โสณกชาดก
ว่าด้วยเรื่องพระราชาจะพระราชทานรางวัลแก่ผู้พบโสณกกุมาร
เล่มที่ ๒๘ · ข้อ ๖๖ · บรรทัด ๔๕๒ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๒
อรรถกถาชาดก ตอนที่ ๓ จาก ๔
เรื่องเล่า
บทว่า วายโส ได้แก่ มีกาตัวหนึ่งบินมาโดยอากาศ. บทว่า ยานญฺจ วติทํ ความว่า กาตัวนั้นครั้นคิดดีอย่างนี้แล้วจึงจับอยู่ที่ศพช้างนั้น ได้กระทำความตกลงใจว่า เราได้ยานคือช้างนี้แล้วเราจับอยู่บนยานคือช้างนี้ จักเที่ยวไปได้อย่างสบาย อนึ่ง ช้างนี้แหละจักเป็นอาหารได้อย่างมากมาย บัดนี้เราไม่ควรที่จะไปในที่อื่น. บทว่า ตตฺถ รตฺตึ ความว่า กาตัวนั้นมีใจยินดียิ่งในศพช้างนั้นนั่นแล ตลอดทั้งคืนและวัน. บทว่าน ปเลตฺถ ความว่า กาตัวนั้น ไม่ยอมบินหลีกไป. บทว่า โอตรณีได้แก่ แม่น้ำคงคานั้นมีปกติไหลลงสู่มหาสมุทร. บาลีว่า โอหาริณี ดังนี้ก็มีอธิบายว่า แม่น้ำคงคามีปกติไหลลงพัดพาเอากานั้นไปสู่มหาสมุทร. บทว่าอคติ ยตฺถ นั้น ท่านกล่าวหมายถึงท่ามกลางมหาสมุทร. บทว่า โอตรณีได้แก่ หมดอาหาร. บทว่า อุปฺปติตฺวา ความว่า เมื่อหนังและเนื้อของช้างนั้นหมดไปแล้ว โครงกระดูกก็ถูกกำลังคลื่นพัดจนหักจมลงในน้ำ อธิบายว่าลำดับนั้น กาตัวนั้น เมื่อไม่สามารถจะอยู่ในน้ำได้ จึงกระโดดบินขึ้นรูปครั้นบินไปอย่างนี้แล้ว. บทว่า อคติ ยตฺถ ปกขินํ ความว่า ก็กาตัวนั้นบินไปยังทิศประจิม เมื่อไม่ได้ที่จับในทิศนั้น บินจากทิศประจิมนั้นไปยังทิศบูรพาบินจากทิศบูรพานั้นไปยังทิศอุดร บินจากทิศอุดรนั้นไปยังทิศทักษิณ บินไปยังทิศทั้ง ๔ ด้วยอาการอย่างนี้ ก็ยังไม่บรรลุถึงที่สำหรับจับของตน ในท่ามกลางมหาสมุทร อันเป็นสถานที่ไปไม่ถึงแห่งพวกนกทั้งหลายนั้น . บัณฑิตพึงเห็นเนื้อความอย่างนี้ทีเดียวว่า ลำดับนั้น กาบินไปอย่างนี้แล้ว ได้บินไปแต่ละทิศในบรรดาทิศมีทิศประจิมเป็นต้น แต่ก็บินไปไม่ถึงเกาะ. บทว่า ปาปตฺถ คือจมลงแล้ว. บทว่า ยถา ทุพฺพลโก ได้แก่ จมลงเหมือนอย่างคนหมดกำลังจมลง ฉะนั้น. บทว่า สุสู ได้แก่ เหล่าปลาร้ายชนิดที่มีชื่อว่า สุสุ. บทว่า ปสยฺหการา ความว่า ฮุบกินกาตัวนั้น ซึ่งไม่ปรารถนาอยู่นั่นแหละโดยพลการ. บทว่า วิปกฺขิกํ ได้แก่ กาตัวที่มีขนปีกฉิบหายใช้การไม่ได้. บทว่า คิทฺธี เจ น วมิสฺสนฺติ ความว่า พระองค์ก็ดี ชนเหล่าอื่นก็ดี ถ้ายังเป็นผู้ยินดีในกาม ไม่ยอมสละละทิ้งกามเสียให้ได้. บทว่า กากปญฺาย เต ความว่านักปราชญ์ทั้งหลาย ผู้เป็นบัณฑิตมีพระพุทธเจ้าเป็นต้น ย่อมรู้แจ้ง ย่อมรู้ชัดว่าชนเหล่านั้นมีปัญญาเสมอกับปัญญาของกา ฉะนั้น. บทว่า อตถสนฺทสฺสนี กตา ได้แก่ อาตมภาพได้ประกาศเนื้อความให้ชัดแจ้งแล้ว. บทว่า ตฺวญฺจ ปญฺายเส ได้แก่ พระองค์จักทรงรู้แจ้งเอง. มีคำที่ท่านกล่าวอธิบายไว้ว่าดูก่อนมหาบพิตร อาตมภาพเป็นผู้มุ่งหวังประโยชน์เกื้อกูล จึงได้ถวายโอวาทแด่พระองค์ ก็ถ้าพระองค์จักทรงทำตามโอวาทนั้นไซร้ พระองค์ก็จักทรงบังเกิดในเทวโลก หากพระองค์จักไม่ทรงทำตามโอวาทนั้น พระองค์จักจมอยู่ในเปือกตมคือกาม ในกาลที่สุดแห่งพระชนมชีพจักบังเกิดในนรก. พระองค์เองจักทรงทราบสวรรค์หรือนรกด้วยเหตุนั้นอย่างนี้ ส่วนอาตมภาพพ้นแล้วจากภพทั้งปวง ไม่ต้องถือปฏิสนธิอีกต่อไป ก็พระปัจเจกพุทธเจ้า ผู้ถวายโอวาทนี้แด่พระราชาพระองค์นั้น ได้แสดงถึงแม่น้ำแล้ว แสดงถึงซากศพช้างที่ถูกน้ำพัดพาลอยไปในแม่น้ำคงคา แสดงถึงกาตัวจิกกินซากศพ แสดงถึงการที่จิกกินซากศพแล้วดื่มน้ำของกาตัวนั้น แสดงถึงการที่มองดูไพรสณฑ์อันน่ารื่นรมย์ใจแสดงถึงการเข้าไปสู่มหาสมุทรของซากศพที่ลอยไปในแม่น้ำ แสดงถึงการที่ไม่ได้ที่จับอาศัยบนซากช้างแล้ว ถึงความพินาศไปในท่ามกลางมหาสมุทรของกา. บรรดาสิ่งเหล่านั้น สงสารอันหาเบื้องต้นและที่สุดมิได้ บัณฑิตพึงเห็นว่า. เปรียบเหมือนแม่น้ำ. กามคุณ ๕ อย่างในสงสารเปรียบเหมือนซากศพช้างที่ลอยอยู่ในแม่น้ำ ปุถุชนที่เป็นคนพาล เปรียบเหมือนกา. กาลแห่งปุถุชนผู้บริโภคกามคุณแล้วเกิดโสมนัส เปรียบเหมือนกาลที่กาจิกกินซากศพแล้วดื่มน้ำ. การเห็นอารมณ์ ๓๘ ประการ ด้วยอำนาจการสดับฟังของปุถุชนผู้ติดข้องอยู่ในกามคุณทั้งหลาย เปรียบเหมือนการเห็นไพรสณฑ์อันน่ารื่นรมย์ใจของกา ตัวติดข้องอยู่ในซากศพนั่นแล. ท่านผู้เป็นบัณฑิตพึงเห็นการถึงความพินาศในมหานรก ของปุถุชนผู้เป็นคนพาล ผู้ยินดีในกามคุณ มีความชั่วเป็นที่ไปในเบื้องหน้า ไม่สามารถจะได้ที่ตั้งอาศัยในกุศลธรรมว่าเปรียบเหมือนกาลที่กาเมื่อซากศพเข้าไปสู่มหาสมุทรแล้ว ไม่สามารถจะได้ที่จับอาศัย ก็ถึงความพินาศไปฉะนั้น.
พระปัจเจกพุทธเจ้า ถวายโอวาทแด่พระราชาพระองค์นั้น ด้วยข้ออุปมานี้อย่างนี้แล้ว บัดนี้หวังจะทำโอวาทนั่นแหละ ให้ตั้งอยู่อย่างมั่นคงจึงกล่าวคาถานี้ว่า
บุคคลผู้อนุเคราะห์พึงกล่าวเพียงคำเดียว หรือ สองคำ ไม่พึงกล่าวให้ยิ่งไปกว่านั้น เปรียบเหมือน ทาสที่อยู่ในสำนักแห่งเจ้านาย ฉะนั้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า น ภาเสยฺย ความว่า บุคคลผู้กล่าวให้ยิ่งไปกว่าประโยชน์เกื้อกูลแก่บุคคลผู้ไม่เชื่อถือถ้อยคำ ย่อมเป็นเหมือนทาสในสำนักของเจ้านายฉะนั้น. ด้วยว่า ทาส แม้เจ้านายจะเชื่อถือถ้อยคำหรือไม่เชื่อถือก็ตาม ต้องกล่าวอยู่อย่างนั้นนั่นแหละ. เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ตตุตฺตรึ น ภาเสยฺย ไม่พึงกล่าวให้ยิ่งไปกว่านั้น ดังนี้.
พระปัจเจกพุทธเจ้า กล่าวอย่างนี้แล้ว จึงเหาะขึ้นไปด้วยฤทธิ์ แล้วสั่งสอนพระราชาว่า ถ้าพระองค์จักทรงผนวชหรือไม่ทรงผนวชก็ตาม อาตมภาพก็ได้ถวายโอวาทแด่พระองค์แล้ว ดูก่อนมหาบพิตร ขอพระองค์จงเป็นผู้ไม่ประมาทเถิด ดังนี้แล้ว จึงไปสู่เงื้อมภูเขาชื่อนันทมูลกะตามเดิม.
พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสว่า
พระโสณกปัจเจกพุทธเจ้า ผู้มีปัญญาอันบุคคล นับไม่ได้ ครั้นทูลดังนี้แล้ว พร่ำสอนบรมกษัตริย์ใน
อากาศแล้วหลีกไป. คาถานี้ จัดเป็นอภิสัมพุทธคาถา.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อิทํ วตฺวาน อธิบายว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลายพระปัจเจกพุทธเจ้านั้น เป็นผู้มีปัญญาอันบุคคลนับไม่ได้ ด้วยปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้อันเป็นโลกุตระที่ใคร ๆ นับไม่ได้ พอท่านกล่าวคำนี้แล้วก็เหาะขึ้นไปด้วยฤทธิ์ พร่ำสอนบรมกษัตริย์อย่างนี้ว่า ถ้าพระองค์จักทรงผนวชก็เป็นเรื่องของพระองค์ผู้เดียว หรือถ้าพระองค์จักไม่ทรงผนวช ก็เป็นเรื่องของพระองค์อีกเช่นกัน อาตมภาพถวายโอวาทแด่พระองค์แล้ว ขอพระองค์จงเป็นผู้ไม่ประมาทเถิด ดังนี้แล้วหลีกไป.
ฝ่ายพระโพธิสัตว์ ประทับยืนทอดพระเนตรดูพระปัจเจกพุทธเจ้านั้นผู้ไปอยู่โดยอากาศ เพียงเท่าที่จะมองเห็นได้ ครั้นพระปัจเจกพุทธเจ้านั้นลับสายพระเนตรไปแล้ว จึงกลับได้ความสลดพระทัย ทรงพระดำริว่า พราหมณ์นี้มีชาติต่ำ โปรยธุลีละอองเท้าลงบนศีรษะของเราผู้เกิดแล้ว ในวงศ์กษัตริย์อันมิได้ปะปนระคนด้วยวงศ์อื่น เขาเหาะขึ้นสู่อากาศไปแล้ว แม้ตัวเราก็ควรจะออกบวชให้ได้ในวันนี้ทีเดียว. ท้าวเธอทรงปรารถนาที่จะมอบราชสมบัติแล้วทรงผนวช จึงตรัสคาถา ๒ คาถาว่า
บุคคลผู้อภิเษก ท่านผู้สมควรให้เป็นกษัตริย์ เป็นรัชทายาท และบุคคลผู้ถึงความฉลาด เหล่านี้ อยู่ที่ไหน เราจักมอบราชสมบัติ เราไม่ต้องการด้วย ราชสมบัติ เราจักบวชในวันนี้แหละ ใครเล่า จะพึงรู้ ความตายในวันพรุ่งนี้ เราจะไม่โง่เขลาตกอยู่ในอำนาจ แห่งกามทั้งหลายเหมือนกา.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โก นุเม ได้แก่ ท่านเหล่านี้อยู่ที่ไหน. บทว่า ราชกตฺตาโร ความว่า บุคคลผู้อภิเษก ท่านผู้สมควรเป็นพระราชาแล้ว ทำให้เป็นพระราชาอย่างสมบูรณ์. บทว่า สูตา เวยฺยตฺติมาคตา ความว่า รัชทายาท และบุคคลผู้ถึงความเป็นผู้ฉลาด คือ รอบรู้มงคลโดยคล่องปากเหล่าอื่น บทว่า รชฺเชน มตฺถิโก คือควานต้องการด้วยราชสมบัติ. บทว่า โก ชญฺา มรณํ สุเว ความว่า เพราะว่าใครที่จะมีความสามารถรู้ถึงเหตุนี้ได้ว่า ความตาย จักมีมาในวันนี้ หรือพรุ่งนี้กันแน่.
เมื่อพระราชาทรงมอบราชสมบัติอยู่อย่างนี้ พวกอำมาตย์ได้สดับแล้วจึงกราบทูลว่า
พระโอรสหนุ่มของพระองค์ ทรงพระนานว่า ทีฆาวุ จะทรงบำรุงรัฐให้เจริญได้ อยู่ ขอพระองค์จง ทรงอภิเษกพระโอรสนั้นไว้ในพระราชสมบัติ พระโอรสนั้นจักได้เป็นพระราชาของข้าพระบาททั้งหลาย.
เบื้องหน้าแต่นั้น บัณฑิตพึงทำคาถาที่พระราชาตรัสแล้ว ให้เป็นตัวอย่างแล้ว พึงทราบคาถาสันพันธ์ด้วยอุทาน โดยนัยพระบาลีนั้นแล.
พระราชาตรัสว่า
ท่านทั้งหลาย จงรีบเชิญทีฆาวุกุมาร ผู้บำรุงรัฐ ให้เจริญมาเถิด เราจักอภิเษกเธอไว้ในราชสมบัติ เธอ เป็นพระราชาของท่านทั้งหลาย.
พวกอำมาตย์สดับพระดำรัสของพระเจ้าแผ่นดินแล้ว จึงพากันไปเชิญเสด็จทีฆาวุราชกุมารมา. แม้พระราชาก็ทรงมอบพระราชสมบัติแก่พระราชกุมารนั้นแล้ว.
พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสว่า
ลำดับนั้น พวกอำมาตย์ได้ไปเชิญทีฆาวุราชกุมาร ผู้บำรุงรัฐให้เจริญมาเฝ้า พระราชาทอดพระเนตรเห็น เอกอัครโอรส ผู้น่าปลื้มพระทัยนั้น จึงตรัสว่าลูกรักเอ๋ย คามเขตของเราหกหมื่น บริบูรณ์โดยประการทั้งปวง ลูกจงบำรุงเขา พ่อขอมอบราชสมบัติให้ลูก พ่อจัก บวชในวันนี้แหละ ใครเล่าจะพึงรู้ถึงความตายในวัน พรุ่งนี้ พ่อจะไม่ยอมเป็นคนโง่เขลาตกอยู่ในอำนาจ แห่งกามทั้งหลายเหมือนกับกา. ช่างหกหมื่นเชือกประดับด้วยเครื่องอลังการทั้ง ปวง มีสายรัดล้วนทองคำ เป็นช้างใหญ่มีร่างกายปกปิด ด้วยเครื่องคลุมล้วนทองคำอันนายควาญช้างผู้ถือโตมร และขอขึ้นกำกับ ลูกรักเอ๋ยลูกจงบำรุงช้างเหล่านั้น พ่อ ขอมอบราชสมบัติให้ลูก พ่อจักบวชในวันนี้แหละ ใคร เล่าจะพึงรู้ความตายในวันพรุ่งนี้ พ่อจะไม่ยอมเป็นคน โง่เขลาตกอยู่ในอำนาจแห่งกามทั้งหลายเหมือนกับกา. ม้าหกหมื่นตัวประดับด้วยเครื่องอลังการทั้งปวง เป็นม้าสินธพ เป็นม้าอาชาไนยโดยกำเนิด เป็นพาหนะ เร็ว อันนายสารถีผู้ถือแส้และธนูขึ้นกำกับ ลูกรักเอ๋ย ลูกจงบำรุงม้าเหล่านั้น พ่อขอมอบราชสมบัติให้ลูก พ่อจักบวชในวันนี้แหละ ใครเล่าจะพึงรู้ถึงความตาย ในวันพรุ่งนี้ พ่อจะไม่ยอมเป็นคนโง่เขลาตกอยู่ใน อำนาจแห่งกามทั้งทลายเหมือนกับกา. รถหกหมื่นคัน หุ้มเกราะไว้ดีแล้ว มีธงอันยกขึ้น แล้ว หุ้มด้วยหนึ่งเสือเหลืองก็มี หุ้มด้วยหนึ่งเสือโคร่ง ก็มี ประดับด้วยเครื่องอลังการทั้งปวง อันนายสารถีถือ แล่งธนูสวมเกราะขึ้นประจำ ลูกรักเอ๋ย ลูกจงบำรุงรถ เหล่านั้น พ่อขอมอบราชสมบัติให้ลูก พ่อจักบวชใน วันนี้แหละ ใครเล่าจะพึงรู้ถึงความตายในวันพรุ่งนี้ พ่อจะไม่ยอมเป็นคนโง่เขลาตกอยู่ในอำนาจแห่งกาม ทั้งหลายเหมือนกับกา. แม่โคนมหกหมื่นตัว มีสีแดง ประกอบด้วยโคจ่า ฝูงตัวประเสริฐ ลูกรักเอ๋ย ลูกจงบำรุงโคเหล่านั้น พ่อ ขอมอบราชสมบัติให้ลูก พ่อจักบวชในวันนี้แหละ ใครเล่าจะพึงรู้ถึงความตายในวันพรุ่งนี้ พ่อจะไม่ยอม เป็นคนโง่เขลา อยู่ในอำนาจแห่งกามทั้งหลายเหมือน กับกา. สตรีหมื่นหกพันนาง ประดับด้วยเครื่องอลังการ ทั้งปวง ผ้าและอาภรณ์อันวิจิตร สวนกุณฑลแก้วมณี ลูกรักเอ๋ย ลูกจงบำรุงสตรีเหล่านั้น พ่อขอมอบราชสมบัติให้ลูก พ่อจักบวชในวันนี้แหละ ใครเล่าจะพึง รู้ถึงความตายในวันพรุ่งนี้ พ่อจักไม่ยอมเป็นคน โง่เขลาตกอยู่ในอำนาจแห่งกามทั้งหลายเหมือนกับกา. ลำดับนั้น พระกุมารจึงกราบทูลพระองค์ว่า ข้าแต่พระบิดา หม่อมฉันได้สดับว่า เมื่อ หม่อมฉันเป็นเด็ก ๆ พระชนนีทิวงคต หม่อมฉันไม่ อาจจะเป็นอยู่ห่างพระบิดาได้ ลูกช้างย่อมติดตามหลัง ช้างป่า ตัวเที่ยวอยู่ในที่มีภูเขา เดินลำบาก เสมอบ้าง ไม่เสมอบ้าง ฉันใด หม่อมฉันจะอุ้มบุตรธิดา ติดตาม พระบิดาไปข้างหลัง จักเป็นผู้อันพระบิดาเลี้ยงง่าย จักไม่เป็นผู้อันพระบิดาเลี้ยงยาก ฉันนั้น. พระราชาตรัสตอบว่า อันตราย ทำเรือที่แล่นอยู่ในมหาสมุทร ของ พวกพ่อค้าผู้แสวงหาทรัพย์ ให้จมลงในมหาสมุทรนั้น พวกพ่อค้าพึงถึงความพินาศ ฉันใด ลูกรักเอ๋ย เจ้านี้ เป็นผู้กระทำอันตรายให้แก่พ่อ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน.
พระราชกุมารไม่อาจจะกราบทูลถ้อยคำอะไร ๆ อีกได้. ลำดับนั้นพระราชาเมื่อจะทรงบังคับพวกอำมาตย์ จึงตรัสว่า
ท่านทั้งหลาย จงพาราชกุมารนี้ไปให้ถึงปราสาท อันยังความยินดีให้เจริญเถิด พวกนางกัญญาผู้มีมือ ประดับด้วยทองคำ จักยังกุมารให้รื่นรมย์ในปราสาท นั้น เหมือนนางเทพอัปสร ยังท้าวสักกะให้รื่นรมย์ ฉะนั้น และกุมารนี้จักรื่นรมย์ ด้วยนางกัญญาเหล่านั้น. ลำดับนั้น อำมาตย์ทั้งหลาย จึงเชิญพระราชกุมาร ไปยังปราสาทอันยังความยินดีให้เจริญ พวกนางกัญญา เห็นทีฆาวุกุมาร ผู้ยังรัฐให้เจริญนั้นแล้ว จึงพากกัน ทูลว่า พระองค์เป็นเทวดาหรือคนธรรพ์ หรือว่าเป็น ท้าวสักกปุรินททะ พระองค์เป็นใครหรือเป็นพระราช โอรสของใคร หม่อมฉันทั้งหลายจะรู้จักพระองค์ได้ อย่างไร. ทีฆาวุราชกุมาร จึงตรัสตอบว่า เราไม่ใช่เทวดา ไม่ใช่คนธรรพ์ ไม่ใช่ท้าวสักกปุรินททะ เราเป็นโอรสของพระเจ้ากาสี ชื่อทีฆาวุ ผู้ยังรัฐให้เจริญ เธอทั้งหลายจงบำเรอเรา ขอความ เจริญจงมีแก่เธอทั้งหลาย เราจะเป็นสามีของเธอ ทั้งหลาย. พวกนางกัญญาในปราสาทนั้น ได้ทูลถาม พระเจ้าทีฆาวุผู้บำรุงรัฐนั้นว่า พระราชาเสด็จไปถึง ไหนแล้ว พระราชาเสด็จจากที่นี้ไปไหนแล้ว. ทีฆาวุราชกุมารตรัสตอบว่า พระราชาทรงก้าวล่วงเสียซึ่งเปือกตม ประดิษฐานอยู่บนบก เสด็จดำเนินไปสู่ทางใหญ่อันไม่มีหนาม ไม่มีรกชัฏ ส่วนเรายังเป็นผู้ดำเนินไปสู่ทางอันให้ถึง ทุคติ มีหนาม รกชัฏ เป็นเครื่องไปสู่ทุคติแห่งชน ทั้งหลาย. นารีทั้งหลายจึงกราบทูลว่า ข้าแต่พระราชา พระองค์เสด็จมาดีแล้ว ดุจ ราชสีห์มาสู่ถ้ำฉะนั้น ข้าแต่พระมหาราชเจ้า ขอ พระองค์จงทรงอนุศาสน์ พวกหม่อมฉันขอพระองค์ ทรงเป็นอิสราธิบดี ของพวกหม่อมฉันทั้งปวงเถิด.
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๖๒ หน้า ๑๒๘–๑๕๖ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
สัฏฐินิบาตชาดก ๒๔ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๒๔ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
บาลีอักษรโรมัน ฉบับสยามรัฐ
|66.1| Kassa sutvā sataṃ dammi sahassaṃ diṭṭhasoṇakaṃ 1- ko me soṇakamakkhāti sahāyaṃ paṃsukīḷitaṃ. |66.2| Atha bravi māṇavako daharo pañcacūḷako mayhaṃ sutvā sataṃ dehi sahassaṃ diṭṭhasoṇakaṃ 2- ahaṃ te 3- soṇakamakkhissaṃ sahāyaṃ paṃsukīḷitaṃ.
Katarasmiṃ so janapade raṭṭhesu nigamesu ca kattha soṇakamaddakkhi 4- taṃ me akkhāhi pucchito.
|68.1| Taveva deva vijite tavevuyyānabhūmiyā ujuvaṃsā mahāsālā nīlobhāsā manoramā. |68.2| Tiṭṭhanti meghasamānā rammā aññoññanissitā tesaṃ mūlasmi soṇako jhāyati anupādino upādānesu lokesu ḍayhamānesu nibbuto.
|69.1| Tato ca rājā pāyāsi senāya caturaṅgiyā kārāpetvā samaṃ maggaṃ agamā yena soṇako. |69.2| Uyyānabhūmiṃ gantvāna vicaranto brahāvane @Footnote: 1-2 Sī. Yu. daṭṭhu-. 3 Sī. Yu. ayaṃ pāṭho natthi . 4 Sī. Yu. kattha te soṇako @diṭṭho. Āsīnaṃ soṇakaṃ dakkhi ḍayhamānesu nibbutaṃ.
Kapaṇo vatāyaṃ 1- bhikkhu muṇḍo saṅghāṭipāruto amātiko apitiko rukkhamūlasmi jhāyati.
|71.1| Imaṃ vākyaṃ nisāmetvā soṇako etadabravi na rāja kapaṇo hoti dhammaṃ kāyena phassayaṃ. |71.2| Yodha 2- dhammaṃ niraṅkatvā adhammaṃ anuvattati sa rāja kapaṇo hoti pāpo pāpaparāyano.
Arindamoti me nāmaṃ kāsirājāti maṃ vidū kacci bhoto sukhaseyyā idha pattassa soṇaka.
|73.1| Sadāpi bhadramadhanassa anāgārassa bhikkhuno na tesaṃ koṭṭhe openti na kumbhe na kaḷopiyā pariniṭṭhitamesānā tena yāpenti subbatā. |73.2| Dutiyampi bhadramadhanassa anāgārassa bhikkhuno anavajjapiṇḍo bhottabbo na ca kocūparodhati. |73.3| Tatiyampi bhadramadhanassa anāgārassa bhikkhuno nibbuto piṇḍo bhottabbo na ca kocūparodhati. |73.4| Catutthampi bhadramadhanassa anāgārassa bhikkhuno muttassa raṭṭhe carato saṅgo yassa na vijjati. |73.5| Pañcamampi bhadramadhanassa anāgārassa bhikkhuno nagaramhi ḍayhamānamhi nāssa kiñci aḍayhatha. @Footnote: 1 Ma. vatayaṃ . 2 Ma. yo ca. |73.6| Chaṭṭhampi bhadramadhanassa anāgārassa bhikkhuno raṭṭhe vilumpamānamhi nāssa kañci ahāratha 1- . |73.7| Sattamampi bhadramadhanassa anāgārassa bhikkhuno corehi rakkhitaṃ maggaṃ ye caññe paripanthikā pattacīvaramādāya sotthiṃ gacchati subbato. |73.8| Aṭṭhamampi bhadramadhanassa anāgārassa bhikkhuno yaṃ yaṃ disaṃ pakkamati anapekkhova gacchati.
|74.1| Bahūpi bhadrā etesaṃ 2- yo tvaṃ bhikkhu pasaṃsasi ahañca giddho kāmesu kathaṃ kāhāmi soṇaka. |74.2| Piyā me mānusā kāmā atho dibyāpi me piyā atha kena nu vaṇṇena ubho loke labhāmase.
|75.1| Kāme 3- giddhā kāmaratā kāmesu adhimucchitā narā pāpāni katvāna upapajjanti duggatiṃ. |75.2| Ye ca kāme pahantvāna 4- nikkhantā akutobhayā ekodibhāvādhigatā na te gacchanti duggatiṃ. |75.3| Upamante karissāmi taṃ suṇohi arindama upamāya midhekacce 5- atthaṃ jānanti paṇḍitā. |75.4| Gaṅgāya kuṇapaṃ divā vuyhamānaṃ mahaṇṇave vāyaso samacintesi appapañño acetaso. @Footnote: 1 Ma. ahīratha . 2 Sī. bahūni samaṇabhadrāni. Yu. bahūpi bhadrakā ete. @ 3 Sī. Yu. kāmesu . 4 Sī. Yu. pahatvāna . 5 Sī. Yu. pidhekacce. |75.5| Yānañca vatidaṃ laddhaṃ bhakkho cāyaṃ anappako tattha rattiṃ tattha divā tattheva nirato mano. |75.6| Khādaṃ nāgassa maṃsāni pivaṃ bhāgīrasodakaṃ sampassaṃ vanacetyāni na palettha vihaṅgamo. |75.7| Tañca otaraṇī gaṅgā pamattaṃ kuṇape rataṃ samuddaṃ ajjhagāhāsi agatī yattha pakkhinaṃ. |75.8| So ca bhakkhaparikkhīṇo udapatvā 1- vihaṅgamo na pacchato na purato nuttaraṃ nopi dakkhiṇaṃ. |75.9| Dīpaṃ so najjhagā gañchi agatī yattha pakkhinaṃ so ca tattheva pāpattha yathā dubbalako tathā. |75.10| Tañca sāmuddikā macchā kumbhīlā makarā susū pasayhakārā khādiṃsu phandamānaṃ vipakkhikaṃ 2- . |75.11| Evameva tuvaṃ rāja ye caññe kāmabhogino giddhā ce na vamissanti kākapaññāya 3- te vidū. |75.12| Esā te upamā rāja atthasandassanī katā tvañca paññāyase tena yadi kāhasi vā na vā.
Ekavācaṃpi dvivācaṃ bhaṇeyya anukampako tatuttariṃ na bhāseyya dāso vayyassa 4- santike.
Idaṃ vatvāna pakkāmi soṇako amitabuddhimā vehāse antalikkhasmiṃ anusāsitvāna khattiyaṃ. @Footnote: 1 Sī. uppatitvā. Yu. udāpatvā . 2 Ma. vipakkhakaṃ. Sī. Yu. vipakkhinaṃ. @ 3 kākapaññāva . 4 Sī. dāso ayyassa . Yu. dāso ayirassa.
|78.1| Ko nume rājakattāro sūtā veyyattimāgatā 1- rajjaṃ niyyādayissāmi nāhaṃ rajjena matthiko. |78.2| Ajjeva pabbajissāmi ko jaññā maraṇaṃ suve nāhaṃ kākova dummedho kāmānaṃ vasamanvagā 2- .
Atthi te daharo putto dīghāvu raṭṭhavaḍḍhano taṃ rajje abhisiñcassu so no rājā bhavissati.
Khippaṃ kumāraṃ ānetha dīghāvuṃ raṭṭhavaḍḍhanaṃ taṃ rajje abhisiñcassu so vo rājā bhavissati.
|81.1| Tato kumāramānesuṃ dīghāvuṃ raṭṭhavaḍḍhanaṃ taṃ disvā ālapi rājā ekaputtaṃ manoramaṃ. |81.2| Saṭṭhī gāmasahassāni paripuṇṇāni sabbaso te putta paṭipajjassu rajjaṃ niyyādayāmi te. |81.3| Ajjeva pabbajissāmi ko jaññā maraṇaṃ suve māhaṃ kākova dummedho kāmānaṃ vasamanvagaṃ. |81.4| Saṭṭhī nāgasahassāni sabbālaṅkārabhūsitā suvaṇṇakacchā mātaṅgā hemakappanavāsasā. |81.5| Ārūḷhā gāmaṇīyebhi tomaraṅkusapāṇibhi te putta paṭipajjassu rajjaṃ niyyādayāmi te. |81.6| Ajjeva pabbajissāmi ko jaññā maraṇaṃ suve māhaṃ kākova dummedho kāmānaṃ vasamanvagaṃ. @Footnote: 1 Ma. suddā veyyattamāgatā . 2 Ma. vasamanvagaṃ. ito paraṃ īdisameva. |81.7| Saṭṭhī assasahassāni sabbālaṅkārabhūsitā ājānīyā ca 1- jātiyā sindhavā sīghavāhanā |81.8| ārūḷhā gāmaṇīyebhi indiyācāpadhāribhi te putta paṭipajjassu rajjaṃ niyyādayāmi te. |81.9| Ajjeva pabbajissāmi ko jaññā maraṇaṃ suve māhaṃ kākova dummedho kāmānaṃ vasamanvagaṃ. |81.10| Saṭṭhī rathasahassāni sannaddhā ussitaddhajā dīpā athopi veyyagghā sabbālaṅkārabhūsitā. |81.11| Ārūḷhā gāmaṇīyebhi cāpahatthehi cammibhi 2- te putta paṭipajjassu rajjaṃ niyyādayāmi te. |81.12| Ajjeva pabbajissāmi ko jaññā maraṇaṃ suve māhaṃ kākova dummedho kāmānaṃ vasamanvagaṃ. |81.13| Saṭṭhī dhenusahassāni rohaññā puṅgavūsabhā tā putta paṭipajjassu rajjaṃ niyyādayāmi te. |81.14| Ajjeva pabbajissāmi ko jaññā maraṇaṃ suve māhaṃ kākova dummedho kāmānaṃ vasamanvagaṃ. |81.15| Soḷasitthīsahassāni sabbālaṅkārabhūsitā vicitravatthābharaṇā āmuttamaṇikuṇḍalā tā putta paṭipajjassu rajjaṃ niyyādayāmi te. |81.16| Ajjeva pabbajissāmi ko jaññā maraṇaṃ suve @Footnote: 1 Ma. va . 2 Ma. vammibhi. Māhaṃ kākova dummedho kāmānaṃ vasamanvagaṃ.
|82.1| Daharasseva me tāta mātā matāti me sutaṃ tayā vinā ahaṃ tāta jīvituṃpi na ussahe. |82.2| Yathā āraññakaṃ nāgaṃ poto anveti pacchato jessantaṃ giriduggesu samesu visamesu ca. |82.3| Evantaṃ anugacchāmi puttamādāya 1- pacchato subharo te bhavissāmi na te hessāmi dubbharo.
Yathā sāmuddikaṃ nāvaṃ vāṇijānaṃ dhanesinaṃ vohāro tattha gaṇheyya vāṇijā byasanī siyā evamevāyaṃ puttaka 2- antarāyakaro mama.
Imaṃ kumāraṃ pāpetha pāsādaṃ rativaḍḍhanaṃ tattha kambusahatthāyo yathā sakkaṃva accharā tā naṃ tattha ramissanti 3- tāhi ceso 4- ramissati.
|85.1| Tato kumāraṃ pāpesuṃ pāsādaṃ rativaḍḍhanaṃ taṃ disvā avacuṃ kaññā dīghāvuṃ raṭṭhavaḍḍhanaṃ. |85.2| Devatā nusi gandhabbo ādū sakko purindado ko vā tvaṃ kassa vā putto kathaṃ jānemu taṃ mayaṃ.
Namhi devo na gandhabbo napi sakko purindado kāsirañño ahaṃ putto dīghāvu raṭṭhavaḍḍhano mamaṃ bharatha bhaddaṃ vo ahaṃ bhattā bhavāmi vo. @Footnote: 1 Ma. pattamādāya . 2 Ma. puttakali . 3 ma ramessanti . 4 Yu. meso.
Taṃ tattha avacuṃ kaññā dīghāvuṃ raṭṭhavaḍḍhanaṃ kuhiṃ rājā anuppatto ito rājā kuhiṃ gato.
|88.1| Paṅkaṃ rājā atikkanto thale rājā patiṭṭhito akaṇṭakaṃ agahanaṃ paṭipanno mahāpathaṃ. |88.2| Ahañca paṭipannosmi maggaṃ duggatigāminaṃ sakaṇṭakaṃ sagahanaṃ yena gacchanti duggatiṃ.
Tassa te svāgataṃ rāja sīhasseva giribbajaṃ anusāsa mahārāja tvaṃ no sabbāsamissaroti. Soṇakajātakaṃ paṭhamaṃ.
ที่มา: พระไตรปิฎกบาลีอักษรโรมัน ฉบับสยามรัฐ เล่มที่ ๒๘ ข้อ ๖๖
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๘