรา จงนำหนังและเนื้อเป็นต้นไปเถิด แล้วนอนอยู่บนยอดจอมปลวก บำเพ็ญสมณธรรมอยู่รักษาอุโบสถในวัน ๑๔ ค่ำ ๑๕ ค่ำ แล้วไปสู่นาคพิภพในวันปาฏิบท.
วันหนึ่ง เมื่อพญานาคราช สมาทานศีลนอนอยู่อย่างนี้ มีชาวปัจจันตคาม ๑๖ คน คิดกันว่า พวกเราจักไปหาเนื้อมา มีอาวุธครบมือ เที่ยวไปในป่าเมื่อไม่ได้อะไร ก็กลับออกมา พบพญานาคราชนั้นนอนอยู่บนจอมปลวกคิดกันว่า วันนี้พวกเราไม่ได้แม้แต่ลูกเหี้ย พวกเราจักฆ่าพญานาคราชนี้รับประทาน แล้วคิดต่อไปว่า นาคราชนี้ใหญ่โต เมื่อถูกจับ คงจะหนีไปเสียจักต้องเอาหลาวแทงที่ขนดทั้ง ๆ ที่ยังนอนทีเดียว ทำให้หมดกำลังแล้วคงจับเอาได้ ต่างถือหลาวเป็นต้นเข้าไปใกล้ร่างกายแม้ของพระโพธิสัตว์ขนาดเท่าเรือโกลนลำใหญ่ลำหนึ่ง เช่นเดียวกับพวงมะลิอันบุคคลวงตั้งไว้ นาคราชนั้นประกอบด้วยนัยน์ตาคล้ายเมล็ดมะกล่ำ ศีรษะเช่นกับดอกชัยพฤกษ์และดอกมะลิย่อมงามเกินที่เปรียบได้. ด้วยเสียงฝีเท้าของคนทั้ง ๑๖ คน พญานาคจึงโผล่ศรีษะออกจากวงขนด ลืมดวงตาอันแดงมองเห็นคนเหล่านั้น มีมือถือหลาวเดินมา จึงคิดว่า วันนี้มโนรถของเราจักถึงที่สุด เรามอบตนในทานมุขแล้วจึงนอนอธิษฐานความเพียร เราจักไม่ลืมตาดูคนเหล่านี้ เอาหอกทิ่มแทงสรีระของเรา ทําให้เป็นช่องน้อยช่องใหญ่ ด้วยอํานาจความโกรธ เพราะกลัวศีลของตนจะทำลายจึงอธิษฐานมั่นคง สอดศีรษะเข้าไปในวงขนดนอนอยู่อย่างเดิม. ครั้นคนเหล่านั้นเข้ามาใกล้แล้ว จึงจับหางพญานาค กระชากให้ตกลงภาคพื้นเอาหลาวอันคมแทงที่ขนดแปดแห่ง สอดหวายดำมีหนามเข้าไปตามช่องที่แทงเอาคานสอดในที่ทั้งแปดแล้ว พากันเดินทางกลับหนทางใหญ่ พระมหาสัตว์นับแต่ถูกแทงด้วยหลาว ก็มิได้ลืมตาดูคนเหล่านั้น ด้วยอำนาจความโกรธแม้ในที่แห่งเดียว เมื่อถูกเขาเอาคานทั้งแปดหามไป ศีรษะก็ห้อยลงกระทบพื้นลำดับนั้น คนเหล่านั้น พูดกันว่า ศีรษะของพญานาคห้อยลง จึงให้นอนในทางใหญ่ เอาหลาวเล็กแทงที่ช่องจมูก แล้วเอาเชือกร้อย แล้วยกศีรษะพาดที่ปลายคาน ช่วยกันยกขึ้น เดินทางต่อไปอีก.
ขณะนั้น กุฏุมพีชื่ออาฬาระ ชาวเมืองมิถิลา เขตวิเทหรัฐ นั่งบนยานอันสบาย พาเกวียน ๕๐๐ เล่ม เดินทางผ่านไป เห็นลูกบ้านชาวปัจจันตคามกำลังหามพระโพธิสัตว์เดินไปอย่างนั้น จึงให้มาสกทองคนละซองมือ กับโคพาหนะ ๑๖ ตัว แก่คนทั้ง ๑๖ คน และให้ผ้านุ่ง ผ้าห่ม แก่คนเหล่านั้นทุกคน ทั้งให้ผ้าผ่อน และเครื่องประดับ แม้แก่ภรรยาของคนเหล่านั้น ขอร้องให้ปล่อยพญานาคไป. พญานาคไปยังนาคพิภพ มิได้มัวโอ้เอ้อยู่ในนาคพิภพเลย ออกไปหาอาฬารกุฎุมพีพร้อมด้วยบริวารเป็นอันมาก กล่าวคุณของนาคพิภพแล้ว เชิญกุฎุมพีนั้นไปยังนาคพิภพ ประทานยศใหญ่พร้อมด้วยนางนาคกัญญาสามร้อยแก่กุฎุมพีนั้น ให้อิ่มหนำสำราญด้วยกามคุณอันเป็นทิพย์ อาฬารกุฏุมพีอยู่บริโภคกามอันเป็นทิพย์ ในนาคพิภพสิ้นเวลาประมาณหนึ่งปีแล้วบอกพญานาคว่า สหาย เราปรารถนาจะบวช รับเอาบริขารบรรพชิตแล้วไปจากนาคพิภพ บวชอยู่ในหิมวันตประเทศสิ้นกาลนาน ต่อมาจึงเที่ยวจาริกไปจนถึงเมืองพาราณสี พักอยู่ในพระราชอุทยาน รุ่งขึ้นเข้าไปยังพระนครเพื่อภิกษาจารได้ไปสู่ประตูพระราชวัง ครั้งนั้นพระเจ้าพาราณสี ทอดพระเนตรเห็นอาฬารดาบสนั้นแล้ว ทรงเลื่อมใสในอิริยาบถ จึงรับสั่งให้นิมนต์มา ให้นั่งเหนือปัญญัตตาอาสน์ ให้ฉันโภชนะมีรสเลิศต่างๆ แล้วประทับนั่งบนอาสนะตำแหน่งหนึ่ง ทรงนมัสการ เมื่อจะทรงปราศัยกับดาบสนั้น ตรัสคาถาที่ ๑ความว่า
ท่านเป็นผู้มีรูปร่างงดงาม มีดวงตาแจ่มใส ข้าพเจ้าสำคัญว่า ท่านผู้เจริญคงบวชจากสกุล ไฉนหนอ ท่านผู้มีปัญญาจึงสละทรัพย์ และโภคสมบัติออกบวช เป็นบรรพชิตเสียเล่า ?
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อริยาวกาโสสิ ความว่า พระเจ้าพาราณสีตรัสถามว่า ท่านเป็นผู้มีโอกาส คือสรีระงามหาโทษมิได้ ได้แก่เป็นผู้มีรูปงามยิ่ง. บทว่า ปสนฺนเปตฺโต ความว่า มีดวงเนตรประกอบด้วยประสาททั้ง ๕. บทว่า กุลมฺหา ความว่า ข้าพเจ้าสำคัญว่า ท่านคงเป็นผู้บวชจากตระกูลกษัตริย์ ตระกูลพราหมณ์ หรือตระกูลเศรษฐี. บทว่า กถํ นุ ความว่า เพราะเหตุไรหรือท่านผู้เป็นบัณฑิต ทำอะไรเป็นอารมณ์จึงได้สละทรัพย์และโภคสมบัติออกจากเรือนบวชเสีย. บทว่า สปญฺโ ได้แก่บุรุษผู้เป็นบัณฑิต.
ถัดจากนั้นไป ควรทราบความเกี่ยวโยงแห่งคาถา ด้วยสามารถแห่งคำโต้ตอบ ระหว่างดาบส และพระราชาดังต่อไปนี้
อาฬารดาบส ทูลว่า
ดูก่อนมหาบพิตรผู้เป็นจอมนรชน อาตมาภาพ ได้เห็นวิมานของพญาสังขปาลนาคราช ผู้มีอานุภาพ มากด้วยตนเอง ครั้นเห็นแล้ว จึงออกบวชโดยเชื่อ มหาวิบากของบุญทั้งหลาย. พระราชาตรัสว่า บรรพชิตทั้งหลายย่อมไม่กล่าวคำเท็จ เพราะ ความรัก เพราะความกลัว เพราะความชัง ข้าพเจ้า ถามท่านแล้ว ขอท่านได้โปรดบอกเนื้อความนั้นแก่ ข้าพเจ้า เพราะข้าพเจ้าได้ฟังแล้ว จักเกิดความเลื่อมใส. อาฬารดาบส ทูลว่า ดูก่อนมหาบพิตร ผู้เป็นอธิบดีในรัฐมณฑล อาตมาภาพเดินทางไปค้าขาย ได้เห็นบุตรนายพราน ช่วยกันหามนาคผู้มีร่างกายใหญ่โต เดินร่าเริงไปใน หนทาง. ดูก่อนพระจอมประชานิกร อาตมาภาพมาประจวบเข้ากับลูกนายพรานเหล่านั้น ก็กลัวจนขนลุกขน พอง ได้ถามเขาว่า ดูก่อนพ่อบุตรนายพราน ท่านทั้ง หลายจะนำงูซึ่งมีร่างกายน่ากลัวไปไหน ท่านทั้งหลาย จักทำอะไรกับงูนี้. เขาพากันตอบว่า งูใหญ่มีกายอันเจริญ พวกเรานำไปเพื่อจะกิน เนื้อของมันมีรสอร่อยมัน และอ่อนนุ่ม ดูก่อนท่านผู้ เป็นบุตรชาววิเทหรัฐ ท่านยังมิได้เคยลิ้มรส. เราทั้งหลายไปจากที่นี่ ถึงบ้านของตนแล้ว จะ เอามีดสับกินเนื้อกันให้สำราญใจ เพราะว่าเราทั้งหลาย เป็นศัตรูของพวกงู. อาตมาภาพจึงพูดว่า ถ้าท่านทั้งหลาย จะนำงูใหญ่มีกายอันเจริญนี้ไป เพื่อกิน เราจะให้โค ๑๖ ตัว แก่ท่านทั้งหลาย ขอให้ ปล่อยงูนี้เสียจากเครื่องผูกเถิด. พวกเขาตอบว่า ความจริง งูตัวนี้เป็นอาหารที่ชอบใจของเรา ทั้งหลายโดยแท้และเราทั้งหลายเคยกินงูมามาก ดูก่อน นายอาฬาระผู้เป็นบุตรชาววิเทหรัฐ เราทั้งหลายจักทำ ตามคำของท่าน ดูก่อนท่านผู้เป็นบุตรของชาววิเทหะ แต่ว่าท่านจงเป็นมิตรของเราทั้งหลาย. ชนเหล่านั้นแก้นาคราชออกจากเครื่องผูก นาคราชได้พ้นจากเครื่องผูกซึ่งเขาร้อยไว้ที่จมูกกับบ่วงนั้น แล้วบ่ายหน้าตรงไปทิศปราจีน หลีกไปได้ครู่หนึ่ง. ครั้นบ่ายหน้าตรงไปทิศปราจีน ได้สักครู่หนึ่ง มีดวงตาเต็มไปด้วยน้ำตา เหลียวมาดูอาตมาภาพ อาตมาภาพได้ตามไปข้างหลังของนาคราชในคราวนั้น ประคองอัญชลีทั้ง ๑๐ นิ้ว เตือนว่า ท่านจงรีบไปเสียโดยเร็ว ขอพวกศัตรูอย่าจับได้ อีกเลย เพราะว่าการสมาคมกับพวกพรานบ่อย ๆ เป็น ทุกข์ ท่านจงไปสถานที่ ๆ พวกบุตรนายพรานจะไม่ เห็น. นาคราชนั้นได้ไปสู่ห้วงน้ำใส มีสีเขียว น่ารื่นรมย์ มีท่าราบเรียบปกคลุมไปด้วยไม้หว้าและย่างทราย เป็นผู้ปลอดภัย มีปีติ เข้าไปยังนาคพิภพ. ดูก่อนพระจอมประชานิกร นาคราชนั้นครั้น เข้าไปสู่นาคพิภพแล้ว ไม่ช้าก็มีบริวารทิพย์มาปรากฏ แก่อาตมาภาพ บำรุงอาตมาภาพเหมือนบุตรบำรุงบิดา ฉะนั้น พูดจารื่นหู จับใจว่า ท่านอาฬาระ ท่านเป็นเหมือนมารดาบิดาของ ข้าพเจ้า เป็นดังดวงใจ เป็นผู้ให้ชีวิต เป็นสหาย ข้าพเจ้าจึงกลับได้อิทธิฤทธิ์ของตน ข้าแต่ท่านอาฬาระ ขอเชิญท่านไปเยี่ยมนาคพิภพของข้าพเจ้า ซึ่งมีภักษา หารมาก มีข้าวและน้ำมากมาย ดังเทพนครของท้าววาสวะ ฉะนั้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วิมานํ ความว่า อาตมาภาพเห็นวิมานกาญจนมณี เพรียบพร้อมด้วยนาฏกิตถีสมบัติร้อยเศษของพญาสังขปาลนาคราช. บทว่า ปุญฺานํ ความว่า ครั้นเห็นมหาวิบากแห่งบุญที่นาคราชนั้นมาข้าพเจ้าจึงออกบวชด้วยศรัทธาอันเป็นไป เพราะเชื่อกรรม เชื่อผลแห่งกรรมและเชื่อปรโลก.
บทว่า น กามกามา ความว่า ราชาตรัสว่า บรรพชิตทั้งหลายย่อมไม่พูดเท็จ เพราะวัตถุกามบ้าง เพราะกลัวบ้าง เพราะโทสะบ้าง. บทว่าชายิหีติ ความว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ความเลื่อมใส โสมนัส จักเกิดแก่ข้าพเจ้าบ้าง เพราะได้ฟังถ้อยคำของท่าน.
บทว่า วาณิชฺชํ ความว่า ดาบสทูลว่า เมื่ออาตมาภาพเดินทางไปด้วยคิดว่าจักทำการค้าขาย. บทว่า ปเถ อทฺทสาสิมฺหิ ความว่า อาตมานั่งไปบทยานน้อยข้างหน้าเกวียน ๕๐๐ เล่ม ได้เห็นมนุษย์ชาวชนบทในหนทางใหญ่. บทว่า ปวฑฺฒกายํ ความว่า ผู้มีร่างกายอ้วนพี. บทว่า อาทายความว่า หาบไปด้วยคานแปดอัน.
บทว่า อวจสฺมิ แปลว่า ได้กล่าวแล้ว. บทว่า ภีมกาโย แปลว่าผู้มีร่างกายอันน่ากลัว. อาฬารกุฏุมพี ร้องเรียกบุตรนายพราน ด้วยถ้อยคำที่น่ารักว่า " พ่อบุตรพรานไพร ". พวกบุตรนายพราน พากันกล่าวตอบอาฬารกุฏุมพีว่า " แน่ะเจ้าลูกชาววิเทหะ " ดังนี้ เพราะความที่อาฬารกุฎุมพีอยู่ในวิเทหรัฐ.
บทว่า วิโกฏยิตฺวา ได้แก่ สับ (หรือตัด). บทว่า มยญฺหิ โว สตฺตโว ความว่า ก็พวกเราเป็นศัตรูของนาคทั้งหลาย. บทว่า โภชนตฺถํ ความว่า เพื่อจะบริโภค. บทว่า มิตฺตญฺจ โน โหหิ ความว่า ขอท่านจงเป็นมิตรของพวกเรา รู้คุณที่พวกเรากระทำแล้ว. บทว่า ตทสฺสุ เต ความว่าดูก่อนมหาราชเจ้า ครั้นบุตรนายพรานเหล่านั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว อาตมาภาพได้ให้โคมีกำลัง ๑๖ ตัว เครื่องนุ่งห่ม ทรัพย์คนละร้อย ๆ ทองคำหนึ่งมาสกแก่บุตรนายพรานเหล่านั้น และผ้ากับเครื่องประดับแก่ภรรยาทั้งหลาย ของบุตรนายพรานเหล่านั้น.
ลำดับนั้น บุตรนายพรานเหล่านั้นให้พญาสังขปาลนาคราชนอนลงบนภาคพื้น เพราะความกักขฬะของตน พากันเอาเถาหวายดำซึ่งพราวไปด้วยหนามเกี่ยว เริ่มฉุดลากปลายหางมา ที่นั้นอาตมาภาพเห็นนาคราชลำบาก เมื่อจะไม่ให้ลำบาก จึงเอาดาบตัดเถาวัลย์เหล่านั้นค่อย ๆ นำออกมิให้ลำบาก โดยทำนองที่เด็ก ๆ คลายเกลียวจากผ้าโพกที่มุมในเวลานั้น บุตรนายพรานเหล่านั้นสอดเครื่องผูกผ่านช่องจมูก แล้วร้อยเข้าในบ่วง เพราะฉะนั้น จึงพากันแก้พญานาคจากเครื่องผูกนั้น. ดาบสหมายความว่า นำเชือกนั้นออกจากจมูกของนาคราชนั้น พร้อมกับบ่วง. บุตรนายพรานเหล่านั้น ครั้นปล่อยนาคราชอย่างนี้แล้ว เดินไปได้หน่อยหนึ่ง ก็พากันแอบเสียด้วยคิดว่า นาคนี้ทุรพลภาพในเวลามันตายแล้ว เราจักหามเอาไป.
บทว่า ปุณฺเณหิ ความว่า ฝ่ายนาคราชนั้น บ่ายหน้าสู่ทิศปราจีนไปได้หน่อยหนึ่ง มีดวงตาเต็มไปด้วยน้ำตา มองดูอาตมาภาพ. บทว่า ตทสฺสาหํ ตัดบทออกเป็น ตทา อสฺส อหํ ความว่า ครั้งนั้นอาตมาภาพตามหลังนาคราชไป.
บทว่า คจฺเฉว ความว่า อาฬารดาบสกล่าวว่า อาตมาได้กล่าวอย่างนี้กะพญานาคราชนั้น. บทว่า รหทํ ความว่า นาคราชนั้นได้ไปสู่ห้วงน้ำกัณณเวณณานที. บทว่า สมฺโมนตํ ความว่า อันโน้มน้อมไปด้วยต้นชมพู่และต้นอโศก ที่ฝั่งทั้งสอง. บทว่า นิตฺติณฺณภโย ปตีโต ความว่า ได้ยินว่านาคราชนั้นกำลังดูห้วงน้ำอยู่ ได้แสดงความเคารพแต่อาฬารกุฏุมพี โผขึ้นมาจนกระทั่งถึงหาง. สถานที่ซึ่งพญานาคนั้นดำไปๆในน้ำนั่นเอง เป็นที่ปลอดภัยเพราะเหตุนั้น นาคราชนั้นจึงเป็นผู้ปลอดภัย พ้นภัย ได้ความร่าเริงยินดีเข้าไป.
บทว่า ปวิสฺส ความว่า ครั้นเข้าไปแล้ว. บทว่า ทิพฺเพน เมความว่า มิได้ถึงความประมาทในนาคพิภพ เมื่ออาตมาภาพยังไม่เลยฝั่งกัณณเวณณานทีไป พญานาคราชได้มาปรากฏข้างหน้าอาตมาภาพ พร้อมด้วยทิพยบริวาร. บทว่า อุปฏฺหิ แปลว่า เข้ามาใกล้.
บทว่า อพฺภนฺตโร ความว่า ท่านเป็นเช่นกับเนื้อหัวใจ. ท่านมีอุปการคุณแก่ข้าพเจ้าเป็นอันมาก ข้าพเจ้าจักทำสักการะแก่ท่าน. บทว่า ปสฺส เม นิเวสนานิ ความว่า เชิญท่านไปชมนาคพิภพของข้าพเจ้า. บทว่า มสกฺกสารํ วิย ความว่า ขุนเขาสิเนรุบรรพต ท่านเรียกว่า มสักกสาระเพราะมีแก่นเป็นแท่งทึบ โดยหาความยุบถอน ย่อหย่อนมิได้ นาคราชหมายเอาดาวดึงส์พิภพ อันตนสร้างไว้ในนาคพิภพนั่นเอง จึงกล่าวข้อนี้.
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๖๑ หน้า ๖๖๙–๖๙๓ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
จัตตาฬีสนิบาตชาดก ๒๔ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๒๔ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
บาลีอักษรโรมัน ฉบับสยามรัฐ
Ariyāvakāsosi pasannanetto @Footnote: 1 Ma. yo ca tassāsi . 2 Ma. nisippalobhikā. Maññe bhavaṃ pabbajito kulamhā kathaṃ nu vittāni pahāya bhoge pabbaji nikkhamma gharā sapañño 1- .
Sayaṃ vimānaṃ naradeva disvā mahānubhāvassa mahoragassa disvāna puññāna mahāvipākaṃ saddhāyahaṃ pabbajitomhi rāja.
Na kāmakāmā na bhayā na dosā vācaṃ musā pabbajitā bhaṇanti akkhāhi me pucchito etamatthaṃ sutvāna me jāyihitippasādo.
Vāṇijja raṭṭhādhipa gacchamāno pathe addasāsimhi bhojaputte 2- pavaḍḍhakāyaṃ uragaṃ mahantaṃ ādāya gacchante pamodamāne. Sohaṃ samāgamma janinda tehi pahaṭṭhalomo avacamhi bhīto kuhiṃ ayaṃ nīyati bhīmakāyo nāgena kiṃ kāhatha bhojaputtā 3- . Nāgo ayaṃ nīyati bhojanatthaṃ 4- @Footnote: 1 Ma. sapañña. Yu. sapaññā . 2-3 Sī. Yu. milā ca putte. @ 4 Ma. bhojanatthā. evamupari. Pavaḍḍhakāyo urago mahanto sāduñca thūlañca muduñca maṃsaṃ na tvaṃ rasaññāsi videhaputta. Ito mayaṃ gantvā sakaṃ niketaṃ 1- ādāya satthāni vikopayitvā maṃsāni bhakkhāma 2- pamodamānā mayaṃ hi vo 3- sattavo pannagānaṃ. Sace ayaṃ nīyati bhojanatthaṃ pavaḍḍhakāyo urago mahanto dadāmi vo balibaddhāni soḷasa nāgaṃ imaṃ muñcatha bandhanasmā. Addhā hi no bhakkho ayaṃ manāpo bahū ca no oragā 4- bhuttapubbā karoma te taṃ vacanaṃ aḷāra mittañca no hohi videhaputta. Tadassu te bandhanā mocayiṃsu yaṃ natthuto paṭimokkhassa pāse mutto ca so bandhanā nāgarājā pakkāmi pācīnamukho muhuttaṃ. Gantvāna pācīnamukho muhuttaṃ @Footnote: 1 Yu. niketanaṃ . 2 Ma. bhokkhāma . 3 Ma. ve . 4 Ma. uragā. Puṇṇehi nettehi palokayī maṃ tadassahaṃ piṭṭhito anvagacchiṃ dasaṅgulī 1- añjaliṃ paggahetvā. Gaccheva kho tvaṃ taramānarūpo mā taṃ amittā punaraggahesuṃ dakkho hi luddehi punā samāgamo adassanaṃ bhojaputtāna gaccha. Agamāsi so rahadaṃ vippasannaṃ nīlobhāsaṃ ramaṇīyaṃ sutitthaṃ samonataṃ 2- jambuhi vedisāhi pāvekkhi nittiṇṇabhayo patīto. So taṃ pavissa na cirassa nāgo dibbena me pāturahū 3- janinda upaṭṭhahī maṃ pitaraṃva putto hadayaṅgamaṃ kaṇṇasukhaṃ bhaṇanto. Tvaṃ mesi mātā ca pitā aḷāra abbhantaro pāṇadado sahāyo sakañca iddhiṃ paṭilābhakosmi 4- aḷāra passa me nivesanāni pahūtabhakkhaṃ bahuannapānaṃ @Footnote: 1 Ma. dasaṅguthiṃ . 2 Ma. samotataṃ . 3 Ma. pāturahuṃ . 4 Yu. paṭilābhitosmi. Masakkasāraṃ viya vāsavassa.
Taṃ bhūmibhāgehi upetarūpaṃ asakkharā ceva mudū sabhā ca nīcātiṇā 1- apparajā ca bhūmi pāsādikā yattha jahanti sokaṃ. Anāvakalā veḷuriyūpanīlā catuddisaṃ ambavanaṃ surammaṃ pakkā ca pesī ca phalā suphullā niccotukā dhārayanti phalāni.
Tesaṃ vanānaṃ naradeva majjhe nivesanaṃ bhassarasannikāsaṃ rajataggaḷaṃ sovaṇṇamayaṃ uḷāraṃ obhāsati vijjurivantalikkhe. Maṇimayā sovaṇṇamayā 2- uḷārā anekacittā sasataṃ sunimmitā paripūrā kaññāhi alaṅkatāhi suvaṇṇakāyūradharāhi rāja. So saṅkhapālo taramānarūpo pāsādamāruyha anomavaṇṇo sahassathambhaṃ atulānubhāvaṃ @Footnote: 1 Ma. nīcattinā . 2 Ma. soṇṇamayā. Yatthassa bhariyā mahesī ahosi. Ekā ca nārī taramānarūpā ādāya veḷuriyamayaṃ mahagghaṃ subhaṃ maṇiṃ jātimantūpapannaṃ acoditā āsanamabbhihāsi. Tato maṃ hatthe urago gahetvā nisīdayī pāmukhaāsanasmiṃ idamāsanaṃ atra bhavaṃ nisīdatu bhavañhi me aññataro garūnaṃ. Aññā ca nārī taramānarūpā ādāya vāriṃ upasaṅkamitvā pādāni pakkhālayi me janinda bhariyāva bhattū patino piyassa. Aparā ca nārī taramānarūpā paggayha sovaṇṇamayāya pātiyā anekasūpaṃ vividhaṃ viyañjanaṃ upanāmayī bhatta manuññarūpaṃ. Turiyehi maṃ bhārata bhuttavantaṃ upaṭṭhahuṃ bhattu mano viditvā tatuttariṃ maṃ nipatī mahantaṃ Dibbehi kāmehi anappakehi.
Bhariyā mametā tisatā aḷāra sabbattamajjhā padumuttarābhā aḷāra etāsu te kāmakārā dadāmi te tā paricārayassu.
Saṃvaccharaṃ dibbarasānubhutvā tadāssuhaṃ uttari paccabhāsiṃ 1- nāgassidaṃ kinti kathañca laddhaṃ kathajjhagamāsi vimānaseṭṭhaṃ. Adhicca laddhaṃ parināmajante sayaṃ kataṃ udāhu devehi dinnaṃ pucchāmi taṃ 2- nāgarājetamatthaṃ kathajjhagamāsi vimānaseṭṭhaṃ.
Nādhicca laddhaṃ na pariṇāmajaṃ me na sayaṃ kataṃ nāpi devehi dinnaṃ sakehi kammehi apāpakehi puññehi me laddhamidaṃ vimānaṃ.
Kinte vataṃ kiṃ pana brahmacariyaṃ kissa suciṇṇassa ayaṃ vipāko akkhāhi me nāgarājetamatthaṃ @Footnote: 1 Ma. uttarimajjhabhāsiṃ . 2 Yu. te. Kathaṃ nu te laddhamidaṃ vimānaṃ.
Rājā ahosiṃ magadhānamissaro duyyodhano nāma mahānubhāvo so ittaraṃ jīvitaṃ saṃviditvā asassataṃ vipariṇāmadhammaṃ. Annañca pānañca pasannacitto sakkacca dānaṃ vipulaṃ adāsiṃ opānabhūtaṃ me gharaṃ tadāsi santappitā samaṇabrāhmaṇā ca. Mālañca gandhañca vilepanañca padīpayaṃ yānamupassayañca acchādanaṃ seyyamathannapānaṃ sakkacca dānāni adamha tattha. Taṃ me vataṃ taṃ pana brahmacariyaṃ tassa suciṇṇassa ayaṃ vipāko teneva me laddhamidaṃ vimānaṃ pahūtabhakkhaṃ bahuannapānaṃ.
Naccehi gītehi cupetarūpaṃ ciraṭṭhitīkaṃ na ca sassatāyaṃ appānubhāvā taṃ mahānubhāvaṃ Tejassinaṃ hanti atejavanto kimeva dāṭhāvudha kiṃ paṭicca hatthatthamāgacchi 1- vanibbakānaṃ. Bhayaṃ nu te anvagataṃ mahantaṃ tejo nu te nānvagataṃ dantamūlaṃ kimeva dāṭhāvudha kiṃ paṭicca kilesamāpajji vanibbakānaṃ.
Na me bhayaṃ anvagataṃ mahantaṃ tejo na sakkā mama tebhihantuṃ 2- satañca dhammāni sukittitāni samuddavelāva duraccayāni. Cātuddasiṃ pañcadasiṃ aḷāra uposathaṃ niccamupāvasāmi athāgamuṃ soḷasa bhojaputtā rajjuṃ gahetvāna daḷhañca pāsaṃ. Bhetvāna nāsaṃ atikassa rajjuṃ nayiṃsu maṃ samparigayha luddā etādisaṃ dukkhamahaṃ titikkhaṃ uposathaṃ appaṭikopayanto.
Ekāyane taṃ pathe addasaṃsu @Footnote: 1 Ma. hatthattamāgacchi . 2 Ma. tehi hantuṃ. Balena vaṇṇena cupetarūpaṃ siriyā paññāya ca bhāvitosi kimatthiyaṃ 1- nāga tapo karosi.
Na puttahetu na dhanassa hetu na āyuno cāpi aḷāra hetu manussayoniṃ abhipatthayāno tasmā parakkamma tapo karomi.
Tvaṃ lohitakkho vihatantaraṃso alaṅkato kappitakesamassu surosito lohitacandanena gandhabbarājāva disā pabhāsasi. Deviddhipattosi mahānubhāvo sabbehi kāmehi samaṅgibhūto pucchāmi taṃ nāgarājetamatthaṃ seyyo ito kena manussaloko.
Aḷāra nāññatra manussalokā saddhī va saṃvijjati saṃyamo vā ahañca laddhāna manussayoniṃ kāhāmi jātimaraṇassa antaṃ. @Footnote: 1 Ma. kiṃ patthayaṃ.
Saṃvaccharo me vasato 1- tavantike annena pānena upaṭṭhitosmi āmantayitvāna palemi nāga cirappavuṭṭhosmi ahaṃ janinda.
Puttā ca dārā anujīvino ca niccānusiṭṭhā upatiṭṭhate taṃ kaccinu te nābhisaṃsittha koci piyañhi me dassanaṃ tuyha aḷāra.
Yathāpi mātu ca pitu agāre putto piyo paṭivihito vaseyya 2- tatopi mayhaṃ idhameva seyyo cittañhi te nāga mayi pasannaṃ.
Maṇi mamaṃ vijjati lohitaṅgo dhanāharo maṇiratanaṃ uḷāraṃ ādāya tvaṃ gaccha sakaṃ niketaṃ laddhā dhanantaṃ maṇimossajassu.
Diṭṭhā mayā mānusakāpi kāmā asassatā vipariṇāmadhammā ādīnavaṃ kāmaguṇesu disvā saddhāyahaṃ pabbajitomhi rāja. @Footnote: 1 Yu. vusito . 2 Yu. vaseyyo. Dumapphalāneva patanti māṇavā daharā ca vuḍḍhā ca sarīrabhedā etaṃpi disvā pabbajitomhi rāja apaṇṇakaṃ sāmaññameva seyyo.
Addhā have sevitabbā sapaññā bahussutā ye bahuṭhānacintino nāgañca sutvāna tuvañcaḷāra kāhāmi puññāni anappakāni.
Addhā have sevitabbā sapaññā bahussutā ye bahuṭhānacintino nāgañca sutvāna mamañca rāja karohi puññāni anappakānīti. Saṅkhapālajātakaṃ catutthaṃ.
ที่มา: พระไตรปิฎกบาลีอักษรโรมัน ฉบับสยามรัฐ เล่มที่ ๒๗ ข้อ ๒๔๙๕
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗