โสณกชาดก
ว่าด้วยเรื่องพระราชาจะพระราชทานรางวัลแก่ผู้พบโสณกกุมาร
เล่มที่ ๒๘ · ข้อ ๖๖ · บรรทัด ๔๕๒ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๒
อรรถกถาชาดก ตอนที่ ๑ จาก ๔
เรื่องเล่า
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวันมหาวิหาร ทรงพระปรารภถึงเนกขัมมบารมี จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า กสฺส สุตฺวา สตํ ทมฺมิ ดังนี้.
ความพิสดารว่า ในกาลนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่งในท่ามกลางแห่งภิกษุทั้งหลาย ผู้กำลังพรรณนาถึงเนกขัมมบารมี ณ โรงธรรมสภา ตรัสว่าดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ตถาคตออกมหาภิเนษกรมณ์แต่ในกาลนี้เท่านั้นก็หาไม่แม้ในกาลก่อน ตถาคตก็ได้ออกมหาภิเนษกรมณ์แล้วเหมือนกัน ดังนี้แล้วจึงทรงนำอดีตนิทานมาตรัสว่า
ในอดีตกาล พระเจ้าแผ่นดินแห่งแคว้นมคธ ทรงครอบครองราชสมบัติอยู่ ณ กรุงราชคฤห์. พระโพธิสัตว์ บังเกิดในพระครรภ์แห่งพระอัครมเหสีของพระเจ้าแผ่นดินพระองค์นั้นแล้ว. ก็ในวันที่จะขนานพระนาม พระชนกและพระชนนี ได้ทรงขนานพระนามพระโอรสนั้นว่า อรินทมกุมาร. แม้บุตรของท่านปุโรหิต ก็ได้คลอดในวันที่พระราชกุมารนั้นประสูติแล้วเหมือนกันมารดาบิดาได้ตั้งชื่อบุตรนั้นว่า โสณกกุมาร. พระราชกุมารและกุมารทั้งสองนั้นเจริญวัยขึ้นด้วยความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ครั้นเจริญวัยแล้ว เป็นผู้มีรูปร่างอันสง่างดงาม เป็นผู้พิเศษด้วยรูป ได้ไปเมืองตักกศิลาเล่าเรียนศิลปศาสตร์จนจบสิ้น แล้วออกจากเมืองตักกศิลานั้น พากันคิดว่า เราทั้งสองจักศึกษาให้รู้ถึงศิลปะในลัทธิทั้งหมด และการเที่ยวจาริกไปในประเทศ ดังนี้แล้ว จึงพากันเทียวจาริกไปโดยลำดับ จนถึงเมืองพาราณสีแล้ว พักอยู่ในพระราชอุทยานพอวันรุ่งขึ้นจึงพากันเข้าไปยังพระนคร. ก็ในวันนั้น มนุษย์บางพวกพากันคิดว่าพวกเราจักจัดทำสถานที่สวดมนต์ของพราหมณ์ จึงจัดแจงข้าวปายาส ปูลาดเสนาสนะเห็นกุมารทั้งสองคนนั้นเดินมา จึงเชื้อเชิญให้เข้าไปในเรือนแล้วให้นั่งบนอาสนะที่ตระเตรียมไว้. บนอาสนะทั้งสองนั้น เขาปูลาดผ้าที่ทำมาจากแคว้นกาสีขาวสะอาดบนอาสนะ. ที่ปูลาดไว้สำหรับพระโพธิสัตว์. ปูลาดผ้ากัมพลสีแดงไว้สำหรับโสณกกุมาร. กุมารนั้น มองดูเครื่องหมายก็รู้ว่าในวันนี้นั่นแหละ อรินทมกุมารสหายผู้เป็นที่รักของเรา จักได้เป็นพระราชาครอบครองพระนครพาราณสี จักพระราชทานตำแหน่งเสนาบดีแก่เรา. กุมารแม้ทั้งสองคนนั้น การทำภัตกิจเสร็จแล้ว ก็ได้พากันไปยังอุทยานนั่นแหละ. ในกาลนั้น เป็นวันที่พระเจ้ากรุงพาราณสีสวรรคตมาได้เป็นวันที่ ๗ ราชตระกูลไม่มีพระโอรส. ประชาชนทั้งหลายมีอำมาตย์เป็นหัวหน้า สนานศีรษะแล้วประชุมกัน เทียมผุสยรถปล่อยไปด้วยคิดว่า ผุสยรถจักแล่นไปหาท่านผู้ควรแก่พระราชสมบัติ. ผุสยรถนั้น ออกจากพระนครแล่นไปยังอุทยานโดยลำดับกลับที่ประตูอุทยาน แล้วหยุดเตรียมรับท่านผู้ควรครอบครองพระราชสมบัติให้ขึ้นไป.
พระโพธิสัตว์ ได้นอนคลุมศีรษะอยู่บนแผ่นศิลาอันเป็นมงคลแล้ว. โสณกกุมาร นั่งอยู่ใกล้พระโพธิสัตว์นั้นแล้ว. โสณกกุมารนั้น ได้ยินเสียงดนตรีจึงดำริว่า ผุสยรถมาถึง อรินทมกุมาร วันนี้เธอจักเป็นพระราชา จักพระราชทานตำแหน่งเสนาบดีให้แก่เรา แต่เราไม่ต้องการด้วยอิสริยยศเลย เมื่อพระกุมารนี้เสด็จไปแล้ว เราจักออกบวช ดังนี้ จึงได้ยืนแอบอยู่ในที่กำบังแห่งหนึ่ง. ปุโรหิต เข้าไปยังอุทยานเห็นพระมหาสัตว์หลับอยู่ จึงได้ให้เจ้าพนักงานประโคมดนตรีขึ้น. พระมหาสัตว์ตื่นนอนาขึ้นพลิกตัวกลับหลับต่ออีกหน่อยแล้วจึงลุกขึ้นนั่งบนบัลลังก์ที่แผ่นศิลา. ลำดับนั้น ท่านปุโรหิตประคองอัญชลี กราบทูลพระองค์ว่า ข้าแต่สมมุติเทพ พระราชสมบัติถึงแก่พระองค์แล. พระมหาสัตว์ถามว่า ราชตระกูลไม่มีพระโอรสหรือ ? ปุโรหิตทูลว่า เป็นเช่นนั้น พระพุทธเจ้าข้า. พระมหาสัตว์ ตอบรับว่า ถ้าอย่างนั้นก็ดี. ลำดับนั้น ประชาชนทั้งหลาย ก็พากันอภิเษกพระมหาสัตว์นั้น ในอุทยานนั้นทีเดียว แล้วเชิญเสด็จให้ขึ้นรถ กลับเข้าสู่พระนครด้วยบริวารใหญ่. พระโพธิสัตว์นั้น ทรงกระทำประทักษิณพระนครแล้ว เสด็จขึ้นสู่ปราสาท. พระองค์มิได้ทรงระลึกถึงโสณกกุมาร เพราะความมีอิสริยยศใหญ่. ฝ่ายโสณกกุมารนั้น เมื่อพระโพธิสัตว์นั้นเสด็จเข้าไปสู่พระนครแล้ว ตนเองก็มานั่งที่แผ่นศิลา. ลำดับนั้น ใบไม้สีเหลืองของต้นสาละ. หลุดร่วงจากขั้วตกลงตรงหน้าของกุมารนั้น . เขาพอได้เห็นใบไม้เหลืองนั้นแล้วจึงคิดว่า ใบไม้นั้นหล่นลงฉันใด แม้สรีระของเรา ก็จักถึงความชรา หล่นไปฉันนั้น ดังนี้แล้ว จึงเริ่มตั้งวิปัสสนาด้วยสามัญลักษณะมีอนิจลักษณะเป็นต้น บรรลุปัจเจกโพธิญาณแล้ว. ในขณะนั้นนั่นเอง เพศคฤหัสถ์ของกุมารนั้น ก็อันตรธานไป. เพศบรรพชิต ก็ได้ปรากฏแทน. พระปัจเจกพุทธเจ้านั้น เมื่อเปล่งอุทานว่า บัดนี้ ภพใหม่ของเราไม่มี ดังนี้แล้วจึงได้ไปยังเงื้อมเขาชื่อว่านันทมูลกะ.
ฝ่ายพระมหาสัตว์ ทรงระลึกถึงพระปักเจกพุทธเจ้านั้นได้ โดยล่วงไปประมาณ ๔๐ ปี แม้จะทรงระลึกถึงพระโสณกะบ่อย ๆ ว่า โสณกะสหายของเราไปไหนหนอ ไม่ได้ข่าวที่ใครจะกล่าวว่า ข้าพเจ้าได้ยินข่าว หรือว่าข้าพเจ้าได้พบเห็น ประทับนั่งบนพระราชบัลลังก็มีพื้นกว้างใหญ่อันประดับประดาแล้วเป็นผู้อันเหล่าชนผู้ประโคมฟ้อนรำขับร้องเป็นต้นแวดล้อมแล้ว เสวยสมบัติอยู่ทรงดำริว่า ผู้ใดได้ยินในสำนักแห่งใคร ๆ แล้วบอกแก่เราว่า โสณกกุมารอยู่ในที่ชื่อโน้น ดังนี้ เราจักให้ทรัพย์ร้อยหนึ่งแก่ผู้นั้น ผู้ใดเห็นด้วยตัวเองแล้วบอกแก่เรา เราจักให้ทรัพย์พันหนึ่ง แก่ผู้นั้น ดังนี้แล้ว ทรงนิพนธ์อุทานขึ้นบทหนึ่ง เมื่อจะทรงเปล่งด้วยทำนองเพลงขับ จึงตรัสเป็นคาถาที่ ๑ ว่า
เราจะให้ทรัพย์ร้อยหนึ่งแก่ใคร ๆ ผู้ได้ยินข่าว แล้วมาบอกแก่เรา ใครพะโสณกะผู้สหายเคยเล่นมา ด้วยกันแล้ว บอกแก่เรา เราจะให้ทรัพย์พันหนึ่งแก่ ผู้ที่พบโสณกะนั้น.
ลำดับนั้น หญิงนักฟ้อนนางหนึ่ง จำเอาอุทานนั้นได้ เหมือนถอดออกจากพระโอษฐ์ของพระราชานั้น จึงขับเป็นเพลงขับ. หญิงคนอื่น ๆ ก็ขับเพลงขับนั้นต่อ ๆ กันมาเป็นลำดับ จนถึงนางสนมทั้งหมด ก็ได้ขับเพลงขับนั้นด้วยพากันคิดว่า บทเพลงนี้ เป็นบทเพลงขับที่พระราชาของเราทรงโปรดปรานด้วยประการฉะนี้. แม้ชาวพระนครและชาวชนบท ก็ได้พากันขับเพลงขับนั้นโดยลำดับเหมือนกัน . แม้พระราชา ก็ทรงขับเพลงขับนั้นอยู่บ่อยๆเช่นเดียวกันก็โดยล่วงไปเป็นเวลาประมาณ ๕๐ ปี พระราชาพระองค์นั้น ได้มีพระโอรสและพระธิดาเป็นอันมาก. พระโอรสองค์ใหญ่มีพระนามว่า ทีฆาวุกุมาร. ในกาลนั้น พระโสณกปัจเจกพุทธเจ้า ปรารถนาจะพบเห็นพระเจ้าอรินทมราชจึงคิดว่า เราจะไปแสดงถึงโทษในกาม และอานิสงส์ในการออกบวชแล้ว จะชี้ช่องให้พระราชานั้นทรงออกผนวช ดังนี้ จึงเหาะมาโดยอากาศด้วยฤทธิ์แล้วนั่งในอุทยาน. ในกาลนั้น เด็กชายมีผม ๕ แหยม อายุ ๗ ขวบคนหนึ่ง ถูกมารดาใช้ให้ไปหาฟืนในป่าใกล้อุทยาน ก็ขับเพลงขับนั้นบ่อย ๆ อย่างนั้น. ลำดับนั้น พระปัจเจกพุทธเจ้าจึงเรียกกุมารนั้นมาถามว่า ดูก่อนกุมารเอ๋ย ทำไมเจ้าจึงไม่ขับเพลงอื่นบ้างเล่า ขับร้องแต่เพลงนี้เพลงเดียวเท่านั้น เจ้าจำเพลงอื่นไม่ได้บ้างหรือ. กุมารนั้นตอบว่า จำได้ขอรับ แต่บทเพลงนี้เป็นเพลงที่โปรดปรานแห่งพระราชาของพวกผม เพราะฉะนั้น ผมจึงขับร้องเพลงนั้นบ่อย ๆ. พระปัจเจกพุทธเจ้าถามว่า ก็เจ้าเคยเห็นใคร ๆ ขับร้องตอบเพลงนี้บ้างหรือไม่. กุมารนั้นตอบว่า ไม่เคยเห็นเลยขอรับ. พระปัจเจกพุทธเจ้ากล่าวว่า เราจักสอนให้เจ้าเรียนเพลงขับตอบนั้น เจ้าจักอาจไปยังสำนักของพระราชาแล้วขับตอบหรือ. กุมารนั้นตอบว่า ได้ขอรับ. ลำดับนั้น พระโสณกปัจเจกพุทธเจ้านั้น เมื่อจะบอกเพลงขับตอบแก่กุมารนั้น จึงกล่าวคาถาว่า มยฺหํ สุตฺวา ดังนี้เป็นต้น. ก็แลครั้นให้เรียนแล้ว จึงส่งกุมารนั้นไปด้วยคำว่า ดูก่อนกุมาร เจ้าจงไป จงขับร้องเพลงขับตอบนี้กับพระราชา พระราชาจักพระราชทานอิสริยยศใหญ่ให้แก่เจ้า เจ้าจะต้องการอะไรด้วยฟืนจงรีบไปเถิด.
กุมารนั้นรับว่า ดีแล้ว เรียนเพลงขับตอบแล้ว ไหว้พระปัจเจกพุทธเจ้ากล่าวว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ขอท่านจงอยู่ในที่นี้จนกว่าผมจะพาพระราชามาดังนี้แล้ว รีบไปหามารดากล่าวว่า คุณแม่ครับ แม่จงอาบน้ำให้ผมแล้ว รีบแต่งตัวให้ผมเร็ว วันนี้ผมจะเปลื้องแม่ให้พ้นจากความยากจน ครั้นมารดาอาบน้ำแต่งตัวให้แล้ว จึงมายังประตูวังแล้วกล่าวว่า นายประตูขอรับ ขอท่านจงกราบทูลแด่พระราชาว่า มีเด็กคนหนึ่งมากล่าวว่า ผมจะขับเพลงขับตอบกับพระองค์ ยืนคอยอยู่ที่ประตูวัง. นายประตูรีบไปกราบทูลแด่พระราชา. พระราชาตรัสสั่งให้เรียกเด็กมาว่า จงมาเถิด แล้วตรัสว่า ดูก่อนพ่อ เจ้าจักขับเพลงขับตอบกับเราหรือ. เด็กนั้นกราบทูลว่า เป็นเช่นนั้น พระพุทธเจ้าข้า. พระราชาตรัสว่า ถ้าเช่นนั้น เจ้าจงขับเถิด. เด็กนั้นกราบทูลว่า ขอเดชะข้าพระองค์ขับในที่นี้ไม่ได้ ก็แต่ว่า พระองค์จงให้พวกราชบุรุษเที่ยวตีกลองป่าวประกาศในเมืองแล้ว ให้มหาชนประชุมกัน ข้าพระองค์จักขับในท่ามกลางมหาชน. พระราชาให้ทำตามที่กุมารนั้นกล่าว เสด็จประทับนั่งในท่ามกลางราชบัลลังก์ ในมณฑปที่เขาประดับประดาแล้ว สั่งให้พระราชทานอาสนะที่สมควรแก่เด็กคนนั้นแล้ว ตรัสว่า บัดนี้ เจ้าจงขับเพลงขับของเจ้าได้แล้ว. กุมารนั้นจึงกราบทูลว่า ขอเดชะ พระองค์จงขับก่อน. ข้าพระองค์จักขับตอบในภายหลัง. ลำดับนั้น พระราชาเมื่อจะทรงขับก่อน จึงตรัสคาถาว่า
เราจะให้ทรัพย์ร้อยหนึ่งแก่ใคร ๆ ผู้ได้ยินข่าว แล้วมาบอกแก่เรา ใครพบโสณกะผู้สหายเคยเล่นมา ด้วยกันแล้ว บอกแก่เรา เราจะให้ทรัพย์พันหนึ่ง แก่ผู้ ที่พบโสณกะนั้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สุตฺวา ความว่า เราจะให้ทรัพย์ร้อยหนึ่งแก่ใคร ๆ ที่ได้ยินที่อยู่ของโสณกะนั้นแล้วมาบอกว่า โสณกะสหายที่รักของท่านอยู่ในที่ชื่อโน้น . บทว่า ทิฏฺํ ความว่า เราจะให้ทรัพย์พันหนึ่งแก่ใคร ๆที่พบเห็นโสณกะแล้วมาบอกว่า ข้าพเจ้าพบเห็นโสณกะในที่ชื่อโน้น ดังนี้.
เมื่อพระราชาทรงขับอุทานคาถาแรกอย่างนี้แล้ว พระศาสดาผู้ตรัสรู้เองโดยเฉพาะ เมื่อจะทรงประกาศคาถาที่เด็กผู้มีผม ๕ แหยมขับตอบ จึงได้ตรัสคาถา ๒ คาถานี้ว่า
ลำดับนั้น มาณพน้อยผู้มีผม ๕ แหยม ได้ กราบทูลพระราชาว่า พระองค์จงทรงพระราชทาน ทรัพย์ร้อยหนึ่ง แก่ข้าพระองค์ผู้ได้ยินข่าวแล้วมา กราบทูล ข้าพระองค์พบเห็นโสณกะ พระสหายเคย เล่นมาด้วยกันแล้ว จึงกราบทูลแด่พระองค์ ขอ พระองค์จงพระราชทานทรัพย์พันหนึ่ง แก่ข้าพระองค์ ผู้พบเห็นโสณกะ.
ก็เนื้อความแห่งคาถาที่กุมารนั้นกล่าวแล้ว มีอรรถาธิบาย ดังต่อไปนี้ข้าแต่พระมหาราชเจ้า พระองค์ทรงรับสั่งว่า เราจะให้ทรัพย์แก่ผู้ที่ได้ยินข่าวนั้นแล้วมาบอกแก่เรา ดังนี้ ขอพระองค์จงพระราชทานทรัพย์นั้นแก่ข้าพระองค์ทีเดียว อนึ่ง พระองค์ตรัสว่า เราจะให้ทรัพย์พันหนึ่งแก่ผู้ที่พบเห็นแล้วกลับมาบอก ดังนี้ ขอพระองค์จงพระราชทานทรัพย์แม้นั้น แก่ข้าพระองค์ด้วยข้าพระองค์พบเห็นสหายที่รักของพระองค์แล้ว จึงได้ทูลพระองค์ว่า บัดนี้ข้าพระองค์ได้เห็นโสณกะผู้นี้แล้ว. เนื้อความต่อแต่นี้ไป บัณฑิตพึงเข้าใจได้โดยง่ายทีเดียว. บัณฑิตพึงทราบพระคาถาของพระสัมพุทธเจ้า โดยนัยพระบาลีนั่นแล.
พระราชาทรงสดับคำนั้นแล้ว จึงตรัสถามว่า
โสณกกุมารนั้น อยู่ในชนบท แว่นแคว้นหรือ นิคมไหน ท่านได้พบเห็นโสณกกุมาร ณ ที่ไหน เราถามแล้ว ขอท่านจงบอกเนื้อความนั้นแก่เราเถิด. กุมารกราบทูลว่า ขอเดชะ ต้นรังใหญ่หลายต้นมีลำต้นตรง มีสีเขียว เหมือนเมฆ เป็นที่ชอบใจน่ารื่นรมย์ อันอาศัยกัน และกัน ตั้งอยู่ในภาคพื้นพระราชอุทยานในแว่นแคว้น ของพระองค์นั่นเอง พระโสณกะ เมื่อสัตวโลกมี ความยึดมั่น เป็นผู้ไม่ยึดมั่น เมื่อสัตวโลกถูกไฟเผา เป็นผู้ดับแล้ว เพ่งฌานอยู่ที่โคนแห่งต้นรังเหล่านั้น. ลำดับนั้นแล พระราชาตรัสสั่งให้ทำทางให้ ราบเรียบแล้ว เสด็จไปยังที่อยู่ของพระโสณกะพร้อม ด้วยจาตุรงคเสนา เมื่อเสด็จประพาสไปในไพรวัน ก็เสด็จถึงภูมิภาคแห่งอุทยาน ได้ทอดพระเนตรเห็น พระโสณกะ ผู้นั่งอยู่เมื่อสัตว์โลกถูกไฟเผาเป็นผู้ดับ แล้ว.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุชุวํสา ได้แก่ มีลำต้นตั้งตรง. บทว่ามหาสาลา ได้แก่ ต้นไม้ใหญ่. บทว่า เมฆสมานา คือ เช่นกับเมฆสีดำ. บทว่า รมฺนา คือเป็นที่น่ายินดี. บทว่า อญฺโญฺนิสฺสิตา ได้แก่ กิ่งกับกิ่งเกี่ยวเกาะกันอยู่ รากกับรากเกี่ยวพันกันอยู่. บทว่า เตสํ ได้แก่ ภาคใต้พฤกษาในป่า อันเป็นอุทยานของพระองค์เห็นปานน นเหล่านั้น. บทว่า ฌายติความว่า เพ่งอยู่ด้วยฌานทั้ง ๒ คือ ลักขณูปนิชฌาน และอารัมมณูปนิชฌาน. บทว่า อนุปาทโน คือ เป็นผู้เว้นจากความยึดมั่นในกาม. บทว่า ทยฺหมาเนสุ คือ เมื่อสัตว์ทั้งหลายถูกไฟ ๑๑ กองเผาอยู่. บทว่า นิพฺพุโต ความว่า พระโสณกะผู้เป็นสหายของพระองค์นี้ ทำไฟทุกกองเหล่านั้นให้ดับได้แล้ว เพ่งอยู่ด้วยหทัยอันเย็น นั่งอยู่บนแผ่นหิน ณ ที่โคนไม้รังอันเป็นมงคล ในอุทยานของพระองค์ ท่านงดงามเปรียบปานรูปทอง ฉะนั้น. คำว่า ตโต จ อธิบายว่าดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในลำดับนั้น พระเจ้าอรินทมะนั้น พอได้ทรงสดับคำของกุมารนั้นแล้ว จึงทรงพระดำริว่า เราจักพบเห็นพระโสณกปัจเจกพุทธเจ้าดังนี้แล้ว เสด็จออกไปพร้อมด้วยจตุรงคเสนา. บทว่า วิจรนฺโต ความว่าเสด็จมาตามหนทางตรงทีเดียว เมื่อเสด็จประพาสไปในชัฏป่าใหญ่นั้นแล้ว จึงเสด็จไปยังสำนักของพระโสณกะ ได้ทอดพระเนตรเห็นท่านกำลังนั่งอยู่พระราชานั้น ทรงนมัสการพระโสณกะนั้นแล้ว ประทับนั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง เมื่อทรงสำคัญซึ่งพระโสณกะนั้นว่า เป็นคนกำพร้า เพราะว่าพระองค์ยังทรงยินดีในกิเลสอยู่ จึงตรัสพระคาถานี้ว่า
ภิกษุนี้เป็นคนกำพร้าหนอ ศีรษะโล้น ครองผ้า สังฆาฏิ ไม่มีมารดา ไม่มีบิดา นั่งเข้าฌานอยู่ที่โคน ต้นไม้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ฌายติ ความว่า เป็นผู้ไม่มีมารดา ไม่มีบิดา ถึงความกรุณาแล้ว (น่าสงสาร) จึงนั่งเข้าฌานอยู่.
พระโสณกะได้ฟังพระดำรัสนี้แล้ว จึงได้ทูลว่า
ดูก่อนมหาบพิตร บุคคลของธรรมด้วยนามกาย ไม่ชื่อว่าเป็นคนกำพร้า ผู้ใดในโลกนี้ นำเสียซึ่งธรรม ประพฤติตามอธรรม ผู้นั้นชื่อว่า เป็นคนกำพร้า เป็น คนลามก มีบาปกรรมเป็นที่ไปในเบื้องหน้า ขอถวาย พระพร.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อิมํ ความว่า พระโสณกะได้สดับคำติเตียนถึงเรื่องการบรรพชานี้ ของพระราชานั้นผู้ทรงยินดียิ่งในกิเลส ไม่ทรงพอพระทัยการบรรพชา. บทว่า เอตทพฺรวี ความว่า พระโสณกะเมื่อจะประกาศถึงคุณในการบรรพชา จึงได้กล่าวคำนี้. บทว่า ผสฺสยํ คือถูกต้องอยู่. พระโสณกะเมื่อจะแสดงว่า บุคคลผู้ต้องอริยมรรคธรรมนั้นด้วยกาย ย่อมไม่ชื่อว่า เป็นคนกำพร้า ดังนี้ จึงกล่าวอย่างนี้. บทว่า นิรํกตฺวา ได้แก่นำออกจากอัตภาพ. บทว่า ปาโป ปาปปรายโน ความว่า ชื่อว่าเป็นคนลามก เพราะตนเองกระทำแต่ความชั่ง ชื่อว่า เป็นผู้มีบาปกรรมเป็นที่ไปในเบื้องหน้า เพราะเป็นที่พึ่งแก่ชนเหล่าอื่นผู้กำลังทำบาป.
พระโสณกะนั้น ติเตียนพระโพธิสัตว์ด้วยถ้อยคำอย่างนี้. พระโพธิสัตว์ทรงทำเป็นเหมือนไม่ทรงทราบว่า พระโสณกะติเตียนพระองค์ ทรงบอกนามและโคตรของพระองค์ เมื่อจะทรงทำปฏิสันถารกับพระโสณกะนั้น จึงตรัสคาถาว่า
มหาชนรู้จักนามของข้าพเจ้าว่า อรินทมะ และ รู้จักข้าพเจ้าว่า พระเจ้ากาสี ดูก่อนท่านโสณกะ การ อยู่เป็นสุข ย่อมมีแก่ท่านผู้อยู่ในที่นี้แลหรือ.
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๖๒ หน้า ๑๒๘–๑๕๖ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
สัฏฐินิบาตชาดก ๒๔ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๒๔ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
บาลีอักษรโรมัน ฉบับสยามรัฐ
|66.1| Kassa sutvā sataṃ dammi sahassaṃ diṭṭhasoṇakaṃ 1- ko me soṇakamakkhāti sahāyaṃ paṃsukīḷitaṃ. |66.2| Atha bravi māṇavako daharo pañcacūḷako mayhaṃ sutvā sataṃ dehi sahassaṃ diṭṭhasoṇakaṃ 2- ahaṃ te 3- soṇakamakkhissaṃ sahāyaṃ paṃsukīḷitaṃ.
Katarasmiṃ so janapade raṭṭhesu nigamesu ca kattha soṇakamaddakkhi 4- taṃ me akkhāhi pucchito.
|68.1| Taveva deva vijite tavevuyyānabhūmiyā ujuvaṃsā mahāsālā nīlobhāsā manoramā. |68.2| Tiṭṭhanti meghasamānā rammā aññoññanissitā tesaṃ mūlasmi soṇako jhāyati anupādino upādānesu lokesu ḍayhamānesu nibbuto.
|69.1| Tato ca rājā pāyāsi senāya caturaṅgiyā kārāpetvā samaṃ maggaṃ agamā yena soṇako. |69.2| Uyyānabhūmiṃ gantvāna vicaranto brahāvane @Footnote: 1-2 Sī. Yu. daṭṭhu-. 3 Sī. Yu. ayaṃ pāṭho natthi . 4 Sī. Yu. kattha te soṇako @diṭṭho. Āsīnaṃ soṇakaṃ dakkhi ḍayhamānesu nibbutaṃ.
Kapaṇo vatāyaṃ 1- bhikkhu muṇḍo saṅghāṭipāruto amātiko apitiko rukkhamūlasmi jhāyati.
|71.1| Imaṃ vākyaṃ nisāmetvā soṇako etadabravi na rāja kapaṇo hoti dhammaṃ kāyena phassayaṃ. |71.2| Yodha 2- dhammaṃ niraṅkatvā adhammaṃ anuvattati sa rāja kapaṇo hoti pāpo pāpaparāyano.
Arindamoti me nāmaṃ kāsirājāti maṃ vidū kacci bhoto sukhaseyyā idha pattassa soṇaka.
|73.1| Sadāpi bhadramadhanassa anāgārassa bhikkhuno na tesaṃ koṭṭhe openti na kumbhe na kaḷopiyā pariniṭṭhitamesānā tena yāpenti subbatā. |73.2| Dutiyampi bhadramadhanassa anāgārassa bhikkhuno anavajjapiṇḍo bhottabbo na ca kocūparodhati. |73.3| Tatiyampi bhadramadhanassa anāgārassa bhikkhuno nibbuto piṇḍo bhottabbo na ca kocūparodhati. |73.4| Catutthampi bhadramadhanassa anāgārassa bhikkhuno muttassa raṭṭhe carato saṅgo yassa na vijjati. |73.5| Pañcamampi bhadramadhanassa anāgārassa bhikkhuno nagaramhi ḍayhamānamhi nāssa kiñci aḍayhatha. @Footnote: 1 Ma. vatayaṃ . 2 Ma. yo ca. |73.6| Chaṭṭhampi bhadramadhanassa anāgārassa bhikkhuno raṭṭhe vilumpamānamhi nāssa kañci ahāratha 1- . |73.7| Sattamampi bhadramadhanassa anāgārassa bhikkhuno corehi rakkhitaṃ maggaṃ ye caññe paripanthikā pattacīvaramādāya sotthiṃ gacchati subbato. |73.8| Aṭṭhamampi bhadramadhanassa anāgārassa bhikkhuno yaṃ yaṃ disaṃ pakkamati anapekkhova gacchati.
|74.1| Bahūpi bhadrā etesaṃ 2- yo tvaṃ bhikkhu pasaṃsasi ahañca giddho kāmesu kathaṃ kāhāmi soṇaka. |74.2| Piyā me mānusā kāmā atho dibyāpi me piyā atha kena nu vaṇṇena ubho loke labhāmase.
|75.1| Kāme 3- giddhā kāmaratā kāmesu adhimucchitā narā pāpāni katvāna upapajjanti duggatiṃ. |75.2| Ye ca kāme pahantvāna 4- nikkhantā akutobhayā ekodibhāvādhigatā na te gacchanti duggatiṃ. |75.3| Upamante karissāmi taṃ suṇohi arindama upamāya midhekacce 5- atthaṃ jānanti paṇḍitā. |75.4| Gaṅgāya kuṇapaṃ divā vuyhamānaṃ mahaṇṇave vāyaso samacintesi appapañño acetaso. @Footnote: 1 Ma. ahīratha . 2 Sī. bahūni samaṇabhadrāni. Yu. bahūpi bhadrakā ete. @ 3 Sī. Yu. kāmesu . 4 Sī. Yu. pahatvāna . 5 Sī. Yu. pidhekacce. |75.5| Yānañca vatidaṃ laddhaṃ bhakkho cāyaṃ anappako tattha rattiṃ tattha divā tattheva nirato mano. |75.6| Khādaṃ nāgassa maṃsāni pivaṃ bhāgīrasodakaṃ sampassaṃ vanacetyāni na palettha vihaṅgamo. |75.7| Tañca otaraṇī gaṅgā pamattaṃ kuṇape rataṃ samuddaṃ ajjhagāhāsi agatī yattha pakkhinaṃ. |75.8| So ca bhakkhaparikkhīṇo udapatvā 1- vihaṅgamo na pacchato na purato nuttaraṃ nopi dakkhiṇaṃ. |75.9| Dīpaṃ so najjhagā gañchi agatī yattha pakkhinaṃ so ca tattheva pāpattha yathā dubbalako tathā. |75.10| Tañca sāmuddikā macchā kumbhīlā makarā susū pasayhakārā khādiṃsu phandamānaṃ vipakkhikaṃ 2- . |75.11| Evameva tuvaṃ rāja ye caññe kāmabhogino giddhā ce na vamissanti kākapaññāya 3- te vidū. |75.12| Esā te upamā rāja atthasandassanī katā tvañca paññāyase tena yadi kāhasi vā na vā.
Ekavācaṃpi dvivācaṃ bhaṇeyya anukampako tatuttariṃ na bhāseyya dāso vayyassa 4- santike.
Idaṃ vatvāna pakkāmi soṇako amitabuddhimā vehāse antalikkhasmiṃ anusāsitvāna khattiyaṃ. @Footnote: 1 Sī. uppatitvā. Yu. udāpatvā . 2 Ma. vipakkhakaṃ. Sī. Yu. vipakkhinaṃ. @ 3 kākapaññāva . 4 Sī. dāso ayyassa . Yu. dāso ayirassa.
|78.1| Ko nume rājakattāro sūtā veyyattimāgatā 1- rajjaṃ niyyādayissāmi nāhaṃ rajjena matthiko. |78.2| Ajjeva pabbajissāmi ko jaññā maraṇaṃ suve nāhaṃ kākova dummedho kāmānaṃ vasamanvagā 2- .
Atthi te daharo putto dīghāvu raṭṭhavaḍḍhano taṃ rajje abhisiñcassu so no rājā bhavissati.
Khippaṃ kumāraṃ ānetha dīghāvuṃ raṭṭhavaḍḍhanaṃ taṃ rajje abhisiñcassu so vo rājā bhavissati.
|81.1| Tato kumāramānesuṃ dīghāvuṃ raṭṭhavaḍḍhanaṃ taṃ disvā ālapi rājā ekaputtaṃ manoramaṃ. |81.2| Saṭṭhī gāmasahassāni paripuṇṇāni sabbaso te putta paṭipajjassu rajjaṃ niyyādayāmi te. |81.3| Ajjeva pabbajissāmi ko jaññā maraṇaṃ suve māhaṃ kākova dummedho kāmānaṃ vasamanvagaṃ. |81.4| Saṭṭhī nāgasahassāni sabbālaṅkārabhūsitā suvaṇṇakacchā mātaṅgā hemakappanavāsasā. |81.5| Ārūḷhā gāmaṇīyebhi tomaraṅkusapāṇibhi te putta paṭipajjassu rajjaṃ niyyādayāmi te. |81.6| Ajjeva pabbajissāmi ko jaññā maraṇaṃ suve māhaṃ kākova dummedho kāmānaṃ vasamanvagaṃ. @Footnote: 1 Ma. suddā veyyattamāgatā . 2 Ma. vasamanvagaṃ. ito paraṃ īdisameva. |81.7| Saṭṭhī assasahassāni sabbālaṅkārabhūsitā ājānīyā ca 1- jātiyā sindhavā sīghavāhanā |81.8| ārūḷhā gāmaṇīyebhi indiyācāpadhāribhi te putta paṭipajjassu rajjaṃ niyyādayāmi te. |81.9| Ajjeva pabbajissāmi ko jaññā maraṇaṃ suve māhaṃ kākova dummedho kāmānaṃ vasamanvagaṃ. |81.10| Saṭṭhī rathasahassāni sannaddhā ussitaddhajā dīpā athopi veyyagghā sabbālaṅkārabhūsitā. |81.11| Ārūḷhā gāmaṇīyebhi cāpahatthehi cammibhi 2- te putta paṭipajjassu rajjaṃ niyyādayāmi te. |81.12| Ajjeva pabbajissāmi ko jaññā maraṇaṃ suve māhaṃ kākova dummedho kāmānaṃ vasamanvagaṃ. |81.13| Saṭṭhī dhenusahassāni rohaññā puṅgavūsabhā tā putta paṭipajjassu rajjaṃ niyyādayāmi te. |81.14| Ajjeva pabbajissāmi ko jaññā maraṇaṃ suve māhaṃ kākova dummedho kāmānaṃ vasamanvagaṃ. |81.15| Soḷasitthīsahassāni sabbālaṅkārabhūsitā vicitravatthābharaṇā āmuttamaṇikuṇḍalā tā putta paṭipajjassu rajjaṃ niyyādayāmi te. |81.16| Ajjeva pabbajissāmi ko jaññā maraṇaṃ suve @Footnote: 1 Ma. va . 2 Ma. vammibhi. Māhaṃ kākova dummedho kāmānaṃ vasamanvagaṃ.
|82.1| Daharasseva me tāta mātā matāti me sutaṃ tayā vinā ahaṃ tāta jīvituṃpi na ussahe. |82.2| Yathā āraññakaṃ nāgaṃ poto anveti pacchato jessantaṃ giriduggesu samesu visamesu ca. |82.3| Evantaṃ anugacchāmi puttamādāya 1- pacchato subharo te bhavissāmi na te hessāmi dubbharo.
Yathā sāmuddikaṃ nāvaṃ vāṇijānaṃ dhanesinaṃ vohāro tattha gaṇheyya vāṇijā byasanī siyā evamevāyaṃ puttaka 2- antarāyakaro mama.
Imaṃ kumāraṃ pāpetha pāsādaṃ rativaḍḍhanaṃ tattha kambusahatthāyo yathā sakkaṃva accharā tā naṃ tattha ramissanti 3- tāhi ceso 4- ramissati.
|85.1| Tato kumāraṃ pāpesuṃ pāsādaṃ rativaḍḍhanaṃ taṃ disvā avacuṃ kaññā dīghāvuṃ raṭṭhavaḍḍhanaṃ. |85.2| Devatā nusi gandhabbo ādū sakko purindado ko vā tvaṃ kassa vā putto kathaṃ jānemu taṃ mayaṃ.
Namhi devo na gandhabbo napi sakko purindado kāsirañño ahaṃ putto dīghāvu raṭṭhavaḍḍhano mamaṃ bharatha bhaddaṃ vo ahaṃ bhattā bhavāmi vo. @Footnote: 1 Ma. pattamādāya . 2 Ma. puttakali . 3 ma ramessanti . 4 Yu. meso.
Taṃ tattha avacuṃ kaññā dīghāvuṃ raṭṭhavaḍḍhanaṃ kuhiṃ rājā anuppatto ito rājā kuhiṃ gato.
|88.1| Paṅkaṃ rājā atikkanto thale rājā patiṭṭhito akaṇṭakaṃ agahanaṃ paṭipanno mahāpathaṃ. |88.2| Ahañca paṭipannosmi maggaṃ duggatigāminaṃ sakaṇṭakaṃ sagahanaṃ yena gacchanti duggatiṃ.
Tassa te svāgataṃ rāja sīhasseva giribbajaṃ anusāsa mahārāja tvaṃ no sabbāsamissaroti. Soṇakajātakaṃ paṭhamaṃ.
ที่มา: พระไตรปิฎกบาลีอักษรโรมัน ฉบับสยามรัฐ เล่มที่ ๒๘ ข้อ ๖๖
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๘