โสณกชาดก
ว่าด้วยเรื่องพระราชาจะพระราชทานรางวัลแก่ผู้พบโสณกกุมาร
เล่มที่ ๒๘ · ข้อ ๖๖ · บรรทัด ๔๕๒ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๒
อรรถกถาชาดก ตอนที่ ๒ จาก ๔
เรื่องเล่า
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กจฺจิ ความว่า พระราชาตรัสถามว่าความไม่สบายน้อยหนึ่ง ย่อมไม่มีแก่ข้าพเจ้าก่อน แต่ความอยู่เป็นสุขย่อมมีแก่พระคุณเจ้าผู้ถึงแล้วในที่นี้ คือผู้อยู่ในอุทยานนี้แลหรือ.
ลำดับนั้น พระปัจเจกพุทธเจ้า จึงทูลตอบพระราชานั้นว่า ขอถวายพระพร ขึ้นชื่อว่าความไม่สำราญ ย่อมไม่มีแก่อาตมภาพผู้อยู่ในอุทยานนี้เท่านั้นก็หามิได้ แม้อาตมภาพจะอยู่ในที่อื่น ๆ ก็ยังไม่มีเลย ดังนี้แล้ว จึงเริ่มคาถาแสดงความเจริญของสมณะแด่พระราชาพระองค์นั้นว่า
(ข้อที่ ๑) ความเจริญย่อมมีแก่ภิกษุผู้ไม่มีทรัพย์ ไม่มีเรือนทุกเมื่อ (คือ)ทรัพย์และข้าวเปลือกย่อมไม่เข้า ไปในฉางในหม้อและในกระเช้าของภิกษุเหล่านั้น ภิกษุ ทั้งหลายเป็นผู้แสวงหาอาหารอันสำเร็จแล้ว มีวัตร อันงามเยียวยาอัตภาพให้เป็นไป ด้วยบิณฑบาตนั้น. ข้อที่ ๒ ความเจริญย่อมมีแก่ภิกษุผู้ไม่มีทรัพย์ ไม่มีเรือน (คือ) ภิกษุพึงบริโภคบิณฑบาต ที่ไม่มีโทษ และกิเลสอะไร ๆ ย่อมไม่ประทุษร้าย. ข้อที่ ๓ ความเจริญ ย่อมมีแก่ภิกษุผู้ไม่มีทรัพย์ ไม่มีเรือน (คือ) ภิกษุพึงบริโภคบิณฑบาตอันดับแล้ว และกิเลสอะไรย่อมไม่ประทุษร้าย. ข้อที่ ๔ ความเจริญ ย่อมมีแก่ภิกษุไม่มีทรัพย์ ไม่มีเรือน (คือ) ผู้หลุดพ้นแล้ว เที่ยวไปในแว่นแคว้น ไม่มีความข้อง. ข้อที่ ๕ ความเจริญ ย่อมมีแก่ภิกษุผู้ไม่มีทรัพย์ ไม่มีเรือน (คือ) เมื่อไฟไหม้พระนครอยู่ อะไร ๆ ก็หน่อยหนึ่งของภิกษุนั้น ย่อมไม่ไหม้. ข้อที่ ๖ ความเจริญ ย่อมมีแก่ภิกษุผู้ไม่มีทรัพย์ ไม่มีเรือน (คือ) เมื่อโจรปล้นแว่นแคว้น อะไร ๆ สักหน่อยหนึ่งของภิกษุนั้นก็ไม่หาย. ข้อที่ ๗ ความเจริญ ย่อมมีแก่ภิกษุผู้ไม่มีทรัพย์ ไม่มีเรือน (คือ) ภิกษุผู้มีวัตรงาม ถือบาตรและจีวร ไปสู่ทนทางทิพวกโจรรักษา หรือไปสู่หนทางที่มีอันตรายอื่น ๆ ย่อมไปได้โดยสวัสดี. ข้อที่ ๘ ความเจริญ ย่อมมีแก่ภิกษุผู้ไม่มีทรัพย์ ไม่มีเรือน (คือ) ภิกษุจะหลีกไปยังทิศใด ๆ ก็ไม่มี ห่วงใยไปยังทิศนั้น ๆ.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อนาคารสฺส ความว่า ขอถวายพระพรความเจริญย่อมมีแก่ภิกษุผู้ไม่มีความกังวล ไม่มีทรัพย์ ละเพศฆราวาสเสียแล้วถึงความเป็นผู้ไม่มีเรือนตลอดกาลทั้งปวง. บทว่า น เตสํ ความว่า มหาบพิตร ความเจริญข้อแรก คือ ทรัพย์และข้าวเปลือกทั้งหลาย ย่อมไม่เข้าไปในเรือนคลัง ไม่เข้าไปในหม้อข้าว ไม่เข้าไปในกระเช้า ของภิกษุทั้งหลายผู้ไม่มีทรัพย์เหล่านั้น เพราะภิกษุเหล่านั้นเป็นผู้มีวัตรอันงาม. บทว่า ปรินิฏิิตํ ความว่า ห่มผ้าสังฆาฏิแล้ว ถือบาตร (กระเบื้อง) แสวงหาอาหารที่เขาหุงไว้สุกแล้ว ในเรือนของชนเหล่าอื่น ตามลำดับเรือน พิจารณาอาหารนั้น ด้วยอำนาจความเป็นของปฏิกูล ๙ อย่างแล้วจึงบริโภค ย่อมยังความเป็นอยู่แห่งชีวิตให้เป็นไป ด้วยบิณฑบาตที่ได้แล้วจากการแสวงหานั้น. บทว่า อนวชฺชปิณฺโฑ โภตฺตพฺโพ ความว่า ปัจจัย ๔ ที่เกิดขึ้นด้วยการแสวงหาไม่สมควรมีเวชกรรม เป็นต้น หรือด้วยอาชีพที่ผิดเห็นปานนี้คือ การกล่าวโกหกหลอกลวง การเป็นหมอดู การรับใช้คฤหัสถ์ การบริโภคลาภด้วยลาภก็ดี แม้ที่เกิดขึ้นโดยธรรม ภิกษุไม่พิจารณาเสียก่อนแล้วบริโภคชื่อว่า บิณฑบาตมีโทษ ปัจจัย ๔ ที่ภิกษุละการแสวงหาอันไม่สมควร เว้นอาชีพที่ผิดเสียแล้ว ให้ปัจจัยเกิดขึ้นโดยชอบธรรม ภิกษุพิจารณาโดยนัยดังกล่าวแล้วว่า เราพิจารณาแล้วโดยแยบคาย จึงใช้สอยจีวร ดังนี้เป็นต้นแล้วจึงบริโภค ชื่อว่า บิณฑบาตไม่มีโทษ ภิกษุพึงบริโภคบิณฑบาตที่ไม่มีโทษเช่นนี้ทีเดียว เมื่อภิกษุบริโภคบิณฑบาตที่ไม่มีโทษอยู่อย่างนี้ กิเลสแม้มีประมาณน้อยหนึ่ง ก็ย่อมไม่เบียดเบียน คือ ย่อมไม่บีบคั้น เพราะอาศัยปัจจัยทั้งหลาย ความเจริญแม้ที่สอง ย่อมมีแก่ภิกษุผู้ไม่มีทรัพย์ ไม่มีเรือนนั้น ฉะนี้แล.
บทว่า นิพฺพุโต ความว่า แม้บิณฑบาตที่เกิดขึ้นโดยชอบธรรมของภิกษุผู้เป็นปุถุชน ภิกษุพิจารณาแล้วจึงบริโภค ชื่อว่า บิณฑบาตดับแล้ว ส่วนบิณฑบาตของพระขีณาสพ ชื่อว่า บิณฑบาตดับแล้วโดยส่วนเดียว ถามว่า เพราะเหตุไร ? ตอบว่า เพราะว่าในบรรดาการบริโภค ๔อย่างเหล่านี้คือ ไถยบริโภค ลักขโมยเขาบริโภค อิณบริโภค บริโภคอย่างคนที่เป็นหนี้เขา ทายัชชบริโภค บริโภคโดยได้รับมรดก สามิบริโภค บริโภคโดยความเป็นเจ้าของ พระขีณาสพนั้นย่อมบริโภคบิณฑบาตนั้น ด้วยอำนาจแห่งสามิบริโภค. ท่านเป็นเจ้าของ บริโภคบิณฑบาต โดยพ้นจากความเป็นทาสแห่งตัณหา กิเลสแม้มีประมาณน้อยหนึ่ง ย่อมไม่เบียดเบียนท่าน เพราะการบริโภคเช่นนั้น เป็นปัจจัย. บทว่า มุตฺตสฺส รฏฺเ จรโต ความว่าเมื่อภิกษุไม่ข้องอยู่ในตระกูลอุปัฏฐากเป็นต้น ประหนึ่งท้องฟ้าไม่มีเมฆ หรือเหมือนกับดวงจันทร์ที่ผ่องอำไพ พ้นจากปากราหู ฉะนั้น เที่ยวไปในบ้านแลนิคมเป็นต้น บรรดาความข้องมีราคะเป็นต้น ความข้องแม้สักอย่างหนึ่งย่อมไม่มี จริงอยู่ บุคคลบางคนคลุกคลีอยู่กับสกุลทั้งหลาย พลอยร่วมโศกเศร้าและพลอยร่วมยินดีอยู่กับเขา. บุคคลบางคนมีใจไม่ข้องอยู่ แม้ในมารดาบิดา อยู่คนเดียว เหมือนเด็กหนุ่มชาวบ้านโกรุนคร ฉะนั้น . แม้ปุถุชนผู้เป็นแบบนี้ ก็ย่อมมีความเจริญเหมือนกัน . บทว่า นาสฺส กิญฺจิ ความว่าจริงอยู่ ภิกษุรูปใดเป็นผู้มีบริขารมาก ภิกษุรูปนั้น คิดว่า โจรทั้งหลายอย่าลักบริขารของเราไปเลย ดังนี้ จึงเก็บบริขารทั้งหลาย มีผ้าจีวรเป็นต้นที่เหลือใช้ไว้ในตระกูลอุปัฏฐากภายในเมือง ต่อมาเมื่อไฟไหม้ในเมือง พอทราบข่าวว่าต้นเพลิงเกิดขึ้นที่ตระกูลโน้น ก็เศร้าโศก ทุกข์ใจ. ขึ้นชื่อว่า ความเจริญย่อมไม่มีแก่ภิกษุเช่นนี้เลย ดูก่อนมหาบพิตร ส่วนภิกษุใด บำเพ็ญวัตรของสกุณชาติให้เต็มบริบูรณ์ คือมีแต่บริขารที่ติดกายเท่านั้น บริขารอะไร ๆ ของภิกษุเช่นนั้น ย่อมไม่ถูกไฟไหม้ แม้ความเจริญข้อที่ห้า ย่อมมีแก่ภิกษุนั้นด้วยประการนั้นแล.
บทว่า วิลุปฺปมานมฺหิ ได้แก่ พากันปล้น อีกอย่างหนึ่งบาลี ก็ได้รูปอย่างนี้เหมือนกัน . บทว่า อหาริถ ความว่า เมื่อพวกโจรออกจากชัฏภูเขาเป็นต้น พากันมาปล้นแว่นแคว้น มีโจรคนหนึ่งแย่งเอาบริขารของภิกษุผู้มีบริขารมากซึ่งฝากเก็บไว้ภายในบ้าน ฉันใด โจรย่อมลักเอาบริขารอะไร ๆ ของภิกษุผู้มีแต่บริขารที่ติดกาย ไม่มีทรัพย์ ฉันนั้นไม่ได้เลย แม้ความเจริญอันเป็นข้อที่หก ก็ย่อมมีแก่ภิกษุนั้นเหมือนกันแล. บทว่า เย จญฺเ ปริปนฺถิกา ความว่า ไปสู่หนทางที่พวกโจรตั้งด่านรักษาคุ้มครองเพื่อเก็บภาษีคนเหล่าอื่นในที่นั้น ๆ. บทว่า ปตฺตจีวรํ ความว่า ภิกษุกระทำบริขาร ๘ แม้ทั้งหมด คือ บาตรดิน ผ้าบังสุกุลจีวรที่เย็บย้อมเรียบร้อยแล้วประคดเอว ผ้ากรองน้ำ กล่องเข็ม มีด ถลกบาตร ซึ่งมีราคาน้อย ไม่มีประโยชน์แก่พวกโจร ไม่เหมาะที่จะเป็นค่าภาษีแก่คนผู้เก็บภาษี มีแต่บริขารติดกายเดินไปตามหนทาง ใคร ๆ ก็ไม่เบียนเบียด ย่อมไปได้โดยสวัสดี. บทว่า สุพฺพโต ความว่า จริงอยู่ โจรทั้งหลายเห็นจีวรเป็นต้น ทำให้เกิดความโลภ ย่อมลักไปก็มี นายด่านภาษีคิดว่า อะไรหนอที่มีอยู่ในมือของภิกษุรูปนี้แล้วจึงทำการตรวจค้นถลกบาตรเป็นต้น ส่วนภิกษุผู้มีวัตรอันงาม เมื่อชนเหล่านั้นเห็นเธอผู้มีความประพฤติเบาพร้อม ย่อมไปได้สะดวก แม้ความเจริญข้อที่ ๗ ก็ย่อมมีแก่ภิกษุนั้น ด้วยประการฉะนี้แล ความเจริญที่ ๘ คือภิกษุไม่ต้องเหลียวแลที่อยู่ เพราะไม่มีบริขารอะไร ๆ ที่ตนเก็บไว้ในวิหารเกินกว่าบริขารที่เนื่องในกาย จะต้องไปสู่ทิศใด ก็ไปสู่ทิศนั้นได้ อย่างไม่ต้องห่วงใย เหมือนกุลบุตรทั้ง ๒ ผู้บวชแล้วในถูปาราม บรรพชิตรูปที่แก่กว่าออกจากเมืองอนุราธบุรีแล้วเดินทางไป ฉะนั้น.
พระโสณกปัจเจกพุทธเจ้า แสดงความเจริญแห่งสมณะ ๘ อย่างด้วยประการฉะนี้ แต่แท้ที่จริงท่านเป็นผู้สามารถจะแสดงความเจริญแห่งสมณะให้ยิ่งกว่านั้นได้ ตั้งร้อย ตั้งพัน จนหาประมาณมิได้ ฝ่ายพระราชา ทรงละเลยซึ่งถ้อยคำของพระโสณกะนั้น เพราะทรงยินดียิ่งในกาม จึงตรัสว่า ข้าพเจ้ามิได้มีความต้องการด้วยความเจริญแห่งสมณะ เมื่อจะทรงประกาศความที่พระองค์มีพระทัยน้อมไปในกาม จึงตรัสว่า
ข้าแต่ภิกษุ ท่านสรรเสริญความเจริญ เป็นอัน มากของภิกษุเหล่านั้น ส่วนข้าพเจ้า ยังกำหนัดในกาม ทั้งหลาย จะทำอย่างไร กามทั้งหลายที่เป็นของมนุษย์ ทั้งที่เป็นของทิพย์ เป็นที่รักของข้าพเจ้า เมื่อเป็นเช่น นั้น ข้าพเจ้าจักได้โลกทั้งสองด้วยเหตุไรหนอ. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วณฺเณน ได้แก่ เหตุ. ลำดับนั้น พระปัจเจกพุทธเจ้า จึงทูลกะพระราชานั้นว่า นรชนผู้กำหนัดในกาม ยินดีในกาม หมกมุ่น อยู่ในกาม กระทำบาปกรรมแล้ว ย่อมเข้าถึงทุคติ ส่วนนรชนเหล่าใด ละกามทั้งหลายออกไปแล้ว เป็น ผู้ไม่มีภัยแต่ไหน ๆ ย่อมบรรลุถึงความที่จิตมีอารมณ์ เป็นหนึ่งเกิดขึ้น นรชนเหล่านั้น ย่อมไม่ไปสู่ทุคติ ดูก่อนพระเจ้าอรินทมะ อาตมภาพจักแสดงอุปมา ถวายมหาบพิตร ขอมหาบพิตร จงทรงสดับข้ออุปมา นั้น บัณฑิตบางพวกในโลกนี้ ย่อมรู้เนื้อความได้ด้วย ข้ออุปมา มีกาตัวหนึ่ง เป็นสัตว์มีปัญญาน้อย ไม่มี ความคิด เห็นซากศพช้างลอยอยู่ในห่วงน้ำใหญ่ ใน แม่น้ำคงคา จึงคิดว่า เราได้ยานนี้แล้วหนอ และซาก ศพช้างนี้ จักเป็นอาหารจำนวนมิใช่น้อย ใจของกา ตัวนั้น ยินดีแล้วในซากศพช้างนั้น ตลอดทั้งคืนทั้งวัน เมื่อกาจิกกินเนื้อช้าง ดื่มน้ำมีรสเหมาะส่วน เห็นต้น ไม่อันใหญ่ในป่า ก็ไม่ยอมบินไป แม่น้ำคงคามีปกติ ไหลลงสู่มหาสมุทร พัดเอากาตัวนั้น ตัวประมาทยินดี ในซากศพช้าง ไปสู่มหาสมุทร ซึ่งเป็นที่ไปไม่ได้ แห่งนกทั้งหลาย กานั้นหมดอาหารแล้ว ตกลงในน้ำ ไปข้างหลัง ข้างหน้า ข้างซ้าย ข้างขวาไม่ได้ ไปไม่ ถึงเกาะ สิ้นกำลังจมลงในท่ามกลางทะเล อันเป็นที่ ไปไม่ได้แห่งนกทั้งหลาย ฝูงปลา จระเข้ มังกร และ ปลาร้ายที่เกิดในมหาสมุทร ก็ข่มเหงรุมกินกานั้น ตัว มีปีกอันใช้การไม่ได้ดิ้นรนอยู่ ฉันใด ดูก่อนมหาบพิตร พระองค์ก็ดี ชนเหล่าอื่นผู้ยังบริโภคก็ดี ถ้า ยังกำหนัดในกามอยู่ ไม่ละทิ้งตามเสีย นักปราชญ์ทั้ง หลายรู้ว่า ชนเหล่านั้น เป็นอยู่ด้วยปัญญาเสมอกับกา ฉันนั้นเหมือนกันแล ดูก่อนมหาบพิตร อุปมาข้อนี้ อาตมภาพแสดงอรรถอย่างชัดแจ้ง ถวายมหาบพิตร แล้ว พระองค์จักทรงทำหรือไม่ ก็จะปรากฏด้วยเหตุ นั้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปาปานิ ความว่า ดูก่อนมหาบพิตรพระองค์และนรชนทั้งหลายผู้ยินดีในการอาศัยกามทั้งหลาย ทำแต่บาปกรรมมีการประพฤติชั่วด้วยกายเป็นต้น ย่อมเข้าถึงทุคติ เพราะกามทั้งหลายอันเป็นทิพย์แลเป็นของมนุษย์ ย่อมไม่ได้แม้ในความฝัน. บทว่า ปหนฺตฺวาน ได้แก่ ละกามเสียได้ ดุจบ้วนก้อนเขฬะทิ้งฉะนั้น. บทว่า อกุโตภยา ได้แก่ไม่มีภัยมาจากที่ไหน ๆ ในบรรดากิเลสมีราคะเป็นต้น . บทว่า เอโกทิภาวาชิคตา ได้แก่ ถึงความที่มีอารมณ์เป็นหนึ่ง คือความเป็นผู้มีธรรมเครื่องอยู่อย่างเอก. บทว่า น เต ความว่า บุคคลเหล่านั้น คือบรรพชิตเหล่านั้นย่อมไม่ไปสู่ทุคติ. บทว่า อุปมนฺเต ความว่า ดูก่อนมหาบพิตร อาตมภาพจักทำการเปรียบเทียบสักตัวอย่างหนึ่ง ถวายแด่พระองค์ผู้มีความปรารถนาในกามที่เป็นทิพย์และเป็นของมนุษย์ ที่ไม่ต่างอะไรกับกาตัวมีใจผูกพันอยู่ในซากศพช้าง ฉะนั้น ขอพระองค์จงทรงสดับข้ออุปมานั้นเถิด. บทว่า กุณปํ แปลว่า ซากศพของช้าง. บทว่า มหณฺณเว ได้แก่ ในน้ำทั้งลึกทั้งกว้าง. คำว่า กุณปํ นั้นท่านกล่าวหมายถึงว่า มีช้างใหญ่ตัวหนึ่ง เที่ยวอยู่ตามริมฝั่งแม่น้ำคงคา ตกลงไปในแม่น้ำคงคาไม่สามารถจะขึ้นได้ ถูกกระแสแม่น้ำพัดตายไปในแม่น้ำนั้นนั่นแล.
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๖๒ หน้า ๑๒๘–๑๕๖ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
สัฏฐินิบาตชาดก ๒๔ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๒๔ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
บาลีอักษรโรมัน ฉบับสยามรัฐ
|66.1| Kassa sutvā sataṃ dammi sahassaṃ diṭṭhasoṇakaṃ 1- ko me soṇakamakkhāti sahāyaṃ paṃsukīḷitaṃ. |66.2| Atha bravi māṇavako daharo pañcacūḷako mayhaṃ sutvā sataṃ dehi sahassaṃ diṭṭhasoṇakaṃ 2- ahaṃ te 3- soṇakamakkhissaṃ sahāyaṃ paṃsukīḷitaṃ.
Katarasmiṃ so janapade raṭṭhesu nigamesu ca kattha soṇakamaddakkhi 4- taṃ me akkhāhi pucchito.
|68.1| Taveva deva vijite tavevuyyānabhūmiyā ujuvaṃsā mahāsālā nīlobhāsā manoramā. |68.2| Tiṭṭhanti meghasamānā rammā aññoññanissitā tesaṃ mūlasmi soṇako jhāyati anupādino upādānesu lokesu ḍayhamānesu nibbuto.
|69.1| Tato ca rājā pāyāsi senāya caturaṅgiyā kārāpetvā samaṃ maggaṃ agamā yena soṇako. |69.2| Uyyānabhūmiṃ gantvāna vicaranto brahāvane @Footnote: 1-2 Sī. Yu. daṭṭhu-. 3 Sī. Yu. ayaṃ pāṭho natthi . 4 Sī. Yu. kattha te soṇako @diṭṭho. Āsīnaṃ soṇakaṃ dakkhi ḍayhamānesu nibbutaṃ.
Kapaṇo vatāyaṃ 1- bhikkhu muṇḍo saṅghāṭipāruto amātiko apitiko rukkhamūlasmi jhāyati.
|71.1| Imaṃ vākyaṃ nisāmetvā soṇako etadabravi na rāja kapaṇo hoti dhammaṃ kāyena phassayaṃ. |71.2| Yodha 2- dhammaṃ niraṅkatvā adhammaṃ anuvattati sa rāja kapaṇo hoti pāpo pāpaparāyano.
Arindamoti me nāmaṃ kāsirājāti maṃ vidū kacci bhoto sukhaseyyā idha pattassa soṇaka.
|73.1| Sadāpi bhadramadhanassa anāgārassa bhikkhuno na tesaṃ koṭṭhe openti na kumbhe na kaḷopiyā pariniṭṭhitamesānā tena yāpenti subbatā. |73.2| Dutiyampi bhadramadhanassa anāgārassa bhikkhuno anavajjapiṇḍo bhottabbo na ca kocūparodhati. |73.3| Tatiyampi bhadramadhanassa anāgārassa bhikkhuno nibbuto piṇḍo bhottabbo na ca kocūparodhati. |73.4| Catutthampi bhadramadhanassa anāgārassa bhikkhuno muttassa raṭṭhe carato saṅgo yassa na vijjati. |73.5| Pañcamampi bhadramadhanassa anāgārassa bhikkhuno nagaramhi ḍayhamānamhi nāssa kiñci aḍayhatha. @Footnote: 1 Ma. vatayaṃ . 2 Ma. yo ca. |73.6| Chaṭṭhampi bhadramadhanassa anāgārassa bhikkhuno raṭṭhe vilumpamānamhi nāssa kañci ahāratha 1- . |73.7| Sattamampi bhadramadhanassa anāgārassa bhikkhuno corehi rakkhitaṃ maggaṃ ye caññe paripanthikā pattacīvaramādāya sotthiṃ gacchati subbato. |73.8| Aṭṭhamampi bhadramadhanassa anāgārassa bhikkhuno yaṃ yaṃ disaṃ pakkamati anapekkhova gacchati.
|74.1| Bahūpi bhadrā etesaṃ 2- yo tvaṃ bhikkhu pasaṃsasi ahañca giddho kāmesu kathaṃ kāhāmi soṇaka. |74.2| Piyā me mānusā kāmā atho dibyāpi me piyā atha kena nu vaṇṇena ubho loke labhāmase.
|75.1| Kāme 3- giddhā kāmaratā kāmesu adhimucchitā narā pāpāni katvāna upapajjanti duggatiṃ. |75.2| Ye ca kāme pahantvāna 4- nikkhantā akutobhayā ekodibhāvādhigatā na te gacchanti duggatiṃ. |75.3| Upamante karissāmi taṃ suṇohi arindama upamāya midhekacce 5- atthaṃ jānanti paṇḍitā. |75.4| Gaṅgāya kuṇapaṃ divā vuyhamānaṃ mahaṇṇave vāyaso samacintesi appapañño acetaso. @Footnote: 1 Ma. ahīratha . 2 Sī. bahūni samaṇabhadrāni. Yu. bahūpi bhadrakā ete. @ 3 Sī. Yu. kāmesu . 4 Sī. Yu. pahatvāna . 5 Sī. Yu. pidhekacce. |75.5| Yānañca vatidaṃ laddhaṃ bhakkho cāyaṃ anappako tattha rattiṃ tattha divā tattheva nirato mano. |75.6| Khādaṃ nāgassa maṃsāni pivaṃ bhāgīrasodakaṃ sampassaṃ vanacetyāni na palettha vihaṅgamo. |75.7| Tañca otaraṇī gaṅgā pamattaṃ kuṇape rataṃ samuddaṃ ajjhagāhāsi agatī yattha pakkhinaṃ. |75.8| So ca bhakkhaparikkhīṇo udapatvā 1- vihaṅgamo na pacchato na purato nuttaraṃ nopi dakkhiṇaṃ. |75.9| Dīpaṃ so najjhagā gañchi agatī yattha pakkhinaṃ so ca tattheva pāpattha yathā dubbalako tathā. |75.10| Tañca sāmuddikā macchā kumbhīlā makarā susū pasayhakārā khādiṃsu phandamānaṃ vipakkhikaṃ 2- . |75.11| Evameva tuvaṃ rāja ye caññe kāmabhogino giddhā ce na vamissanti kākapaññāya 3- te vidū. |75.12| Esā te upamā rāja atthasandassanī katā tvañca paññāyase tena yadi kāhasi vā na vā.
Ekavācaṃpi dvivācaṃ bhaṇeyya anukampako tatuttariṃ na bhāseyya dāso vayyassa 4- santike.
Idaṃ vatvāna pakkāmi soṇako amitabuddhimā vehāse antalikkhasmiṃ anusāsitvāna khattiyaṃ. @Footnote: 1 Sī. uppatitvā. Yu. udāpatvā . 2 Ma. vipakkhakaṃ. Sī. Yu. vipakkhinaṃ. @ 3 kākapaññāva . 4 Sī. dāso ayyassa . Yu. dāso ayirassa.
|78.1| Ko nume rājakattāro sūtā veyyattimāgatā 1- rajjaṃ niyyādayissāmi nāhaṃ rajjena matthiko. |78.2| Ajjeva pabbajissāmi ko jaññā maraṇaṃ suve nāhaṃ kākova dummedho kāmānaṃ vasamanvagā 2- .
Atthi te daharo putto dīghāvu raṭṭhavaḍḍhano taṃ rajje abhisiñcassu so no rājā bhavissati.
Khippaṃ kumāraṃ ānetha dīghāvuṃ raṭṭhavaḍḍhanaṃ taṃ rajje abhisiñcassu so vo rājā bhavissati.
|81.1| Tato kumāramānesuṃ dīghāvuṃ raṭṭhavaḍḍhanaṃ taṃ disvā ālapi rājā ekaputtaṃ manoramaṃ. |81.2| Saṭṭhī gāmasahassāni paripuṇṇāni sabbaso te putta paṭipajjassu rajjaṃ niyyādayāmi te. |81.3| Ajjeva pabbajissāmi ko jaññā maraṇaṃ suve māhaṃ kākova dummedho kāmānaṃ vasamanvagaṃ. |81.4| Saṭṭhī nāgasahassāni sabbālaṅkārabhūsitā suvaṇṇakacchā mātaṅgā hemakappanavāsasā. |81.5| Ārūḷhā gāmaṇīyebhi tomaraṅkusapāṇibhi te putta paṭipajjassu rajjaṃ niyyādayāmi te. |81.6| Ajjeva pabbajissāmi ko jaññā maraṇaṃ suve māhaṃ kākova dummedho kāmānaṃ vasamanvagaṃ. @Footnote: 1 Ma. suddā veyyattamāgatā . 2 Ma. vasamanvagaṃ. ito paraṃ īdisameva. |81.7| Saṭṭhī assasahassāni sabbālaṅkārabhūsitā ājānīyā ca 1- jātiyā sindhavā sīghavāhanā |81.8| ārūḷhā gāmaṇīyebhi indiyācāpadhāribhi te putta paṭipajjassu rajjaṃ niyyādayāmi te. |81.9| Ajjeva pabbajissāmi ko jaññā maraṇaṃ suve māhaṃ kākova dummedho kāmānaṃ vasamanvagaṃ. |81.10| Saṭṭhī rathasahassāni sannaddhā ussitaddhajā dīpā athopi veyyagghā sabbālaṅkārabhūsitā. |81.11| Ārūḷhā gāmaṇīyebhi cāpahatthehi cammibhi 2- te putta paṭipajjassu rajjaṃ niyyādayāmi te. |81.12| Ajjeva pabbajissāmi ko jaññā maraṇaṃ suve māhaṃ kākova dummedho kāmānaṃ vasamanvagaṃ. |81.13| Saṭṭhī dhenusahassāni rohaññā puṅgavūsabhā tā putta paṭipajjassu rajjaṃ niyyādayāmi te. |81.14| Ajjeva pabbajissāmi ko jaññā maraṇaṃ suve māhaṃ kākova dummedho kāmānaṃ vasamanvagaṃ. |81.15| Soḷasitthīsahassāni sabbālaṅkārabhūsitā vicitravatthābharaṇā āmuttamaṇikuṇḍalā tā putta paṭipajjassu rajjaṃ niyyādayāmi te. |81.16| Ajjeva pabbajissāmi ko jaññā maraṇaṃ suve @Footnote: 1 Ma. va . 2 Ma. vammibhi. Māhaṃ kākova dummedho kāmānaṃ vasamanvagaṃ.
|82.1| Daharasseva me tāta mātā matāti me sutaṃ tayā vinā ahaṃ tāta jīvituṃpi na ussahe. |82.2| Yathā āraññakaṃ nāgaṃ poto anveti pacchato jessantaṃ giriduggesu samesu visamesu ca. |82.3| Evantaṃ anugacchāmi puttamādāya 1- pacchato subharo te bhavissāmi na te hessāmi dubbharo.
Yathā sāmuddikaṃ nāvaṃ vāṇijānaṃ dhanesinaṃ vohāro tattha gaṇheyya vāṇijā byasanī siyā evamevāyaṃ puttaka 2- antarāyakaro mama.
Imaṃ kumāraṃ pāpetha pāsādaṃ rativaḍḍhanaṃ tattha kambusahatthāyo yathā sakkaṃva accharā tā naṃ tattha ramissanti 3- tāhi ceso 4- ramissati.
|85.1| Tato kumāraṃ pāpesuṃ pāsādaṃ rativaḍḍhanaṃ taṃ disvā avacuṃ kaññā dīghāvuṃ raṭṭhavaḍḍhanaṃ. |85.2| Devatā nusi gandhabbo ādū sakko purindado ko vā tvaṃ kassa vā putto kathaṃ jānemu taṃ mayaṃ.
Namhi devo na gandhabbo napi sakko purindado kāsirañño ahaṃ putto dīghāvu raṭṭhavaḍḍhano mamaṃ bharatha bhaddaṃ vo ahaṃ bhattā bhavāmi vo. @Footnote: 1 Ma. pattamādāya . 2 Ma. puttakali . 3 ma ramessanti . 4 Yu. meso.
Taṃ tattha avacuṃ kaññā dīghāvuṃ raṭṭhavaḍḍhanaṃ kuhiṃ rājā anuppatto ito rājā kuhiṃ gato.
|88.1| Paṅkaṃ rājā atikkanto thale rājā patiṭṭhito akaṇṭakaṃ agahanaṃ paṭipanno mahāpathaṃ. |88.2| Ahañca paṭipannosmi maggaṃ duggatigāminaṃ sakaṇṭakaṃ sagahanaṃ yena gacchanti duggatiṃ.
Tassa te svāgataṃ rāja sīhasseva giribbajaṃ anusāsa mahārāja tvaṃ no sabbāsamissaroti. Soṇakajātakaṃ paṭhamaṃ.
ที่มา: พระไตรปิฎกบาลีอักษรโรมัน ฉบับสยามรัฐ เล่มที่ ๒๘ ข้อ ๖๖
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๘