อุมมาทันตีชาดก
ว่าด้วยเสนาบดีถวายนางอุมมาทันตีแด่พระราชา
เล่มที่ ๒๘ · ข้อ ๒๐ · บรรทัด ๑๔๑ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๒
อรรถกถาชาดก ตอนที่ ๑ จาก ๕
เรื่องเล่า
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวันมหาวิหารทรงพระปรารภอุกกัณฐิตภิกษุ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า นิเวสนํ กสฺส นุทํ สุนนฺท ดังนี้เป็นต้น.
ได้ยินว่า วันหนึ่ง ภิกษุรูปนั้นเที่ยวไปบิณฑบาตในกรุงสาวัตถี ได้มองเห็นหญิงคนหนึ่ง ซึ่งประดับตกแต่งร่างกาย มีรูปร่างงดงามอย่างยิ่ง เกิดมีจิตปฏิพัทธ์ ไม่อาจจะกลับใจหักห้ามได้ มายังวิหาร จำเดิมแต่นั้น ก็เป็นผู้อ่อนแอเพราะโรค ดุจถูกลูกศรทิ่มแทงแล้ว มีส่วนเปรียบด้วยเนื้อที่วิ่งพล่านไป ฝ่ายผอม ร่างกายมีเส้นเอ็นขึ้นสะพรั่ง กลายเป็นคนผอมเหลือง ไม่ยินดี (ในพระศาสนา) เมื่อไม่ได้ความสบายใจ แม้ในอิริยาบถหนึ่ง จึงละเว้นวัตรมีอาจริยวัตรและอุปัชฌายวัตรเป็นต้น อยู่ชนิดที่เว้นว่างจากการประกอบความเพียรในอุทเทส ปริปุจฉา และกัมมัฏฐาน. เธอถูกพวกเพื่อนภิกษุถามว่าอาวุโส เมื่อก่อนท่านมีอินทรีย์เปล่งปลั่ง มีสีหน้าผ่องใส แต่เดี๋ยวนี้ หาได้เป็นอย่างนั้นไม่ เพราะเหตุอะไรกันหนอ ? จึงตอบว่า อาวุโส ผมไม่ยินดียิ่ง (ในพระศาสนา) เลย. ลำดับนั้น พวกเพื่อนภิกษุเหล่านั้น จึงกล่าวสอนเธอว่า อาวุโสเอย ! ท่านจงยินดียิ่ง (ในพระศาสนา) เถิด ธรรมดาว่า การอุบัติเกิดแห่งพระพุทธเจ้า เป็นสภาวะที่ได้โดยยาก การได้ฟังพระสัทธรรมและการได้อัตภาพเป็นมนุษย์ ก็เป็นสิ่งที่ได้โดยยากเหมือนกัน ท่านนั้นได้อัตภาพเป็นมนุษย์แล้ว เมื่อปรารถนาจะทำที่สุดแห่งทุกข์ให้ได้ จึงละคนผู้เป็นญาติมีน้ำตานองใบหน้าแล้ว บวชด้วยศรัทธา เพราะเหตุไร ท่านจึงตกไปสู่อำนาจแห่งกิเลสเล่า ขึ้นชื่อว่า กิเลสเหล่านั้น มีทั่วไปแก่คนพาลทุกจำพวก ตั้งแต่สัตว์มีชีวิตไส้เดือนขึ้นไป มีอุปมาเหมือนผลไม้ กิเลสเหล่านั้นเป็นที่ตั้งแห่งวัตถุกาม กามแม้เหล่านั้น มีความยินดีน้อย มีทุกข์มาก มีความคับแค้นมาก โทษในกามเหล่านั้น มีประมาณยิ่ง กามทั้งหลาย เปรียบเหมือนร่างกระดูก กามทั้งหลายเปรียบเหมือนชิ้นเนื้อ กามทั้งหลายเปรียบเหมือนคบเพลิงหญ้า กามทั้งหลายเปรียบเหมือนหลุมถ่านเพลิง กามทั้งหลายเปรียบเหมือนความฝัน กามทั้งหลายเปรียบเหมือนของที่ยืมเขามา กามทั้งหลายเปรียบเหมือนผลของต้นไม้ที่มีพิษ กามทั้งหลาย เปรียบเหมือนหอกและหลาวกามทั้งหลาย เปรียบเหมือนหัวงู ธรรมดาว่าท่านบวชแล้ว ในพระศาสนาเห็นปานนี้ ยังตกไปสู่อำนาจของเหล่ากิเลส ซึ่งเป็นเหตุกระทำความพินาศถึงอย่างนั้นได้ดังนี้ เมื่อไม่สามารถจะให้ภิกษุนั้นรับเอาถ้อยคำของตนได้ จึงพากันนำไปเข้าเฝ้าพระศาสดายังธรรมสภา เมื่อพระองค์ตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลายพวกเธอพาภิกษุผู้ไม่มีความปรารถนาจะมา ทำไม ? จึงพากันกราบทูลว่าข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ทราบว่าภิกษุรูปนี้ เป็นผู้มีความเบื่อหน่าย เจ้าข้า. พระศาสดาตรัสถามว่า ที่เล่ามาเป็นความจริงหรือ เมื่อภิกษุนั้นกราบทูลว่า เป็นความจริง พระเจ้าข้า ดังนี้ จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ โปราณกบัณฑิตทั้งหลายแม้ตามพร่ำสอน ซึ่งพระราชาผู้ครอบครองราชสมบัติอยู่ จนไม่ตกไปสู่อำนาจกิเลสที่เกิดขึ้น ห้ามจิตเสียได้ ไม่ยอมทำสิ่งที่ไม่สมควร ดังนี้แล้ว ทรงนำอดีตนิทานมาตรัสว่า
ในอดีตกาล ในแคว้นสีวี พระราชาทรงพระนามว่า สีวี ทรงครอบครองราชสมบัติ ในอริฏฐบุรีนคร. พระโพธิสัตว์ บังเกิดในพระครรภ์พระอัครมเหสีของพระราชาพระองค์นั้นแล้ว. พระบรมวงศานุวงศ์ทั้งหลาย พากันขนานพระนามพระราชโอรสนั้นว่า สีวิกุมาร. แม้บุตรของท่านเสนาบดี ก็คลอดแล้ว. พวกหมู่ญาติ พากันค้างชื่อเด็กนั้นว่า อภิปารกะ. เด็กทั้งสองคนนั้น เป็นสหายกัน พอเจริญวัยที่อายุได้ ๑๖ ปี ไปยังกรุงตักกศิลา พอเล่าเรียนศิลปะจบแล้ว ก็พากันกลับมา. พระราชาได้ทรงพระราชทานพระราชสมบัติให้พระราชโอรสครอบครอง. แม้พระราชโอรสนั้น ก็ทรงแต่งตั้งอภิปารกะไว้ในตำแหน่งเสนาบดีแล้ว ทรงครอบครองราชสมบัติโดยธรรม. ในพระนครนั้นนั่นเอง มีบุตรสาวของท่านติริฏิวัจฉเศรษฐี ผู้มีทรัพย์สมบัติประมาณ ๘๐ โกฏิ เธอมีรูปร่างสวยยิ่งนัก เลอเลิศด้วยความงาม ประกอบด้วยลักษณะอันงดงาม. ในวันตั้งชื่อ หมู่ญาติได้ตั้งชื่อเธอว่า อุมมาทันตี. ในเวลาเธอมีอายุได้ ๑๖ ปี เธอมีผิวพรรณเกินล้ำหมู่มนุษย์ งดงาม น่าดูน่าชมปานเทพยดาชั้นฟ้า. พวกปุถุชนที่พบเห็นเธอเข้าทุกคน ๆ คน ไม่สามารถจะดำรงอยู่ได้โดยภาวะของตน เป็นผู้เมาแล้ว ด้วยความเมาคือกิเลส เหมือนเมาแล้วด้วยน้ำเมา ฉะนั้น ชื่อว่า สามารถจะตั้งสติได้ ไม้ได้มีแล้ว. ครั้งนั้นท่านติริฏิวัจฉะผู้เป็นบิดาของนาง เข้าไปเฝ้าพระราชาแล้วกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ อิตถีรัตนะอันสมควรแด่พระเจ้าแผ่นดิน ได้บังเกิดขึ้นแล้วในเรือนของข้าพระองค์ ขอพระองค์ได้โปรดส่งพราหมณ์ผู้ท่านายลักษณะทั้งหลายไป ให้พิจารณาอิตถีรัตนะนั้นแล้ว โปรดจงทำคามความพอพระทัยเถิด. พระราชา ทรงรับคำแล้วทรงสั่งพราหมณ์ทั้งหลายไปแล้ว. พราหมณ์เหล่านั้นไปยังเรือนของท่านเศรษฐีแล้ว ได้รับการต้อนรับด้วยสักการะและสัมมานะ พากันบริโภคข้าวปายาสแล้ว.
ในขณะนั้น นางอุมมาทันตี ผู้ประดับประดาด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ ได้ไปสู่สำนักของพราหมณ์เหล่านั้นแล้ว. พราหมณ์เหล่านั้น พอพบเห็นนางเข้าก็ไม่สามารถจะดำรงสติไว้ได้ เป็นผู้เมาด้วยความเมาคือกิเลส ไม่ได้รู้เลยว่าตนกำลังบริโภคค้างอยู่. บางพวก ก็จับคำข้าวเอาวางไว้บนศีรษะด้วยสำคัญว่าเราจะบริโภค. บางพวก ก็ยัดใส่ในระหว่างชอกรักแร้. บางพวกก็ทุบตีฝาเรือน. พวกพราหมณ์ได้กลายเป็นคนบ้าไปแม้ทั้งหมด. นางเห็นพราหมณ์เหล่านั้นเข้า จึงกล่าวว่า ทราบว่าพราหมณ์เหล่านี้ จักตรวจดูลักษณะของเรา ท่านทั้งหลาย จงลากคอพราหมณ์เหล่านั้นออกไปให้หมด ดังนี้แล้วให้คนรับใช้นำพราหมณ์เหล่านั้นออกไป. พราหมณ์เหล่านั้น เป็นผู้ขวยเขินไปยังพระราชนิเวศน์แล้ว โกรธต่อนางอุมมาทันตีจึงกราบทูลความเท็จว่า ขอเดชะ ผุ้หญิงคนนั้น เป็นหญิงกาลกรรณี มิได้สมควรแก่พระองค์เลยพระเจ้าข้า. พระราชา ทรงทราบว่า หญิงคนนั้น เป็นกาลกรรณี จึงมิได้ทรงรับสั่งให้นำหญิงนั้นมา. นางอุมมาทันตีได้ทราบเรื่องนั้นแล้ว จึงกล่าวว่า พระราชาไม่ทรงรับเราด้วยทรงสำคัญว่า ทราบว่าเราเป็นคนกาลกรรณี ขึ้นชื่อว่า หญิงกาลกรรณี ย่อมไม่มีรูปร่างอย่างนี้เป็นแน่ ดังนี้ จึงผูกอาฆาตในพระราชาพระองค์นั้นว่า ช่างเถอะ ก็ถ้าว่าเราจักได้เข้าเฝ้าพระราชา ก็จักรู้กัน. ครั้นต่อมา ท่านบิดา ได้มอบเธอให้แก่ท่านอภิปารกะ. นางได้เป็นที่รัก ที่ชอบใจของท่านอภิปารกะเสนาบดี. ถามว่า ก็นางได้มีรูปร่างงดงามอย่างนี้ เพราะวิบากแห่งกรรมอะไร ? ตอบว่า ด้วยวิบากแห่งการถวายผ้าแดง.
ได้ยินว่า ในอดีตกาล ในกรุงพาราณสี นางได้บังเกิดในตระกูลที่ขัดสนในวันมหรสพ เธอมองเห็นผู้หญิงทั้งหลายผู้สมบูรณ์ด้วยบุญ นุ่งผ้าที่ย้อมแล้วด้วยดอกดำ ประดับประดาตกแต่งกำลังเล่นกันอยู่ เป็นเหตุให้เธอต้องการจะนุ่งผ้าเช่นนั้นเล่นกับเขาบ้าง จึงบอกให้มารดาบิดาได้ทราบ เมื่อท่านทั้ง ๒นั้นกล่าวว่า ลูกเอ๋ย ! พวกเราเป็นคนจนขัดสน พวกเราจะได้ผ้าอย่างนั้นแต่ที่ไหนเล่า ดังนี้ จึงกล่าวว่า ถ้าอย่างนั้นท่านจงอนุญาตให้เรา ทำการรับจ้างในตระกูลมั่งคั่งแห่งหนึ่งเถิด พวกนายจ้างเหล่านั้น รู้คุณของเราแล้วก็คงจักให้เอง ดังนี้ พอได้รับอนุญาตจากมารดาบิดาแล้ว จึงเข้าไปยิ่งตระกูลหนึ่งกล่าวว่า ดิฉันมาสมัครทำงานรับจ้าง เพื่อต้องการผ้าที่ย้อมด้วยดอกคำ. ลำดับนั้น พวกนายจ้างกล่าวกะเธอว่า เมื่อเจ้าทำงานครบ ๓ ปีแล้ว พวกเรารู้คุณความดีของเจ้าแล้วจักให้แน่. นางรับคำแล้วเริ่มทำงาน พวกนายจ้าง. เหล่านั้น รู้คุณความดีของนางแล้ว ในเมื่อยังไม่ครบ ๓ ปีบริบูรณ์ดีนั่นเองจึงได้มอบผ้าชนิดอื่นพร้อมกับผ้าที่ย้อมแล้วด้วยดอกดำชนิดเนื้อแน่น ให้แก่นางแล้วสั่งนางว่า เธอจงไปอาบน้ำพร้อมกับพวกสหายของเธอเสร็จแล้ว จงลองนุ่งผ้า (นี้ดู). นางไปกับพวกหญิงสหายแล้ว วางผ้าที่ย้อมแล้วไว้บนฝั่งอาบน้ำแล้ว. ในขณะนั้น พระสาวกของพระทศพลทรงพระนามว่ากัสสปะรูปหนึ่ง มีจีวรถูกโจรชิงเอาไป นุ่งและห่มกิ่งไม้ที่หักได้ มาถึงยังที่นั้นแล้ว. นางเห็นท่านแล้วคิดว่า ท่านผู้เจริญรูปนี้ เห็นที่จักถูกโจรชิงจีวรไปแล้ว ผ้านุ่งของเราเป็นของหาได้ยาก เพราะไม่ได้ให้ทานไว้แม้ในกาลก่อน จึงฉีกผ้านั้นออกเป็น ๒ ส่วน คิดว่า จักถวายส่วนหนึ่งแด่พระผู้เป็นเจ้า ดังนี้ ขึ้นจากน้ำแล้ว นุ่งผ้านุ่งสำหรับส่วนตัวแล้วกล่าวว่า ท่านเจ้าขา นิมนต์หยุดก่อนเจ้าข้า จึงไปไหว้พระเถระแล้ว ฉีกผ้านั้นในท่ามกลาง ได้ถวายส่วนหนึ่งแก่พระเถระนั้น. พระเถระนั้น ยืนอยู่ในที่กำบังส่วนหนึ่ง ทิ้งกิ่งไม้ที่หักได้เสียนุ่งผ้าผืนนั้นชายหนึ่ง ห่มชายหนึ่ง แล้วจึงออกไป. ลำดับนั้น เพราะรัศมีแห่งผ้าอาบทั่วร่างพระเถระ ได้มีแสงรัศมีเป็นอันเดียวกัน ดุจดังพระอาทิตย์ทอแสงอ่อน ๆ ฉะนั้น. นางมองดูพระเถรนั้นแล้ว คิดว่า ทีแรกพระผู้เป็นเจ้าของเราไม่งามเลย บัดนี้งามรุ่งโรจน์ดุจพระอาทิตย์ทอแสงอ่อน ๆ ฉะนั้นเราจักถวายแม้ผ้าท่อนนี้แก่พระผู้เป็นเจ้านี้แหละ. แล้วถวายผ้าส่วนที่สอง ได้ตั้งความปรารถนาว่า ท่านผู้เจริญ ดิฉันเที่ยวไปในภพ พึงเป็นผู้ทรงไว้ซึ่งรูปอันงดงาม คนใดคนหนึ่ง พบเห็นดิฉันแล้ว อย่าได้อาจดำรงอยู่โดยภาวะของตนเลย ผู้หญิงอื่น ที่ชื่อว่ามีรูปสวยงานเกินกว่าดิฉัน อย่าได้มีเลย แม้พระเถระ กระทำอนุโมทนาแล้ว ก็หลีกไป. นางท่องเที่ยวไปในเทวโลกบังเกิดในอริฏฐบุรีในกาลนั้นแล้ว ได้มีรูปร่างงดงาม เหมือนอย่างที่ได้ปรารถนาไว้แล้วนั้น.
ลำดับนั้น ในพระนครนั้น ประชาชนทั้งหลายได้โฆษณางานมหรสพประจำเดือนกัตติกมาส (เดือน) ประชาชนทั้งหลายได้ตระเตรียมพระนครไว้ในวันมหรสพ เพ็ญเดือนกัตติกมาสแล้ว. ท่านอภิปารกเสนาบดีเมื่อจะไปยังที่รักษา (ที่ทำงาน) ของตน จึงเรียกภริยาสุดที่รักนั้นมาแล้วพูดว่า อุมมาทันตี น้องรัก ! วันนี้ เวลาค่ำคืนแห่งกัตติกมาส จะมีมหรสพ พระราชาจักทรงทำประทักษิณพระนคร เสด็จผ่านประตูเรือนของเรานี้เป็นเรือนแรก น้องอย่าปรากฏตัวให้พระราชาทรงเห็นนะ เพราะถ้าพระองค์เห็นน้องแล้ว จักไม่อาจดำรงสติไว้ได้. นางอุมมาทันตีนั้นรับคำสามีว่า ไปเถอะ คุณพี่ (ถึงเวลานั้นแล้ว) ดิฉันจักรู้ ดังนี้ เมื่อสามีไปแล้ว จึงสั่งบังคับนางทาสีว่า ในเวลาที่พระราชาเสด็จมายังประตูเรือนของเรานี้ เจ้าจงบอกแก่เราให้ทราบด้วยนะ. ลำดับนั้น เมื่อพระอาทิตย์อัสดงคตแล้ว พระจันทร์เพ็ญลอยเด่นขึ้นแทนที่พระนครที่ประดับประดาตกแต่งแล้ว ดูงดงามปานเทวนคร ประทีปลุกโพลงสว่างไสวทั่วทุกทิศ พระราชาทรงประดับตกแต่งด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพทรงประทับบนรถม้าคันประเสริฐ แวดล้อมด้วยหมู่อำมาตย์ ทรงกระทำประทักษิณพระนครด้วยยศใหญ่ เสด็จถึงประตูเรือนของท่านอภิปารกเสนาบดีเป็นเรือนแรกทีเดียว. ก็เรือนหลังนั้น แวดล้อมด้วยกำแพงสีดังมโนศิลา มีหอคอยอยู่ที่ซุ้มประตูอันประดับตกแต่งจนงามเลิศ น่าดูชม. ขณะนั้น นางทาสีได้เรียนแจ้งให้นางอุมมาทันตีทราบแล้ว. นางอุมมาทันนี้ให้นางทาสีถือพานดอกไม้แล้ว ยืนพิงบานหน้าต่างด้วยลีลาอันงดงามดุจนางกินรี โปรยดอกไม้ใส่พระราชา. พระราชาเหลือบแลดูนาง ทันทีก็เกิดความเมาด้วยความเมาคือกิเลส ไม่อาจจะดำรงสติไว้ได้ จนไม่สามารถจะจำได้ว่า เรือนหลังนี้ เป็นของท่านอภิปารกเสนาบดี.
ลำดับนั้น พระราชาตรัสเรียกนายสารถีมาแล้ว เมื่อจะตรัสถาม จึงได้ตรัสพระคาถา ๒ คาถาว่า
ดูก่อนนายสุนันทสารถี นี่เรือนของใครหนอล้อม ด้วยกำแพงสีเหลือง ใครหนอปรากฏอยู่ในที่ไกล เหมือนเปลวไฟอันลุกโพลงอยู่บนเวหาส และเหมือน เปลวไฟบนยอดภูเขา ฉะนั้น ดูก่อนนายสุนันทสารถี หญิงคนนี้เป็นธิดาของใครหนอ เป็นลูกสะใภ้หรือเป็น ภรรยาของใคร ไม่มีผู้หวงแหนหรือ สามีของนาง หรือไม่ เราถามแล้วขอท่านจงบอกแก่เราโดยเร็ว.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กสฺส นุทํ ตัดบทเป็น กสฺส นุ อิทํ แปลว่า นี้ (เรือน) ของใครหนอ. บทว่า ปณฺฑุมเยน ได้แก่ อันสำเร็จด้วยกำแพงอิฐสีแดง. บทว่า ทิสฺสติ ความว่า ปรากฏยืนอยู่ที่บานหน้าต่าง. บทว่า อจฺจิ ได้แก่ กองไฟที่มีลมโหมลุกโพลง. บทว่า ธีตา นายํ ตัดบทเป็น ธีตา นุ อยํ เป็นธิดา (ของใคร) หนอ. บทว่า อวาวตา ได้แก่ไม่มีผู้กีดกั้น คือ ไม่มีผู้หวงแหนหรือ. บทว่า ภตฺตา ความว่า สามีของนางมีหรือไม่ เจ้าจงบอกความนี้แก่เรา.
ลำดับนั้น นายสารถี เมื่อจะกราบทูลแจ้งเนื้อความแด่พระราชา จึงได้กราบทูลคาถา ๒ คาถาว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมประชานิกร ก็ข้าพระองค์ย่อมรู้จักหญิงนั้นพร้อมทั้งมารดา บิดา และสามี ของนาง ข้าแต่พระจอมภูมิบาล บุรุษนั้นเป็นผู้ไม่ ประมาทในประโยชน์ของพระองค์ทั้งกลางคืนกลางวัน สามีของนางเป็นผู้มีอิทธิพลกว้างขวางและมั่งคั่ง ทั้ง เป็นอำมาตย์คนหนึ่งของพระองค์ ข้าแต่พระราชา หญิงนั้น คือ ภรรยาของอภิปารกเสนาบดี เธอมีชื่อ ว่า อุมมาทันตี พระเจ้าข้า.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มตฺยา จ ความว่า ข้าพระองค์ย่อมรู้จักหญิงคนนั้นพร้อมทั้งมารดาและบิดา. ศัพท์ว่า อโถปิ นายสารถีกราบทูลว่า แม้สามีของนางข้าพระองค์ก็รู้จัก. บทว่า อิทฺโธ แปลว่า เป็นผู้ได้รับความสำเร็จแล้ว. บทว่า ผีโต ได้แก่ พรั่งพร้อมด้วยผ้าและเครื่องอลังการทั้งหลาย. บทว่า สุวฑฺฒิโต ได้แก่ เป็นผู้มั่งคั่งสมบูรณ์ดี. บทว่า นามเธยฺเยน แปลว่า มีชื่อ. จริงอยู่ หญิงคนนี้ ย่อมทำบุรุษผู้ที่มองดูนางให้หลงใหลคล้ายคนบ้า คือ ไม่ให้บุรุษนั้นดำรงสติอยู่ได้ เพราะฉะนั้น ท่านจึงเรียกว่าอุมมาทันตี ดังนี้.
พระราชาได้ทรงสดับคำทูลนั้นแล้ว เมื่อจะทรงชมเชยชื่อของนางนั้นจึงตรัสคาถาติดต่อกันว่า
ดูก่อนท่านผู้เจริญ ๆ ชื่อที่มารดาและบิดาตั้งให้ หญิงคนนี้ เป็นชื่อเหมาะสมดีจริงอย่างนั้น เมื่อนาง มองดูเรา ย่อมทำให้เราหลงใหลคล้ายคนบ้า.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มตฺยา จ เปตฺยา จ แปลว่า ที่มารดาและบิดา. บทว่า มยฺหํ เป็นสัมปทานะใช้ในอรรถแห่งทุติยาวิภัตติ. บทว่า อวโลกยนฺตี ความว่า เธอถูกเรามองดูแล้ว หันกลับมามองดูเราบ้าง ได้ทำเราให้หลงใหลคล้ายคนบ้า.
แม้นางอุมมาทันตีนั้น ทราบว่า พระราชาพระองค์นั้นทรงหวั่นไหวพระหทัยแล้ว จึงปิดหน้าต่างแล้ว ได้เข้าสู่ห้องอันประกอบด้วยสิริตามเดิม. จำเดิมแต่กาลที่พระราชาทรงทอดพระเนตรเห็นนางแล้ว พระองค์ไม่ได้มีพระหทัยที่จะทรงการทำประทักษิณพระนครเลย. พระราชาตรัสเรียกนายสารถีมาแล้ว ตรัสว่า สุนันทะสหายเอ๋ย ! เจ้าจงกลับรถเถิด งานมหรสพนี้ไม่สมควรแก่พวกเรา แต่สมควรแก่อภิปารกเสนาบดี ถึงพระราชสมบัติ ก็สมควรแก่อภิปารกเสนาบดีนั้นเหมือนกัน ดังนี้ จึงให้นายสารถีกลับรถแล่นถึงสถานที่ เสด็จขึ้นพระปราสาทแล้ว ทรงบรรทมบ่นเพ้อบนที่บรรทมอันประกอบด้วยสิริ ตรัสว่า
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๖๒ หน้า ๔๖–๗๖ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
ปัญญาสนิบาตชาดก ๓๒ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๓๒ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
บาลีอักษรโรมัน ฉบับสยามรัฐ
|20.1| Nivesanaṃ kassa nudaṃ sunanda pākārena paṇḍumayena guttaṃ kā dissati aggisikhāva dūre vehāyasaṃ 4- pabbataggeva acci. @Footnote: 1-2 Yu. sallapi . 3 Ma. āsajja naṃ . 4 Sī. Yu. vehāsayaṃ. |20.2| Dhītā nvāyaṃ kassa sunanda hoti suṇisā nvāyaṃ kassa athopi bhariyā akkhāhi me khippamidheva puṭṭho avāvatā yadi vā atthi bhattā.
|21.1| Ahaṃ hi jānāmi janinda etaṃ matyā ca petyā ca athopi assā taveva so puriso bhūmipāla rattindivaṃ appamatto tavatthe. |21.2| Iddho ca phīto ca suvaḍḍhito ca amacco ca te aññataro janinda tadseva sā bhariyā abhipārakassa ummādantīti nāmadheyyena rāja.
Ambho ambho nāmamidaṃ imissā matyā ca petyā ca kataṃ susādhu tathāhi mayhaṃ avalokayantī ummattakaṃ ummādantī akāsi.
|23.1| Yā puṇṇamāse migamandalocanā upāvisī puṇḍarīkattacaṅgī dve puṇṇamāyo tadahū amaññiṃ disvāna pārāvaṭarattavāsiniṃ. |23.2| Aḷārapamhehi subhehi vaggubhi palobhayantī maṃ yadā udikkhati vijamhamānā 1- harateva me mano jātā vane kiṃpurisīva pabbate. |23.3| Tadā hi brahatī sāmā āmuttamaṇikuṇḍalā ekaccavasanā nārī migī bhantāvudikkhati. |23.4| Kadāssu maṃ tambanakhā sulomā bāhāmudū candanasāralittā vaṭṭaṅgulī sannatadhīrakuttiyā nārī upaññissati sīsato subhā. |23.5| Kadāssu maṃ kāñcanajāluracchadā dhītā tirīṭissa vilākamajjhā 2- mudūhi bāhāhi palissajissati brahāvane jātadumaṃva māluvā. |23.6| Kadāssu maṃ 3- lākhārasarattasucchavī bindutthanī puṇḍarīkattacaṅgī mukhaṃ mukhena upanāmayissati soṇḍova soṇḍassa surāya thālaṃ. |23.7| Yadāddasaṃ taṃ tiṭṭhantiṃ sabbagattaṃ 4- manoramaṃ @Footnote: 1 Ma. vijmbhamānā. 2 Ma. vilaggamajjhā . 3 Ma. ayaṃ pāṭho natthi . 4 Ma. sabbabhaddaṃ. Tato sakassa cittassa nāvabodhāmi kañci naṃ. |23.8| Ummādantī mayā diṭṭhā 1- āmuttamaṇikuṇḍalā na suppāmi divārattiṃ sahassaṃva parājito. |23.9| Sakko ce 2- me varaṃ dajjā so ca labbhetha me varo ekarattaṃ dvirattaṃ vā bhaveyya 3- abhipārako ummādantyā ramitvāna sīvirājā tato siyā 4- .
Bhūtāni me bhūtapatī namassato āgamma yakkho idametadabravi rañño mano ummādantyā niviṭṭho dadāmi te taṃ paricārayassu.
Puññā ca dhaṃse 5- amaro na camhi jano ca me pāpamidañca jaññā bhuso ca tyassa manaso vighāto datvā piyaṃ ummādantiṃ adiṭṭhā 6- .
Janinda nāññatra tayā mayā vā sabbāpi kammassa katassa jaññā yante mayā ummādantī padinnā bhusehi rājā vanathaṃ sajāhi.
|27.1| Yo pāpakaṃ kamma karaṃ manusso @Footnote: 1 Ma. ummādantimahaṃ diṭṭhā . 2 Sī. Yu. ca . 3 Ma. bhaveyyaṃ . 4 Ma. siyaṃ. @ 5 Ma. Yu. puññā vidhaṃse. 6 Ma. adaṭṭhā. ito paraṃ īdisameva. So maññati māyidaṃ 1- maññiṃsu aññe passanti bhūtāni karontametaṃ yuttā ca ye honti narā paṭhabyā. |27.2| Añño nu te koci naro paṭhabyā saddheyya 2- lokasmi na me piyāti bhuso ca tyassa manaso vighāto datvā piyaṃ ummādantiṃ adiṭṭhā.
Addhā piyā mayha janinda esā na sā mamaṃ appiyā bhūmipāla gaccheva tvaṃ ummādantiṃ bhaddante 3- sīhova selassa guhaṃ upeti.
Na pīḷitā attadukkhena dhīrā sukhapphalaṃ kamma pariccajanti sammohitā vāpi sukhena mattā na pāpakammañca samācaranti.
Tuvañhi mātā ca pitā ca mayhaṃ bhattā patī posako devatā ca dāso ahaṃ tuyha saputtadāro yathāsukhaṃ sīvi 4- karohi kāmaṃ.
Yo issaromhīti karoti pāpaṃ @Footnote: 1 Ma. māyida . 2 Sī. Ma. saddaheyya. ito paraṃ īdisameva . 3 Ma. bhadante. @ 4 Ma. sāmi. Katvā ca so nuttapate 1- paresaṃ na tena so jīvati dīghamāyuṃ 2- devāpi pāpena samekkhare naṃ.
Aññātakaṃ sāmikehi padinnaṃ dhamme ṭhitā ye paṭicchanti dānaṃ paṭicchakā dāyakā cāpi tattha sukhapphalaññeva karonti kammaṃ.
Añño nu te koci naro paṭhabyā saddheyya lokasmi na me piyāti bhuso ca tyassa manaso vighāto datvā piyaṃ ummādantiṃ adiṭṭhā.
Addhā piyā mayha janinda esā na sā mamaṃ appiyā bhūmipāla yante mayā ummādantī padinnā bhusehi rājā vanathaṃ sajāhi.
Yo attadukkhena parassa dukkhaṃ sukhena vā attasukhaṃ dahati 3- yathevidaṃ mayha tathā paresaṃ yo evaṃ pajānāti sa vedi dhammaṃ.
Añño nu te koci paro paṭhabyā @Footnote: 1 nuttasatetipi . 2 Ma. dīghamāyu . 3 Ma. dahāti. Saddheyya lokasmi na me piyāti bhuso ca tyassa manaso vighāto datvā piyaṃ ummādantiṃ adiṭṭhā.
Janinda jānāsi piyā mamesā na sā mamaṃ appiyā bhūmipāla piyena te dammi piyaṃ janinda piyadāyino deva piyaṃ labhanti.
So nūnāhaṃ vadhissāmi attānaṃ kāmahetukaṃ na hi dhammaṃ adhammena ahaṃ vadhitumussahe.
Sace tuvaṃ mayha satiṃ janinda na kāmayāsi naravīra seṭṭha cajāmi naṃ sabbajanassa majjhe 1- mayā pamuttaṃ tato avhayesi naṃ.
Adūsiyañce abhipāraka tuvaṃ cajāsi katte ahitāya tyassa mahā ca te upavādopi assa na cāpi tyassa nagaramhi pakkho.
|41.1| Ahaṃ sahissaṃ upavādametaṃ nindaṃ pasaṃsaṃ garahañca sabbaṃ mametamāgacchatu bhūmipāla @Footnote: 1 Yu. sibbayā. Yathāsukhaṃ sīvi 1- karohi kāmaṃ. |41.2| Yo neva nindaṃ na punappasaṃsaṃ 2- ādiyati garahaṃ nopi pūjaṃ sirī ca lakkhī ca apeti tamhā āpo suvuṭṭhīva yathā thalamhā. |41.3| Yaṅkiñci dukkhañca sukhañca etto dhammātisārañca manovighātaṃ urasā ahaṃ paṭicchissāmi 3- sabbaṃ paṭhavī yathā thāvarānaṃ tasānaṃ.
Dhammātisārañca manovighātaṃ dukkhañca nicchāmi ahaṃ paresaṃ ekopimaṃ tārayissāmi 4- bhāraṃ dhamme ṭhito kiñci ahāpayanto.
Saggūpagaṃ puññakammaṃ janinda mā me tuvaṃ antarāyaṃ akāsi dadāmi te ummādantiṃ pasanno rājāva yaññe dhanaṃ brāhmaṇānaṃ.
Addhā tuvaṃ katte hitosi mayhaṃ sakhā mamaṃ ummādantī tuvañca nindeyyu devā pitaro ca sabbe @Footnote: 1 Yu. sibba . 2 Ma. panappasaṃsaṃ . 3 Ma. paccuttarissāmi. Yu. paccupadissāmi. @ 4 Ma. hārayissāmi. Pāpañca passaṃ abhisamparāyaṃ.
Na hetaṃ dhammaṃ 1- sīvirāja vajjuṃ sanegamā jānapadā ca sabbe yante mayā ummādantī padinnā bhusehi rājā vanathaṃ sajāhi.
Addhā tuvaṃ katte hitosi mayhaṃ sakhā mamaṃ ummādantī tuvañca satañca dhammāni sukittitāni samuddavelāva duraccayāni.
Āhuneyyo mesi hitānukampī dhātā vidhātā casi kāmapālo tayī hutā rāja mahapphalā hi 2- kāmena me ummādantiṃ paṭiccha.
Addhā hi sabbaṃ abhipāraka tuvaṃ dhammaṃ acārī mama kattuputta añño nu te ko idha sotthikattā dvipado naro aruṇe jīvaloke.
Tvaṃ nu seṭṭho tvamanuttarosi tvaṃ dhammagū dhammavidū sumedho so dhammagutto cirameva jīva @Footnote: 1 Ma. na hetadhammaṃ . 2 Yu. mahapphalā hi me. Dhammañca me desaya dhammapāla.
|50.1| Tadiṅgha abhipāraka suṇohi vacanaṃ mama dhammante desayissāmi sataṃ āsevitaṃ ahaṃ. |50.2| Sādhu dhammarucī rājā sādhu paññāṇavā naro sādhu mittānamaddubbho pāpassākaraṇaṃ sukhaṃ. |50.3| Akkodhanassa vijite ṭhitadhammassa rājino sukhaṃ manussā āsetha sītacchāyāya saṅghare. |50.4| Na cāhametaṃ abhirocayāmi kammaṃ asamekkhakataṃ asādhu yevāpi ñatvāna sayaṃ karonti upamā imā mayha tuvaṃ suṇohi. |50.5| Gavañce taramānānaṃ jimhaṃ gacchati puṅgavo sabbā tā jimhaṃ gacchanti nette jimhaṃ gate sati. |50.6| Evameva manussesu yo hoti seṭṭhasammato so ce adhammaṃ carati pageva itarā pajā sabbaṃ raṭṭhaṃ dukkhaṃ seti rājā ce hoti adhammiko. |50.7| Gavañce taramānānaṃ ujuṃ gacchati puṅgavo sabbā tā ujuṃ gacchanti nette ujuṃ gate sati. |50.8| Evameva manussesu yo hoti seṭṭhasammato so cepi 1- dhammaṃ carati pageva itarā pajā @Footnote: 1 Ma. sace. Sabbaṃ raṭṭhaṃ sukhaṃ seti rājā ce hoti dhammiko. |50.9| Na cāpāhaṃ adhammena amarattamabhipatthaye imaṃ vā paṭhaviṃ sabbaṃ vijetuṃ abhipāraka. |50.10| Yañhi kiñci manussesu ratanaṃ idha vijjati gāvo dāso hiraññañca vatthiyaṃ haricandanaṃ. |50.11| Assitthiyo ca ratanaṃ maṇikañca yañcāpime candasuriyā abhipālayanti na tassa hetu visamaṃ careyya majjhe sivīnaṃ usabhosmi jāto. |50.12| Netā hitā 1- uggato raṭṭhapālo dhammaṃ sivīnaṃ apacāyamāno so dhammamevānuvicintayanto tasmā sake cittavase na vatto.
|51.1| Addhā tuvaṃ mahārāja niccaṃ abyasanaṃ sivaṃ karissasi ciraṃ rajjaṃ paññā hi tava tādisī. |51.2| Etante anumodāma yaṃ dhammaṃ nappamajjasi dhammaṃ pamajja khattiyo raṭṭhā 2- cavati issaro. |51.3| Dhammañcara 3- mahārāja mātāpitūsu khattiya idha dhammaṃ caritvāna rāja saggaṃ gamissasi. |51.4| Dhammañcara mahārāja puttadāresu khattiya @Footnote: 1 Yu. pitā . 2 Sī. ṭhānā . 3 Ma. sabbattha dhammaṃ care.... Idha dhammaṃ caritvāna rāja saggaṃ gamissasi. |51.5| Dhammañcara mahārāja mittāmaccesu khattiya idha dhammaṃ caritvāna rāja saggaṃ gamissasi. |51.6| Dhammañcara mahārāja vāhanesu balesu ca idha dhammaṃ caritvāna rāja saggaṃ gamissasi. |51.7| Dhammañcara mahārāja gāmesu nigamesu ca idha dhammaṃ caritvāna rāja saggaṃ gamissasi. |51.8| Dhammañcara mahārāja raṭṭhesu janapadesu ca idha dhammaṃ caritvāna rāja saggaṃ gamissasi. |51.9| Dhammañcara mahārāja samaṇe brāhmaṇesu ca idha dhammaṃ caritvāna rāja saggaṃ gamissasi. |51.10| Dhammañcara mahārāja migapakkhīsu khattiya idha dhammaṃ caritvāna rāja saggaṃ gamissasi. |51.11| Dhammañcara mahārāja dhammo ciṇṇo sukhāvaho idha dhammaṃ caritvāna rāja saggaṃ gamissasi. |51.12| Dhammañcara mahārāja indā devā sabrahmakā suciṇṇena divaṃ pattā mā dhammaṃ rāja pāmadoti. Ummādantījātakaṃ dutiyaṃ.
ที่มา: พระไตรปิฎกบาลีอักษรโรมัน ฉบับสยามรัฐ เล่มที่ ๒๘ ข้อ ๒๐
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๘