นฬินิกาชาดก
ว่าด้วยราชธิดาทำลายตบะของดาบส
เล่มที่ ๒๘ · ข้อ ๑ · บรรทัด ๑ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๒
อรรถกถาชาดก ตอนที่ ๑ จาก ๓
เรื่องเล่า
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวันมหาวิหาร ทรงพระปรารภถึงการประเล้าประโลมของปุราณทุติยิกา จึงตรัสพระดำรัสนี้ว่า อุทฺทยฺหเต ชนปโท ดังนี้เป็นต้น.
ก็พระศาสดา เมื่อจะตรัสจึงถามภิกษุนั้นว่า เธอถูกใครทำให้เบื่อหน่าย ? เมื่อภิกษุกราบทูลว่า ถูกภริยาเก่าเป็นผู้ทำให้เบื่อหน่าย ดังนี้ จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ หญิงคนนี้แลเป็นผู้ทำความพินาศให้แก่เธอ (ในบัดนี้เท่านั้น หามิได้) แม้ในกาลก่อน เธออาศัยผู้หญิงคนนี้แล้ว เสื่อมจากฌานเป็นผู้ถึงความพินาศอย่างใหญ่หลวง ดังนี้ จึงทรงนำอดีตนิทานมาว่า
ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัต เสวยราชสมบัติ ในกรุงพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดในตระกูลพราหมณ์มหาศาล ชื่อว่า อุทิจจะพอเจริญวัยแล้วได้ศึกษาเล่าเรียนศิลปะจนจบแล้ว บวชเป็นฤาษีทำฌานและอภิญญาให้บังเกิดขึ้นแล้ว ก็สำเร็จการอยู่อาศัยในหิมวันตประเทศ. เพราะอาศัยเหตุนั้น โดยนัยดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ในอลัมพุสาชาดกนั้นนั่นแล นางเนื้อตัวหนึ่ง จึงตั้งท้องแล้วคลอดลูก. เขาได้มีชื่อว่า อิสิสิงโค เทียว. ต่อมาบิดาได้ให้เขาผู้เจริญวัยแล้วบวช ศึกษาเล่าเรียนการบริกรรมกสิณ. มิช้ามินานนัก เขาก็ทำฌานและอภิญญาให้บังเกิดขึ้นได้ จึงได้เล่นอยู่ด้วยความสุขอันเกิดแต่ฌาน ได้เป็นผู้มีตบะกล้าแข็ง มีตบะอย่างยอดเยี่ยม มีอินทรีย์อันชนะอย่างดียิ่ง. เพราะเดชะแห่งศีลของดาบสนั้น ภพท้าวสักกเทวราชจึงหวั่นไหวท้าวสักกเทวราช ทรงใคร่ครวญดูก็ทราบถึงเหตุ คิดว่า เราจักใช้อุบายทำลายศีลของดาบสนี้ให้ได้ จึงห้ามฝนไม่ให้ตก ในกาสิกรัฐทั้งหมดตลอด๓ ปี. แว่นแคว้น ได้เป็นราวกะว่าถูกไฟแผดเผาแล้ว . เมื่อข้าวกล้าไม่สมบูรณ์พวกมนุษย์ถูกทุพภิกขภัยเบียดเบียน จึงเรียกกันมาประชุมที่พระลานหลวง. ลำดับนั้น พระราชาประทับยืนอยู่ที่ช่องพระแกล ตรัสถามคนเหล่านั้นว่า นั่นอะไรกัน ? พวกมนุษย์ผู้ได้รับความทุกข์ พากันกราบทูลว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า เมื่อฝนไม่ตกตลอด ๓ ปี แว่นแคว้นทั้งสิ้นก็เร่าร้อน แล้วกราบทูลอีกว่าข้าแต่สมมติเทพ ขอพระองค์จงให้ฝนตกเถิด. พระราชา แม้จะสมาทานศีลเข้าจำอุโบสถ ก็ไม่ทรงสามารถจะให้ฝนตกลงมาได้. ในกาลนั้น ท้าวสักกะเสด็จเข้าไปยังห้องอันประกอบด้วยพระสิริของพระราชาพระองค์นั้น ในเวลาเที่ยงคืน ทรงทำแสงสว่างครั้งหนึ่งแล้ว ได้ประทับยืนที่กลางเวหาส. พระราชาทอดพระเนตรเห็นแสงสว่างนั้นแล้ว ตรัสถามว่า ท่านเป็นใครกัน ? ท้าวสักกะตรัสตอบว่า เราเป็นท้าวสักกะ. พระราชาตรัสถามว่า พระองค์เสด็จมาประสงค์อะไรหรือ ? ท้าวสักกเทวราชตรัสว่า มหาราชเจ้าเอย ! ฝนในแว่นแคว้นของพระองค์ตกบ้างไหม ? พระราชาตรัสว่า ไม่ตกเลย. ท้าวสักกะตรัสถามว่าก็พระองค์ทรงทราบเหตุที่ฝนไม่ตกหรือเปล่า ? พระราชาตรัสว่า ไม่ทราบเลย. ท้าวสักกเทวราชจึงตรัสชี้แจงว่า มหาราช ! ในหิมวันตประเทศ มีดาบสชื่อว่าอิสิสิงคะอาศัยอยู่. พระดาบสนั้น มีตบะกล้าแข็ง มีอินทรีย์อันชนะอย่างดียิ่ง เมื่อฝนตกลงมาเป็นนิตย์ ท่านโกรธแล้วเพ่งดูอากาศ เพราะฉะนั้น ฝนจึงไม่ตก. พระราชาตรัสถามว่า บัดนี้ จะพึงทำอย่างไรดีในเรื่องนี้ ? ท้าวสักกะตรัสว่า เมื่อทำลายตบะของพระดาบสนั้นได้ ฝนก็จักตก. พระราชาตรัสถามว่า ก็ใครเล่าจะสามารถทำลายตบะของพระดาบสนั้นได้. ท้าวสักกะตรัสชี้แจงว่ามหาราช ก็พระราชธิดาพระนามว่านฬินิกาของพระองค์นี้แหละจะเป็นผู้สามารถพระองค์จงให้คนเรียกเธอมาแล้วสั่งว่า ลูกจงไปยังสถานที่ชื่อโน้นแล้ว จงทำลายตบะของพระดาบสให้จงได้. ท้าวสักกเทวราช สั่งสอนพระราชาอย่างนั้นแล้ว ก็ได้เสด็จไปยังที่อยู่ของพระองค์ตามเดิม ในวันรุ่งขึ้น พระราชาทรงปรึกษากับพวกอำมาตย์แล้วตรัสสั่งให้เรียกพระราชธิดามาแล้ว ตรัสพระคาถาแรกว่า
ชนบทเร่าร้อนอยู่ แม้รัฐก็จะพินาศ ดูก่อนลูก นฬินิกา มานี่เถิด เจ้าจงไปนำพราหมณ์ผู้นั้นมาให้เรา.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตํ เม ความว่า เจ้าจงนำพราหมณ์ผู้ทำความพินาศให้แก่เราคนนั้นมาไว้ในอำนาจของตน คือ จงทำลายศีลของดาบสนั้น ด้วยวิธีให้ยินดีในกิเลสเถิด.
พระราชธิดานั้นสดับคาถานั้นแล้ว จึงตรัสคาถาที่ ๒ ตอบว่า
ข้าแต่พระราชบิดา หม่อมฉันทนความลำบาก ไม่ได้ ทั้งไม่รู้จักหนทาง จะไปยังป่าที่ช้างอยู่อาศัย ได้อย่างไรเล่า เพคะ.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทุกฺขกฺขมา ความว่า ข้าแต่มหาราชเจ้าหม่อมฉันเป็นผู้อดทนต่อความทุกข์ไม่ได้ ทั้งหม่อมฉันก็ไม่รู้จักหนทางหม่อมฉันนั้นจักไปได้อย่างไรเล่า เพคะ.
ลำดับนั้น พระราชาจึงได้ตรัสคาถา ๒ คาถาว่า
ดูก่อนลูกนฬินิกา เจ้าจงไปอยู่ชนบทที่เจริญด้วย ช้าง ด้วยรถ ด้วยยานที่ต่อด้วยไม้ เจ้าจงไปด้วยอาการ อย่างนี้เถิดลูก เจ้าจงพากองช้าง กองม้า กองรถ กองพลราบไปแล้ว จักนำพราหมณ์ผู้นั้นมาสู่อำนาจ ได้ด้วยผิวพรรณ และรูปสมบัติของเจ้า.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทารุสงฺฆาฏยาเนน ความว่า แม่นฬินิกา เจ้าจักไม่ต้องเดินไป แต่ว่า เจ้าไปสู่ชนบทที่เจริญ มีภิกษาหาได้ง่าย อันเกษมของตนด้วยพาหนะช้าง ด้วยพาหนะรถทั้งหลายแล้ว ต่อจากสถานที่นั้นไปในที่โล่งแจ้ง จงไปด้วยยวดยานที่ปกปิดแล้วเป็นต้น ในทางน้ำจงไปด้วยเรือและแพ ด้วยยานที่ต่อทำด้วยไม้เถิด. บทว่า วณฺณรูเปน ความว่า เจ้าไม่ต้องลำบากอย่างนั้น พอไปแล้ว ก็จักนำพราหมณ์นั้นมาสู่อำนาจของตนได้ ด้วยผิวพรรณและด้วยรูปสมบัติของเจ้า.
พระราชาพระองค์นั้น ตรัสพระดำรัสที่ไม่ควรจะตรัสกับพระราชธิดาอย่างนั้น ก็เพราะมุ่งอาศัยการที่จะรักษาแว่นแคว้น. แม้พระราชธิดานั้น ก็ทูลรับสนองว่า ดีละ. ลำดับนั้น พระราชาได้ทรงพระราชทานสิ่งของที่ควรพระราชทานทั้งหมดแก่อำมาตย์แล้ว ทรงส่งพระราชธิดาไปกับพวกอำมาตย์. อำมาตย์ทั้งหลาย พาพระราชธิดาไปถึงปัจจันตชนบทแล้ว ให้ตั้งค่ายพักแรมในชนบทนั้น ให้ยกพระราชธิดาขึ้นแล้ว. เข้าไปยังหิมวันตประเทศ โดยหนทางที่พรานป่าชี้บอก ในเวลาเช้า ก็ถึงที่ใกล้อาศรมบทของดาบสนั้น.
ในขณะนั้น พระโพธิสัตว์ให้บุตรเฝ้าอยู่ที่อาศรมบท ตนเองเข้าไปสู่ป่าเพื่อผลไม้น้อยใหญ่. พวกพรานป่า ไม่ไปยังอาศรมบทเอง แต่ยืนอยู่ที่ที่อยู่ของดาบสนั้น เมื่อจะแสดงที่อยู่นั้นแก่พระนางนฬินิกา จึงกล่าวคำ ๒ คาถาว่า
อาศรมของอิสิสิงคดาบสนั้น ปรากฏด้วยธง คือ ต้นกล้วย แวดล้อมด้วยต้นสมอ เป็นที่น่ารื่นรมย์ นั่น คือแสงไฟ นั่นคือควันเห็นปรากฏอยู่ อิสิสิงคดาบส ผู้มีฤทธิ์มาก เห็นจะไม่ทำให้ไฟเสื่อม.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กทลิธชปญฺาโณ มีวิเคราะห์ว่าชื่อว่า กทลิธชปัญญาณะ เพราะอรรถว่า มีธงคือต้นกล้วยปรากฏอยู่. บทว่าอกภุชิปริวาริโต ได้แก่ แวดล้อมด้วยป่าไม้สมอ. บทว่า สงฺขาโต ความว่านั่นคือแสงไฟลุกโพลงประจักษ์อยู่ ด้วยฌานของอิสิสิงคดาบสนั้น. บทว่า มญฺเ โน อคฺคึ ความว่า เราย่อมสำคัญว่า อิสิสิงคดาบสจะไม่ทำไฟของพวกเราให้เสื่อม คือ ให้ลุกโพลง บำเรออยู่.
ฝ่ายพวกอำมาตย์ พากันแวดล้อมอาศรมในเวลาที่พระโพธิสัตว์เข้าไปสู่ป่าทันที ก็พากันตั้งกองอารักขา ให้พระราชธิดาถือเพศเป็นฤาษี เอาผ้าใยไม้สีทองชนิดบางทำเป็นผ้านุ่งผ้าห่ม ประดับด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพแล้ว ให้พระราชธิดาถือเอาลูกข่างอันวิจิตรผูกด้วยเส้นด้าย ส่งเข้าไปยังอาศรมบท พวกตนเองพากันยืนอารักขาอยู่ภายนอก. พระราชธิดานั้นเล่นลูกข่างนั้นพลาง ก็ล่วงล้ำถึงที่สุดจงกรม. ในขณะนั้น อิสิสิงคดาบส กำลังนั่งอยู่แล้วบนแผ่นหินที่ใกล้ซุ้มประตูบรรณศาลา. พระดาบสนั้นมองเห็นหญิงนั้นกำลังเดินมา ตกใจกลัว ลุกขึ้นแล้วเข้าไปยังบรรณศาลา หยุดยืนอยู่. แม้พระราชธิดานั้น ก็ไปยังประตูบรรณศาลาของพระดาบสนั้นแล้ว ก็เล่น (ลูกข่าง) ต่อไปอีก
ก็พระศาสดา เมื่อจะประกาศเนื้อความนั้นให้ยิ่งขึ้นไปกว่านั้นอีก จึงได้ตรัสพระคาถา ๓ คาถาว่า
อิสิสิงคดาบสเห็นพระราชธิดา ผู้สวมใส่กุณฑล แก้วมณี เสด็จมาอยู่ กลัวแล้ว เข้าไปสู่อาศรมที่มุง ด้วยใบไม้ ส่วนพระราชธิดาแสดงอวัยวะที่ซ่อนเร้น และอวัยวะที่ปรากฏ เล่นลูกข่างอยู่ที่ประตูอาศรมของ ดาบสนั้น ฝ่ายดาบสผู้อยู่ในบรรณศาลา เห็นพระนาง กำลังเล่นลูกข่างอยู่ จึงออกจากอาศรมแล้วได้กล่าว คำนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เคณฺฑุเกนสฺส ความว่า เล่นลูกข่างอยู่ที่ประตูอาศรม ของอิสิสิงคดาบสนั้น. บทว่า วิทํสยนฺตี แปลว่า แสดงอยู่. บทว่า คุยฺหํ ปกาสิตานิ จ ได้แก่ ประกาศแสดงอวัยวะที่ลับ และองคชาตของลับ และประกาศแสดงอวัยวะที่ปรากฏมีใบหน้าและมือเป็นต้น. บทว่า อพรวิ ความว่า เล่ากันว่า พระดาบสนั้น ยืนอยู่ในบรรณศาลาแล้วคิดว่า ถ้าว่าคนคนนี้ จะพึงเป็นยักษ์ไซร้ ก็จะพึงเข้ามายังบรรณศาลาแล้วฉีกเนื้อเราเคี้ยวกิน ผู้นี้เห็นจักไม่ใช่ยักษ์ คงเป็นดาบสแน่.
เพราะฉะนั้น จึงเล่าว่า อิลิสิงคดาบส ออก (จากอาศรม) แล้วกล่าวคำนี้ว่า
ดูก่อนท่านผู้เจริญ ต้นไม้ของท่านที่มีผลเป็นรูป อย่างนี้ มีชื่อว่าอะไร แม้ท่านขว้างไปไกลก็กลับมา มิได้ละท่านไปเลย.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยสฺส เตวํ คตํ ความว่า ต้นไม้ชนิดใดของท่านช่างมีผลอันน่าพึงใจเป็นไปอย่างนี้ ต้นไม้ชนิดนั้นชื่อว่าอะไรหนอคือ พระดาบสสำคัญลูกข่างอันวิจิตรที่ตนเองไม่ได้เคยเห็นมาแล้วในกาลก่อนว่า ลูกข่างนั้น พึงเป็นผลแห่งต้นไม้ จึงได้ถามอย่างนั้น.
ลำดับนั้น พระราชธิดานั้น เมื่อจะบอกจึงได้ตรัสคาถานี้แก่พระดาบสนั้นว่า
ข้าแต่ท่านพราหมณ์ ต้นไม่ที่มีผลเป็นไปอย่างนี้ นั้น มีอยู่มากที่ภูเขาคันธมาทน์ ณ ที่ใกล้อาศรมของ ข้าพเจ้า ผลไม้นั้น แม้ข้าพเจ้าขว้างไปไกลก็กลับมา ไม่ละข้าพเจ้าไปเลย.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สมีเป คนฺธมาทเน ได้แก่ ที่ภูเขาคันธมาทน์ ณ ที่ใกล้อาศรมของข้าพเจ้า. บทว่า ยสฺส เตวํ คตํ ได้แก่ต้นไม้ที่มีผลเป็นไปอย่างนี้. ต อักษร กระทำการเชื่อมบทพยัญชนะ. พระราชธิดานั้น ได้กล่าวมุสาวาท ดังนี้แล.
ฝ่ายพระดาบสเชื่อแล้ว เมื่อจะทำการต้อนรับด้วยสำคัญว่า ท่านผู้นั้นเป็นพระดาบส จึงกล่าวคาถานี้ว่า
เชิญท่านผู้เจริญ จงเข้ามาสู่อาศรมนี้ จงบริโภค จงรับน้ำมันและภักษา เราจักให้ นี้อาสนะ เชิญท่าน นั่งบนอาสนะนี้ เชิญบริโภคเหง้ามันและผลไม้แต่ที่นี้ เถิด.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อสฺสมิมํ ความว่า เชิญท่านผู้เจริญจงเข้ามาสู่อาศรมนี้เถิด. บทว่า อเทตุ ความว่า เชิญท่านบริโภคอาหารตามที่เราได้ตระเตรียมไว้แล้วเถิด. บทว่า ปชฺชํ ได้แก่ น้ำมันสำหรับทาเท้า. บทว่า ภกฺขํ ได้แก่ ผลไม้น้อยใหญ่อันมีรสอร่อย. บทว่า ปฏิจฺฉ แปลว่าจงรับ. บทว่า อิทมาสนํ ความว่า พระดาบสกล่าวแล้วอย่างนั้น ในเวลาที่พระราชธิดาเข้าไปแล้ว.
บทว่า กินฺเต อิทํ ความว่า เมื่อพระราชธิดาพระองค์นั้น เข้าไปยังบรรณศาลา นั่งบนระหว่างไม้ เมื่อผ้าใยไม้ชนิดบางสีทอง แตกกลางเป็น๒ แฉก สรีระที่ปกปิดก็เปิดเผย. พระดาบส พอเห็นอวัยวะส่วนที่ปกปิดแห่งสรีระของมาตุคาม เพราะค่าที่ตนไม่เคยเห็นมาแต่ก่อน จึงสำคัญว่า นั่นเป็นแผล แล้วกล่าวอย่างนี้ว่า
ในระหว่างขาอ่อนทั้งสองของท่าน นี้เป็นอะไร มีสัณฐานเรียบร้อย ปรากฏดุจสีดำ เราถามท่านแล้ว ขอท่านจงบอกเนื้อความนั้นแก่ข้าพเจ้า อวัยวะส่วนยาว ของท่าน เข้าไปอยู่ในฝักหรือหนอ.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สุปิจฺฉิตํ ความว่า สัณฐานปากแผลอันมีศิลปะ ถูกสัมผัสด้วยดี ในเวลาประชิดขาอ่อน ๒ ข้างเข้ากัน. จริงอยู่ที่ตรงนั้นได้กลายเป็นหลุมบ่อ เพราะไม่ประกอบด้วยลักษณะที่งดงาม และมีสัณฐานปากแผลอันมีศิลปะนูนขึ้นชัด เพราะประกอบด้วยลักษณะที่งดงาม. บทว่า กณฺหรีวปฺปกาสติ ความว่า ปรากฏดุจสีดำที่ข้างทั้ง ๒. บทว่าโกเส นุ เต อุตฺตมงฺคํ ปวิฏฺํ ความว่า อวัยวะส่วนยาว คือ สัณฐานแห่งเพศของท่าน ย่อมไม่ปรากฏ คือ พระดาบสถามว่า อวัยวะส่วนยาว เข้าไปอยู่ในฝักคือสรีระของท่านหรือหนอ ?
ลำดับนั้น พระราชธิดานั้น เมื่อจะหลอกลวงพระดาบสนั้น จึงตรัสคาถา ๒ คาถาว่า
ข้าพเจ้านี้ เที่ยวแสวงหามูลผลาหารในป่า ได้ พบหมีมีรูปร่างน่ากลัวยิ่งนัก มันวิ่งไล่ข้าพเจ้ามาโดย เร็ว มาทันเข้าแล้ว ทำให้ข้าพเจ้าล้มลงแล้ว มันกัด อวัยวะส่วนยาวของข้าพเจ้าเสีย แผลนั้นก็เหวอะหวะ และเกิดคันขึ้น ข้าพเจ้าไม่ได้ความสบายตลอดกาลทั้ง ปวง ท่านคงสามารถกำจัดความคันนี้ได้ ข้าพเจ้า วิงวอนแล้ว ขอท่านได้โปรดกระทำประโยชน์ให้แก่ ข้าพเจ้า ผู้เป็นพราหมณ์เถิด.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อสาทยึ ความว่า พบหมีกำลังวิ่งมาจึงพยายามเอาก้อนดินขว้างปามัน . บทว่า ปติตฺวา แปลว่า วิ่งไล่มา. บทว่า สหสฺชฌปฺปตฺโต ได้แก่ ถึงคือทันตัวข้าพเจ้าโดยเร็ว. บทว่า ปนุชฺช ได้แก่ ทำให้ข้าพเจ้าล้มลงแล้ว. บทว่า อพฺพหิ ความว่า มันใช้ปากกัดอวัยวะส่วนยาวของข้าพเจ้าแล้ว ก็หลีกหนีไป จำเดิมแต่นั้นมา ในที่ตรงนี้แหละ จึงกลายเป็นแผล. บทว่า สฺวายํ ความว่า จำเดิมแต่กาลนั้นมาแผลของข้าพเจ้านี้นั้น จึงเหวอะหวะ และต้องทำการเกาเสมอ เพราะข้อนั้นเป็นปัจจัยแล ข้าพเจ้าจึงไม่ได้รับความสุขทั้งทางร่างกายและทางจิตใจ ตลอดกาลทั้งปวง. บทว่า ปโห แปลว่า สามารถ. บทว่า พฺราหฺมณตฺถํ ความว่า พระราชธิดากล่าวว่า ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าวิงวอนแล้ว กรุณาช่วยทำประโยชน์นี้แก่ข้าพเจ้าผู้เป็นพราหมณ์เถิด คือความทุกข์นี้ จักได้ไม่มีแก่ข้าพเจ้า ได้แก่ จงช่วยนำไปเสีย.
พระดาบสนั้น เธอคำมุสาวาทของพระราชธิดานั้นว่า เป็นจริง จึงคิดว่า ถ้าความสุขอย่างนั้น จะมีแก่ท่านไซร้ ข้าพเจ้าก็จักทำให้ดังนี้แล้ว ก็มองดูส่วนตรงนั้นแล้ว กล่าวคาถาถัดไปว่า
แผลของท่านลึก มีสีแดง ไม่เน่าเปื่อย มีกลิ่น เหม็น และเป็นแผลใหญ่ เราจะประกอบกระสายยา หน่อยหนึ่งให้ท่านตามที่ท่านจะพึงมีความสุขอย่างยิ่ง.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สโลหิโต ได้แก่ มีสีแดง. บทว่าอปูติโก ได้แก่ เว้นจากเนื้อเน่า. บทว่า ปกฺกคนฺโธ ได้แก่ มีกลิ่นเหม็นนิดหน่อย. บทว่า กสายโยคํ ความว่า ข้าพเจ้าจักถือเอาน้ำฝาดจากต้นไม้บางชนิดแล้ว ทำน้ำฝาดนั้นประกอบเป็นยาสมานแผลแก่ท่าน.
ลำดับนั้น พระนางนฬินิกา จึงตรัสคาถาว่า
ดูก่อนท่านผู้ประพฤติพรหมจรรย์ การประกอบ มนต์ก็ดี การประกอบกระสายยาก็ดี โอสถก็ดี ย่อม แก้ไม่ได้ ขอท่านจงเอาองคชาตอันอ่อนนุ่มของท่าน เสียดสีกำจัดความคัน ตามที่ข้าพเจ้าจะพึงมีความสุข อย่างยิ่งเถิด.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กมนฺติ ความว่า ดูก่อนท่านผู้ประพฤติพรหมจรรย์ผู้เจริญ การประกอบมนต์ก็ดี การประกอบกระสายยาก็ดี โอสถมีดอกและผลเป็นต้นก็ดี ที่แผลของข้าพเจ้านี้ ย่อมแก้ไม่ได้เลย คือการประกอบมนต์เป็นต้นเหล่านั้น ถึงจะทำแล้วหลาย ๆ ครั้ง ก็ไม่เป็นความผาสุกสบายแก่แผลนั้นเลย แต่เมื่อท่านใช้องคชาตอันอ่อนนุ่มของท่านนั้น เสียดสีไปมาเท่านั้น ความคันก็จะไม่ปรากฏ เพราะฉะนั้น ขอท่านช่วยเอาองคชาตนั้น กำจัดความคันให้ทีเถอะ.
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๖๒ หน้า ๑๐–๓๔ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
ปัญญาสนิบาตชาดก ๑๙ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๙ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
บาลีอักษรโรมัน ฉบับสยามรัฐ
Uddayhate 1- janapado raṭṭhañcāpi vinassati ehi naḷinike gaccha taṃ me brāhmaṇamānaya.
Nāhaṃ dukkhakkhamā rāja nāhaṃ addhānakovidā kathaṃ ahaṃ gamissāmi vanaṃ kuñjarasevitaṃ.
|3.1| Phītaṃ janapadaṃ gantvā hatthinā ca rathena ca dārusaṅghāṭayānena evaṃ gaccha naḷinike. |3.2| Hatthī assā rathā 2- pattī gacchevādāya khattiye taveva vaṇṇarūpena vasaṃ tamānayissasi.
|4.1| Kadaliddhajapaññāṇo ābhujiparivārito eso padissati rammo isisiṅgassa assamo. |4.2| Eso aggissa saṅkhāto eso dhūmo padissati maññe no aggiṃ hāpeti isisiṅgo mahiddhiko. @Footnote: 1 Sī. Yu. uḍḍayhate . 2 Ma. hatthiassarathe.
|5.1| Tañca disvāna āyantiṃ āmuttamaṇikuṇḍalaṃ isisiṅgo pāvisi bhīto assamaṃ paṇṇachādanaṃ. |5.2| Assamassa ca sā dvāre geṇḍukenassa kīḷati vidaṃsayantī aṅgāni guyhaṃ pakāsitāni ca. |5.3| Tañca disvāna kīḷantiṃ paṇṇasālagato jaṭī assamā nikkhamitvāna idaṃ vacanamabravi.
Ambho ko nāma so rukkho yassa tevaṃ gataṃ phalaṃ dūrepi khittaṃ pacceti na taṃ ohāya gacchati.
Assamassa mama brahme samīpe gandhamādane bahavo 1- tādisā rukkhā yassa tevaṃ gataṃ phalaṃ dūrepi khittaṃ pacceti na maṃ ohāya gacchati.
Etu bhavaṃ assamimaṃ adetu pajjañca bhakkhañca paṭiccha dammi idamāsanaṃ atra bhavaṃ nisīdatu ito bhavaṃ mūlaphalāni bhuñjatu 2- .
Kinte idaṃ ūrūnamantarasmiṃ supicchitaṃ kaṇharivappakāsati akkhāhi me pucchito etamatthaṃ kose nu te uttamaṅgaṃ paviṭṭhaṃ.
|10.1| Ahaṃ vane mūlaphalesanaṃ caraṃ @Footnote: 1 Sī. pabbate . 2 Sī. khādatu. Asādayiṃ acchaṃ sughorarūpaṃ so maṃ patitvā sahasajjhappatto panujja maṃ abbuhi uttamaṅgaṃ. |10.2| Svāyaṃ vaṇo khajjati kaṇḍuvāyati sabbañca kālaṃ na labhāmi sātaṃ paho bhavaṃ kaṇḍumimaṃ vinetuṃ kurutaṃ bhavaṃ yācito brāhmaṇatthaṃ.
Gambhīrarūpo te vaṇo salohito apūtiko pannagandho 1- mahā ca karomi te kiñci kasāyayogaṃ yathā bhavaṃ paramasukhī bhaveyya.
Na mantayogā na kasāyayogā na osadhā brahmacāri kamanti ghaṭṭe mudukena aṅgena 2- vinehi kaṇḍuṃ 3- yathā ahaṃ paramasukhī bhaveyyaṃ.
Ito nu bhoto katamena assamo kacci bhavaṃ abhiramasi araññe kacci nu te mūlaphalaṃ pahūtaṃ kacci bhavantaṃ na vihiṃsanti vāḷā. @Footnote: 1 Sī. pakkagandho. Ma. vaṇagandho . 2 Sī. yaṃ te mudu tena . 3 Yu. kaṇḍūkaṃ.
|14.1| Ito ujuṃ uttarāyaṃ disāyaṃ khemā nadī himavantā pabhāti tassā tīre assamo mayha rammo aho bhavaṃ assamaṃ mayha passe. |14.2| Ambā ca sālā tilakā 1- ca jambuyo uddālakā pāṭaliyo ca phullā samantato kiṃpurisābhigītaṃ aho bhavaṃ assamaṃ mayha passe. |14.3| Tālā ca mūlā ca phalā ca mettha vaṇṇena gandhena upetarūpaṃ taṃ bhūmibhāgehi upetarūpaṃ aho bhavaṃ assamaṃ mayha passe. |14.4| Phalā ca mūlā ca pahūtamettha vaṇṇena gandhena rasenupetā āyanti ca luddakā taṃ padesaṃ mā me tato mūlaphalaṃ ahāsuṃ.
Pitā mama mūlaphalesanaṃ gato idāni āgacchati sāyakāle ubhova gacchāmase assamantaṃ @Footnote: 1 tiṇḍukātipi. Yāva pitā mūlaphalato etu.
Aññe bahū isayo sādhurūpā rājīsayo anumagge vasanti teyeva pucchesi mamassamantaṃ te taṃ nayissanti mamaṃ sakāse.
|17.1| Na te kaṭṭhāni bhinnāni na te udakamābhataṃ aggipi te na hāpito kinnu mandova jhāyasi. |17.2| Bhinnāni kaṭṭhāni huto ca aggi tapanīpi te samitā brahmacārī pīṭhañca mayhaṃ udakañca hoti ramasi tuvaṃ brahmabhūto puratthā. |17.3| Abhinnakaṭṭhosi anābhatodako ahāsitaggīsi asiddhabhojano na me tuvaṃ ālapasi mamajja naṭṭhaṃ nu kiṃ cetasikañca dukkhaṃ.
|18.1| Idhāgamā jaṭilo brahmacārī sudassaneyyo sutanū vineti nevātidīgho na panātirasso sukaṇhakaṇhacchadanehi bhoto. |18.2| Amassujāto apurāṇavaṇṇī ādhārarūpañca panassa kaṇṭhe dve yamā 1- gaṇḍā ure sujātā 2- suvaṇṇatiṇḍusannibhā 3- pabhassarā. |18.3| Mukhañca tassa bhusadassaneyyaṃ kaṇṇesu lambanti ca kuñcitaggā te jotare carato māṇavassa suttañca yaṃ saṃyamānaṃ jaṭānaṃ |18.4| aññā ca tassa saṃyamāni catasso nīlā pītā lohitakā ca setā tā saṃsare carato māṇavassa tiriṭisaṅghāriva pāvusamhi. |18.5| Na mekhalaṃ muñjamayaṃ dhāreti na santhare no pana pabbajassa tā jotare jaṅghanantare 4- vilaggā sateritā 5- vijjurivantalikkhe. |18.6| Akhilakāni ca avaṇṭakāni heṭṭhā nabhyā kaṭisamohitāni aghaṭṭitā niccakīḷaṃ karonti hantāta kiṃ rukkhaphalāni tāni. @Footnote: 1 Sī. dvepassa. Yu. dvāssa. 2 Ma. uresu jātā . 3 Ma. suvaṇṇatindukanibhā. @Yu. sovaṇṇapiṇḍūpanibhā . 4 Ma. jaghanantare . 5 Ma. sateratā. |18.7| Jaṭā ca tassa bhusadassaneyyā parosataṃ vellitaggā sugandhā dvedhāsiro sādhuvibhattarūpo aho nukho mayha tathā jaṭāssu. |18.8| Yadā ca so pakirati tā jaṭāyo vaṇṇena gandhena upetarūpā nīluppalaṃ vātasameritaṃva tatheva saṃvāyati 1- panassamo ayaṃ. |18.9| Paṅko ca tassa bhusadassaneyyo netādiso yādiso mayha kāyo 2- so vāyati erito mālutena vanaṃ yathā aggagimhe suphullaṃ. |18.10| Nihanti so rukkhaphalaṃ paṭhabyā sucittarūpaṃ ruciraṃ dassaneyyaṃ khittañca tassa punareti hatthaṃ hantāta kiṃ rukkhaphalaṃ nukho taṃ. |18.11| Dantā ca tassa bhusadassaneyyā suddhā samā saṅkhavarūpapannā mano pasādenti vivariyamānā na hi 3- nūna so sākamakhādi tehi. @Footnote: 1 Ma. saṃvāti . 2 Ma. mayhaṃ kāye . 3 Sī. Yu. sabbattha na ha.... |18.12| Akakkasaṃ aggaḷitaṃ muhuṃ muduṃ ujuṃ anuddhataṃ acapalamassa bhāsitaṃ rudaṃ manuññaṃ karavīkasussaraṃ hadayaṅgamaṃ rañjayateva me mano. |18.13| Bindussaro nātivissaṭṭhavākyo 1- na nūna sajjhāyamatippayutto icchāmi kho 2- taṃ punadeva daṭṭhuṃ mittañhi 3- me māṇavāhu 4- puratthā. |18.14| Susandhi sabbattha vimaṭṭhimaṃ vaṇaṃ puthu sujātaṃ kharapattasannibhaṃ teneva maṃ uttariyāna māṇavo vivariya ūraṃ jaghanena pīḷayi. |18.15| Tapanti ābhanti virocare ca sateritā 5- vijjurivantalikkhe bāhā mudū añjanalomasadisā vicitravaṭṭaṅgulikassa sobhare. |18.16| Akakkasaṅgo na ca dīghalomo nakhassa dīghā api lohitaggā mudūhi bāhāhi palissajanto kalyāṇarūpo ramayaṃ upaṭṭhahi. @Footnote: 1 Ma. nātivisaḷavākyo . 2 Ma. bho . 3 Ma. mitto hi . 4 Ma. māṇavohu. @ 5 Ma. sateratā. |18.17| Dumassa tūlūpanibhā pabhassarā suvaṇṇakambūtalavaṭṭasucchavī hatthā mudū tehi maṃ saṃphusitvā ito gato tena maṃ dahanti tāta. |18.18| Na nūna so khārividhaṃ ahāsi na nūna so kaṭṭhāni sayaṃ abhañji na nūna so hanti dume kuṭhāriyā napissa hatthesu khilāni atthi. |18.19| Acchova kho tassa vaṇaṃ akāsi so maṃ bravī sukhitaṃ maṃ karohi tāhaṃ kariṃ tena mamāpi 1- sokhyaṃ so ca bravī sukhitosmīti brahme. |18.20| Ayañca te māluvapaṇṇasanthatā vikiṇṇarūpāva mayā ca tena ca kilantarūpā udake ramitvā punappunaṃ paṇṇakuṭiṃ vajāma. |18.21| Na majja mantā paṭibhanti tāta na aggihuttaṃ napi yañña tatra 2- na cāpi te mūlaphalāni bhuñje @Footnote: 1 Ma. mamāsi . 2 Sī. yaññatantraṃ. Ma. yaññatantaṃ. Yāva na passāmi taṃ brahmacāriṃ. |18.22| Addhā pajānāsi tuvaṃpi tāta yassaṃ disāyaṃ 1- vasate brahmacārī taṃ maṃ disaṃ pāpaya tāta khippaṃ mā te ahaṃ amarimassamamhi. |18.23| Vicitraphullañhi 2- vanaṃ sutaṃ mayā dijābhighuṭṭhaṃ dijasaṅghasevitaṃ taṃ maṃ vanaṃ pāpaya tāta khippaṃ purā te pāṇaṃ vijahāmi assame.
|19.1| Imasmāhaṃ jotirase vanamhi gandhabbadevaccharasaṅghasevite isīnamāvāse sanantanamhi netādisaṃ aratiṃ pāpuṇetha. |19.2| Bhavanti mittāni atho na honti ñātīsu mittesu karonti pemaṃ ayañca jammo kissa divā 3- niviṭṭho yo neva jānāti kutomhi āgato. |19.3| Saṃvāsena hi mittāni sandhiyanti punappunaṃ sveva mitto 4- asaṅgantu asaṃvāsena jīrati. @Footnote: 1 Ma. disaṃ. 2 Sī.Yu. vicitarapupphaṃ . 3 Sī. rivā. Ma. vā . 4 Yu. sā ca metti. |19.4| Sace tuvaṃ dakkhasi brahmacāriṃ sace tuvaṃ sallape 1- brahmacārinā sampannasassaṃva mahodakena tapoguṇaṃ khippamimaṃ pahassasi. |19.5| Punapi ce dakkhasi brahmacāriṃ punapi ce sallape 2- brahmacārinā sampannasassaṃva mahodakena usmāgataṃ khippamimaṃ pahassasi. |19.6| Bhūtāni hetāni caranti tāta virūparūpena manussaloke na tāni sevetha naro sapañño āsajjanaṃ 3- nassati brahmacārīti. Naḷinikājātakaṃ paṭhamaṃ.
ที่มา: พระไตรปิฎกบาลีอักษรโรมัน ฉบับสยามรัฐ เล่มที่ ๒๘ ข้อ ๑
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๘