อุมมาทันตีชาดก
ว่าด้วยเสนาบดีถวายนางอุมมาทันตีแด่พระราชา
เล่มที่ ๒๘ · ข้อ ๒๐ · บรรทัด ๑๔๑ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๒
อรรถกถาชาดก ตอนที่ ๔ จาก ๕
เรื่องเล่า
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สพฺพาปิ ความว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมแห่งหมู่ชน ข้าพระองค์ผู้เดียวเท่านั้น จักปกปิดเรื่องนี้แล้ว นำนาง (อุมมาทันตี) มาถวาย เพราะฉะนั้น เว้นจากพระองค์และข้าพระองค์เสียแล้วประชาชนคนอื่นแม้ทั้งหมด ไม่พึงรู้ คือ จักไม่รู้แม้เพียงกิริยาอาการแห่งเรื่องที่ทำมาแล้วนี้. บทว่า ภุเสหิ อธิบายว่า ข้าพระองค์นำนางอุมมาทันตีมาถวายพระองค์แล้ว ขอพระองค์จงทรงร่วมอภิรมย์กับนางเถิด จงทำกรรมอันหยาบ คือ ตัณหาดุจต้นไม้ตั้งอยู่ในป่าของตน จงยังตัณหานั้นให้เจริญได้แก่ จงทำความปรารถนาแห่งใจให้เต็มเปี่ยมเถิด. บทว่า สชาหิ ความว่าก็ครั้งพระองค์ทำความปรารถนาแห่งใจเต็มที่แล้ว หากนางไม่เป็นที่ถูกพระทัยของพระองค์ไซร้ ภายหลังพระองค์จะทอดทิ้งนางเสียก็ได้ ได้แก่ จงให้คืนแก่ข้าพระองค์ตามเดิมเถิด. บทว่า กมฺม กรํ ความว่า ดูก่อนอภิปารกเสนาบดีผู้เป็นสหาย มนุษย์ผู้ใดทำกรรมอันเป็นบาป ภายหลังมนุษย์ผู้นั้นสำคัญคือคิดว่า ชนเหล่าอื่นในโลกนี้อย่าสำคัญคือ อย่ารู้กรรมอันเป็นบาปนี้ (ของเรา) เลย ความคิดของบุคคลนั้นเป็นความคิดที่ชั่วร้าย. ถามว่า เพราะเหตุไร ? ตอบว่า เพราะว่านรชนเหล่านั้น ย่อมเห็นการกระทำนี้ อธิบายว่าก็พระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า และพุทธบุตรทั้งหลาย เป็นผู้ประกอบแล้วด้วยฤทธิ์เหล่านั้น ย่อมเห็นการกระทำนั้นนั่นแล. บทว่า น เม ปิยาความว่า ดูก่อนอภิปารกเสนาบดีผู้สหายรัก คนอื่นใครเล่าในโลกนี้ คือในแผ่นดินทั้งสิ้น จะพึงเชื่อท่านอย่างนี้ว่า นางอุมมาทันตีมิได้เป็นที่รักของตัว. บทว่า สีโหว เสลสฺส คุหํ ความว่า ข้าแต่พระมหาราชเจ้า ถ้าพระองค์จะไม่ให้นำนางมาในที่นี้ไซร้ ขอพระองค์จงเสด็จไปยังที่อยู่ของนางนั้นเถิดคือ จงทำความปรารถนาของพระองค์ให้สำเร็จบริบูรณ์ในที่นั้นเถิด เหมือนราชสีห์ เมื่อเกิดความเร่าร้อนแห่งกิเลสขึ้น ก็จะเข้าไปสู่ถ้ำแก้วอันเป็นที่อยู่ของนางราชสีห์น้อย ฉะนั้น. บทว่า สุขปฺผลํ ความว่า ดูก่อนอภิปารกเสนาบดีผู้สหายรัก หมู่บัณฑิตถูกความทุกข์กระทบตนแล้ว ย่อมไม่ละกรรมที่ให้ผลเป็นสุข หรือแม้ว่าจะเป็นผู้ลุ่มหลงแล้ว คือ หลงด้วยโมหะ มัวเมาด้วยความสุข ย่อมไม่ยอมประพฤติกรรมอันเป็นบาป. บทว่า ยถาสุขํ สีวิกโรหิ กามํ ความว่า ข้าแต่พระเจ้าสีวิราชผู้เป็นใหญ่ ขึ้นชื่อว่า ความติเตียนย่อมไม่มีแก่นายผู้ใช้ให้ทาสีของตนบำรุงบำเรอเลย ขอพระองค์จงบริโภคกามตามความสบายตามอัธยาศัย คือ จงทำความปรารถนาของพระองค์ให้บริบูรณ์เถิด. บทว่า น เตน โส ชีวติ ความว่า ดูก่อนอภิปารกเสนาบดีผู้สหายรักผู้ใดทำบาปด้วยสำคัญว่า เราเป็นผู้ยิ่งใหญ่ ครั้น ทำแล้ว ก็มิได้สะดุ้งมิได้กลัวว่าเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย จักชี้แจงถึงกรรมนั้น เพราะกรรมนั้น ผู้นั้นย่อมไม่ดำรงชีพอยู่ได้ตลอดกาลนาน ย่อมตายเสียโดยฉับพลันทีเดียว อนึ่งแม้เทวดาทั้งหลายก็ย่อมพากันแลดูด้วยสายตาอันเหยียดหยามว่า การที่บุคคลนั้นเอาหม้อทรายผูกคอฆ่าตัวตายเสียยังประเสริฐกว่าการครองราชสมบัติของพระราชาผู้ลามกนี้ มิใช่หรือ. บทว่า อญฺาตกํ ความว่า ข้าแต่พระมหาราชเจ้าทานที่เป็นของตนเหล่าอื่นอันเจ้าของเหล่านั้นมอบให้แล้ว ชนเหล่าใด ตั้งอยู่ในธรรมของตนแล้ว ย่อมรับทานนั้น ชนเหล่านั้นแม้ทั้งหมด ชื่อว่าเป็นทั้งผู้รับและเป็นทั้งผู้ให้ในทานนั้น ย่อมพากันทำแต่กรรมที่มีผลเป็นสุขอย่างเดียวก็เมื่อปฏิคาหกรับทานอยู่ ทานนั้นย่อมให้ผลเป็นอันมากแก่ทายก. คาถานั้นว่า อญฺโ นุ ฯเปฯ อทฺธา ปิยา ฯเปฯ โย อตฺตทุกฺเขน ความว่าดูก่อนอภิปารกเสนาบดีผู้สหายรัก ผู้ใดตัวเองถูกความทุกข์บีบคั้นแล้ว ย่อมใส่ความทุกข์นั้นให้แก่ผู้อื่น คือนำความทุกข์ออกไปเสียจากสรีระของตัวแล้วใส่ไปในสรีระของผู้อื่น หรือถือเอาความสุขของตนด้วยความทุกข์ของผู้อื่น คือเอาความสุขของผู้อื่นนั้นมาใส่ในตน ชื่อว่าย่อมทำผู้อื่นให้ถึงความทุกข์ ด้วยสำคัญว่า เราจักนำความทุกข์ของตนออกไปเสีย ดังนี้ ชื่อว่าย่อมทำผู้อื่นให้ถึงความทุกข์ ด้วยสำคัญว่า เราจักทำตัวเองให้มีความสุขสบาย ดังนี้ ชื่อว่าย่อมทำความสุขของตนอื่นให้พินาศ ด้วยสำคัญว่า เราจักทำตัวเองให้มีความสุขสบาย ดังนี้ บุคคลนั้นชื่อว่าย่อมไม่รู้ธรรม. ส่วนผู้ใดย่อมรู้อย่างนี้ว่าความสุขและความทุกข์ของเรานั้นเป็นฉันใด ของคนอื่นก็เป็นฉันนั้นเหมือนกันดังนี้ ผู้นั้นชื่อว่ารู้ธรรม คือรู้จักธรรม. บทว่า ปิเยน เต ทมฺม ความว่าข้าพระองค์ปรารถนาผลอันเป็นที่รัก ด้วยสิ่งอันเป็นที่รักซึ่งเป็นเหตุจึงได้ถวายแด่พระองค์. บทว่า ปิยํ ลภนฺติ ความว่า เมื่อยังท่องเที่ยวอยู่ในสังสารวัฏย่อมได้สิ่งอันเป็นที่รักเหมือนกัน . บทว่า กามเหตุกํ ความว่า ดูก่อนอภิปารกเสนาบดีผู้สหายรัก เราเกิดความปริวิตกขึ้นว่า เราจักทำสิ่งอันไม่สมควรมีกามเป็นเหตุแล้ว จักฆ่าตนเสีย. บทว่า มยฺห สตึ ได้แก่ อันเป็นของมีอยู่แก่ข้าพระองค์. ปาฐะว่า มยฺห สติ ดังนี้ก็มี อธิบายว่า พระองค์ทรงสำคัญอยู่อย่างนี้ว่า นางอุมมาทันตีนั้นเป็นของข้าพระองค์ ถ้าพระองค์ไม่ทรงปรารถนานางแล้วไซร้. บทว่า สพฺพชนสฺส ความว่า ข้าพระองค์จักให้เสนาทั้งหมดประชุมกันแล้ว สละแก่ชนทั้งหมดนั้นว่า หญิงคนนี้ไม่เป็นประโยชน์แก่เราเลย ดังนี้ . บทว่า ตโต อวฺหเยสิ ความว่า พระองค์พึงนำนางมาจากที่นั้นเถิด เพราะไม่มีใครหวงแหน. บทว่า อทูสิยํ ได้แก่ ผู้ไม่มีความผิด. พระราชาตรัสเรียกอภิปารกเสนาบดีนั้นโดยชื่ออื่นอีกว่า กัตตะดังนี้ ด้วยว่าอภิปารกเสนาบดีนั้น ย่อมทำประโยชน์เกื้อกูลแด่พระราชาเพราะฉะนั้น จึงเรียกกันว่า กัตตะ. บทว่า น จาปิ ตฺยสฺส ความว่า แม้คนฝ่ายตรงกันข้ามใคร ๆ ในพระนคร ไม่พึงมีแก่ท่านว่า เสนาบดีทำการอันไม่ใช่หน้าที่. บทว่า นินฺทํ ความว่า อภิปารกเสนาบดีกราบทูลว่า จะมีคำค่อนว่าอย่างเดียวเท่านั้นก็หาไม่ หากแม้ใคร ๆ จักนินทาหรือสรรเสริญข้าพระองค์ต่อหน้าก็ตาม จักยกโทษขึ้นติเตียนก็ตาม ข้าพระองค์จักอดกลั้นคำนินทาคำสรรเสริญ และคำติเตียนนั้นทั้งหมด จงมาตกอยู่แก่ข้าพระองค์เถิด. บทว่า ตมฺหา ความว่า ผู้ใดไม่ถือเอาคำนินทาเป็นต้นเหล่านี้ สิริคืออิสริยยศ และลักขีคือปัญญา ย่อมไปปราศจากบุรุษนั้น คือ ย่อมตั้งอยู่ไม่ได้ เหมือนน้ำคือนำฝนไหลลงจากที่ดอน ฉะนั้น. บทว่า อิโต ความว่า จากเหตุที่ข้าพระองค์ได้เสียสละนางแล้วนี้. บทว่า ธมฺมาติสารญฺจ ความว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่งที่เป็นอกุศลธรรม เป็นไปล่วงพ้นธรรมมีอยู่. บทว่า ปฏิจฺฉิสฺสามิ แปลว่าจักรับเอาเฉพาะ. บทว่า ถาวรานํ ตสานํ ความว่า อภิปารกเสนาบดีย่อมแสดงว่า มหาปฐพีจะไม่ยอมรับสิ่งใด ๆ ของพระขีณาสพทั้งหลาย และของปูถุชนทั้งหลาย ก็หาไม่ คือย่อมอดกลั้นสิ่งทั้งหมดได้ ฉันใด แม้ข้าพระองค์ก็ฉันนั้น จักยอมรับ จักอดกลั้นสิ่งเหล่านี้ทั้งหมดให้ได้. บทว่า เอโกปิมํ ความว่า แม้เราผู้เดียวเท่านั้น จักทำให้พ้น จักข้าม คือจักนำไปซึ่งภาระคือความทุกข์ของตนนี้เสีย. บทว่า ธมฺเม ิโต ความว่า เป็นผู้ตั้งอยู่ในธรรมเครื่องวินิจฉัย ในธรรมที่เกี่ยวข้องกับประเพณี และในธรรมคือสุจริต ๓ ประการ. บทว่า สคฺคูปคํ ความว่า ธรรมดาว่าบุญกรรมที่เป็นเหตุให้ได้เป็นเทวดานี้ ย่อมเป็นเหตุให้เข้าถึงสวรรค์. บทว่า ยญฺํ ธนํ. ได้แก่ ทรัพย์ในการบูชายัญ. อีกอย่างหนึ่ง ปาฐะก็อย่างนี้เหมือนกัน. บทว่าสขา ได้แก่ แม้นางอุมมาทันตีก็เป็นสหายของเรา แม้ตัวท่านก็เป็นสหายของเรา. บทว่า ปิตโร ได้แก่ พระพรหม. บทว่า สพฺเพ ความว่ามิใช่แต่เทวดาและพระพรหมเท่านั้น แม้ประชาชนชาวเมืองทั้งหมด ก็จะพึงพากันนินทาเราได้ว่า ชาวเราเอ๋ย ! พวกท่านจงดูเถิด หญิงผู้เป็นสหายได้เป็นภรรยาของเสนาบดีที่เคยเป็นเพื่อนกันพระราชาพระองค์นี้ยังทำไว้ในเรือนได้ลงคอ. บทว่า นเหตํ ธมฺมํ ความว่า ชนทั้งหมดไม่พึงเว้นกรรมอันประกอบด้วยธรรมนี้เลย. บทว่า ยํ เต มยา ความว่า เพราะข้าพระองค์ถวายนางอุมมาทันตีแก่พระองค์ ฉะนั้น สิ่งนี้จึงไม่ปรากฏว่าเป็นอธรรมเลย. บทว่า สตํ ความว่า ธรรมทั้งหลายคือความอดทนเมตตาภาวนาศีลและมรรยาท ของสัตบุรุษทั้งหลายมีพระพุทธเจ้าเป็นต้น จัดว่าพรรณนาไว้ดีแล้ว. บทว่า สมุทฺทเวลาว ทุรจฺจยานิ อธิบายว่า พระราชาตรัสว่า เพราะฉะนั้นแม้เราก็จักไม่ก้าวล่วงขอบเขตแห่งศีล เหมือนมหาสมุทรไม่ล่วงล้นฝั่งอันเป็นขอบเขต ฉะนั้น. บทว่า อาหุเนยฺโย เมสิ ความว่า ข้าแต่มหาราชเจ้าพระองค์เป็นผู้สมควรแก่ของคำนับของต้อนรับ และสักการะของข้าพระองค์. บทว่า ธาตา วิธาตา จสิ กามปาโล ความว่า ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพพระองค์ชื่อว่าเป็นผู้ทรงไว้ เพราะทรงไว้ซึ่งข้าพระองค์ ชื่อว่าเป็นผู้ทรงไว้อย่างพิเศษ เพราะทรงก่อให้เกิดความสุขในอิสริยยศ และทรงรักษาความต้องการที่ข้าพระองค์อยากได้และปรารถนาแล้ว จึงชื่อว่า ผู้รักษาความปรารถนา. บทว่า ตยี หุตา คือ นางที่ข้าพระองค์ถวายแด่พระองค์. บทว่ากาเมน เม ความว่า ขอพระองค์จงทรงรับนางอุมมาทันตีตามความต้องการของข้าพระองค์ คือ ตามความปรารถนาของข้าพระองค์เถิด. อภิปารกเสนาบดีถวายนางอุมมาทันตีแด่พระราชา ด้วยคำพูดอย่างนี้. พระราชาทรงปฏิเสธว่าเราไม่ต้องการนาง. พระราชาและท่านเสนาบดีทั้ง ๒ คน ย่อมละทิ้งนางอุมมาทันตี เหมือนบุคคลเอาหลังเท้าเตะรังนกตกอยู่บนพื้นดิน ให้ลอยไปตกในดง ฉะนั้น.
บัดนี้ พระราชาเมื่อจะทรงคุกคามขู่ท่านเสนาบดีนั้น เพื่อจะไม่ให้เขากล่าวต่อไปอีก จึงตรัสคาถาเริ่มต้นว่า อทฺธา หิ ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กตฺตุปุตฺตา ความว่า แม้บิดาของท่านอภิปารกเสนาบดีนั้น ก็มีชื่อว่า กัตตะ เหมือนกัน เพราะเหตุนั้น พระราชาจึงตรัสเรียกเขาอย่างนั้นมีคำที่ท่านกล่าวอธิบายไว้ว่า พระราชาตรัสคุกคามขู่อภิปารกเสนาบดีนั้นว่าแน่นอนละ เมื่อก่อนแต่นี้ ท่านได้ประพฤติธรรมทั้งหมดแก่เรา ได้บำเพ็ญประโยชน์เกื้อกูล และความเจริญแก่เรา แต่มาบัดนี้ ท่านกลับกลายเป็นปฏิปักษ์ เอาแต่พูดถ้อยคำเป็นอันมาก ท่านอย่าบ่นเพ้ออย่างนี้เลย คนอื่นที่จะให้แสงสว่างแก่ท่านมีอยู่หรือในชีวโลกนี้ ผู้ที่จะกระทำความสวัสดีให้ท่านในเวลาอรุณขึ้นมีอยู่หรือ ก็ถ้าจักได้มีพระราชาองค์อื่นมีจิตผูกพันรักใคร่ในภรรยาของท่านเหมือนอย่างเราแล้วไซร้ ก็จะพึงใช้ให้คนตัดศีรษะของท่านเสียภายในอรุณทีเดียว แล้วชิงนางมาไว้ในพระราชวังของพระองค์เป็นแน่ แต่เราไม่ยอมกระทำอย่างนั้น เพราะกลัวต่ออกุศลกรรม ท่านจงนิ่งเฉยเสียเถิด เรามิได้มีความต้องการนางเลย. อภิปารกเสนาบดี พอได้สดับพระดำรัสนั้นแล้ว เมื่อไม่อาจจะกราบทูลคำอะไร ๆ อีกได้ จึงกล่าวคาถาเริ่มต้นว่า ตฺวํ นุ ดังนี้ด้วยมุ่งจะกล่าวชมเชยพระราชา. เนื้อความแห่งบาทคาถานั้นว่า ข้าแต่พระมหาราชเจ้า พระองค์เท่านั้น เป็นพระราชาผู้ประเสริฐสูงสุดแก่พระราชาผู้เป็นจอมแห่งประชาชนทั้งหมด ชนชมพูทวีปทั้งสิ้น พระองค์เป็นพระราชาผู้อันธรรมคุ้มครองแล้ว เพราะทรงรักษาธรรมเป็นเครื่องวินิจฉัย ธรรมอันเกี่ยวเนื่องด้วยประเพณีและธรรมคือความสุจริต พระองค์เป็นพระราชาผู้รู้แจ้งธรรม เพราะรู้แจ้งตลอดทั่วถึงธรรมเหล่านั้น พระองค์เป็นผู้มีปัญญาเฉียบแหลม พระองค์เป็นผู้อันธรรมที่รักษาไว้คุ้มครองแล้ว ขอพระองค์จงดำรงพระชนมายุยั่งยืนยาวนานเถิด ข้าแต่พระราชาผู้ประเสริฐ ผู้รักษาคุ้มครองธรรม ขอพระองค์จงแสดงธรรมแก่ข้าพระองค์เถิด.
ลำดับนั้น พระราชาเมื่อจะทรงแสดงธรรม จึงตรัสคาถาเริ่มต้นว่า ตทิงฺฆ ดังนี้. ศัพท์ว่า อิงฺฆ ในคาถานั้น เป็นนิบาตใช้ในอรรถว่าตักเตือนอธิบายว่า เพราะท่านตักเตือนเรา ฉะนั้นท่านจงฟังคำของเรา. บทว่า สตํ ได้แก่ ธรรมที่สัตบุรุษทั้งหลาย มีพระพุทธเจ้าเป็นต้นซ่องเสพแล้ว. คำว่าสาธุ คือ ความดีงาม คือ ความประเสริฐสุด. พระราชาทรงชื่อว่าเป็นผู้ชอบใจในธรรม เพราะอรรถว่า ทรงพอพระหทัยในวินิจฉัยธรรม ประเพณีธรรม และสุจริตธรรม. จริงอยู่ พระราชาเช่นนั้นแม้จำต้องสละพระชนชีพก็ไม่ยอมทรงทำกรรมอันมิใช่พระราชกรณียกิจ เพราะฉะนั้น จึงเป็นพระราชามีความดีงาม. บทว่า ปญฺาณวา คือถึงพร้อมด้วยญาณ. บทว่า มิตฺตานํ อทุพฺโภ คือ ความเป็นผู้ไม่ประทุษร้ายต่อมิตร. บทว่า ิตธมฺมสฺส คือมีธรรมทั้ง ๓ อย่างตั้งไว้ดีแล้ว. บทว่า อาเสถ คือ พึงนอนพึงนั่ง. จริงอยู่ คำว่า พึงนอน นี้เป็นหัวข้อแห่งเทศนาเท่านั้น ก็ในข้อนี้ มีคำอธิบายว่า พึงสำเร็จความสุขในอิริยาบถทั้ง ๔ ดังนี้. บทว่า สีตจฺฉายาย ได้แก่เงาอันร่มเย็น ระหว่างบุตรภรรยา ญาติและมิตรทั้งหลาย. บทว่า สํฆเร คือ สกฆเร ได้แก่ ในบ้านของตนเอง พระราชาทรงแสดงว่า พวกมนุษย์ที่ไม่ถูกเบียดเบียนด้วยพลีกรรมและอาชญาอัน ไม่เป็นธรรมเป็นต้น พึงอยู่เป็นสุข. บทว่า น จาหเมตํ ความว่า ดูก่อนอภิปารกะผู้สหาย กรรมอันใดที่ทำแล้วไม่ดีโดยมิได้พิจารณาก่อนทำลงไป เราไม่ชอบใจกรรมนั้นเสียเลย. บทว่า ตฺวาน อธิบายว่า ก็เราชอบใจกรรมของพระราชาผู้ทรงรู้แล้ว คือพิจารณาใคร่ครวญแล้วตนเองไม่ยอมทำ. ก็ในคำว่า อิมา อุปมา นี้ มีความว่า ขอท่านจงตั้งใจฟังคำอุปมา ๒ ประการนี้ของเราเถิด. บทว่า ชิมฺหํ แปลว่า ทางคด. บทว่า เนตฺเต ได้แก่ โคอุสภะตัวประเสริฐนำฝูงแม่โคไป. คำว่า ปเคว ความว่า เมื่อพระราชาพระองค์นั้น ทรงประพฤติอธรรมอยู่ประชาชนนอกนี้ก็ย่อมพากันประพฤติอธรรมไปด้วย คือ ยิ่งประพฤติทำการหนักขึ้น. บทว่า ธมฺมิโก ได้แก่ พระราชาทรงละการถึงอคติ ๔ ประการแล้ว เสวยราชสมบัติอยู่โดยธรรม. บทว่า อมรตฺตํ คือ ความเป็นเทพเจ้า. บทว่า รตนํ ได้แก่ สวิญญาณกรัตนะและอวิญญาณกรัตนะ. บทว่า วตฺถิยํ คือ ผ้ากาสิกพัสตร์. บทว่า อสฺสิตฺถิโย หมายถึงน้ำที่วิ่งไวเหมือนลมพัดและหมายถึงผู้หญิงที่มีรูปสวยงดงามยิ่งนัก. บทว่า รตนํ มณิกญฺจ หมายถึงแก้ว ๗ ประการและสิ่งของที่มีราคามากมาย. บทว่า อภิปาลยนฺติ ความว่า ย่อมรักษาชาวโลกทำให้สว่างไสวอยู่. บทว่า น ตสฺส ความว่า บุคคลไม่ควรประพฤติความผิด แม้เพราะเหตุแห่งความเป็นพระเจ้าจักรพรรดินั้นเลย. บทว่า อุสภสฺมิ ความว่า เพราะเราเกิดเป็นพระราชาผู้ประเสริฐที่สุดในท่ามกลางประชาชนชาวสีพี ฉะนั้น เราจึงไม่ยอมประพฤติความผิดแม้เป็นเหตุให้ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรติ. บทว่า เนตา ความว่า เราทำให้มหาชนตั้งอยู่ในกุศลกรรมแล้วนำไปยังเทวนครเป็นผู้ประกอบประโยชน์ เพราะทำประโยชน์ให้แก่มหาชนนั้นเป็นผู้มีชื่อเสียงกระเดื่องเด่น เพราะมีประชาชนรู้จักทั่วชมพูทวีปทั้งสิ้นว่า เขาลือกันว่า พระเจ้าสีวิราชเป็นผู้ทรงประพฤติธรรมเป็นผู้ปกครองแว่นแคว้น เพราะทรงได้ปกครองแว่นแคว้นโดยความเป็นธรรมสม่ำเสมอ. บทว่า อปจายมาโน คือ อ่อนน้อมต่อธรรมที่เกี่ยวเนื่องด้วยพระราชประเพณีของพระราชาแต่ครั้งโบราณกาล ของชนชาวสีพีทั้งหลาย. บทว่า โส อธิบายว่า เรานั้นเป็นผู้เลือกเฟ้นธรรมนั้นอยู่ทีเดียว เพราะเหตุนั้น เราจึงไม่เป็นไปในอำนาจแห่งจิตของตัวเอง.
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๖๒ หน้า ๔๖–๗๖ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
ปัญญาสนิบาตชาดก ๓๒ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๓๒ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
บาลีอักษรโรมัน ฉบับสยามรัฐ
|20.1| Nivesanaṃ kassa nudaṃ sunanda pākārena paṇḍumayena guttaṃ kā dissati aggisikhāva dūre vehāyasaṃ 4- pabbataggeva acci. @Footnote: 1-2 Yu. sallapi . 3 Ma. āsajja naṃ . 4 Sī. Yu. vehāsayaṃ. |20.2| Dhītā nvāyaṃ kassa sunanda hoti suṇisā nvāyaṃ kassa athopi bhariyā akkhāhi me khippamidheva puṭṭho avāvatā yadi vā atthi bhattā.
|21.1| Ahaṃ hi jānāmi janinda etaṃ matyā ca petyā ca athopi assā taveva so puriso bhūmipāla rattindivaṃ appamatto tavatthe. |21.2| Iddho ca phīto ca suvaḍḍhito ca amacco ca te aññataro janinda tadseva sā bhariyā abhipārakassa ummādantīti nāmadheyyena rāja.
Ambho ambho nāmamidaṃ imissā matyā ca petyā ca kataṃ susādhu tathāhi mayhaṃ avalokayantī ummattakaṃ ummādantī akāsi.
|23.1| Yā puṇṇamāse migamandalocanā upāvisī puṇḍarīkattacaṅgī dve puṇṇamāyo tadahū amaññiṃ disvāna pārāvaṭarattavāsiniṃ. |23.2| Aḷārapamhehi subhehi vaggubhi palobhayantī maṃ yadā udikkhati vijamhamānā 1- harateva me mano jātā vane kiṃpurisīva pabbate. |23.3| Tadā hi brahatī sāmā āmuttamaṇikuṇḍalā ekaccavasanā nārī migī bhantāvudikkhati. |23.4| Kadāssu maṃ tambanakhā sulomā bāhāmudū candanasāralittā vaṭṭaṅgulī sannatadhīrakuttiyā nārī upaññissati sīsato subhā. |23.5| Kadāssu maṃ kāñcanajāluracchadā dhītā tirīṭissa vilākamajjhā 2- mudūhi bāhāhi palissajissati brahāvane jātadumaṃva māluvā. |23.6| Kadāssu maṃ 3- lākhārasarattasucchavī bindutthanī puṇḍarīkattacaṅgī mukhaṃ mukhena upanāmayissati soṇḍova soṇḍassa surāya thālaṃ. |23.7| Yadāddasaṃ taṃ tiṭṭhantiṃ sabbagattaṃ 4- manoramaṃ @Footnote: 1 Ma. vijmbhamānā. 2 Ma. vilaggamajjhā . 3 Ma. ayaṃ pāṭho natthi . 4 Ma. sabbabhaddaṃ. Tato sakassa cittassa nāvabodhāmi kañci naṃ. |23.8| Ummādantī mayā diṭṭhā 1- āmuttamaṇikuṇḍalā na suppāmi divārattiṃ sahassaṃva parājito. |23.9| Sakko ce 2- me varaṃ dajjā so ca labbhetha me varo ekarattaṃ dvirattaṃ vā bhaveyya 3- abhipārako ummādantyā ramitvāna sīvirājā tato siyā 4- .
Bhūtāni me bhūtapatī namassato āgamma yakkho idametadabravi rañño mano ummādantyā niviṭṭho dadāmi te taṃ paricārayassu.
Puññā ca dhaṃse 5- amaro na camhi jano ca me pāpamidañca jaññā bhuso ca tyassa manaso vighāto datvā piyaṃ ummādantiṃ adiṭṭhā 6- .
Janinda nāññatra tayā mayā vā sabbāpi kammassa katassa jaññā yante mayā ummādantī padinnā bhusehi rājā vanathaṃ sajāhi.
|27.1| Yo pāpakaṃ kamma karaṃ manusso @Footnote: 1 Ma. ummādantimahaṃ diṭṭhā . 2 Sī. Yu. ca . 3 Ma. bhaveyyaṃ . 4 Ma. siyaṃ. @ 5 Ma. Yu. puññā vidhaṃse. 6 Ma. adaṭṭhā. ito paraṃ īdisameva. So maññati māyidaṃ 1- maññiṃsu aññe passanti bhūtāni karontametaṃ yuttā ca ye honti narā paṭhabyā. |27.2| Añño nu te koci naro paṭhabyā saddheyya 2- lokasmi na me piyāti bhuso ca tyassa manaso vighāto datvā piyaṃ ummādantiṃ adiṭṭhā.
Addhā piyā mayha janinda esā na sā mamaṃ appiyā bhūmipāla gaccheva tvaṃ ummādantiṃ bhaddante 3- sīhova selassa guhaṃ upeti.
Na pīḷitā attadukkhena dhīrā sukhapphalaṃ kamma pariccajanti sammohitā vāpi sukhena mattā na pāpakammañca samācaranti.
Tuvañhi mātā ca pitā ca mayhaṃ bhattā patī posako devatā ca dāso ahaṃ tuyha saputtadāro yathāsukhaṃ sīvi 4- karohi kāmaṃ.
Yo issaromhīti karoti pāpaṃ @Footnote: 1 Ma. māyida . 2 Sī. Ma. saddaheyya. ito paraṃ īdisameva . 3 Ma. bhadante. @ 4 Ma. sāmi. Katvā ca so nuttapate 1- paresaṃ na tena so jīvati dīghamāyuṃ 2- devāpi pāpena samekkhare naṃ.
Aññātakaṃ sāmikehi padinnaṃ dhamme ṭhitā ye paṭicchanti dānaṃ paṭicchakā dāyakā cāpi tattha sukhapphalaññeva karonti kammaṃ.
Añño nu te koci naro paṭhabyā saddheyya lokasmi na me piyāti bhuso ca tyassa manaso vighāto datvā piyaṃ ummādantiṃ adiṭṭhā.
Addhā piyā mayha janinda esā na sā mamaṃ appiyā bhūmipāla yante mayā ummādantī padinnā bhusehi rājā vanathaṃ sajāhi.
Yo attadukkhena parassa dukkhaṃ sukhena vā attasukhaṃ dahati 3- yathevidaṃ mayha tathā paresaṃ yo evaṃ pajānāti sa vedi dhammaṃ.
Añño nu te koci paro paṭhabyā @Footnote: 1 nuttasatetipi . 2 Ma. dīghamāyu . 3 Ma. dahāti. Saddheyya lokasmi na me piyāti bhuso ca tyassa manaso vighāto datvā piyaṃ ummādantiṃ adiṭṭhā.
Janinda jānāsi piyā mamesā na sā mamaṃ appiyā bhūmipāla piyena te dammi piyaṃ janinda piyadāyino deva piyaṃ labhanti.
So nūnāhaṃ vadhissāmi attānaṃ kāmahetukaṃ na hi dhammaṃ adhammena ahaṃ vadhitumussahe.
Sace tuvaṃ mayha satiṃ janinda na kāmayāsi naravīra seṭṭha cajāmi naṃ sabbajanassa majjhe 1- mayā pamuttaṃ tato avhayesi naṃ.
Adūsiyañce abhipāraka tuvaṃ cajāsi katte ahitāya tyassa mahā ca te upavādopi assa na cāpi tyassa nagaramhi pakkho.
|41.1| Ahaṃ sahissaṃ upavādametaṃ nindaṃ pasaṃsaṃ garahañca sabbaṃ mametamāgacchatu bhūmipāla @Footnote: 1 Yu. sibbayā. Yathāsukhaṃ sīvi 1- karohi kāmaṃ. |41.2| Yo neva nindaṃ na punappasaṃsaṃ 2- ādiyati garahaṃ nopi pūjaṃ sirī ca lakkhī ca apeti tamhā āpo suvuṭṭhīva yathā thalamhā. |41.3| Yaṅkiñci dukkhañca sukhañca etto dhammātisārañca manovighātaṃ urasā ahaṃ paṭicchissāmi 3- sabbaṃ paṭhavī yathā thāvarānaṃ tasānaṃ.
Dhammātisārañca manovighātaṃ dukkhañca nicchāmi ahaṃ paresaṃ ekopimaṃ tārayissāmi 4- bhāraṃ dhamme ṭhito kiñci ahāpayanto.
Saggūpagaṃ puññakammaṃ janinda mā me tuvaṃ antarāyaṃ akāsi dadāmi te ummādantiṃ pasanno rājāva yaññe dhanaṃ brāhmaṇānaṃ.
Addhā tuvaṃ katte hitosi mayhaṃ sakhā mamaṃ ummādantī tuvañca nindeyyu devā pitaro ca sabbe @Footnote: 1 Yu. sibba . 2 Ma. panappasaṃsaṃ . 3 Ma. paccuttarissāmi. Yu. paccupadissāmi. @ 4 Ma. hārayissāmi. Pāpañca passaṃ abhisamparāyaṃ.
Na hetaṃ dhammaṃ 1- sīvirāja vajjuṃ sanegamā jānapadā ca sabbe yante mayā ummādantī padinnā bhusehi rājā vanathaṃ sajāhi.
Addhā tuvaṃ katte hitosi mayhaṃ sakhā mamaṃ ummādantī tuvañca satañca dhammāni sukittitāni samuddavelāva duraccayāni.
Āhuneyyo mesi hitānukampī dhātā vidhātā casi kāmapālo tayī hutā rāja mahapphalā hi 2- kāmena me ummādantiṃ paṭiccha.
Addhā hi sabbaṃ abhipāraka tuvaṃ dhammaṃ acārī mama kattuputta añño nu te ko idha sotthikattā dvipado naro aruṇe jīvaloke.
Tvaṃ nu seṭṭho tvamanuttarosi tvaṃ dhammagū dhammavidū sumedho so dhammagutto cirameva jīva @Footnote: 1 Ma. na hetadhammaṃ . 2 Yu. mahapphalā hi me. Dhammañca me desaya dhammapāla.
|50.1| Tadiṅgha abhipāraka suṇohi vacanaṃ mama dhammante desayissāmi sataṃ āsevitaṃ ahaṃ. |50.2| Sādhu dhammarucī rājā sādhu paññāṇavā naro sādhu mittānamaddubbho pāpassākaraṇaṃ sukhaṃ. |50.3| Akkodhanassa vijite ṭhitadhammassa rājino sukhaṃ manussā āsetha sītacchāyāya saṅghare. |50.4| Na cāhametaṃ abhirocayāmi kammaṃ asamekkhakataṃ asādhu yevāpi ñatvāna sayaṃ karonti upamā imā mayha tuvaṃ suṇohi. |50.5| Gavañce taramānānaṃ jimhaṃ gacchati puṅgavo sabbā tā jimhaṃ gacchanti nette jimhaṃ gate sati. |50.6| Evameva manussesu yo hoti seṭṭhasammato so ce adhammaṃ carati pageva itarā pajā sabbaṃ raṭṭhaṃ dukkhaṃ seti rājā ce hoti adhammiko. |50.7| Gavañce taramānānaṃ ujuṃ gacchati puṅgavo sabbā tā ujuṃ gacchanti nette ujuṃ gate sati. |50.8| Evameva manussesu yo hoti seṭṭhasammato so cepi 1- dhammaṃ carati pageva itarā pajā @Footnote: 1 Ma. sace. Sabbaṃ raṭṭhaṃ sukhaṃ seti rājā ce hoti dhammiko. |50.9| Na cāpāhaṃ adhammena amarattamabhipatthaye imaṃ vā paṭhaviṃ sabbaṃ vijetuṃ abhipāraka. |50.10| Yañhi kiñci manussesu ratanaṃ idha vijjati gāvo dāso hiraññañca vatthiyaṃ haricandanaṃ. |50.11| Assitthiyo ca ratanaṃ maṇikañca yañcāpime candasuriyā abhipālayanti na tassa hetu visamaṃ careyya majjhe sivīnaṃ usabhosmi jāto. |50.12| Netā hitā 1- uggato raṭṭhapālo dhammaṃ sivīnaṃ apacāyamāno so dhammamevānuvicintayanto tasmā sake cittavase na vatto.
|51.1| Addhā tuvaṃ mahārāja niccaṃ abyasanaṃ sivaṃ karissasi ciraṃ rajjaṃ paññā hi tava tādisī. |51.2| Etante anumodāma yaṃ dhammaṃ nappamajjasi dhammaṃ pamajja khattiyo raṭṭhā 2- cavati issaro. |51.3| Dhammañcara 3- mahārāja mātāpitūsu khattiya idha dhammaṃ caritvāna rāja saggaṃ gamissasi. |51.4| Dhammañcara mahārāja puttadāresu khattiya @Footnote: 1 Yu. pitā . 2 Sī. ṭhānā . 3 Ma. sabbattha dhammaṃ care.... Idha dhammaṃ caritvāna rāja saggaṃ gamissasi. |51.5| Dhammañcara mahārāja mittāmaccesu khattiya idha dhammaṃ caritvāna rāja saggaṃ gamissasi. |51.6| Dhammañcara mahārāja vāhanesu balesu ca idha dhammaṃ caritvāna rāja saggaṃ gamissasi. |51.7| Dhammañcara mahārāja gāmesu nigamesu ca idha dhammaṃ caritvāna rāja saggaṃ gamissasi. |51.8| Dhammañcara mahārāja raṭṭhesu janapadesu ca idha dhammaṃ caritvāna rāja saggaṃ gamissasi. |51.9| Dhammañcara mahārāja samaṇe brāhmaṇesu ca idha dhammaṃ caritvāna rāja saggaṃ gamissasi. |51.10| Dhammañcara mahārāja migapakkhīsu khattiya idha dhammaṃ caritvāna rāja saggaṃ gamissasi. |51.11| Dhammañcara mahārāja dhammo ciṇṇo sukhāvaho idha dhammaṃ caritvāna rāja saggaṃ gamissasi. |51.12| Dhammañcara mahārāja indā devā sabrahmakā suciṇṇena divaṃ pattā mā dhammaṃ rāja pāmadoti. Ummādantījātakaṃ dutiyaṃ.
ที่มา: พระไตรปิฎกบาลีอักษรโรมัน ฉบับสยามรัฐ เล่มที่ ๒๘ ข้อ ๒๐
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๘