จุลลสุตโสมชาดก
ว่าด้วยพระเจ้าจุลลสุตโสมออกบวช
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๒๕๑๙ · บรรทัด ๑๐๕๖๔ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑
อรรถกถาชาดก ตอนที่ ๑ จาก ๓
เรื่องเล่า
พระศาสดาเมื่อเสด็จประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภเนกขัมมบารมี ตรัสพระธรรมเทศนานี้มีคำเริ่มต้นว่า อามนฺตยามิ นิคมํ ดังนี้.
เรื่องปัจจุบันนิทาน เช่นเดียวกับในมหานารทกัสสปชาดก. (ส่วนอดีตนิทานมีดังต่อไปนี้)
ก็ในอดีตกาล พระนครพาราณสีได้มีชื่อว่า " สุทัสน นคร " พระราชาทรงพระนามว่าพรหมทัต เสด็จประทับอยู่ในพระนครนั้น พระโพธิสัตว์ทรงบังเกิดในพระครรภ์แห่งพระอัครมเหสีของท้าวเธอ ล่วงไปได้ ๑๐ เดือนก็ประสูติจากพระครรภ์ของพระมารดา ก็พระพักตร์ของพระกุมารนั้น มีสิริประหนึ่งดวงจันทร์ในวันเพ็ญ ด้วยเหตุนั้น พระชนกชนนีจึงทรงขนานพระนามว่า " โสมกุมาร ". ราชกุมารนั้นพอรู้เดียงสาแล้ว เป็นผู้สนใจในสุตะมีการฟังเป็นปกติ ด้วยเหตุนั้น ชาวประชาจึงถวายพระนามว่า " สุตโสม " ครั้นเจริญวัยแล้ว พระราชกุมาร เสด็จไปเรียนศิลปศาสตร์ในเมืองตักกศิลาเสด็จกลับมา ก็ได้เศวตฉัตรของพระชนก เสวยราชสมบัติโดยธรรม ได้มีพระอิสริยยศยิ่งใหญ่ พระองค์มีสนมกำนัลใน หมื่นหกพันนาง มีพระนางจันทาเทวีเป็นประธาน. ในเวลาต่อมา ท้าวเธอก็เจริญด้วยพระโอรสธิดาจนไม่ทรงยินดีด้วยฆราวาสวิสัย มีพระประสงค์ที่จะเสด็จไปสู่ป่า ทรงผนวช. วันหนึ่งจึงตรัสเรียกนายภูษามาลามาตรัสสั่งว่า แน่ะเจ้า เมื่อใด เจ้าเห็นผมที่เศียรของเราหงอกแล้ว เจ้าพึงบอกเราเมื่อนั้น. นายภูษามาลาก็รับพระราชดำรัสของท้าวเธอ เวลาต่อมา ก็เห็นพระเกศาหงอกจึงกราบทูลให้ทรงทราบ เมื่อพระราชาตรัสสั่งว่า เจ้าภูษามาลา ถ้าเช่นนั้นเจ้าจงถอนผมนั้น มาวางไว้ในมือเราจึงเอาแหนบทองถอนพระเกศา มาวางไว้ในพระหัตถ์. พระมหาสัตว์ทอดพระเนตรดูพระเกศาหงอกนั้น ก็ตกพระทัยว่า สรีระของเราถูกชราครอบงำแล้วจึงทรงถือเส้นพระเกศาหงอกนั้นเสด็จลงจากปราสาท ประทับนั่งบนราชบัลลังก์ที่แต่งตั้งไว้ ณ ที่เฝ้าของมหาชน แล้วตรัสสั่งให้เรียกอำมาตย์ประมาณแปดหมื่นมีเสนาบดีเป็นประมุข พราหมณ์หกหมื่น มีปุโรหิตเป็นประธาน และชาวแว่นแคว้นชาวนิคมเป็นต้นอื่น ๆ มาเฝ้าเป็นจำนวนมาก แล้วตรัสว่า เกศาหงอกเกิดที่เศียรของเราแล้ว เราเป็นคนแก่เฒ่า ท่านทั้งหลายจงรับรู้ความที่เราจะออกบรรพชา ดังนี้แล้ว ตรัสคาถาที่ ๑ ความว่า
เราขอบอกชาวเมือง มิตร อำมาตย์ และข้าราชบริพาร ผมที่เศียรของเรา เกิดหงอกแล้ว บัดนี้ เราพอใจบรรพชาเพศ.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อามนฺตยามิ ความว่า เราขอประกาศให้ท่านทั้งหลายรับรู้. บทว่า โรจหํ ความว่า เราพอใจ ดูก่อนท่านผู้เจริญทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจงรับรู้ว่า เรานั้นจะบรรพชา.
บรรดาชนทั้งหลายที่ได้ฟังพระราชาดำรัสเหล่านั้น อำมาตย์คนหนึ่งเป็นคนองอาจแกล้วกล้า กราบทูลคาถา ความว่า
อย่างไรหนอพระองค์จึงรับสั่งความไม่เจริญแก่ ข้าพระพุทธเจ้า ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ พระองค์ ทรงปักพระแสงศรที่อกของข้าพระพุทธเจ้า พระชายา ของพระองค์มีถึง ๗๐๐นาง พระนางเหล่านั้นของ พระองค์ จักเป็นอยู่อย่างไรหนอ.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อภุํ ได้แก่ สิ่งอันไม่เป็นความเจริญบทว่า อุรสิ กปฺเปสิ ความว่า พระองค์ทรงยังพระศัสตราอันล้างแล้วด้วยดีให้ไหวใกล้ทรวงอกของข้าพระพุทธเจ้า. บทว่า สสฺตสตา นี้ อำมาตย์นั้นกล่าวหมายถึง ขัตติยกัญญาผู้มีชาติเสมอกัน. บทว่า กถํ นุ เต ตา ภวิสฺสนฺติ ความว่า พระราชชายาของพระองค์เหล่านั้น เมื่อพระองค์ทรงผนวชเสียแล้วจักเป็นอนาถา หาที่พึ่งมิได้ จักอยู่ได้อย่างไร การที่พระองค์ทรงทำนางเหล่านั้นให้ไม่มีที่พึ่ง แล้วทรงผนวชนี้ ไม่สมควรเลย พระเจ้าข้า.
ลำดับนั้น พระมหาสัตว์ตรัสคาถาที่ ๓ ความว่า
นางเหล่านั้นยังสาว จักปรากฏเอง นางเหล่านั้น จักไปพึ่งพิงพระราชาองค์อื่นก็ได้ ส่วนเราปรารถนา สวรรค์ ด้วยเหตุดังนั้น เราจึงจักบรรพชา.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปญฺายนฺติ ความว่า นารีเหล่านั้นจักปรากฏด้วยกิจของตน ๆ เราเป็นอะไรของนางเหล่านี้ ทุกนางล้วนยังสาวพระราชาอื่น ๆ ก็ยังมี นารีเหล่านี้ จักไปพึ่งพระราชาอื่น ๆ นั้นได้.
อำมาตย์เป็นต้น เมื่อไม่สามารถจะทูลทัดทานพระโพธิสัตว์ได้ จึงพากันไปยังสำนักของพระมารดาแห่งพระโพธิสัตว์ กราบทูลเนื้อความนั้นให้ทรงทราบ. พระราชชนนี รีบเสด็จมาโดยด่วน ตรัสว่า ลูกรัก ข่าวว่าเจ้าประสงค์จะบวชจริงหรือ ดังนี้แล้ว ได้ตรัสคาถา ๒ คาถา ความว่า
ดูก่อนพ่อสุตโสม แม่ผู้เป็นมารดาของเจ้า ชื่อว่า ได้รับความยาก เพราะเมื่อแม่พร่ำเพ้ออยู่ เจ้าไม่ห่วงใย จะบวชให้ได้. ดูก่อนพ่อสุตโสม แม่คลอดเจ้าซึ่งเป็นผู้ที่แม่ได้ ด้วยความลำบาก เหตุไรเมื่อแม่พร่ำเพ้ออยู่ เจ้าไม่ ห่วงใย จะบวชให้จงได้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทุลฺลทฺธํ ความว่า เจ้าชื่อว่าเป็นผู้ที่ได้มาโดยยาก เพราะเมื่อจะได้ก็ต้องผ่าความลำบาก จึงได้เจ้าผู้เป็นบุตรมา. บทว่า ยํ เม ความว่า เมื่อแม่พร่ำเพ้ออยู่โดยประการต่าง ๆ เจ้ายังปรารถนาจะบวชให้ได้ด้วยเหตุใด เหตุนั้นการได้บุตรเช่นกับเจ้า จึงชื่อว่าแม่ได้มาด้วยความยากลำบาก.
พระโพธิสัตว์มิได้ตรัสอะไรกับพระราชมารดา ซึ่งทรงปริเทวนาการอยู่อย่างนี้. พระราชชนนีทรงกันแสงร่ำไห้ ประทับยืนอยู่ส่วนข้างหนึ่งเสียเองทีเดียว ลำดับนั้น ประชาชนจึงพากันไปกราบทูลแด่พระราชบิดาของพระโพธิสัตว์. พระราชบิดาเสด็จมาแล้ว ตรัสคาถาอย่างเดียวกัน ความว่า
ดูก่อนพ่อสุตโสม ธรรมนั้นชื่ออะไร และการ บวชชื่ออะไร เพราะว่า เจ้าจะละทิ้งเราสองคนผู้ แก่เฒ่าแล้ว ไม่ห่วงใย จะบวชอย่างเดียว.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยํ โน อมฺเห ความว่า เจ้าเป็นบุตรของมารดาบิดา ไยจึงไม่ปฏิบัติมารดาบิดาซึ่งแก่ชรา ในเวลาที่ควรปฏิบัติทอดทิ้งมิได้อาลัยบวชเสีย เหมือนยังกะกลิ้งศิลาลงเหวฉะนั้น ด้วยเหตุนั้นบิดาขอถามเจ้า ธรรมของเจ้านี้ชื่ออะไร ?
พระมหาสัตว์ทรงสดับดังนั้นแล้วก็นิ่งเสีย. ลำดับนั้น พระราชบิดาจึงตรัสว่า สุตโสมลูกรัก ถ้าหากเจ้าไม่มีความสิเนหาอาลัยในมารดาบิดาแล้วบุตรธิดาของเจ้ายังเล็ก ๆ มีมาก ไม่อาจที่จะพลัดพรากจากเจ้าได้ ในเวลาเด็กเหล่านั้นเจริญวัยแล้ว เจ้าจึงค่อยบวชเถิด แล้วตรัสคาถาที่ ๗ ความว่า
แม้บุตรและธิดาทั้งหลายของเจ้าก็มีมาก ยังเล็ก นัก ยังไม่เป็นหนุ่มสาว กำลังฉอเลาะน่ารักใคร่ เมื่อ ไม่เห็นเจ้าน่าจะลำบากไปตาม ๆ กัน.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มญฺชู ความว่า พูดจาน่ารัก. บทว่า นิคฺจฉนฺติ ความว่า พ่อสำคัญว่า จักพากันถึงความลำบาก คือกลับได้ทุกข์ทั้งทางกายและทางใจ.
พระมหาสัตว์ทรงสดับพระดำรัสนั้นแล้ว ตรัสพระคาถา ความว่า
ความตั้งอยู่นานแล้วพลัดพรากจากกัน จากโอรส ธิดาเหล่านี้ของหม่อมฉัน ซึ่งกำลังเป็นเด็ก ยังไม่เจริญวัย ช่างฉอเลาะก็ดี จากทูลกระหม่อมทั้งสองพระองค์และ สิ่งทั้งปวงไปก็ดี เป็นของเที่ยงแท้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สพฺเพหิปิ ตุมฺเหหิ ความว่า ข้าแต่พระทูลกระหม่อม ใช่ว่าข้าพระพุทธเจ้า จะจากโอรสธิดาเท่านั้นก็หามิได้ ที่แท้แม้ทูลกระหม่อมทั้งสอง แม้สรรพสังขารอื่น ๆ ถึงดำรงอยู่ได้นานคือตั้งอยู่สิ้นกาลนาน ก็เพียงที่จะพลัดพรากจากกัน คือความเป็นต่าง ๆ กัน เพราะในโลกสันนิวาสแม้ทั้งสิ้น สังขารแม้อย่างหนึ่ง จะชื่อว่าเป็นของเที่ยงไม่มีเลย.
พระมหาสัตว์แสดงธรรมกถาแด่พระราชบิดาอย่างนี้ สมเด็จพระราชบิดา ทรงสดับธรรมกถาของพระโพธิสัตว์แล้ว ก็ได้ทรงดุษณีภาพ ลำดับนั้นอำมาตย์ทั้งหลาย จึงไปแจ้งแก่พระชายาที่รักทั้งเจ็ดร้อยของพระมหาสัตว์ พระชายาเหล่านั้นจึงลงจากปราสาท ไปยังสำนักของพระมหาสัตว์เจ้า ต่างยึดข้อพระบาท ปริเทวนาการ กล่าวคาถา ความว่า
พระทัยของทูลกระหม่อม จะตัดขาดเชียวหรือ หรือจะไม่ทรงพระกรุณาหม่อมฉันทั้งหลาย ไยเล่า พระองค์จึงไม่ห่วงใยกระหม่อมฉันทั้งหลาย ผู้คร่ำครวญอยู่ จะเสด็จออกผนวชเสียให้ได้เทียวหรือเพคะ.
คาถานั้น มีอรรถาธิบายดังนี้ ข้าแต่พระสุตโสมผู้พระสวามี พระหทัยในพวกกระหม่อมฉัน ของทูลกระหม่อมซึ่งกระทำพวกหม่อมฉันให้เป็นหม้ายเสด็จไปบวช จะตัดขาดเชียวหรือหนอ เพราะไม่มีความสิเนหาแม้เพียงเล็กน้อยหรือชื่อว่าความการุญ ของทูลกระหม่อมไม่มี เพราะไม่มีพระกรุณาจึงละทิ้งพวกหม่อมฉัน ซึ่งคร่ำครวญอยู่อย่างนี้ไปบรรพชา.
พระมหาสัตว์ ทรงสดับเสียงปริเทวนาการ ของเหล่าบาทบริจาริกาเหล่านั้น ผู้กลิ้งเกลือกร่ำไรรำพันอยู่แทบบาทมูล แล้วตรัสคาถาลำดับต่อไปว่า
ใจของเรามิได้ตัดขาด และเราก็มีความกรุณาใน เธอทั้งหลาย แต่เราปรารถนาสวรรค์ เพราะฉะนั้น เราจึงจักออกบวช.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สคฺคญฺจ ความว่า พระมหาสัตว์ทรงปลอบใจพระชายาเหล่านั้นว่า เราปรารถนาสวรรค์ อนึ่ง ขึ้นชื่อว่าบรรพชานี้พุทธาทิบัณฑิต สรรเสริญแล้ว เพราะเหตุนั้น เราจึงจักบวช เธอทั้งหลายอย่าคิดเสียใจ.
ลำดับนั้น อำมาตย์ทั้งหลาย จึงกราบทูลพระมเหสีของพระโพธิสัตว์ให้ทรงทราบ พระอัครมเหสีนั้นมีภาระหนัก ทรงครรภ์บริบูรณ์ เสด็จมาถวายบังคมพระมหาสัตว์ ประทับยืน ณ ที่ส่วนข้างหนึ่ง ได้ตรัสคาถา ๓ คาถาความว่า
ข้าแต่พระสุตโสมผู้ประเสริฐ หม่อมฉันผู้เป็น อัครมเหสีของพระองค์ ได้พระองค์มาด้วยความลำบาก เหตุไรเมื่อหม่อมฉันพร่ำเพ้ออยู่ พระองค์จึงมิได้ทรง เยื่อใย จะทรงผนวชเสีย. ข้าแต่พระสุตโสมผู้ประเสริฐ หม่อมฉันผู้เป็น พระอัครมเหสีของพระองค์ ได้พระองค์มาด้วยความ ลำบาก เหตุไร พระองค์จึงมิได้ทรงเยื่อใยสัตว์ผู้ถือ ปฏิสนธิในครรภ์ของหม่อมฉัน จะทรงผนวชเสีย. ครรภ์ของหม่อมฉันแก่แล้ว ขอพระองค์ทรง รออยู่ จนกระทั่งหม่อมฉันประสูติ อย่าให้หม่อมฉัน เป็นหม้ายอยู่แต่ผู้เดียว ต้องได้รับทุกข์ในภายหลังเลย.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยํ เม ความว่า เพราะเหตุไร เมื่อหม่อมฉันพร่ำเพ้ออยู่ พระองค์มิได้ห่วงใยจะบวชเสีย ตำแหน่งอัครมเหสีที่หม่อมฉันได้จากสำนักของพระองค์นั้น หม่อมฉันได้มาด้วยยาก ในคาถาที่สองมีอธิบายว่า เพราะเหตุไรพระองค์จะทรงละหม่อมฉันผู้กำลังท้อง มิได้ห่วงใย บวชเสีย ความเป็นอัครมเหสีของพระองค์ที่หม่อมฉันได้มานั้น หม่อมฉันได้มาด้วยยาก. บทว่า ยาว นํ ความว่า ขอพระองค์จงทรงยับยั้งอยู่จนกว่าหม่อมฉันจะประสูติก่อนเถิด.
ลำดับนั้น พระมหาสัตว์ตรัสพระคาถา ความว่า
ครรภ์ของเธอแก่แล้ว ขอเชิญประสูติพระโอรส ซึ่งมีผิวพรรณไม่ทรามเถิด ฉันจักละโอรส พร้อมทั้ง เธอบวชให้จงได้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปุตฺตํ ความว่า ดูก่อนนางผู้เจริญ เรารู้ว่าเธอครรภ์แก่ แต่เมื่อเธอประสูติจักประสูติพระโอรส หาใช่ธิดาไม่ ขอเธอจงประสูติโอรสด้วยความสวัสดีเถิด ส่วนเราจะละบุตรกับตัวเธอ บวชให้ได้ทีเดียว.
พระนางเทวี สดับพระราชดำรัสของพระราชสวามีแล้ว ไม่สามารถจะอดกลั้นความโศกไว้ได้ทูลว่า ข้าแต่พระทูลกระหม่อม คราวนี้นับแต่วันนี้ไปชื่อว่าสิริของหม่อมฉันคงไม่มีเลย แล้วเอาหัตถ์ทั้งสองกุมพระหทัย หลั่งพระอัสสุชลพลางปริเทวนาการด้วยพระสุรเสียงอันดัง ลำดับนั้น เมื่อพระมหาสัตว์จะทรงปลอบโยนพระนาง จึงตรัสพระคาถา ความว่า
ดูก่อนพระน้องนางจันทา เธออย่าร้องไห้ไปเลย ดูก่อนพระนางผู้มีดวงตาเสมอด้วยดอกอัญชัน เธออย่า เศร้าโศกไปเลย จงขึ้นสู่ปราสาทอันประเสริฐเสียเถิด เราไม่เยื่อใยจักไปบวช.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มา ตฺวํ จนฺเท รุทิ ความว่า ดูก่อนพระน้องนางจันทาเทวีผู้เจริญ เธออย่าร้องไห้เศร้าโศกไปเลย. บทว่า วนติมิรมตฺตกฺขิ แปลว่า ผู้มีพระเนตรเสมอด้วยดอกอัญชัน แต่ในพระบาลีท่านเขียนไว้ว่า " โกวิลารตมฺพกฺขิ " ความก็ว่า เนตรของพระนางจันทาเทวีนั้นแดงเหมือนดอกหงอนไก่.
พระนางจันทาเทวี สดับพระราชดำรัสแล้ว ไม่สามารถที่จะดำรงอยู่ได้ เสด็จขึ้นสู่ปราสาทประทับนั่ง กันแสงอยู่. ลำดับนั้น พระโอรสองค์ใหญ่ของพระโพธิสัตว์ เห็นพระมารดาทรงกันแสง จึงดำริว่า เหตุไรหนอ พระมารดาของเราจึงประทับนั่ง ทรงกันแสงอยู่ เมื่อจะทูลถามพระมารดาจึงตรัสพระคาถา ความว่า
ข้าแต่เสด็จแม่ ใครทำให้เสด็จแม่ทรงพิโรธ เหตุ ไฉนเสด็จแม่ จึงทรงกันแสง และจ้องมองดูหม่อม ฉันยิ่งนัก บรรดาพระประยูรญาติที่เห็นอยู่ หม่อมฉัน จะฆ่าใครที่ควรรับสั่งให้ฆ่า ?
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โกเปสิ ความว่า ข้าแต่เสด็จแม่ ใครคนไหน ทำให้เสด็จแม่ต้องขุ่นเคือง คือใครได้ทำสิ่งไม่เป็นที่รักแก่เสด็จแม่. บทว่า อเปกฺขสิ จ มีอธิบายว่า เมื่อเสด็จแม่จ้องหม่อมฉัน ทำไมจึงต้องทรงพระกันแสง. บทว่า กํ อวชฺฌํ ฆาเฏมิ ความว่า พระราชโอรสทูลถามว่า หม่อมฉันจะฆ่าใครที่ควรจะให้ฆ่า สำหรับพระญาติของเสด็จแม่ที่เห็นกันอยู่นั่นแหละ โปรดตรัสบอกแก่หม่อมฉัน.
ลำดับนั้น พระนางเทวี ตรัสพระคาถา ความว่า
ลูกรัก ท่านผู้ใดทรงชนะในแผ่นดิน ท่านผู้นั้น เจ้าไม่อาจจะฆ่าได้เลย พระบิดาของเจ้าได้ตรัสกะแม่ ว่า ฉันไม่มีความห่วงใย จักไปบวช.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วิชิตาวี ความว่า ลูกรัก ท่านผู้ใดเป็นผู้ชนะในแผ่นดินนี้ ทำให้แม่ขุ่นเคือง คือยังความโกรธ และความเศร้าโศกให้เข้าไปในหทัยของแม่ ด้วยการกล่าวคำไม่เป็นที่รัก ท่านผู้นั้น ลูกไม่อาจจะฆ่าได้ เพราะเป็นพระบิดาของลูกเอง พระองค์ทรงตรัสกะแม่ว่า เราจักสละสิริราชสมบัติ และตัวเธอ เข้าสู่ป่าแล้วบรรพชา นี้คือเหตุแห่งการกันแสงของแม่.
เชษฐโอรส ทรงฟังพระเสาวนีย์ของพระมารดาแล้ว ทูลว่า ข้าแต่เสด็จแม่ เสด็จแม่ตรัสคำนี้อย่างไรกัน เมื่อเป็นเช่นนี้ พวกเราก็ตกเป็นคนอนาถา หาที่พึ่งมิได้มิใช่หรือ ดังนี้แล้ว ทรงปริเทวนาการ ตรัสคาถา ความว่า
เมื่อก่อน เราเคยไปเที่ยวสวนด้วยรถ และรบกัน ด้วยช้างตกมัน เมื่อพระราชบิดาสุตโสม ทรงผนวช แล้ว คราวนี้ เราจักทำอย่างไร ?
คาถานั้น มีอรรถาธิบายดังนี้ เมื่อก่อนเราเคยขึ้นรถ อันประดับแล้วด้วยเครื่องอลังการทั้งปวง เทียมด้วยอาชาไนย ๔ ตัว ไปพระราชอุทยานสู้รบกุญชรชาติตัวเมามัน ทั้งเล่นกีฬาอื่น ๆ เช่นอัศวกีฬาเป็นต้น บัดนี้ เมื่อพระราชบิดาสุตโสม ทรงผนวชแล้ว เราจักทำอย่างไร ?
ลำดับนั้น โอรสองค์น้อย ผู้กนิษฐภาดาของเชษฐโอรส มีพระชนมายุได้ ๗ พรรษา เห็นกษัตริย์ทั้งสองทรงกันแสงอยู่ จึงเข้าไปเฝ้าพระมารดาทูลถามว่า ข้าแต่เสด็จแม่ เพราะเหตุไรเสด็จแม่ กับเสด็จพี่ จึงทรงกันแสงทรงสดับเรื่องราวนั้นแล้ว ก็ทูลปลอบโยนท่านทั้งสองว่า ถ้ากระนั้นขอเสด็จแม่และเสด็จพี่อย่าทรงกันแสงเลย หม่อมฉันจักไม่ยอมให้พระบิดาทรงผนวชก่อน แล้วเสด็จลงจากปราสาท พร้อมด้วยพวกพี่เลี้ยง เสด็จไปยังสำนักพระราชบิดา ทูลว่า ข้าแต่เสด็จพ่อ ข่าวว่า เสด็จพ่อตรัสสั่งว่า จะละทิ้งหม่อมฉันผู้ไม่ประสงค์ให้บวช ไปบวชเสีย หม่อมฉันไม่ยอมให้เสด็จพ่อบวช ทูลแล้วก็เข้าสวมกอดพระศอ พระราชบิดาไว้แน่น ตรัสคาถา ความว่า
เมื่อพระมารดา ของหม่อมฉัน ทรงกันแสงอยู่ และเมื่อพระเชษฐภาดา ไม่ทรงยินยอม หม่อมฉันก็ จักยึดพระหัตถ์ทั้งสองของพระบิดาไว้ เมื่อหม่อมฉัน ทั้งหลายไม่ยินยอม พระบิดาจะยังเสด็จไปไม่ได้.
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๖๑ หน้า ๗๐๓ – เล่ม ๖๒ หน้า ๑ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
จัตตาฬีสนิบาตชาดก ๓๑ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๓๑ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
บาลีอักษรโรมัน ฉบับสยามรัฐ
Āmantayāmi nigamaṃ mittāmacce pārisajje 1- ca sirasmiṃ palitaṃ jātaṃ pabbajjaṃdāni rocahaṃ.
Abhuṃ me kathaṃ nu bhaṇasi sallaṃ me deva urasi kappesi sattasatā te bhariyā @Footnote: 1 Ma. parissaje. Kathaṃ nu te tā bhavissanti.
Paññāyihinti etā daharā aññaṃpi tā gamissanti saggañca 1- patthayāno tenāhaṃ pabbajissāmi.
Dulladdhaṃ me āsi sutasoma yassa te homahaṃ mātā yaṃ me vilapantiyā anapekkho pabbajasi deva. Dulladdhaṃ me āsi sutasoma yaṃ taṃ ahaṃ vijāyissaṃ yaṃ me vilapantiyā anapekkho pabbajasi deva.
Ko nāmeso dhammo sutasoma kā ca nāma pabbajjā yaṃ no amhe jiṇṇe pahāya anapekkho pabbajasi deva.
Puttāpi tuyhaṃ bahavo daharā appattayobbanā mañjū tepi taṃ apassantā @Footnote: 1 Ma. saggaṃ cassa. Maññe dukkhaṃ nigacchanti.
Puttehi ca me etehi daharehi appattayobbanehi mañjūhi sabbehipi tumhehi ciraṃpi ṭhatvā vinābhāvo 1- .
Chinnaṃ nu tuyhaṃ hadayaṃ ādū 2- karuṇā ca natthi amhesu yaṃ no vikandantiyo anapekkho pabbajasi deva.
Na ca mayhaṃ chinnaṃ hadayaṃ atthi karuṇāpi mayhaṃ tumhesu saggañca patthayamāno tenāhaṃ pabbajissāmi.
Dulladdhaṃ me āsi sutasoma yassa te ahaṃ bhariyā yaṃ me vilapantiyā anapekkho pabbajasi deva. Dulladdhaṃ me āsi sutasoma yassa te ahaṃ bhariyā yaṃ me kucchipaṭisandhiṃ 3- @Footnote: 1 Ma. vināsabhāvo . 2 Ma. adu te . 3 Yu. yaṃ maṃ kucchimatiṃ santiṃ. Anapekkho pabbajasi deva. Paripakko me gabbho kucchigato yāva naṃ vijāyāmi māhaṃ ekā vidhavā pacchā dukkhāni addakkhiṃ.
Paripakko te gabbho kucchigato iṅgha tvaṃ vijāyassu puttaṃ anomavaṇṇaṃ taṃ hitvā pabbajissāmi.
Mā tvaṃ cande rudi mā soci vanatimiramattakkhi āroha varapāsādaṃ anapekkho ahaṃ gamissāmi.
Ko taṃ amma kopesi kiṃ rodasi pekkhasi ca maṃ bāḷhaṃ kaṃ avajjhaṃ ghātemi ñātīnaṃ udikkhamānānaṃ.
Na hi so sakkā hantuṃ vijitāvī yo maṃ tāta kopesi pitā te maṃ tāta avaca Anapekkho ahaṃ gamissāmi.
Yohaṃ pubbe rathena yāmi 1- uyyānaṃ mattakuñjare ca yodhemi sutasoma pabbajite kathaṃ nudāni karissāmi.
Mātu ca me rudantyā jeṭṭhassa ca bhātuno akāmassa hatthepi me gahissaṃ 2- na hi gacchasi no akāmānaṃ.
Uṭṭhehi tvaṃ dhāti imaṃ kumāraṃ ramehi aññattha mā me paripanthamakāsi saggaṃ mama patthayānassa.
Yannūnimaṃ dadeyyaṃ 3- pabhaṅkaraṃ ko nu me iminā attho sutasome pabbajite kiṃ nu menaṃ karissāmi.
Koso ca tuyhaṃ vipulo koṭṭhāgārañca tuyhaṃ paripūraṃ paṭhavī ca tuyhaṃ vijitā @Footnote: 1 Ma. niyyāmi . 2 Ma. te gahessaṃ . 3 Yu. jaheyyaṃ. Ramassu mā pabbaji 1- deva.
Koso ca mayhaṃ vipulo koṭṭhāgārañca mayhaṃ paripūraṃ paṭhavī ca mayhaṃ vijitā taṃ hitvā pabbajissāmi.
Mayhaṃpi dhanaṃ pahūtaṃ saṅkhātuṃ nopi deva sakkomi taṃ [2]- te dadāmi sabbampi 3- ramassu mā pabbaji deva.
Jānāmi te dhanaṃ pahūtaṃ kulavaḍḍhana pūjito tayā casmi saggañca patthayamāno tenāhaṃ pabbajissāmi.
Ukkaṇṭhitosmi bāḷhaṃ arati maṃ somadatta āvisati bahukā hi 4- antarāyā ajjevāhaṃ pabbajissāmi.
Idaṃ ca tuyhaṃ rucitaṃ sutasoma ajjevadāni tvaṃ pabbaja ahaṃpi pabbajissāmi @Footnote: 1 Sī. pabbajassu. Yu. pabbaja . 2 Sī. deva . 3 Yu. sabbaṃ . 4 Ma. bahukāpi me. Na ussahe tayā vinā ahaṃ ṭhātuṃ.
Na hi sakkā pabbajituṃ nagare na hi paccati janapade ca.
Sutasome pabbajite kathannudāni karissāma.
Upaniyyatidaṃ maññe parittaṃ udakaṃva paṅkavāramhi 1- evaṃ suparittake jīvite na ca pamajjituṃ kālo. Upaniyyatidaṃ maññe parittaṃ udakaṃva paṅkavāramhi 2- evaṃ suparittake jīvite atha bālā 3- pamajjanti. Te vaḍḍhayanti nirayaṃ tiracchānayoniñca pittivisayañca 4- taṇhābandhanabandhā vaḍḍhenti asurakāyaṃ.
Ūhaññate rajaggaṃ avidūre pupphakamhi 5- ca pāsāde maññe no kesā chinnā @Footnote: 1-2 Ma. caṅkavālamuhi . 3 Ma. andhabālā . 4 Ma. pettivisayaṃ . 5 Ma. pubbakamhi. Yasassino dhammarājassa.
Ayamassa pāsādo sovaṇṇapupphamālyavītikiṇṇo yahimanuvicari rājā parikiṇṇo itthāgārehi. Ayamassa pāsādo sovaṇṇapupphamālyavītikiṇṇo yahimanuvicari rājā parikiṇṇo ñātisaṅghena. Idamassa kūṭāgāraṃ sovaṇṇapupphamālyavītikiṇṇaṃ yahimanuvicari rājā parikiṇṇo itthāgārehi. Idamassa kūṭāgāraṃ sovaṇṇapupphamālyavītikiṇṇaṃ yahimanuvicari rājā parikiṇṇo ñātisaṅghena. Ayamassa asokavanikā supupphitā sabbakālikā rammā yahimanuvicari rājā Parikiṇṇo itthāgārehi. Ayamassa asokavanikā supupphitā sabbakālikā rammā yahimanuvicari rājā parikiṇṇo ñātisaṅghena. Idamassa uyyānaṃ supupphitaṃ sabbakālikaṃ rammaṃ yahimanuvicari rājā parikiṇṇo itthāgārehi. Idamassa uyyānaṃ supupphitaṃ sabbakālikaṃ rammaṃ yahimanuvicari rājā parikiṇṇo ñātisaṅghena. Idamassa kaṇikāravanaṃ supupphitaṃ sabbakālikaṃ rammaṃ yahimanuvicari rājā parikiṇṇo itthāgārehi. Idamassa kaṇikāravanaṃ supupphitaṃ sabbakālikaṃ rammaṃ yahimanuvicari rājā Parikiṇṇo ñātisaṅghena. Idamassa pāṭalivanaṃ supupphitaṃ sabbakālikaṃ rammaṃ yahimanuvicari rājā parikiṇṇo itthāgārehi. Idamassa pāṭalivanaṃ supupphitaṃ sabbakālikaṃ rammaṃ yahimanuvicari rājā parikiṇṇo ñātisaṅghena. Idamassa ambavanaṃ supupphitaṃ sabbakālikaṃ rammaṃ yahimanuvicari rājā parikiṇṇo itthāgārehi. Idamassa ambavanaṃ supupphitaṃ sabbakālikaṃ rammaṃ yahimanuvicari rājā parikiṇṇo ñātisaṅghena. Ayamassa pokkharaṇī sañchannā aṇḍajehi vītikiṇṇā yahimanuvicari rājā Parikiṇṇo itthāgārehi. Ayamassa pokkharaṇī sañchannā aṇḍajehi vītikiṇṇā yahimanuvicari rājā parikiṇṇo ñātisaṅghena.
Rājā kho 1- pabbajito sutasomo rajjaṃ imaṃ pahantvāna kāsāyavatthavasano nāgova ekako 2- carati.
Māssu pubbe ratikīḷitāni hasitāni anussarittha 3- mā vo kāmā haniṃsu surammañhi 4- sudassanaṃ nagaraṃ mettacittañca bhāvetha appamāṇaṃ divā ca ratto ca atha gacchittha 5- devapuraṃ āvāsaṃ puññakamminanti 6- . Cullasutasomajātakaṃ pañcamaṃ. --------- @Footnote: 1 Ma. rājā vo kho . 2 Sī. ekakova . 3 Yu. anussarittho . 4 Ma. rammaṃ hi. @ 5 Ma. agacchittha . 6 Yu. puññakammānanti. Tassuddānaṃ suvapaṇḍitajambuka kuṇḍalino varakaññamalambusajātakaṃ ca pavaruttamasaṅkhasirīvhayako sutasomaarindamarājavaro. Cattālīsanipātaṃ niṭṭhitaṃ.
ที่มา: พระไตรปิฎกบาลีอักษรโรมัน ฉบับสยามรัฐ เล่มที่ ๒๗ ข้อ ๒๕๑๙
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗