นฬินิกาชาดก
ว่าด้วยราชธิดาทำลายตบะของดาบส
เล่มที่ ๒๘ · ข้อ ๑ · บรรทัด ๑ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๒
อรรถกถาชาดก ตอนที่ ๓ จาก ๓
เรื่องเล่า
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อิธาคมา ได้แก่ ข้าแต่ท่านพ่อ ชฎิลผู้ประพฤติพรหมจรรย์มายังอาศรมนี้. บทว่า สุทสฺสเนยฺโย ได้แก่ มีรูปร่างควรดูด้วยดี. บทว่า สุตนู ได้แก่ มีรูปร่างบางกำลังดี ไม่ผอมนัก ไม่อ้วนนัก. บทว่า วิเนติ ความว่า ย่อมยังอาศรมให้ถึง คือให้เต็มเปี่ยมด้วยรัศมีกายของตน คล้ายกับว่าอาศรมมีแต่รัศมีอย่างเดียว. บทว่า สุกณฺหกณฺหจฺฉทเนหิ โภโต ความว่า ข้าแต่ท่านพ่อ ศีรษะของท่านผู้เจริญนั้น มีสีดำสนิทด้วยเส้นผมที่มีสีคล้ายแมลงภู่ เพราะปกคลุมด้วยสีดำเป็นเงางามย่อมปรากฏ คล้ายทำด้วยแก้วมณีที่ขัดสีดีแล้ว ฉะนั้น. บทว่า อมสฺสุชาโต ได้แก่ ชฎิลนั้นยังเป็นหนุ่มแน่น หนวดของเขาจึงยังไม่ปรากฏก่อน. บทว่า อปุราณวณฺณี ได้แก่ ยังบวชไม่นานนัก. บทว่า อาธารรูปญฺจ ปนสฺส กณฺเ นี้ ท่านกล่าวหมายถึงแก้วมุกดาหารว่า ก็ชฎิลนั้นมีเครื่องประดับคล้ายกับรูปเชิงบาตรสำหรับใช้วางภาชนะภิกษาของพวกเราอยู่ที่คอ. บทว่า คณฺฑา นี้ ท่านกล่าวหมายถึงนมทั้งสองข้าง. บทว่า อุเร สุชาตา ได้แก่ เกิดดีแล้วที่อก. ปาฐะว่า อุรโต ดังนี้ก็มี. บทว่า ปภสฺสรา ได้แก่ สมบูรณ์ด้วยรัศมี. ปาฐะว่า ปภาสเร ดังนี้ก็มี ความว่า ย่อมส่องสว่าง. บทว่า ภุสทสฺสเนยฺยํ แปลว่า น่าดูยิ่งนัก. บทว่า กุญฺจิตคฺคา นี้ ท่านกล่าวหมายถึงกรรเจียกจอน บทว่า สุตฺตญฺจ ความว่า สายพันที่ชฎาของชฎิลนั้น ย่อมส่องแสงแพรวพราว. ด้วยบทว่า สํยมานิ จตสฺโส นี้ ท่านแสดงถึงเครื่องประดับ ๔ อย่างที่ทำด้วยแก้วมณี ทองคำ แก้วประพาฬ และเงิน. บทว่า ตา สํสเร ความว่า เครื่องประดับเหล่านั้นย่อมดังกริ่งกร่าง เหมือนฝูงนกติริฏิร้องในเวลาที่ฝนตก ฉะนั้น. บทว่า เมขลํ แปลว่า สายรัดเอวสำหรับผู้หญิง. ปาฐะก็อย่างนี้เหมือนกัน . คำนี้ท่านกล่าวหมายถึงผ้าไยไม้ชนิดบางสำหรับนุ่ง. บทว่า น สนฺถเร ได้แก่ ไม่ใช่ผ้าเปลือกไม้. มีคำที่ท่านกล่าวอธิบายไว้ว่า ข้าแต่ท่านพ่อ ชฎิลนั้นมิได้ใช้ผ้าที่ทำด้วยหญ้าปล้อง หรือที่ทำด้วยเปลือกไม้ เหมือนของพวกเราเลย แต่ชฎิลนั้นใช้ผ้าใยไม้ชนิดบางสีทอง. บทว่า อขิลกานิ ได้แก่ ไม่สุก ไม่มีขั้ว. บทว่า กฏิสโมหิตานิได้แก่ ผูกติดอยู่สะเอว. บทว่า นิจฺจกีฬํ กโรนฺติ ความว่า แม้จะไม่กระทบกัน แต่ก็กระดกเล่นอยู่เป็นนิตย์. บทว่า หนฺตาต แปลว่า ข้าแต่ท่านพ่อผู้เจริญ. บทว่า กึ รุกฺขผลานิ ตานิ นี้ ท่านกล่าวหมายถึงแก้วมณีและผ้าพาดว่า ผลไม้เหล่านั้น เป็นผลไม้ชนิดไหน ที่ผูกด้ายเป็นปมติดอยู่ที่สะเอวของมาณพนั้น. บทว่า ชฎา ท่านกล่าวหมายถึงมวยผมที่แซมเสียบติดด้วยรัตนะ โดยเป็นระเบียบวงรอบชฎา. บทว่า เวลฺลิตคฺคา แปลว่า มีปลายงอนขึ้น. บทว่า เทฺวธาสิโร ได้แก่ ศีรษะของชฎิลนั้น มีชฎาที่ผูกแบ่งด้วยดีเป็นสองส่วน. บทว่า ตถา ความว่า ดาบสปรารถนาว่า ชฎาของผม ท่านพ่อมิได้ผูกให้เหมือนชฎาของมาณพนั้นเลย โอ หนอ ขอให้ชฎาแม้ของผมจงเป็นเช่นนั้นเถิด ดังนี้ จึงได้กล่าวไว้แล้ว . บทว่า อุเปตรูปา ได้แก่ชฎามีสภาวะอันประกอบแล้ว . บทว่า วาตสเมริตํว ความว่า กลิ่นหอมย่อมฟุ้งขจรไปในอาศรมไพรสณฑ์นี้ เหมือนดอกอุบลเขียวที่ถูกลมรำเพยพัดฟุ้งไป ฉะนั้น . บทว่า เนตาทิโส ความว่า ข้าแต่ท่านพ่อ ผิวพรรณที่สรีระของชฎิลนั้นทั้งน่าดูยิ่งนัก ทั้งมีกลิ่นหอมด้วย ไม่เป็นเช่นกับผิวพรรณที่กายของข้าพเจ้าเลย. บทว่า อคฺคคิมฺเห ได้แก่ ในสมัยต้นฤดูฝน. บทว่า นิหนฺติ แปลว่า ย่อมตี. บทว่า กึ รุกฺขผลํ นุโข ตํ ได้แก่ ผลไม้นั้นเป็นผลของต้นไม้อะไรหนอ. บทว่า สงฺขวรูปปนฺนา ได้แก่ มีส่วนเปรียบเสมอด้วยสังข์อันขัดดีแล้ว. บทว่า น นูน โส สากมขาทิ ความว่า มาณพนั้น ไม่ได้เคี้ยวผัก หัวมันและผลไม้ด้วยฟันเหล่านั้น เหมือนอย่างพวกเราเป็นแน่. ดาบสนั้นย่อมแสดงว่า เพราะเมื่อพวกเราพากันเคี้ยวผลไม้เหล่านั้นอยู่ ฟันจึงมีสีเปลือกตมจับสนิท. บทว่า อกกฺกสํ ความว่า ข้าแต่ท่านพ่อคำพูดของดาบสนั้น แม้จะพูดอยู่บ่อย ๆ ก็ไม่หยาบคาย ไม่เคลื่อนคลาดอ่อนหวานเพราะไพเราะหวานสนิท เป็นคำตรงเพราะไม่หลงลืม เป็นคำสงบเรียบเพราะไม่ฟุ้งซ่าน เป็นคำไม่คลอนแคลน. เพราะเป็นคำมั่นคงหลักฐาน. บทว่า รุทํ ความว่า แม้เสียงร้องคือเสียงของเขาผู้พูดอยู่ ย่อมจับใจ เป็นเสียงดี ไพเราะหวานดุจเสียงนกการเวก ฉะนั้น. บทว่า รญฺชยเตว ความว่า ใจของข้าพเจ้า ย่อมกำหนัดยิ่งนัก. บทว่า พินฺทุสฺสโร ได้แก่ เสียงของเขาหยดย้อย. บทว่า มาณวาหุ ความว่า เพราะมาณพนั้นได้เป็นมิตรของข้าพเจ้ามาก่อน. บทว่า สุสนฺธิ สพฺพตฺถ วีมฏิมํ วณํ ความว่าข้าแต่ท่านพ่อ แผลแผลหนึ่ง มีอยู่ที่ระหว่างขาอ่อนของมาณพนั้น แผลนั้นมีรอยต่อสนิทดี สัมผัสดี เกลี้ยเกลาในที่ทั้งปวง คือ เกลี้ยงเกลาโดยรอบคล้ายกับปากแผลที่มีศิลปะ. บทว่า ปุถุ ได้แก่ ใหญ่. บทว่า สุชาตํ ได้แก่ ดำรงอยู่เหมาะดี. บทว่า ขรปตฺตสนฺนิภํ แปลว่า คล้ายกับกลีบดอกบัว. บทว่า อุตฺตริยาน ได้แก่ คร่อม คือ ทับลง. บทว่า ปิฬยิแปลว่า บีบไว้. บทว่า ตปนฺติ ความว่า รัศมีมีสีดุจทองคำแผ่ซ่านออกจากสรีระของมาณพนั้น ย่อมเปล่งปลั่งสว่างไสวและรุ่งเรือง. บทว่า พาหาได้แก่ แม้แขนทั้ง ๒ ข้างของชฎิลนั้น ก็อ่อนนุ่ม. บทว่า อญฺชนโลมสทิสา ได้แก่ ประกอบพร้อมด้วยขนทั้งหลาย เช่นกับขนดอกอัญชัน. บทว่า วิจิตฺรวฏฺฏงฺคุลิกสฺส โสภเร ความว่า แม้มือทั้งสองข้างของชฎิลนั้น ก็ประกอบด้วยนิ้วมืออันเรียวงดงาม มีลักษณะอันวิจิตร เช่นกับยอดผ้าขนสัตว์. บทว่า อกกฺกสงฺโค ได้แก่ มีอวัยวะน้อยใหญ่ปราศจากโรคภัย มีโรคหิดที่เบียดเบียนเป็นต้น. บทว่า รมยํ อุปฏฺหิ ความว่า บำรุง บำเรอให้ข้าพเจ้ารื่นรมย์. บทว่า ตูลูปนิภา ได้แก่ เป็นข้ออุปมาถึงความอ่อนนุ่ม. บทว่า สุวณฺณกมฺพูตลวฏฺฏสุจฺฉวี ได้แก่ พื้นฝ่ามือกลมเกลี้ยง และมีผิวพรรณดีคล้ายพื้นแว่นทองคำ อธิบายว่า มีพื้นกลมเกลี้ยง และมีผิวพรรณงดงาม. บทว่า สํผุสิตฺวา ได้แก่ สัมผัสด้วยดี คือ ใช้มือทั้งสองของตนสัมผัสทำให้สรีระของข้าพเจ้า ซาบซ่าน. บทว่า อิโต คโต ได้แก่ ทั้ง ๆ ที่ข้าพเจ้ามองดูอยู่นั่นแหละ เธอก็จากที่นี้ไปเสียแล้ว . บทว่า เตน มํ ทหนฺติ ความว่า ด้วยการกอดรัดสัมผัสนั้นของเขา ทำให้ข้าพเจ้าเร่าร้อนอยู่จนถึงบัดนี้แหละ อธิบายว่า ก็จำเดิมแต่กาลที่ชฎิลนั้นจากไปแล้วอย่างนั้น ความเร่าร้อนก็บังเกิดขึ้นในสรีระของข้าพเจ้า ด้วยเหตุนั้น ข้าพเจ้าจึงถึงความโทมนัสนอนซมอยู่แล้ว. บทว่า ขาริวิธํ ความว่า ข้าแต่ท่านพ่อ มาณพนั้นมิได้ยกหาบเที่ยวไปเป็นแน่. บทว่า ขีฬานิ ได้แก่ สิ้นความกระด้าง. อีกอย่างหนึ่งบาลีก็อย่างนี้เหมือนกัน บทว่า สุขฺยํ ได้แก่ ความสุข. บทว่า สนฺถตา ได้แก่ อันปูลาด. บทว่า วิกิณฺณรูปา จ ความว่า ข้าแต่ท่านพ่อ ที่อันปูลาดด้วยใบเถาย่างทรายของท่านนี้ กลายเป็นที่เปรอะเปื้อนอากูล ด้วยอำนาจการที่ข้าพเจ้าและชฎิลนั้นลูบคลำ สัมผัสทางเพศกันและกัน ในวันนี้ คล้ายกระจุยกระจาย ด้วยการนอนพลิกไปพลิกมา ฉะนั้น. บทว่า ปุนปฺปุนํ ปณฺณกุฏึ วชาม ความว่า ชฎิลนั้น พูดว่า ข้าแต่ท่านพ่อ ข้าพเจ้าและชฎิลนั้นอภิรมย์กันแล้ว ก็เหน็ดเหนื่อย ออกจากบรรณศาลา พากันไปยังแม่น้ำ รื่นรมย์แล้ว พอปราศจากความกระวนกระวายแล้วก็กลับเข้าไปยังกุฎีนี้นั่นแหละบ่อย ๆ. บทว่า มนฺตา ความว่า วันนี้ คือ ตั้งแต่กาลที่ชฎิลนั้นจากข้าพเจ้าไปแล้ว มนต์ทั้งหลาย ย่อมไม่แจ่มแจ้ง คือ ย่อมไม่ปรากฏได้แก่ ย่อมไม่ชอบใจข้าพเจ้าเลย. บทว่า น อคฺคิหุตฺตํ นปิ ยญฺ ตตฺร ความว่า แม้กิริยาของยัญมีจุดไฟ (สุมไฟ) ในการสังเวยเป็นต้น ที่ควรทำเพื่อต้องการอ้อนวอนท้าวมหาพรหม ย่อมไม่แจ่มแจ้งแก่ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าไม่ชอบใจเลย. บทว่า น จาปิ เต ความว่า ข้าพเจ้าจะไม่ยอมบริโภค แม้ซึ่งมูลผลาหารที่ท่านพ่อนำมาแล้ว. บทว่า ยสฺสํ ทิสํ แปลว่า ในทิศใด. บทว่า วนํ ได้แก่ ป่าไม้ที่เกิดอยู่แวดล้อมอาศรมของมาณพนั้น.
เมื่อดาบสนั้น กำลังพร่ำเพ้ออยู่นั่นเอง พระมหาโพธิสัตว์ ได้ฟังคำพร่ำเพ้อนั้นแล้ว ก็ทราบว่า ศีลของดาบสนั้น เห็นทีจักถูกผู้หญิงคนหนึ่งทำลายให้ขาดเสียแล้วเป็นแน่ ดังนี้ เมื่อจะกล่าวสอนดาบสนั้น จึงกล่าวคาถา ๖ คาถาความว่า
เราไม่ควรให้เจ้าผู้ยังเป็นเด็กเช่นนี้ ถึงความ กระสันในป่าโชติรส ที่หมู่คนธรรพ์และเทพอัปสร ซ่องเสพ เป็นที่อยู่อาศัยแห่งฤาษีทั้งหลาย ในกาลก่อน พวกมิตรย่อมมีบ้าง ไม่มีบ้าง ชนทั้งหลาย ย่อมทำ ความรักในพวกญาติและพวกมิตร กุมารใดย่อมไม่รู้ว่า เราเป็นผู้มาแต่ไหน กุมารนี้เป็นผู้ลามก อยู่ในกลางวัน เพราะเหตุอะไร มิตรสหายย่อมสนิทกันบ่อย ๆ เพราะ ความอยู่ร่วมกัน มิตรนั้นนั่นแหละย่อมเสื่อมไป เพราะ ความไม่อยู่ร่วมของบุรุษที่ไม่สมาคม ถ้าเจ้าได้เห็น พรหมจารี ได้พูดกับพรหมจารี เจ้าจักละคุณคือตปธรรมนี้เร็วไว ดุจข้าวกล้าที่สมบูรณ์แล้ว เสียไปเพราะ น้ำมาก ฉะนั้น หากเจ้าได้เห็นพรหมจารีอีก ได้พูด กับพรหมจารีอีก เจ้าจักละสมณเดชนี้เร็วไว ดุจข้าว ถ้าที่สมบูรณ์แล้ว เสียไปเพราะน้ำมาก ฉะนั้น ดูก่อนลูกรัก พวกยักษ์นั้น ย่อมเที่ยวไปในมนุษยโลก โดยรูปแปลก ๆ นรชนผู้มีปัญญา ไม่พึงคบพวกยักษ์ นั้น พรหมจารีย่อมฉิบหายไป เพราะความเกาะเกี่ยว กัน.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อิมสฺมา ได้แก่ อิมสฺมึ แปลว่า (ในป่าอันเป็นโชติรส) นี้. คำว่า หิ เป็นเพียงนิบาต. บทว่า โชติรเสได้แก่ ในป่าอันมีรัศมีโชติช่วงสว่างไสวปกคลุมทั่ว. บทว่า สนนฺตนมฺหิ แปลว่า ในกาลก่อน. บทว่า ปาปุเณถ แปลว่า (ไม่) ควรให้ถึง. มีคำอธิบายที่ท่านกล่าวไว้ว่า ลูกเอย ! กุลบุตรผู้เป็นบัณฑิตอยู่ในป่าเห็นปานนี้ไม่ควรให้เจ้าผู้ยังเป็นเด็กเช่นนี้ ถึงความกระสันเลย อธิบายว่า ไม่ควรให้ถึง. บทว่า ภวนฺติ ความว่า พระมหาโพธิสัตว์ กล่าวคาถานี้ เฉพาะคนที่อยู่ภายในเท่านั้น. ความในคาถานั้น มีอธิบายดังต่อไปนี้ ธรรมดาว่าหมู่มิตรของปวงสัตว์ในโลก ย่อมมีบ้าง ไม่มีบ้าง ในบรรดาคนเหล่านั้น พวกที่เป็นมิตร ย่อมทำความรักในพวกญาติและพวกมิตรของตน. บทว่า อยญฺจ ชมฺโม ได้แก่ (กุมารนี้) เป็นมิคสิงคะ ผู้ลามก. บทว่า กิสฺส ทิวา นิวิฏฺโ ความว่า เพราะค่าที่ตนเกิดในท้องของมิคีแล้วเติบโตในป่า ด้วยเหตุอะไรกุมารนั้นจึงอยู่กับมาตุคาม โดยสำคัญว่าเป็นมิตรเล่า. บทว่า กุโตมิหิอาคโต ความว่า กุมารนั้น ย่อมไม่รู้ว่าคนมีฐานะมาอย่างไร จะป่วยกล่าวไปไยถึงหมู่ญาติและมิตรเล่า. บทว่า ปุนปฺปุนํ ความว่า ลูกเอ๋ย ! ธรรมดาว่าหมู่มิตรย่อมสนิทสนมกัน ติดต่อกันบ่อย ๆ เพราะการอยู่ร่วมกันคือ คบหากัน. บทว่า เสฺวว มิตฺโต ความว่า มิตรนั้นนั่นแหละ ย่อมเสื่อมไป คือย่อมพินาศไป เพราะการไม่อยู่ร่วมกล่าวคือการไม่สมาคมกันนั้นของบุรุษผู้ที่ไม่สมาคม. คำว่า สเจ ความว่า เพราะฉะนั้น ลูกเอ๋ย ! ถ้าเจ้าได้เห็นพรหมจารีนั้นซ้ำอีก หรือว่าได้พูดกับพรหมจารีนั้น เจ้าก็จักละจักทำให้คุณ คือตปธรรมของตนนี้ เสื่อมไปเร็วไว ดุจข้าวกล้าที่เผล็ดผลสมบูรณ์ดีแล้ว เสียไปเพราะน้ำมาก ฉะนั้น. บทว่า อุสฺมาคตํ แปลว่าสมณเดช. บทว่า วิรูปรูเปน แปลว่า โดยรูปแปลก ๆ. มีคำที่ท่านกล่าวอธิบายไว้ว่า พระโพธิสัตว์กล่าวสอนแล้วซึ่งบุตรอย่างนี้ว่า ดูก่อนลูกรัก ก็ภูตคือพวกยักษ์เหล่านี้ ย่อมเที่ยวไปในมนุษยโลก โดยรูปร่างของตนปกปิดรูปแปลก ๆ ไว้ ก็เพื่อเคี้ยวกินพวกคนที่ตกไปสู่อำนาจของตน นรชนผู้มีปัญญาไม่พึงคบหาพวกภูตคือยักษ์เหล่านั้น เพราะถึงความเกาะเกี่ยวกันเช่นนั้น การประพฤติพรหมจรรย์ ย่อมฉิบหายไป เจ้าถูกนางยักษิณีนั้นพบเห็นแล้ว แต่ยังไม่ถูกเคี้ยวกิน.
ดาบสนั้น ได้ฟังถ้อยคำของบิดาแล้วเกิดความกลัวขึ้นว่า เพิ่งทราบว่า หญิงคนนั้นคือนางยักษิณี จึงกลับใจแล้ว ขอขมาคุณพ่อว่า คุณพ่อครับผมจักไม่ขอไปจากที่นี้ พ่อยกโทษให้ผมเถอะ. แม้พระโพธิสัตว์นั้น ปลอบใจให้ลูกสบายใจแล้ว จึงบอกถึงวิธีการเจริญพรหมวิหารว่า มาณพน้อย เอ๋ย ! เจ้ามานี่ซิ เจ้าจงเจริญเมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขาเถิด. ดาบสนั้นปฏิบัติตามอย่างนั้นแล้ว ก็ทำฌานและอภิญญาให้บังเกิดขึ้นได้อีก.
พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประกาศสัจจะทั้งหลายแล้ว ทรงประชุมชาดก. ในเวลาจบสัจจะ อุกกัณฐิตภิกษุ ดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล. พระราชธิดานฬินิกาในกาลนั้น ได้เป็นปุราณทุติยิกา. อิสิสงคดาบส ได้เป็นอุกกัณฐิตภิกษุ ส่วนพระโพธิสัตว์ผู้เป็นบิดาก็คือเรานั่นเอง.
จบอรรถกถานฬินิกาชาดก
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๖๒ หน้า ๑๐–๓๔ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
ปัญญาสนิบาตชาดก ๑๙ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๙ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
บาลีอักษรไทย ฉบับสยามรัฐ
อุทฺทยฺหเต ๑ ชนปโท รฏฺฐญฺจาปิ วินสฺสติ เอหิ นฬินิเก คจฺฉ ตํ เม พฺราหฺมณมานย ฯ
นาหํ ทุกฺขกฺขมา ราช นาหํ อทฺธานโกวิทา กถํ อหํ คมิสฺสามิ วนํ กุญฺชรเสวิตํ ฯ
ผีตํ ชนปทํ คนฺตฺวา หตฺถินา จ รเถน จ ทารุสงฺฆาฏยาเนน เอวํ คจฺฉ นฬินิเก ฯ หตฺถี อสฺสา รถา ๒ ปตฺตี คจฺเฉวาทาย ขตฺติเย ตเวว วณฺณรูเปน วสํ ตมานยิสฺสสิ ฯ
กทลิทฺธชปญฺญาโณ อาภุชิปริวาริโต เอโส ปทิสฺสติ รมฺโม อิสิสิงฺคสฺส อสฺสโม ฯ เอโส อคฺคิสฺส สงฺขาโต เอโส ธูโม ปทิสฺสติ มญฺเญ โน อคฺคึ หาเปติ อิสิสิงฺโค มหิทฺธิโก ฯ #๑ สี. ยุ. อุฑฺฑยฺหเต ฯ ๒ ม. หตฺถิอสฺสรเถ ฯ
ตญฺจ ทิสฺวาน อายนฺตึ อามุตฺตมณิกุณฺฑลํ อิสิสิงฺโค ปาวิสิ ภีโต อสฺสมํ ปณฺณฉาทนํ ฯ อสฺสมสฺส จ สา ทฺวาเร เคณฺฑุเกนสฺส กีฬติ วิทํสยนฺตี องฺคานิ คุยฺหํ ปกาสิตานิ จ ฯ ตญฺจ ทิสฺวาน กีฬนฺตึ ปณฺณสาลคโต ชฏี อสฺสมา นิกฺขมิตฺวาน อิทํ วจนมพฺรวิ ฯ
อมฺโภ โก นาม โส รุกฺโข ยสฺส เตวํ คตํ ผลํ ทูเรปิ ขิตฺตํ ปจฺเจติ น ตํ โอหาย คจฺฉติ ฯ
อสฺสมสฺส มม พฺรหฺเม สมีเป คนฺธมาทเน พหโว ๑ ตาทิสา รุกฺขา ยสฺส เตวํ คตํ ผลํ ทูเรปิ ขิตฺตํ ปจฺเจติ น มํ โอหาย คจฺฉติ ฯ
เอตุ ภวํ อสฺสมิมํ อเทตุ ปชฺชญฺจ ภกฺขญฺจ ปฏิจฺฉ ทมฺมิ อิทมาสนํ อตฺร ภวํ นิสีทตุ อิโต ภวํ มูลผลานิ ภุญฺชตุ ๒ ฯ
กินฺเต อิทํ อูรูนมนฺตรสฺมึ สุปิจฺฉิตํ กณฺหริวปฺปกาสติ อกฺขาหิ เม ปุจฺฉิโต เอตมตฺถํ โกเส นุ เต อุตฺตมงฺคํ ปวิฏฺฐํ ฯ
อหํ วเน มูลผเลสนํ จรํ #๑ สี. ปพฺพเต ฯ ๒ สี. ขาทตุ ฯ อสาทยึ อจฺฉํ สุโฆรรูปํ โส มํ ปติตฺวา สหสชฺฌปฺปตฺโต ปนุชฺช มํ อพฺพุหิ อุตฺตมงฺคํ ฯ สฺวายํ วโณ ขชฺชติ กณฺฑุวายติ สพฺพญฺจ กาลํ น ลภามิ สาตํ ปโห ภวํ กณฺฑุมิมํ วิเนตตU กุรุตํ ภวํ ยาจิโต พฺราหฺมณตฺถํ ฯ
คมฺภีรรูโป เต วโณ สโลหิโต อปูติโก ปนฺนคนฺโธ ๑ มหา จ กโรมิ เต กิญฺจิ กสายโยคํ ยถา ภวํ ปรมสุขี ภเวยฺย ฯ
น มนฺตโยคา น กสายโยคา น โอสธา พฺรหฺมจาริ กมนฺติ ฆฏฺเฏ มุทุเกน องฺเคน ๒ วิเนหิ กณฺฑฑ ๓ ยถา อหํ ปรมสุขี ภเวยฺยํ ฯ
อิโต นุ โภโต กตเมน อสฺสโม กจฺจิ ภวํ อภิรมสิ อรญฺเญ กจฺจิ นุ เต มูลผลํ ปหูตํ กจฺจิ ภวนฺตํ น วิหึสนฺติ วาฬา ฯ #๑ สี. ปกฺกคนฺโธ ฯ ม. วณคนฺโธ ฯ ๒ สี. ยํ เต มุทุ เตน ฯ ๓ ยุ. กณฺฑูกํ ฯ
อิโต อุชุํ อุตฺตรายํ ทิสายํ เขมา นที หิมวนฺตา ปภาติ ตสฺสา ตีเร อสฺสโม มยฺห รมฺโม อโห ภวํ อสฺสมํ มยฺห ปสฺเส ฯ อมฺพา จ สาลา ติลกา ๑ จ ชมฺพุโย อุทฺทาลกา ปาฏลิโย จ ผุลฺลา สมนฺตโต กึปุริสาภิคีตํ อโห ภวํ อสฺสมํ มยฺห ปสฺเส ฯ ตาลา จ มูลา จ ผลา จ เมตฺถ วณฺเณน คนฺเธน อุเปตรูปํ ตํ ภูมิภาเคหิ อุเปตรูปํ อโห ภวํ อสฺสมํ มยฺห ปสฺเส ฯ ผลา จ มูลา จ ปหูตเมตฺถ วณฺเณน คนฺเธน รเสนุเปตา อายนฺติ จ ลุทฺทกา ตํ ปเทสํ มา เม ตโต มูลผลํ อหาสุํ ฯ
ปิตา มม มูลผเลสนํ คโต อิทานิ อาคจฺฉติ สายกาเล อุโภว คจฺฉามเส อสฺสมนฺตํ #๑ ติณฺฑุกาติปิ ฯ ยาว ปิตา มูลผลโต เอตุ ฯ
อญฺเญ พหู อิสโย สาธุรูปา ราชีสโย อนุมคฺเค วสนฺติ เตเยว ปุจฺเฉสิ มมสฺสมนฺตํ เต ตํ นยิสฺสนฺติ มมํ สกาเส ฯ
น เต กฏฺฐานิ ภินฺนานิ น เต อุทกมาภตํ อคฺคิปิ เต น หาปิโต กินฺนุ มนฺโทว ฌายสิ ฯ ภินฺนานิ กฏฺฐานิ หุโต จ อคฺคิ ตปนีปิ เต สมิตา พฺรหฺมจารี ปีฐญฺจ มยฺหํ อุทกญฺจ โหติ รมสิ ตุวํ พฺรหฺมภูโต ปุรตฺถา ฯ อภินฺนกฏฺโฐสิ อนาภโตทโก อหาสิตคฺคีสิ อสิทฺธโภชโน น เม ตุวํ อาลปสิ มมชฺช นฏฺฐํ นุ กึ เจตสิกญฺจ ทุกฺขํ ฯ
อิธาคมา ชฏิโล พฺรหฺมจารี สุทสฺสเนยฺโย สุตนู วิเนติ เนวาติทีโฆ น ปนาติรสฺโส สุกณฺหกณฺหจฺฉทเนหิ โภโต ฯ อมสฺสุชาโต อปุราณวณฺณี อาธารรูปญฺจ ปนสฺส กณฺเฐ เทฺว ยมา ๑ คณฺฑา อุเร สุชาตา ๒ สุวณฺณติณฺฑุสนฺนิภา ๓ ปภสฺสรา ฯ มุขญฺจ ตสฺส ภุสทสฺสเนยฺยํ กณฺเณสุ ลมฺพนฺติ จ กุญฺจิตคฺคา เต โชตเร จรโต มาณวสฺส สุตฺตญฺจ ยํ สํยมานํ ชฏานํ อญฺญา จ ตสฺส สํยมานิ จตสฺโส นีลา ปีตา โลหิตกา จ เสตา ตา สํสเร จรโต มาณวสฺส ติริฏิสงฺฆาริว ปาวุสมฺหิ ฯ น เมขลํ มุญฺชมยํ ธาเรติ น สนฺถเร โน ปน ปพฺพชสฺส ตา โชตเร ชงฺฆนนฺตเร ๔ วิลคฺคา สเตริตา ๕ วิชฺชุริวนฺตลิกฺเข ฯ อขิลกานิ จ อวณฺฏกานิ เหฏฺฐา นภฺยา กฏิสโมหิตานิ อฆฏฺฏิตา นิจฺจกีฬํ กโรนฺติ หนฺตาต กึ รุกฺขผลานิ ตานิ ฯ #๑ สี. เทฺวปสฺส ฯ ยุ. ทฺวาสฺส ฯ ๒ ม. อุเรสุ ชาตา ฯ ๓ ม. สุวณฺณตินฺทุกนิภา ฯ #ย. โสวณฺณปิณฺฑูปนิภา ฯ ๔ ม. ชฆนนฺตเร ฯ ๕ ม. สเตรตา ฯ ชฏา จ ตสฺส ภุสทสฺสเนยฺยา ปโรสตํ เวลฺลิตคฺคา สุคนฺธา เทฺวธาสิโร สาธุวิภตฺตรูโป อโห นุโข มยฺห ตถา ชฏาสฺสุ ฯ ยทา จ โส ปกิรติ ตา ชฏาโย วณฺเณน คนฺเธน อุเปตรูปา นีลุปฺปลํ วาตสเมริตํว ตเถว สํวายติ ๑ ปนสฺสโม อยํ ฯ ปงฺโก จ ตสฺส ภุสทสฺสเนยฺโย เนตาทิโส ยาทิโส มยฺห กาโย ๒ โส วายติ เอริโต มาลุเตน วนํ ยถา อคฺคคิมฺเห สุผุลฺลํ ฯ นิหนฺติ โส รุกฺขผลํ ปฐพฺยา สุจิตฺตรูปํ รุจิรํ ทสฺสเนยฺยํ ขิตฺตญฺจ ตสฺส ปุนเรติ หตฺถํ หนฺตาต กึ รุกฺขผลํ นุโข ตํ ฯ ทนฺตา จ ตสฺส ภุสทสฺสเนยฺยา สุทฺธา สมา สงฺขวรูปปนฺนา มโน ปสาเทนฺติ วิวริยมานา น หิ ๓ นูน โส สากมขาทิ เตหิ ฯ #๑ ม. สํวาติ ฯ ๒ ม. มยฺหํ กาเย ฯ ๓ สี. ยุ. สพฺพตฺถ น ห... ฯ อกกฺกสํ อคฺคฬิตํ มุหุํ มุทุํ อุชุํ อนุทฺธตํ อจปลมสฺส ภาสิตํ รุทํ มนุญฺญํ กรวีกสุสฺสรํ หทยงฺคมํ รญฺชยเตว เม มโน ฯ พินฺทุสฺสโร นาติวิสฺสฏฺฐวาโกฺย ๑ น นูน สชฺฌายมติปฺปยุตฺโต อิจฺฉามิ โข ๒ ตํ ปุนเทว ทฏฺฐุํ มิตฺตญฺหิ ๓ เม มาณวาหุ ๔ ปุรตฺถา ฯ สุสนฺธิ สพฺพตฺถ วิมฏฺฐิมํ วณํ ปุถุ สุชาตํ ขรปตฺตสนฺนิภํ เตเนว มํ อุตฺตริยาน มาณโว วิวริย อูรํ ชฆเนน ปีฬยิ ฯ ตปนฺติ อาภนฺติ วิโรจเร จ สเตริตา ๕ วิชฺชุริวนฺตลิกฺเข พาหา มุทู อญฺชนโลมสทิสา วิจิตฺรวฏฺฏงฺคุลิกสฺส โสภเร ฯ อกกฺกสงฺโค น จ ทีฆโลโม นขสฺส ทีฆา อปิ โลหิตคฺคา มุทูหิ พาหาหิ ปลิสฺสชนฺโต กลฺยาณรูโป รมยํ อุปฏฺฐหิ ฯ #๑ ม. นาติวิสฬวาโกฺย ฯ ๒ ม. โภ ฯ ๓ ม. มิตฺโต หิ ฯ ๔ ม. มาณโวหุ ฯ #๕ ม. สเตรตา ฯ ทุมสฺส ตูลูปนิภา ปภสฺสรา สุวณฺณกมฺพูตลวฏฺฏสุจฺฉวี หตฺถา มุทู เตหิ มํ สํผุสิตฺวา อิโต คโต เตน มํ ทหนฺติ ตาต ฯ น นูน โส ขาริวิธํ อหาสิ น นูน โส กฏฺฐานิ สยํ อภญฺชิ น นูน โส หนฺติ ทุเม กุฐาริยา นปิสฺส หตฺเถสุ ขิลานิ อตฺถิ ฯ อจฺโฉว โข ตสฺส วณํ อกาสิ โส มํ พฺรวี สุขิตํ มํ กโรหิ ตาหํ กรึ เตน มมาปิ ๑ โสขฺยํ โส จ พฺรวี สุขิโตสฺมีติ พฺรหฺเม ฯ อยญฺจ เต มาลุวปณฺณสนฺถตา วิกิณฺณรูปาว มยา จ เตน จ กิลนฺตรูปา อุทเก รมิตฺวา ปุนปฺปุนํ ปณฺณกุฏึ วชาม ฯ น มชฺช มนฺตา ปฏิภนฺติ ตาต น อคฺคิหุตฺตํ นปิ ยญฺญ ตตฺร ๒ น จาปิ เต มูลผลานิ ภุญฺเช #๑ ม. มมาสิ ฯ ๒ สี. ยญฺญตนฺตฺรํ ฯ ม. ยญฺญตนฺตํ ฯ ยาว น ปสฺสามิ ตํ พฺรหฺมจารึ ฯ อทฺธา ปชานาสิ ตุวํปิ ตาต ยสฺสํ ทิสายํ ๑ วสเต พฺรหฺมจารี ตํ มํ ทิสํ ปาปย ตาต ขิปฺปํ มา เต อหํ อมริมสฺสมมฺหิ ฯ วิจิตฺรผุลฺลญฺหิ ๒ วนํ สุตํ มยา ทิชาภิฆุฏฺฐํ ทิชสงฺฆเสวิตํ ตํ มํ วนํ ปาปย ตาต ขิปฺปํ ปุรา เต ปาณํ วิชหามิ อสฺสเม ฯ
อิมสฺมาหํ โชติรเส วนมฺหิ คนฺธพฺพเทวจฺฉรสงฺฆเสวิเต อิสีนมาวาเส สนนฺตนมฺหิ เนตาทิสํ อรตึ ปาปุเณถ ฯ ภวนฺติ มิตฺตานิ อโถ น โหนฺติ ญาตีสุ มิตฺเตสุ กโรนฺติ เปมํ อยญฺจ ชมฺโม กิสฺส ทิวา ๓ นิวิฏฺโฐ โย เนว ชานาติ กุโตมฺหิ อาคโต ฯ สํวาเสน หิ มิตฺตานิ สนฺธิยนฺติ ปุนปฺปุนํ เสฺวว มิตฺโต ๔ อสงฺคนฺตุ อสํวาเสน ชีรติ ฯ #๑ ม. ทิสํ ฯ ๒ สี.ยุ. วิจิตรปุปฺผํ ฯ ๓ สี. ริวา ฯ ม. วา ฯ ๔ ยุ. สา จ เมตฺติ ฯ สเจ ตุวํ ทกฺขสิ พฺรหฺมจารึ สเจ ตุวํ สลฺลเป ๑ พฺรหฺมจารินา สมฺปนฺนสสฺสํว มโหทเกน ตโปคุณํ ขิปฺปมิมํ ปหสฺสสิ ฯ ปุนปิ เจ ทกฺขสิ พฺรหฺมจารึ ปุนปิ เจ สลฺลเป ๒ พฺรหฺมจารินา สมฺปนฺนสสฺสํว มโหทเกน อุสฺมาคตํ ขิปฺปมิมํ ปหสฺสสิ ฯ่ ภูตานิ เหตานิ จรนฺติ ตาต วิรูปรูเปน มนุสฺสโลเก น ตานิ เสเวถ นโร สปญฺโญ อาสชฺชนํ ๓ นสฺสติ พฺรหฺมจารีติ ฯ นฬินิกาชาตกํ ปฐมํ ฯ __________________ อุมฺมาทนฺตีชาตกํ
ที่มา: พระไตรปิฎกบาลีอักษรไทย ฉบับสยามรัฐ เล่มที่ ๒๘ ข้อ ๑
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๘