สังขปาลชาดก
ว่าด้วยสังขปาลนาคราชบำเพ็ญตบะ
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๒๔๙๕ · บรรทัด ๑๐๔๒๒ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑
อรรถกถาชาดก ตอนที่ ๒ จาก ๓
เรื่องเล่า
ดูก่อนมหาราช นาคราชนั้นครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว เมื่อจะพรรณนานาคพิภพของตนให้ยิ่งขึ้นไป จึงกล่าวคาถา ๒ คาถา ความว่า
นาคพิภพนั้น สมบูรณ์ด้วยภูมิภาค ภาคพื้นไม่มี กรวด อ่อนนุ่ม งดงาม มีหญ้าเตี้ย ๆ ไม่มีละอองธุลี นำมาซึ่งความเลื่อมใส ระงับความโศกของผู้ที่เข้าไป. ในนาคพิภพนั้น มีสระโบกขรณีอันไม่อากูล เขียวชอุ่มดังแก้วไพฑูรย์ มีต้นมะม่วง น่ารื่นรมย์ทั้ง ๔ ทิศ มีผลสุกกึ่งหนึ่ง ผลอ่อนกึ่งหนึ่ง เผล็ดผล เป็นนิตย์.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อสกฺขรา ความว่า ภูมิภาคในนาคพิภพนั้น ปราศจากหินและกรวด ภูมิภาคนั้นอ่อนนุ่ม งดงาม ล้วนแล้วไปด้วยทองเงินและแก้วมณี เกลื่อนกล่นไปด้วยทรายคือรัตนะเจ็ด. บทว่า นีจติณาความว่า ประกอบไปด้วยหญ้าอันต่ำ มีสีเช่นกับหลังแมลงค่อมทอง. บทว่า อปฺปรชา ความว่า ปราศจากฝุ่นละออง. บทว่า ยตฺถ ชหนฺติ โสกํ ความว่า เป็นภูมิภาคที่เข้าไปแล้วหายเศร้าโศก.
บทว่า อนาวกุลา ความว่า ไม่อากูล คือไม่มีตอ. อีกนัยหนึ่งหมายความว่า ข้างบนตั้งเรียบเสมอ ปราศจากความขรุขระ. บทว่า เวฬุริยูปนีลา ความว่า เขียวขจีด้วยแก้วไพฑูรย์. อธิบายว่า ในนาคพิภพนั้นมีสระโบกขรณี ล้วนแล้วด้วยแก้วไพฑูรย์ สมบูรณ์ด้วยน้ำ มีสีเขียว ดาดาษไปด้วยดอกบัว และอุบลหลากสี. บทว่า จตุทฺทิสํ ได้แก่ ในทิศทั้งสี่แห่งสระโบกขรณี. บทว่า ปกฺกา จ ความว่า ในสวนอัมพวันนั้น มีต้นมะม่วงที่มีผลสุกแล้วบ้าง สุกครึ่งผลบ้าง มีผลอ่อนบ้าง บานสะพรั่งอยู่ทีเดียว. บทว่า นิจฺโจตุกา ความว่า ประกอบไปด้วยดอกและผล อันเหมาะสมแก่ฤดูแม้ทั้ง ๖.
อาฬารดาบส ทูลพระเจ้าพาราณสีต่อไปว่า
ดูก่อนมหาบพิตรผู้ประเสริฐกว่านรชน ใน ท่ามกลางสวนเหล่านั้น มีนิเวศน์เลื่อมประภัสสร ล้วนแล้วไปด้วยทองคำ มีบานประตูแล้วไปด้วยเงิน งามรุ่งเรืองยิ่ง ประหนึ่งสายฟ้ารุ่งเรืองอยู่ในกลางหาว ฉะนั้น. ขอถวายพระพร ในท่ามกลางสวนเหล่านั้น เรือนยอดและห้อง แล้วไปด้วยแก้วมณี แล้วไปด้วย ทองคำโอฬารวิจิตร เป็นอเนกประการ เนรมิตด้วยดี ติดต่อกันเต็มไปด้วยนางนาคกัญญาทั้งหลาย ผู้ประดับ แล้ว ล้วนทรงสายสร้อยทองคำ. สังขปาลนาคราชนั้น มีผิวพรรณไม่ทราม ว่องไว ขึ้นสู่ปราสาท มีเสาประมาณพันต้น มีอานุภาพ ชั่งไม่ได้เป็นที่อยู่ของมเหสีแห่งสังขปาลนาคราชนั้น. นารีนางหนึ่งว่องไว ไม่ต้องเตือน ยกอาสนะ ล้วนแล้วด้วยแก้วไพฑูรย์ มีค่ามาก งดงาม สมบูรณ์ ด้วยแก้ว มีชาติดังแก้วมณีมาปูลาด. ลำดับนั้น นาคราชจูงมืออาตมาภาพให้นั่งบน อาสนะอันเป็นประธาน กล่าวว่า นี่อาสนะ เชิญท่าน นั่งบนอาสนะนี้ เพราะว่าท่านเป็นที่เคารพคนหนึ่ง ของข้าพเจ้า ในจำนวนท่านที่เคารพทั้งหลาย. ดูก่อนพระจอมประชานิกร นารีอีกนางหนึ่งก็ ว่องไว ตักเอาน้ำมาล้างเท้าของอาตมาภาพ ดุจภรรยา ล้างเท้าสามีที่รัก ฉะนั้น. มีนารีอีกนางหนึ่งว่องไว ประคองภาชนะทองคำ เต็มไปด้วยภัตตาหารน่าบริโภค มีสูปะหลายอย่าง มี พยัญชนะต่าง ๆ นำมาให้อาตมาภาพ. ขอถวายพระพร นารีเหล่านั้นรู้จักใจสามี พากัน บำรุงอาตมาภาพผู้บริโภคแล้ว ด้วยดนตรีทั้งหลาย นาคราชนั้นก็เข้ามาหาอาตมาภาพ พร้อมด้วยกามคุณ อันเป็นทิพย์มิใช่น้อย ใหญ่ยิ่งกว่าการฟ้อนรำนั้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นิเวสนํ ได้แก่ ปราสาท. บทว่า ภสฺสรสนฺนิกาสํ แปลว่า ดูเลื่อมประภัสสร. บทว่า รชตคฺคฬํ ความว่ามีบานประตูหน้าต่างเป็นเงิน.
บทว่า มณิยา ความว่า เรือนยอด และห้องในสงบนั้นเห็นปานนี้. บทว่า ปริปูรา แปลว่า สมบูรณ์.
บทว่า โส สงฺขปาโล ความว่า ดูก่อนมหาราช เมื่อนาคราชนั้นสรรเสริญนาคพิภพนั้นอยู่อย่างนี้ อาตมาภาพใคร่จะดูนาคพิภพนั้น ลำดับนั้นสังขปาลนาคราชจึงนำอาตมาภาพไปในที่นั้น จับมือรีบด่วนขึ้นสู่ปราสาท มีเสาพันหนึ่ง ล้วนด้วยเสาแก้วไพฑูรย์ นำไปยังสถานที่ซึ่งมเหสีของเธออยู่.
บทว่า เอกา จ ความว่า เมื่ออาตมาขึ้นสู่ปราสาทแล้ว สตรีนางหนึ่งนำอาสนะแก้วไพฑูรย์อันงามเข้าถึงชาติแก้วมณีแม้อื่นๆ มาปูลาด โดยนาคราชนั้น ไม่ได้สั่งเลย. บทว่า อพฺภิหาสิ ความว่า แปลว่า นำมา อธิบายว่าปูลาดแล้ว.
บทว่า ปมุขอาสนสฺมึ แปลว่า บนอาสนะอันเป็นประมุข. อธิบายว่าเชื้อเชิญให้นั่งบนอาสนะอันสูงสุด. บทว่า ครูนํ ความว่า นาคราชนั้นกล่าวเชิญให้นั่งอย่างนี้ว่า ท่านเป็นเหมือนมารดาบิดาของเราคนใดคนหนึ่ง.
บทว่า วิวิธํ วิยญฺชนํ ได้แก่ กับข้าวมีอย่างต่าง ๆ. บทว่า ภตฺต มนญฺรูปํ ได้แก่ ภัตตาหารอันน่าบริโภค สังขปาลดาบสเรียกพระราชาว่า " ภารตะ ".
บทว่า ภุตฺตภตฺตํ แปลว่า บริโภคเสร็จแล้ว. บทว่า อุปฏฺหุํ ความว่า นารีทั้งหลาย ทำการฟ้อนรำ บำรุงอาตมาภาพผู้บริโภคเสร็จแล้วด้วยดนตรีร้อยเศษ. บทว่า ภตฺตุ มโน วิทิตฺวา ความว่า นารีทั้งหลายต่างรู้จิตใจแห่งภัสดาตน. บทว่า ตตุตฺตรึ ความว่า ยิ่งกว่าการฟ้อนรำนั้น. บทว่า มํ นิปติ ความว่า นาคราชนั้น เข้ามาหาอาตมาภาพ. บทว่า มหนฺตํ ทิพฺเพหิ ความว่า ด้วยกามอันเป็นทิพย์ มโหฬาร. บทว่า กาเมหิ ความว่าด้วยกามอันเป็นทิพย์เหล่านั้น มิใช่น้อย คือมิใช่นิดหน่อย.
ก็แลครั้นนาคราชนั้น เข้ามาหาอย่างนี้แล้วกล่าวคาถา ความว่า
ข้าแต่ท่านอาฬาระ ภรรยาของข้าพเจ้าทั้ง ๓๐๐ นี้ ล้วนมีเอวอ้อนแอ้น มีรัศมีรุ่งเรือง ดังกลีบปทุม นางเหล่านี้ จักเป็นผู้บำรุงบำเรอท่าน ข้าพเจ้าขอยก นางเหล่านี้ให้ท่าน ท่านจงให้นางเหล่านี้บำเรอท่าน เถิด.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สพฺพตฺตมชฺฌา ความว่า ภรรยาของข้าพเจ้าทั้งหมด มีรูปร่างอ้อนแอ้น อธิบายว่า เอวกลม ขนาดวัดได้ด้วยฝ่ามือ แต่บาลีในอรรถกถาว่า " สุมชฺณา ". บทว่า ปทุมุตฺราภา ได้แก่มีผิวผุดผาดดังสีแห่งดอกปทุม. อธิบายว่า มีฉวีวรรณดั่งกลีบปทุม. บทว่า ปริจารยสฺสุ ความว่า นาคราชนั้นกล่าวว่า ท่านจงทำนางเหล่านั้น ให้เป็นบาทบริจาริกาของตน แล้วมอบมหาสมบัติ พร้อมด้วยสตรี ๓๐๐ นางแก่อาตมาภาพ.
อาฬารดาบสนั้น ทูลต่อไปว่า
อาตมาภาพ ได้เสวยรสอันเป็นทิพย์อยู่ปีหนึ่ง คราวนั้นอาตมาภาพ ได้ไต่ถามถึงสมบัติอันยิ่งว่า ท่าน พญานาคได้สมบัตินี้ ด้วยอุบายอย่างไร ได้วิมานอัน ประเสริฐอย่างไร ได้โดยไม่มีเหตุ หรือเกิดเพราะใคร น้อมมาให้แก่ท่าน ท่านกระทำเอง หรือว่าเทวดาให้ ดูก่อนพญานาคราช ข้าพเจ้าขอถามเนื้อความนั้นกะ ท่าน ท่านได้วิมานอันประเสริฐอย่างไร.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทิพฺพรสานุภุตฺวา ความว่า อาตมาภาพเสวยรสแห่งกามคุณอันเป็นทิพย์แล้ว. บทว่า ตทาสฺสุหํ ตัดบทเป็น ตทา อสฺสุ อหํ. บทว่า นาคสฺสิทํ ความว่า ข้าพเจ้าได้ถามนาคราชนั้น ดังนี้ว่า สมบัติอันเกิดแล้วนี้ ของท่านสังขปาลนาคราช ผู้มีพักตร์อันเจริญ ท่านทำกรรมชื่ออะไรจึงได้ ท่านได้ครอบครองวิมานอันประเสริฐนี้อย่างไรกัน ?
บทว่า อธิจฺจ ลทฺธํ ความว่า ท่านได้โดยหาเหตุมิได้. บทว่า ปริณามชนฺเต ความว่า หรือชื่อว่าเกิดแล้ว โดยการน้อมมา เพราะเป็นของที่ใคร ๆ น้อมมาเพื่อประโยชน์แก่ท่าน. บทว่า สยํ กตํ ความว่า สั่งให้เรียกช่างมา แล้วมอบรัตนะให้กระทำ.
ลำดับต่อไป เป็นคาถากล่าวโต้ตอบระหว่างชนทั้งสอง พึงทราบดังต่อไปนี้.
สังขปาลนาคราช ตอบว่า
ข้าพเจ้าได้วิมานนี้ มิใช่โดยไม่มีเหตุ และมิใช่ เกิดเพราะใคร น้อมมาให้ข้าพเจ้า ข้าพเจ้ามิได้ทำเอง แม้เทวดาก็มิได้ให้ ข้าพเจ้าได้วิมานนี้ ด้วยบุญกรรม อันไม่เป็นบาปของตน. อาตมาภาพ ถามว่า พรตของท่านเป็นอย่างไร และพรหมจรรย์ของ ท่านเป็นไฉน นี้เป็นวิบากแห่งกรรมอะไร ที่ท่าน ประพฤติดีแล้ว ดูก่อนพญานาคราช ขอท่านจงบอก เนื้อความนี้ แก่ข้าพเจ้า ท่านได้วิมานนี้มาอย่างไร หนอ ? พญานาคราช ตอบว่า ข้าพเจ้าได้เป็นพระราชาผู้ยิ่งใหญ่ กว่าชนชาว มคธ มีนามว่า ทุยโยธนะ มีอานุภาพมาก ได้เห็น ชัดว่า ชีวิตเป็นของนิดหน่อยไม่เที่ยง มีความแปร ปรวนไปเป็นธรรมดา. จึงเป็นผู้มีจิตเลื่อมใส ได้ให้ข้าวและน้ำเป็นทาน อันไพบูลย์โดยเคารพ วังของข้าพเจ้าในครั้งนั้น เป็น ดุจบ่อน้ำ สมณพราหมณ์ทั้งหลาย ก็อิ่มหนำสำราญ ในที่นั้น. ข้าพเจ้าได้ให้ดอกไม้ ของหอม เครื่องลูบไล้ ประทีป ยวดยาน ที่พัก ผ้านุ่งห่ม ที่นอน และข้าว น้ำ เป็นทานโดยเคารพ ในที่นั้น. นั่นเป็นพรต และเป็นพรหมจรรย์ของข้าพเจ้า นี้เป็นวิบากแห่งกรรมนั้น ที่ข้าพเจ้าประพฤติดีแล้ว ข้าพเจ้าได้วิมานอันมีภักษาหารเพียงพอ มีข้าวน้ำมาก มาย เพราะวัตร และพรหมจรรย์นั้นแล. วิมานนี้บริบูรณ์ ด้วยการฟ้อนรำขับร้อง ตั้งอยู่ ช้านาน แต่เป็นของไม่เที่ยง อาตมาภาพจึงถามว่า บุตรนายพรานทั้งหลาย ผู้มีอานุภาพน้อย ไม่มีเดช ไยจึงเบียดเบียนท่านผู้มีอานุภาพมาก มีเดชได้ ดู ก่อนท่านผู้มีเขี้ยวเป็นอาวุธ เพราะอาศัยอะไรหรือ ท่านจึงถึงความเศร้าหมอง ในสำนักของบุตรนาย พรานทั้งหลาย. ความกลัวใหญ่ ตามถึงท่าน หรือว่าพิษของท่าน ไม่แล่นไปยังรากเขี้ยว ดูก่อนท่านผู้มีเขี้ยวเป็นอาวุธ เพราะอาศัยอะไรหรือ ท่านจึงถึงความเศร้า ในสำนัก ของบุตรนายพรานทั้งหลาย. สังขปาลนาคราช ตอบว่า มหันตภัย มิได้ตามถึงข้าพเจ้าเลย ชนพวกนั้น ไม่อาจทำลายเดชของข้าพเจ้าได้ แต่ว่าธรรมของสัตบุรุษทั้งหลาย ท่านประกาศไว้ดีแล้ว ยากที่จะล่วงได้ เหมือนเขตแดนแห่งสมุทร ฉะนั้น. ข้าแต่ท่านอาฬาระ ข้าพเจ้าเข้าจำอุโบสถ ในวัน จาตุททสี ปัณณรสีเป็นนิตย์ ต่อมาพวกบุตรนายพราน ๑๖ คน เป็นคนหยาบช้า ถือเอาเชือกและบ่วงอันมั่น คงมา. พรานทั้งหลาย ช่วยกันแทงจมูก เอาเชือกร้อย แล้วหามข้าพเจ้าไป ข้าพเจ้าอดทนต่อทุกข์เช่นนั้น ไม่ ทำอุโบสถให้กำเริบ. อาตมาภาพ ถามว่า บุตรนายพรานเหล่านั้น ได้พบท่านผู้สมบูรณ์ ด้วยกำลัง และผิวพรรณ ที่ทางเดินคนเดียว ดูก่อน ท่านนาคราช ท่านเป็นผู้เจริญด้วยสิริและปัญญา จะ บำเพ็ญตบะเพื่อประโยชน์อะไรอีกเล่า ? สังขปาลนาคราช ตอบว่า ข้าแต่ท่านอาฬาระ ข้าพเจ้าบำเพ็ญตบะ มิใช่ เพราะเหตุแห่งทรัพย์ และมิใช่เพราะเหตุแห่งอายุ เพราะข้าพเจ้า ปรารถนากำเนิดมนุษย์ จึงบากบั่น บำเพ็ญตบะ. อาตมาภาพ ถามว่า ท่านเป็นผู้มีนัยน์ตาแดง มีรัศมีรุ่งเรือง ประดับ ตกแต่งแล้ว ปลงผมและหนวด ชโลมทาด้วยจุรณจันทน์แดง ส่องสว่างไปทั่วทิศ ดุจคนธรรพราชา ฉะนั้น. ท่านเป็นผู้ถึงแล้ว ซึ่งเทวฤทธิ์ มีอานุภาพมาก พร้อมพรั่งไปด้วยกามารมย์ทั้งปวง ดูก่อนพญานาคราช ข้าพเจ้าขอถามเนื้อความนี้กะท่าน เหตุไรมนุษยโลก จึงประเสริฐกว่านาคพิภพนี้. สังขปาลนาคราช ตอบว่า ข้าแต่ท่านอาฬาระ นอกจากมนุษยโลก ความ บริสุทธิ์ หรือความสำรวมย่อมไม่มี ถ้าข้าพเจ้าได้กำเนิดมนุษย์แล้ว จักกระทำที่สุดแห่งชาติและมรณะ. อาตมาภาพ กล่าวว่า ข้าพเจ้าอยู่ในสำนักของท่านปีหนึ่งแล้ว เป็นผู้ที่ ท่านบํารุงด้วยข้าวด้วยน้ำ ข้าพเจ้าขอลาท่าน ดูก่อน ท่านผู้เป็นจอมนาถะ ข้าพเจ้าจากมนุษยโลกมาเสียนาน. สังขปาลนาคราช ตอบว่า ข้าแต่ท่านอาฬาระ บุตร ภรรยาและชนบริวาร ข้าพเจ้าพร่ำสอนเป็นนิตย์ให้บำรุงท่าน ใครมิได้แช่ง ด่าท่านแลหรือ เพราะว่าการที่ได้พบท่าน นับว่าเป็น ที่พอใจของข้าพเจ้า. อาตมาภาพ ตอบว่า ดูก่อนพญานาคราช บุตรที่รักปฏิบัติบำรุงมารดา บิดาในเรือน เป็นผู้ประเสริฐแม้ด้วยประการใด ท่าน บำรุงข้าพเจ้าอยู่ในที่นี้ เป็นผู้ประเสริฐ แม้กว่าประการ นั้น เพราะว่าจิตของท่านเลื่อมใสข้าพเจ้า. สังขปาลนาคราช กล่าวว่า แก้วมณี อันจะนำทรัพย์มาได้ตามประสงค์ของ ข้าพเจ้ามีอยู่ ท่านจงถือเอามณีรัตน์อันโอฬารนั้นไป ยังที่อยู่ของตน ได้ทรัพย์แล้วจงเก็บแก้วมณีนั้นไว้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กินฺเต วตํ ความว่า อาตมาภาพถามว่าอะไรเป็นวัตรสมาทานของท่าน. บทว่า พฺรหฺมจริยํ ความว่า อะไรเป็นจรรยาอันประเสริฐของท่าน ?
บทว่า โอปานภูตํ ความว่า (นาคราชตอบว่า) คราวนั้นเรือนของข้าพเจ้า เป็นเหมือนสระโบกขรณี ที่ขุดไว้ในหนทางใหญ่ ๔ แพร่ง มีสมบัติอันสมณพราหมณ์ผู้ตั้งอยู่ในธรรม พึงบริโภคได้ ตามสบาย.
บทว่า น จ สสฺสตายํ ความว่า นาคราชนั้นกล่าวแก่อาตมาภาพว่าความจริง วิมานนี้ แม้จะเป็นของตั้งอยู่ได้นาน ก็มิใช่เป็นของเที่ยง. อาฬารดาบส กล่าวหมายถึงบุตรพรานไพรว่า ผู้มีอานุภาพน้อย. บทว่า หนฺติ ความว่า (อาฬาร กุฎุมพี ถามว่า) เพราะเหตุไร บุตรพรานไพรจึงเอาหลาวแทง เบียดเบียนได้ในที่ทั้งแปดแห่ง. บทว่า กึ ปฏิจฺจ ความว่า ท่านย่อมมาสู่เงื้อมมือ คือเข้าถึงอำนาจของเหล่าวณิพกในครั้งนั้น เพราะมุ่งหมายอะไร ? บทว่า วนิพฺพกานํ ความว่า บุตรพรานไพรทั้งหลาย ท่านเรียกว่าวณิพกในที่นี้.
บทว่า เตโช นุ เต อนฺวคตํ ทนฺตมูลํ ความว่า เดชของท่านเป็นอย่างไรหรือ เพราะเห็นพวกบุตรพรานในคราวนั้น ภัยใหญ่ไปตามท่านหรือว่าพิษอันมีเขี้ยวเป็นมูลไม่ไปตามท่าน. บทว่า กิเลสํ ได้แก่ ทุกข์. บทว่า วณิพฺพกานํ ความว่า เพราะอาศัยอะไร ท่านจึงถึงทุกข์ในสำนักของบุตรพรานทั้งหลาย คือ เพราะอาศัยพวกบุตรนายพราน.
บทว่า เตโช น สกฺกา มม เตภิ หนฺตุํ ความว่า นาคราชตอบว่า เดชคือพิษของเราไม่สามารถที่เบียดเบียนโดยเดชของผู้อื่น คือชนเหล่านั้นได้. บทว่า สตํ ได้แก่ สัตบุรุษทั้งหลาย มีพระพุทธเจ้าเป็นต้น. บทว่า ธมฺมานิ ได้แก่ ธรรม กล่าวคือ ศีล สมาธิ ปัญญา ขันติ ความเอ็นดูและเมตตาภาวนา. บทว่า สุกิตฺติตานิ ความว่า ท่านพรรณนาไว้ดีแล้วคือกล่าวไว้ดีแล้ว. บทว่า กึ ความว่า ท่านทำอย่างไร ?
บทว่า สมุทฺทเวลาว ทุรจฺจยานิ ความว่า สังขปาลนาคราชกล่าวว่าสัตบุรุษเหล่านั้น พรรณนาไว้ว่า บุคคลล่วงได้ยากแม้เพื่อชีวิต ดุจฝั่งมหาสมุทรอันล่วงได้ยากฉะนั้น เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าจึงเป็นผู้ประกอบด้วยขันติ และเมตตา เพราะกลัวศีลจะขาด เมื่อข้าพเจ้าขุ่นเคือง ก็มิได้ให้เพื่อจะล่วงละเมิดที่สุดขอบเขตของศีล. ก็ด้วยธรรมเทศนาของสังขปาลนาคราชนี้ ย่อมได้บารมีครบ ๑๐ ทัศ คือ
๑. ความที่มหาสัตว์สละสรีระในคราวนั้นจัดเป็นทานบารมี.
๒. ความที่ศีลมิได้ทำลาย ด้วยเดชคือพิษเห็นปานนั้น จัดเป็นสีลบารมี.
๓. การออกจากนาคพิภพ บำเพ็ญสมณธรรม จัดเป็นเนกขัมมบารมี. ๔. การจัดแจงว่า ควรทำสิ่งนี้ ๆ จัดเป็นปัญญาบารมี. ๕. ความเพียรด้วยสามารถแห่งความอดกลั้น จัดเป็นวิริยบารมี. ๖. ความอดทน ด้วยสามารถแห่งความอดกลั้น จัดเป็นขันติบารมี. ๗. การสมาทานความสัตย์ จัดเป็นสัจจบารมี.
๘. การอธิษฐานในใจว่า เราจักไม่ทำลายศีลของเรา จัดเป็นอธิฏฐานบารมี.
๙. ความเป็นผู้มีความเอ็นดู จัดเป็นเมตตาบารมี. ๑๐. ความเป็นผู้วางตนเป็นกลางในเวทนา จัดเป็นอุเบกขาบารมี.
บทว่า อลาคมุํ ความว่า ดูก่อนท่านอาฬาระ วันหนึ่ง บุตรพรานไพร๑๖ คน เห็นข้าพเจ้านอนอยู่บนยอดจอมปลวก พากันถือเชือกแข็ง บ่วงอันเหนียว และหลาว มายังสำนักของข้าพเจ้า.
บทว่า เภตฺวาน ความว่า เขาเหล่านั้นแทงสรีระของข้าพเจ้า ในที่ทั้งแปด แล้วสอดหวายหนามเข้าไป. บทว่า นาสํ อติกสฺส รชฺชุํ ความว่าเดินไปได้หน่อยหนึ่ง เห็นศีรษะของข้าพเจ้าห้อยลง จึงได้ให้นอน ณ หนทางใหญ่ แล้วแทงจมูกของข้าพเจ้าอีก ร้อยเชือกเกลียวคล้องที่ปลายคาง ควบคุมรอบข้าง นำข้าพเจ้าไป.
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๖๑ หน้า ๖๖๙–๖๙๓ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
จัตตาฬีสนิบาตชาดก ๒๔ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๒๔ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
บาลีอักษรโรมัน ฉบับสยามรัฐ
Ariyāvakāsosi pasannanetto @Footnote: 1 Ma. yo ca tassāsi . 2 Ma. nisippalobhikā. Maññe bhavaṃ pabbajito kulamhā kathaṃ nu vittāni pahāya bhoge pabbaji nikkhamma gharā sapañño 1- .
Sayaṃ vimānaṃ naradeva disvā mahānubhāvassa mahoragassa disvāna puññāna mahāvipākaṃ saddhāyahaṃ pabbajitomhi rāja.
Na kāmakāmā na bhayā na dosā vācaṃ musā pabbajitā bhaṇanti akkhāhi me pucchito etamatthaṃ sutvāna me jāyihitippasādo.
Vāṇijja raṭṭhādhipa gacchamāno pathe addasāsimhi bhojaputte 2- pavaḍḍhakāyaṃ uragaṃ mahantaṃ ādāya gacchante pamodamāne. Sohaṃ samāgamma janinda tehi pahaṭṭhalomo avacamhi bhīto kuhiṃ ayaṃ nīyati bhīmakāyo nāgena kiṃ kāhatha bhojaputtā 3- . Nāgo ayaṃ nīyati bhojanatthaṃ 4- @Footnote: 1 Ma. sapañña. Yu. sapaññā . 2-3 Sī. Yu. milā ca putte. @ 4 Ma. bhojanatthā. evamupari. Pavaḍḍhakāyo urago mahanto sāduñca thūlañca muduñca maṃsaṃ na tvaṃ rasaññāsi videhaputta. Ito mayaṃ gantvā sakaṃ niketaṃ 1- ādāya satthāni vikopayitvā maṃsāni bhakkhāma 2- pamodamānā mayaṃ hi vo 3- sattavo pannagānaṃ. Sace ayaṃ nīyati bhojanatthaṃ pavaḍḍhakāyo urago mahanto dadāmi vo balibaddhāni soḷasa nāgaṃ imaṃ muñcatha bandhanasmā. Addhā hi no bhakkho ayaṃ manāpo bahū ca no oragā 4- bhuttapubbā karoma te taṃ vacanaṃ aḷāra mittañca no hohi videhaputta. Tadassu te bandhanā mocayiṃsu yaṃ natthuto paṭimokkhassa pāse mutto ca so bandhanā nāgarājā pakkāmi pācīnamukho muhuttaṃ. Gantvāna pācīnamukho muhuttaṃ @Footnote: 1 Yu. niketanaṃ . 2 Ma. bhokkhāma . 3 Ma. ve . 4 Ma. uragā. Puṇṇehi nettehi palokayī maṃ tadassahaṃ piṭṭhito anvagacchiṃ dasaṅgulī 1- añjaliṃ paggahetvā. Gaccheva kho tvaṃ taramānarūpo mā taṃ amittā punaraggahesuṃ dakkho hi luddehi punā samāgamo adassanaṃ bhojaputtāna gaccha. Agamāsi so rahadaṃ vippasannaṃ nīlobhāsaṃ ramaṇīyaṃ sutitthaṃ samonataṃ 2- jambuhi vedisāhi pāvekkhi nittiṇṇabhayo patīto. So taṃ pavissa na cirassa nāgo dibbena me pāturahū 3- janinda upaṭṭhahī maṃ pitaraṃva putto hadayaṅgamaṃ kaṇṇasukhaṃ bhaṇanto. Tvaṃ mesi mātā ca pitā aḷāra abbhantaro pāṇadado sahāyo sakañca iddhiṃ paṭilābhakosmi 4- aḷāra passa me nivesanāni pahūtabhakkhaṃ bahuannapānaṃ @Footnote: 1 Ma. dasaṅguthiṃ . 2 Ma. samotataṃ . 3 Ma. pāturahuṃ . 4 Yu. paṭilābhitosmi. Masakkasāraṃ viya vāsavassa.
Taṃ bhūmibhāgehi upetarūpaṃ asakkharā ceva mudū sabhā ca nīcātiṇā 1- apparajā ca bhūmi pāsādikā yattha jahanti sokaṃ. Anāvakalā veḷuriyūpanīlā catuddisaṃ ambavanaṃ surammaṃ pakkā ca pesī ca phalā suphullā niccotukā dhārayanti phalāni.
Tesaṃ vanānaṃ naradeva majjhe nivesanaṃ bhassarasannikāsaṃ rajataggaḷaṃ sovaṇṇamayaṃ uḷāraṃ obhāsati vijjurivantalikkhe. Maṇimayā sovaṇṇamayā 2- uḷārā anekacittā sasataṃ sunimmitā paripūrā kaññāhi alaṅkatāhi suvaṇṇakāyūradharāhi rāja. So saṅkhapālo taramānarūpo pāsādamāruyha anomavaṇṇo sahassathambhaṃ atulānubhāvaṃ @Footnote: 1 Ma. nīcattinā . 2 Ma. soṇṇamayā. Yatthassa bhariyā mahesī ahosi. Ekā ca nārī taramānarūpā ādāya veḷuriyamayaṃ mahagghaṃ subhaṃ maṇiṃ jātimantūpapannaṃ acoditā āsanamabbhihāsi. Tato maṃ hatthe urago gahetvā nisīdayī pāmukhaāsanasmiṃ idamāsanaṃ atra bhavaṃ nisīdatu bhavañhi me aññataro garūnaṃ. Aññā ca nārī taramānarūpā ādāya vāriṃ upasaṅkamitvā pādāni pakkhālayi me janinda bhariyāva bhattū patino piyassa. Aparā ca nārī taramānarūpā paggayha sovaṇṇamayāya pātiyā anekasūpaṃ vividhaṃ viyañjanaṃ upanāmayī bhatta manuññarūpaṃ. Turiyehi maṃ bhārata bhuttavantaṃ upaṭṭhahuṃ bhattu mano viditvā tatuttariṃ maṃ nipatī mahantaṃ Dibbehi kāmehi anappakehi.
Bhariyā mametā tisatā aḷāra sabbattamajjhā padumuttarābhā aḷāra etāsu te kāmakārā dadāmi te tā paricārayassu.
Saṃvaccharaṃ dibbarasānubhutvā tadāssuhaṃ uttari paccabhāsiṃ 1- nāgassidaṃ kinti kathañca laddhaṃ kathajjhagamāsi vimānaseṭṭhaṃ. Adhicca laddhaṃ parināmajante sayaṃ kataṃ udāhu devehi dinnaṃ pucchāmi taṃ 2- nāgarājetamatthaṃ kathajjhagamāsi vimānaseṭṭhaṃ.
Nādhicca laddhaṃ na pariṇāmajaṃ me na sayaṃ kataṃ nāpi devehi dinnaṃ sakehi kammehi apāpakehi puññehi me laddhamidaṃ vimānaṃ.
Kinte vataṃ kiṃ pana brahmacariyaṃ kissa suciṇṇassa ayaṃ vipāko akkhāhi me nāgarājetamatthaṃ @Footnote: 1 Ma. uttarimajjhabhāsiṃ . 2 Yu. te. Kathaṃ nu te laddhamidaṃ vimānaṃ.
Rājā ahosiṃ magadhānamissaro duyyodhano nāma mahānubhāvo so ittaraṃ jīvitaṃ saṃviditvā asassataṃ vipariṇāmadhammaṃ. Annañca pānañca pasannacitto sakkacca dānaṃ vipulaṃ adāsiṃ opānabhūtaṃ me gharaṃ tadāsi santappitā samaṇabrāhmaṇā ca. Mālañca gandhañca vilepanañca padīpayaṃ yānamupassayañca acchādanaṃ seyyamathannapānaṃ sakkacca dānāni adamha tattha. Taṃ me vataṃ taṃ pana brahmacariyaṃ tassa suciṇṇassa ayaṃ vipāko teneva me laddhamidaṃ vimānaṃ pahūtabhakkhaṃ bahuannapānaṃ.
Naccehi gītehi cupetarūpaṃ ciraṭṭhitīkaṃ na ca sassatāyaṃ appānubhāvā taṃ mahānubhāvaṃ Tejassinaṃ hanti atejavanto kimeva dāṭhāvudha kiṃ paṭicca hatthatthamāgacchi 1- vanibbakānaṃ. Bhayaṃ nu te anvagataṃ mahantaṃ tejo nu te nānvagataṃ dantamūlaṃ kimeva dāṭhāvudha kiṃ paṭicca kilesamāpajji vanibbakānaṃ.
Na me bhayaṃ anvagataṃ mahantaṃ tejo na sakkā mama tebhihantuṃ 2- satañca dhammāni sukittitāni samuddavelāva duraccayāni. Cātuddasiṃ pañcadasiṃ aḷāra uposathaṃ niccamupāvasāmi athāgamuṃ soḷasa bhojaputtā rajjuṃ gahetvāna daḷhañca pāsaṃ. Bhetvāna nāsaṃ atikassa rajjuṃ nayiṃsu maṃ samparigayha luddā etādisaṃ dukkhamahaṃ titikkhaṃ uposathaṃ appaṭikopayanto.
Ekāyane taṃ pathe addasaṃsu @Footnote: 1 Ma. hatthattamāgacchi . 2 Ma. tehi hantuṃ. Balena vaṇṇena cupetarūpaṃ siriyā paññāya ca bhāvitosi kimatthiyaṃ 1- nāga tapo karosi.
Na puttahetu na dhanassa hetu na āyuno cāpi aḷāra hetu manussayoniṃ abhipatthayāno tasmā parakkamma tapo karomi.
Tvaṃ lohitakkho vihatantaraṃso alaṅkato kappitakesamassu surosito lohitacandanena gandhabbarājāva disā pabhāsasi. Deviddhipattosi mahānubhāvo sabbehi kāmehi samaṅgibhūto pucchāmi taṃ nāgarājetamatthaṃ seyyo ito kena manussaloko.
Aḷāra nāññatra manussalokā saddhī va saṃvijjati saṃyamo vā ahañca laddhāna manussayoniṃ kāhāmi jātimaraṇassa antaṃ. @Footnote: 1 Ma. kiṃ patthayaṃ.
Saṃvaccharo me vasato 1- tavantike annena pānena upaṭṭhitosmi āmantayitvāna palemi nāga cirappavuṭṭhosmi ahaṃ janinda.
Puttā ca dārā anujīvino ca niccānusiṭṭhā upatiṭṭhate taṃ kaccinu te nābhisaṃsittha koci piyañhi me dassanaṃ tuyha aḷāra.
Yathāpi mātu ca pitu agāre putto piyo paṭivihito vaseyya 2- tatopi mayhaṃ idhameva seyyo cittañhi te nāga mayi pasannaṃ.
Maṇi mamaṃ vijjati lohitaṅgo dhanāharo maṇiratanaṃ uḷāraṃ ādāya tvaṃ gaccha sakaṃ niketaṃ laddhā dhanantaṃ maṇimossajassu.
Diṭṭhā mayā mānusakāpi kāmā asassatā vipariṇāmadhammā ādīnavaṃ kāmaguṇesu disvā saddhāyahaṃ pabbajitomhi rāja. @Footnote: 1 Yu. vusito . 2 Yu. vaseyyo. Dumapphalāneva patanti māṇavā daharā ca vuḍḍhā ca sarīrabhedā etaṃpi disvā pabbajitomhi rāja apaṇṇakaṃ sāmaññameva seyyo.
Addhā have sevitabbā sapaññā bahussutā ye bahuṭhānacintino nāgañca sutvāna tuvañcaḷāra kāhāmi puññāni anappakāni.
Addhā have sevitabbā sapaññā bahussutā ye bahuṭhānacintino nāgañca sutvāna mamañca rāja karohi puññāni anappakānīti. Saṅkhapālajātakaṃ catutthaṃ.
ที่มา: พระไตรปิฎกบาลีอักษรโรมัน ฉบับสยามรัฐ เล่มที่ ๒๗ ข้อ ๒๔๙๕
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗