สังกิจจชาดก
ว่าด้วยสังกิจจฤาษีแสดงธรรมและอธรรมแก่พระเจ้าพรหมทัตต์
เล่มที่ ๒๘ · ข้อ ๙๐ · บรรทัด ๕๙๕ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๒
อรรถกถาชาดก ตอนที่ ๑ จาก ๔
เรื่องเล่า
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในชีวกัมพวนาราม ทรงพระปรารภปิตุฆาตกรรม ของพระเจ้าอชาตศัตรู จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีพระดำรัสเริ่มต้นว่า ทิสฺวา นิสินฺนํ ราชานํ ดังนี้.
ความพิสดารว่า พระเจ้าอชาตศัตรูนั้น อาศัยพระเทวทัต ได้ให้ปลงพระชนม์พระบิดาตามคำของพระเทวทัตแล้ว ได้ทรงสดับว่า พระเทวทัตมีบริษัทแตกกัน ในกาลที่สุดแห่งการทำลายสงฆ์ เมื่อมีโรคเกิดขึ้น จึงคิดว่าเราจักยังพระตถาคตเจ้าให้ยกโทษให้แก่เรา ดังนี้แล้ว จึงไปสู่กรุงสาวัตถีด้วยเตียงคานหาม ถูกแผ่นดินสูบที่ใกล้ประตูพระเชตวันมหาวิหาร จึงทรงรำพึงว่าพระเทวทัตเป็นปฏิปักษ์ต่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เข้าไปสู่แผ่นดินมีอเวจีมหานรกเป็นที่ไปในเบื้องหน้า แม้ตัวเรา ได้ให้ปลงพระชนม์พระบิดา ผู้เป็นพระธรรมราชาตั้งอยู่ในธรรม ก็เพราะอาศัยพระเทวทัตนั้น ก็ตัวเราจักถูกแผ่นดินสูบหรือไม่หนอ ดังนี้แล้ว จึงกลัว ไม่ได้ความสบายใจในสิริราชสมบัติทรงคิดว่า เราจักนอนหลับสักหน่อย พอจะเคลิ้มหลับเท่านั้น ก็ปรากฏคล้ายกับว่า นายนิรยบาล มาผลักให้ตกไปในแผ่นดินเหล็กหนา ๙ โยชน์ แล้วทิ่มแทงด้วยหลาวเหล็ก หรือมีอาการคล้ายกับว่าถูกสุนัขทั้งหลายแทะเนื้อกินอยู่จึงทรงเปล่งพระสุรเสียงด้วยสำเนียงอันน่ากลัวแล้ว เสด็จลุกขึ้น.
ครั้นในวันต่อมา เมื่อวันเพ็ญแห่งเดือนที่ ๔ ซึ่งเป็นที่เบ่งบานแห่งดอกโกมุท (คือวันเพ็ญกัตติกมาส) พระเจ้าอชาตศัตรูมีหมู่อำมาตย์แวดล้อมแล้ว ทอดพระเนตรเห็นอิสริยยศของพระองค์ จึงทรงดำริว่า อิสริยยศแห่งพระบิดาของเรายิ่งใหญ่กว่านี้ เราสั่งให้ปลงพระชนม์พระองค์ผู้เป็นธรรมราชาชื่อเห็นปานนั้นเสีย เพราะอาศัยพระเทวทัต. เมื่อพระองค์ทรงดำริอยู่อย่างนี้นั่นแหละ ความเร่าร้อนก็บังเกิดขึ้นในพระวรกายแล้ว พระสุรีระทุกส่วนก็ชุ่มไปด้วยเหงื่อ. ในลำดับนั้น ท้าวเธอจึงทรงดำริว่า ใครหนอแล จักสามารถบรรเทาภัยอันนี้ของเราได้ ดังนี้แล้ว ทรงทราบว่า บุคคลอื่นเว้นพระทศพลเสียแล้ว ย่อมไม่มี จึงทรงดำริว่า เราเป็นผู้มีความผิดอย่างใหญ่หลวงต่อพระตถาคตเจ้า ใครเล่าหนอ จักพาเราไปเฝ้าพระองค์ได้ ทรงกำหนดมั่นหมายว่าใครอื่นนอกจากหมอชีวก เป็นไม่มีแน่ ทรงถือเอาการตกลงพระทัยนั้น ทรงทำอุบายที่จะเสด็จไป เปล่งอุทานว่า ดูก่อนท่านผู้เจริญ ราตรีค่ำคืนนี้มีดวงจันทร์แจ่มกระจ่างน่ารื่นรมย์เสียจริง ๆ หนอ แล้วตรัสว่า วันนี้เราควรไปหาสมณะหรือพราหมณ์ที่ไหนดีหนอ เมื่อเสวกามาตย์ผู้เป็นสาวกของท่านปูรณกัสสปะเป็นต้น กล่าวพรรณนาคุณของครูทั้ง ๖ มีปูรณกัสสปะเป็นต้นให้สดับ ก็ไม่ทรงเธอถ้อยคำของคนเหล่านั้น กลับตรัสถามถึงหมอชีวก ถึงหมอชีวกนั้นก็กล่าวสรรเสริญพระคุณของพระตถาคตเจ้าก่อนแล้ว กราบทูลว่าพระองค์ผู้ประเสริฐ จงเสด็จไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์นั้นเถิด ดังนี้พระองค์จึงตรัสสั่งให้ตระเตรียมยานพาหนะ คือช้างแล้วเสด็จไปยังชีวกัมพวันเข้าไปเฝ้าพระตถาคตเจ้าพระองค์นั้น ถวายบังคมแล้ว ทรงได้รับการปฏิสันถารจากพระตถาคตเจ้าแล้ว จึงทูลถามถึงสามัญญผลอัน จะพึงเห็นด้วยตนเอง ได้ทรงสดับพระธรรมเทศนาว่าด้วยสามัญญผลอันไพเราะของพระตถาคตเจ้าแล้วในเวลาจบการแสดงสามัญญผลสูตร ได้ทรงประกาศพระองค์เป็นอุบาสกให้พระตถาคตเจ้าทรงอดโทษแล้ว จึงเสด็จกลับไป. จำเดิมแต่นั้นมา ท้าวเธอก็ทรงถวายทาน รักษาศีล ทรงทำการสมาคมกับพระตถาคต ทรงสดับธรรมกถาอันไพเราะ เพราะได้คบกับกัลยาณมิตร จึงทรงละความหวาดกลัวเสียได้โลมชาติชูชันหวั่นไหวก็หายไป กลับได้แต่ความสบายพระทัย สำเร็จพระอิริยาบถทั้ง ๔ ด้วยความสุขสำราญ.
ครั้นต่อมาวันหนึ่ง ภิกษุทั้งหลายพากันสนทนาในโรงธรรมสภาว่าแน่ะอาวุโสทั้งหลาย พระเจ้าอชาตศัตรูทรงทำปิตุฆาตกรรมแล้ว ทรงสะดุ้งหวาดกลัวต่อภัย ไม่ได้ความสบายพระทัยเพราะอาศัยสิริราชสมบัติ ทรงเสวยแต่ความทุกข์ในทุก ๆ อิริยาบถ บัดนี้ท้าวเธอมาอาศัยพระตถาคตเจ้า กลับหายสะดุ้งกลัวได้ เพราะการสมาคมกับกัลยาณมิตร จึงได้เสวยความสุขในอิสริยสมบัติ. พระศาสดาเสด็จมาตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้พวกเธอนั่งสนทนากันด้วยเรื่องอะไร เมื่อภิกษุทั้งหลายกราบทูลให้ทรงทบแล้ว จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พระเจ้าอชาตศัตรูกระทำปิตุฆาตกรรมแล้ว อยู่เป็นสุขสบาย เพราะอาศัยเราตถาคตแต่เฉพาะในบัดนี้เท่านั้นก็หาไม่ ถึงในกาลก่อน เธอก็ทำปิตุฆาตกรรมแล้ว อยู่อย่างเป็นสุขสบาย เพราะอาศัยเราเหมือนกัน ดังนี้แล้ว ทรงชักนำอดีตนิทานมาตรัสว่า
ในอดีตกาล พระเจ้าพรทมทัตเสวยราชสมบัติในเมืองพาราณสีมีพระโอรสทรงพระนามว่า พรหมทัตตกุมาร ในกาลนั้น พระโพธิสัตว์ถือปฏิสนธิในเรือนของปุโรหิต. เมื่อพระโพธิสัตว์นั้นเกิดแล้ว มารดาบิดาได้ตั้งชื่อว่า สังกิจจกุมาร. พรหมทัตตกุมารและสังกิจจกุมารแม้ทั้งสองนั้นเจริญเติบโตด้วยกันมาในราชนิเวศน์. ทั้งสองคนได้เป็นสหายกัน ครั้นเจริญวัยจึงได้พากันไปเรียนศิลปะยังกรุงตักกศิลา เรียนศิลปะทั้งหมดจบแล้วจึงกลับมา. อยู่ต่อมา พระราชาทรงพระราชทานฐานันดรศักดิ์ที่อุปราชแก่พระโอรส. แม้พระโพธิสัตว์ ก็ได้อยู่ในสำนักท่านอุปราชเหมือนกัน. ภายหลังต่อมา ท่านอุปราช ได้ทอดพระเนตรเห็นอิสริยยศอันยิ่งใหญ่ของพระบิดา ผู้เสด็จประพาสเล่นในพระอุทยาน ก็บังเกิดความโลภในราชสมบัตินั้นขึ้น จึงทรงดำริวางแผนว่า พระบิดาของเราก็เหมือนกับพระภาดาของเรา ถ้าเราจะรออยู่จนพระบิดานี้สวรรคต เราก็จักได้ราชสมบัติ เมื่อเวลาแก่ ราชสมบัติที่เราได้ในเวลาแก่นั้นจะมีประโยชน์อะไร เราจักให้ปลงพระชนม์พระบิดาเสียแล้ว จึงยึดเอาราชสมบัติ ดังนี้แล้วบอกเนื้อความนั้นให้พระโพธิสัตว์ทราบ. พระโพธิสัตว์จึงทูลห้ามว่า ข้าแต่ท่านสหาย ธรรมดาว่าปิตุฆาตกรรมเป็นกรรมหนัก เป็นทางแห่งนรก ใคร ๆ ไม่อาจจะทำกรรมอันนี้ได้ ขอพระองค์อย่าได้ทรงการทำเลย. ท่านอุปราชนั้น ตรัสอุบายวิธีนั้นบ่อย ๆ เข้า ก็ถูกพระโพธิสัตว์ทูลทัดทานไว้ถึง ๓ ครั้ง จึงเปลี่ยนไปปรึกษากับพวกคนรับใช้ใกล้ชิด. คนเหล่านั้น ทูลรับรองแล้ว ก็คอยมองหาอุบายที่จะลอบปลงพระชนม์พระราชา. พระโพธิสัตว์ทราบถึงพฤติการณ์นั้นจึงได้แต่คิดว่า เราจักไม่อยู่ร่วมเป็นอันเดียวกับคนพาลนี้เด็ดขาด ดังนี้แล้ว จึงมิได้อำลามารดาบิดาเลย ออกไปทางประตูใหญ่แล้วเข้าไปยังป่าหิมวันต์ บวชเป็นฤาษี บำเพ็ญฌานและอภิญญาให้บังเกิดขึ้นแล้วมีรากไม้และผลไม้ในป่าเป็นอาหาร เป็นอยู่อย่างผาสุก. ในขณะเดียวกันนั้นทางฝ่ายพระราชกุมารก็ใช้ให้ตนฆ่าพระบิดาแล้ว เสวยอิสริยยศอันยิ่งใหญ่.
พวกกุลบุตรทั้งหลายเป็นอันมาก พอทราบข่าวว่า สังกิจจกุมารบวชเป็นฤาษีแล้ว จึงพากันออกบวชในสำนักแห่งสังกิจจดาบสนั้น. พระสังกิจจฤาษีนั้น มีหมู่ฤๅษีเป็นอันมากแวดล้อมแล้ว อยู่ในหิมวันตประเทศนั้น . แม้ดาบสทั้งหมด ก็พลอยได้สมบัติด้วยเหมือนกัน. ฝ่ายพระราชา ครั้นให้คนฆ่าพระบิดาแล้ว ก็เสวยความสุขสบายในราชสมบัติตลอดกาลเวลามีประมาณเล็กน้อยเท่านั้นต่อแต่นั้นมาก็สะดุ้งหวาดกลัวไม่ได้ความสบายพระทัย ได้เป็นเหมือนถึงกรรมกรณ์ในนรก. ท้าวเธอทรงระลึกถึงพระโพธิสัตว์แล้ว ทรงดำริว่า สหายของเราได้ห้ามปรามแล้วว่า ปิตุฆาตกรรมเป็นกรรมอันหนักมาก เมื่อเขาไม่สามารถจะให้เราเชื่อถือถ้อยคำของตนได้ จึงแสดงตนให้หมดโทษแล้วหลบไปเสีย ถ้าเขาจักอยู่ในที่นี้ไซร้ คงจักไม่ยอมให้เรากระทำปิตุฆาตกรรมเป็นแน่ พึงนำภัยแม้นี้ของเราไปเสีย เดี๋ยวนี้เขาอยู่ในที่ไหนหนอ ถ้าเรารู้ที่อยู่ของเขาก็จะได้ให้คนไปเรียกมา ใครกันหนอ จะพึงบอกที่อยู่ของเขาให้แก่เราได้. ตั้งแต่บัดนั้นมา ท้าวเธอก็ตรัสสรรเสริญคุณของพระโพธิสัตว์แต่อย่างเดียว ทั้งภายใน. พระราชวังและในราชสภา. ครั้นกาลล่วงไปนานแล้วอย่างนั้น พระโพธิสัตว์นั้นจึงคิดว่า พระราชาทรงระลึกถึงเรา เราควรไปในราชสำนักนั้นแล้วแสดงธรรมแก่ท้าวเธอ ทำท้าวเธอให้หายหวาดกลัว ดังนี้แล้วอยู่ในหิมวันต์ได้ ๕๐ ปีมีพระดาบส ๕๐๐ เป็นบริวาร พากันมาโดยทางอากาศ ลงในอุทยานชื่อทายปัสสะ มีหมู่ฤาษีเป็นบริวารนั่งอยู่ ณ แผ่นศิลา. คนเฝ้าสวนเห็นหมู่ฤาษีนั้นจึงถามว่า ท่านผู้เจริญขอรับ ก็ท่านผู้เป็นศาสดาของคณะมีนามว่ากระไรพอเขาได้ฟังว่า ชื่อว่า สังกิจจบัณฑิต ดังนี้ แม้ตัวเขาเองก็จำได้ จึงได้เรียนให้ทราบว่า ท่านผู้เจริญ ขอท่านจงรออยู่ในที่นี้จนกว่าข้าพเจ้าจะทูลเชิญพระราชาให้เสด็จมา พระราชาของพวกข้าพเจ้า ทรงมีพระประสงค์จะพบพระคุณเจ้า ดังนี้ ไหว้แล้วจึงรีบเข้าไปยังพระราชวัง กราบทูลแด่พระราชาว่า พระโพธิสัตว์นั้นมาแล้ว. พระราชาเสด็จไปยังสำนักของพระโพธิสัตว์นั้น ทรงกระทำสักการะบูชาอันเหมาะสมที่พระองค์จะพึงทำถวายแล้ว จึงตรัสถามปัญหา. พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสว่า
ลำดับนั้น คนเฝ้าสวนเห็นพระเจ้าพรหมทัต ผู้เป็นจอมทัพประทับนั่งอยู่ ได้กราบทูลท้าวเธอว่า พระสังกิจจฤๅษีที่พระองค์ทรงพระกรุณา ซึ่งยกย่อง กันว่า ได้ดีแล้วในหมู่ฤๅษีทั้งหลาย มาถึงแล้ว ขอเชิญ พระองค์รีบเสด็จออกไปพบท่านผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่โดยเร็วเถิด ก็ลำดับนั้น พระราชาผู้จอมทัพ อัน หมู่มิตรและอำมาตย์แวดล้อมแล้ว เสด็จขึ้นรถอันเทียม ด้วยม้าอาชาไนยรีบเสด็จไป พระราชาผู้ทรงบำรุง แว่นแคว้นของชาวกาสีให้เจริญ ทรงเปลื้องเครื่อง ราชกกุธภัณฑ์ ๕ อย่างคือ พัดวาลวีชนี อุณหิส พระ ขรรค์ เศวตฉัตร และฉลองพระบาท ทรงเก็บวาง ไว้แล้ว เสด็จลงจากรถ ทรงดำเนินเข้าไปหาท่าน สังกิจจฤาษี ผู้นั่งอยู่ในพระราชอุทยานอันมีนามว่า ทายปัสสะ ครั้นเสด็จเข้าไปหาแล้วก็ทรงบันเทิงอยู่กับ ฤาษี ครั้น ทรงสนทนาปราศรัย พอให้ระลึกถึงกันไป แล้ว ประทับนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นประทับ นั่งแล้ว ลำดับนั้น ได้ทรงสำคัญกาลอยู่ แต่นั้นทรง ปฏิบัติ เพื่อจะตรัสถามถึงกรรมอันเป็นบาป จึงตรัสว่า ข้าพเจ้าขอถามท่านสังกิจจฤาษี ผู้ได้รับยกย่องว่า ได้ ดีแล้วในหมู่ฤาษีทั้งหลาย อันหมู่ฤาษีทั้งหลายห้อม ล้อมนั่งอยู่ ในทายปัสสะอุทยานว่า นรชนผู้ประพฤติ ล่วงธรรม (เหมือน) ข้าพเจ้าประพฤติล่วงธรรมแล้ว จะไปสู่คติอะไรในปรโลก ข้าพเจ้าถามแล้ว ขอได้ โปรดบอกเนื้อความนั้นแก่ข้าพเจ้าเถิด.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทิสฺวา ความว่า พระศาสดาตรัสว่าดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็คนเฝ้าสวนนั้นเห็นพระราชาประทับนั่งในราชสภา จึงกราบทูลให้พระองค์ได้ทรงทราบแล้ว. บทว่า ยสฺสาสิ ความว่า กราบทูลให้ทรงทราบถึงผู้ที่พระองค์ทรงรำพันถึง. บทว่า ยสฺสาสิ ความว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า พระองค์ทรงเอ็นดู มีพระหฤทัยอ่อนโยนแก่ท่านผู้ใด อธิบายว่าพระองค์ทรงรำพันถึงคุณของท่านผู้ใดอยู่เนือง ๆ ท่านผู้นั้น คือ สังกิจจฤาษีนี้ที่ยกย่องกันว่า เป็นผู้ได้ดีแล้วในหมู่ฤาษีทั้งหลาย มาถึงแล้วโดยลำดับ มีหมู่ฤาษีห้อมล้อมนั่งอยู่บนแผ่นศิลา ในพระราชอุทยานของพระองค์ ดูงดงามเปรียบปานรูปทองคำ ฉะนั้น. บทว่า ตรมานรูโป ความว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า ธรรมดาว่า บรรพชิตทั้งหลาย เป็นผู้ไม่คลุกคลีในตระกูล หรือว่าในหมู่คณะ เมื่อพระองค์เสด็จไปยังมิทันได้ถึง ก็เกรงว่าจะหลีกไปเสียก่อนเพราะฉะนั้น ขอพระองค์จงรีบเสด็จออกไปพบท่านผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่เพราะท่านแสวงหาคุณมีศีลเป็นต้นอันใหญ่ยิ่ง. บทว่า ตโต ความว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พระราชาพระองค์นั้น พอได้ทรงสดับถ้อยคำของคนเฝ้าสวนนั้นแล้ว ก็ทรงรีบร้อนเสด็จไปในลำดับแห่งคำกราบทูลของตนเฝ้าสวนนั้นทันที. บทว่า นิกฺขิปฺป ความว่า ได้ยินว่า พระราชาพระองค์นั้น พอเสด็จถึงประตูพระราชอุทยานก็ทรงฉุกคิดขึ้นว่า ธรรมดาว่า บรรพชิตทั้งหลาย เป็นผู้ตั้งอยู่ในฐานะที่ควรเคารพ เราไม่ควรไปยังสำนักของท่านสังกิจจดาบส ด้วยทั้งเพศที่สูงสุด ท้าวเธอจึงได้นำออกเสียซึ่งเครื่องราชกกุธภัณฑ์ ๕ อย่างเหล่านั้น คือ พัดวาลวีชนี มีด้ามเป็นทองคำประดับด้วยแก้วมณี ๑ แผ่นอุณหิสที่ทำด้วยทองคำ ๑ พระขรรค์มงคลที่หุ้มห่อไว้ดีแล้ว ๑ เศวตฉัตร ๑ฉลองพระบาททองคำ ๑ เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ทรงเปลื้องแล้ว. บทว่า ปฏิจฺฉทํ ความว่า ทรงเก็บเครื่องราชกกุธภัณฑ์นั้นนั่นแลเสีย คือ ทรงมอบไว้ในมือของผู้รักษาเรือนคลัง. บทว่า ทายปสฺสสฺมึ ได้แก่ ในอุทยานอันมีชื่ออย่างนั้น. บทว่า อถ กาลํ อมญฺถ ความว่า ลำดับนั้น พระองค์ทรงทราบว่า บัดนี้เป็นเวลาที่จะถามปัญหาได้ แต่ในบาลีว่า ยถาถาลํ ดังนี้อธิบายว่า พระองค์ทรงสำคัญการถามปัญหา โดยสมควรแก่กาลที่พระองค์เสด็จมาแล้ว. บทว่า ปฏิปชฺชถ คือ ปฏิบัติแล้ว . บทว่า เปจฺจ ความว่าละไปแล้ว อีกอย่างหนึ่ง คำว่า ละไปแล้วนั้นเป็นชื่อของปรโลก เพราะฉะนั้นท่านทั้งหลายถึงปรโลก. บทว่า มยา ความว่า พระราชาตรัสถามว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าได้ประพฤติล่วงสุจริตธรรมแล้ว คือได้กระทำปิตุฆาตกรรมแล้ว ขอท่านจงบอกเนื้อความนั้นแก่ข้าพเจ้าเถิดว่า บุคคลผู้ฆ่าบิดาย่อมไปสูคติอะไร คือ ย่อมไหม้ในนรกขุมไหน.
พระโพธิสัตว์ ได้สดับคำนั้นแล้วจึงทูลว่า ขอถวายพระพร ถ้าอย่างนั้น ขอพระองค์จงตั้งพระทัยสดับเถิด แล้วจึงได้ถวายโอวาทเป็นอันดับแรก.
พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสว่า
สังกิจจฤาษี ได้กล่าวตอบพระราชา ผู้ทรงบำรุง แว่นแคว้นของชาวกาสีให้เจริญ ประทับนั่งอยู่ในทายปัสสะอุทยานว่า ขอถวายพระพร ขอมหาบพิตรทรง ฟังอาตมภาพ ถ้าเมื่อบุคคลเว้นทางผิด ทำตามคำของ บุคคลผู้บอกกทางถูกให้ โจรผู้เป็นดุจเสี้ยนหนาม ก็ไม่ พึงพบหน้าของบุคคลนั้น. เมื่อบุคคลปฏิบัติอธรรม แต่ ถ้ากระทำตามคำของบุคคลผู้พร่ำสอนธรรม บุคคล นั้นไม่พึงไปสู่ทุคติเลย.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุปฺปเถน ได้แก่ หนทางที่พวกโจรซ่องสุมกันอยู่. บทว่า มคฺคมนุสาสติ ความว่า บอกหนทางอันเกษมให้. บทว่า นาสฺส มคฺเคยฺย กณฺฏโก ความว่า หนามคือพวกโจร ไม่พึงเห็นหน้าของบุรุษผู้ทำตามโอวาทนั้นตามหนทางเลย. บทว่า โย ธมฺมํ คือผู้บอกสุจริตธรรมให้. บทว่า น โส ความว่า บุรุษนั้นไม่พึงถึงทุคติชนิดต่าง ๆ มีนรกเป็นต้น ดูก่อนมหาบพิตร จริงอยู่ อธรรมเป็นเช่นกับหนทางที่ผิด สุจริตธรรมเป็นเช่นกับหนทางอันเกษม ก็พระองค์ เมื่อกาลก่อนได้รับสั่งแก่อาตมภาพว่า เราจักปลงพระชนม์พระบิดาแล้ว จักเป็นพระราชาเองถึงถูกอาตมภาพคัดค้านห้ามไว้แล้ว ก็มิได้เชื่อถ้อยฟังคำของอาตมภาพเลย ฆ่าพระบิดาแล้ว ทรงเศร้าโศกอยู่ในบัดนี้ ธรรมดาว่า บุคคลผู้ไม่ทำตามโอวาทของบัณฑิตทั้งหลาย ก็เหมือนบุคคลผู้ดำเนินไปในหนทางที่มีโจร ย่อมถึงความพินาศอย่างใหญ่หลวงแล.
พระโพธิสัตว์ ครั้นได้ถวายโอวาทแด่พระราชาพระองค์นั้นอย่างนี้แล้ว เมื่อจะแสดงธรรมชั้นสูงขึ้นไป จึงทูลว่า
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๖๒ หน้า ๑๖๕–๑๙๕ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
สัฏฐินิบาตชาดก ๔ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๔ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
บาลีอักษรโรมัน ฉบับสยามรัฐ
|90.1| Disvā nisinnaṃ rājānaṃ brahmadattaṃ rathesabhaṃ athassa paṭivedesi yassāsi anukampako. |90.2| Saṅkiccāyaṃ anuppatto isīnaṃ sādhusammato taramānarūpo niyyāhi khippaṃ passa mahesinaṃ. |90.3| Tato ca rājā taramāno yuttamāruyha sandanaṃ mittāmaccaparibyūḷho 1- agamāsi rathesabho. |90.4| Nikkhippa pañca kakudhāni kāsīnaṃ raṭṭhavaḍḍhano vālavījanimuṇhīsaṃ khaggaṃ chattañcupāhanaṃ. |90.5| Oruyha rājā yānamhā ṭhapayitvā paṭicchadaṃ @Footnote: 1 Sī. Yu. -paribbūḷho. Āsīnaṃ dāyapassasmiṃ saṅkiccamupasaṅkami. |90.6| Upasaṅkamitvā so rājā sammodi isinā saha taṃ kathaṃ vītisāretvā ekamantaṃ upāvisi. |90.7| Ekamantaṃ nisinnova atha kālaṃ amaññatha tato pāpāni kammāni pucchituṃ paṭipajjatha. |90.8| Isiṃ pucchāma 1- saṅkiccaṃ isīnaṃ sādhusammataṃ āsīnaṃ dāyapassasmiṃ isisaṅghapurakkhataṃ. |90.9| Kaṃ gatiṃ pecca gacchanti narā dhammāticārino aticiṇṇo mayā dhammo taṃ me akkhāhi pucchito.
|91.1| Isi avaca saṅkicco kāsīnaṃ raṭṭhavaḍḍhanaṃ āsīnaṃ dāyapassasmiṃ mahārāja suṇohi me. |91.2| Uppathena vajantassa yo maggamanusāsati tassa ce vacanaṃ kayirā nāssa maggeyya kaṇṭako. |91.3| Adhammaṃ paṭipannassa yo dhammamanusāsati tassa ce vacanaṃ kayirā na so gaccheyya duggatiṃ.
|92.1| Dhammo patho mahārāja adhammo pana uppatho adhammo nirayaṃ neti dhammo pāpeti suggatiṃ. |92.2| Adhammacārino rāja narā visamajīvino yaṃ gatiṃ pecca gacchanti niraye te suṇohi me. |92.3| Sañjīvo kāḷasutto ca saṅghāṭo 2- dve ca roruvā @Footnote: 1 Sī. Yu. pucchāmi . 2 Ma. saṅghāto. Athāparo mahāvīci tāpano ca patāpano. |92.4| Iccete aṭṭha nirayā akkhātā dūratikkamā ākiṇṇā luddakammehi paccekā soḷasussadā. |92.5| Kadariyā tāpanā 1- ghorā accimanto 2- mahabbhayā lomahaṃsanarūpā ca bhesmā paṭibhayā dukhā. |92.6| Catukkaṇṇā 3- catudvārā vibhattā bhāgaso mitā ayopākārapariyantā ayasā paṭikujjitā. |92.7| Tesaṃ ayomayā bhūmi jalitā tejasā yutā samantā yojanasataṃ phuṭā tiṭṭhanti sabbadā. |92.8| Ete patanti niraye uddhaṃpādā avaṃsirā isīnaṃ ativattāro saññatānaṃ tapassinaṃ. |92.9| Te bhūnahuno paccanti macchā bilakatā yathā saṃvacchare asaṅkheyye narā kibbisakārino. |92.10| Ḍayhamānena gattena niccaṃ santarabāhiraṃ nirayā nādhigacchanti dvāraṃ nikkhamanesino. |92.11| Puratthimena dhāvanti tato dhāvanti pacchato uttarenapi dhāvanti tato dhāvanti dakkhiṇaṃ yaṃ yañhi dvāraṃ gacchanti tantadeva pithiyyare 4- . |92.12| Bahūni satasahassāni janā nirayagāmino bāhā paggayha kandanti patvā dukkhaṃ anappakaṃ. @Footnote: 1 Sī. Yu. kadarīyatapanā. Ma. kadariyatāpanā . 2 Yu. accimantā . 3 catukkoṇātipi. @ 4 Ma. pidhīyare. Sī. pithiyyati. |92.13| Āsīvisaṃva kuppitaṃ tejasiṃ dūratikkamaṃ na sādhurūpe āsīde saññatānaṃ tapassinaṃ. |92.14| Atikāyo mahissāso ajjuno kekakādhipo sahassabāhu ucchinno isimāsajja gotamaṃ. |92.15| Arajaṃ rajasā vacchaṃ kīsaṃ avakrīya 1- daṇḍakī tālova mūlato chinno sa rājā vibhavaṅgato. |92.16| Upahacca manaṃ mejjho 2- mātaṅgasmiṃ yasassine sapārisajjo ucchinno mejjhāraññaṃ 3- tadā ahu. |92.17| Kaṇhadīpāyanāsajja isiṃ andhakavendayo 4- aññamaññaṃ musale 5- hantvā sampattā yamasādhanaṃ. |92.18| Athāyaṃ isinā satto antalikkhacaro pure pāvekkhi paṭhaviṃ cecco hīnatto kālapariyāyaṃ. |92.19| Tasmā hi chandāgamanaṃ nappasaṃsanti paṇḍitā aduṭṭhacitto bhāseyya giraṃ saccūpasañhitaṃ. |92.20| Manasā ce paduṭṭhena yo naro pekkhate muniṃ vijjācaraṇasampannaṃ gantvā so nirayaṃ adho. |92.21| Ye vuḍḍhe paribhāsanti pharusūpakkamā janā anapaccā adāyādā tālavatthū 6- bhavanti te. |92.22| Yo ca pabbajitaṃ hanti katakiccaṃ mahesinaṃ sa kāḷasutte niraye ciraṃ rattāya paccati. @Footnote: 1 Ma. avakiriya . 2 Ma. majjho . 3 Ma. majjhāraññaṃ . 4 Sī. Yu. andhakaveṇhuyo. @Ma. -veṇḍayo . 5 Ma. aññoññaṃ musalā . 6 Ma. tālavatthu. Yu. tālāvatthu. |92.23| Yo ca rājā adhammaṭṭho raṭṭhaviddhaṃsano mato 1- tāpayitvā janapadaṃ tāpane pecca paccati. |92.24| So ca vassasahassānaṃ 2- sataṃ dibyāni paccati accisaṅghapareto so dukkhaṃ vedeti vedanaṃ. |92.25| Tassa aggisikhā kāyā niccharanti pabhassarā tejobhakkhassa gattāni lomaggehi 3- nakhehi ca. |92.26| Ḍayhamānena gattena niccaṃ santarabāhiraṃ dukkhābhitunno nadati nāgo tuṇḍaṭṭito 4- yathā. |92.27| Yo lobhā pitaraṃ hanti dosā vā purisādhamo sa kāḷasutte niraye ciraṃ rattāya paccati. |92.28| Sa tādiso paccati lohakumbhiyaṃ pakkañca sattīhi hananti nittacaṃ andhaṃ karitvā muttakarīsabhakkhaṃ khāre nimujjanti tathāvidhaṃ naraṃ. |92.29| Tattaṃ pakkuṭṭhitamayoguḷañca dīghe ca phāle cirarattatāpite vikkhambhamādāya vibhajja 5- rajjubhi vivaṭe mukhe saṃsavayanti 6- rakkhasā. |92.30| Sāmā ca soṇā sabalā ca gijjhā kākolasaṅghā ca dijā ayomukhā @Footnote: 1 Sī. cto. Ma. mago . 2 Ma. -sahassāni . 3 Ma. lomehi ca. @ 4 Sī. tuttaddito. Ma. tuttaṭṭito . 5 Sī. vibaddha. Ma. vibandha . 6 Sī. Yu. @saṃcavayanti. Ma. sampavisanti. Saṅgamma khādanti viphandamānaṃ jivhaṃ vibhajja vighāsaṃ salohitaṃ. |92.31| Taṃ daḍḍhatālaṃ paribhinnagattaṃ nippothayantā anuvicaranti rakkhasā ratī hi tesaṃ dukhino panītare etādisasmiṃ niraye vasanti yekeci loke idha pettighātino. |92.32| Putto ca mātaraṃ hantvā ito gantvā yamakkhayaṃ bhusamāpajjate dukkhaṃ attakammaphalūpago. |92.33| Amanussā atibālā hantāraṃ janayantiyā ayomayehi vālehi pīḷayanti punappunaṃ. |92.34| Taṃ passavaṃ 1- sakā gattā rudhiraṃ 2- attasambhavaṃ tambalohavilīnaṃva tattaṃ pāyenti mattighaṃ. |92.35| Jigucchaṃ kuṇapaṃ pūtiṃ duggandhaṃ gūthakaddamaṃ pubbalohitasaṅkāsaṃ rahadoggayha 3- tiṭṭhati. |92.36| Tamenaṃ kimiyo 4- tattha atikāyā ayomukhā chaviṃ bhetvāna 5- khādanti pagiddhā 6- maṃsalohite. |92.37| So ca taṃ nirayaṃ patto nimuggo sataporisaṃ pūtikaṃ kuṇapaṃ vāti samantā satayojanaṃ. |92.38| Cakkhumāpi hi cakkhūni 7- tena gandhena jiyyati @Footnote: 1 Ma. tamassavaṃ. Yu. taṃ passutaṃ . 2 Ma. ruhiraṃ . 3 Ma. rahadamogayha. @ 4 Ma. kimayo . 5 Sī. Yu. chetvāna . 6 Ma. saṃgiddhā . 7 Ma. cakkhūhi. Etādisaṃ brahmadatta mātugho labhate dukhaṃ. |92.39| Khuradhāramanukkamma tikkhaṃ dūrabhisambhavaṃ patanti gabbhapātiniyo 1- duggaṃ vettaraṇiṃ nadiṃ. |92.40| Ayomayā simbaliyo soḷasaṅgulikaṇṭakā ubhato mabhilambanti duggaṃ vettaraṇiṃ nadiṃ. |92.41| Te accimanto tiṭṭhanti aggikkhandhāva ārakā ādittā jātavedena uddhaṃ yojanamuggatā. |92.42| Ete pajjanti 2- niraye tatte tikhiṇakaṇṭake nāriyo ca aticāriniyo 3- narā ca paradāragū. |92.43| Te patanti adhokkhandhā vivattā vihatā puthū sayanti vinividdhaṅgā dīghaṃ jagganti sabbadā 4- . |92.44| Tato ratyā vivasane 5- mahatiṃ pabbatūpamaṃ lohakumbhiṃ pavajjanti tattaṃ aggisamūdakaṃ. |92.45| Evaṃ divā ca ratto ca dussīlā mohapārutā anubhonti sakaṃ kammaṃ pubbe dukkaṭamattano. |92.46| Yā ca bhariyā dhanakkītā sāmikaṃ atimaññati sassuṃ vā sassuraṃ vāpi jeṭṭhaṃ vāpi nanandanaṃ 6- |92.47| tassā vaṅkena jivhaggaṃ nibbahanti sabandhanaṃ. Sa byāmamattaṃ kiminaṃ jivhaṃ passati attano 7- @Footnote: 1 Ma. gabbhapātiyo . 2 Ma. vajanti. Sī. Yu. sajanti . 3 Ma. aticārā. @ 4 Sī. Yu. saṃvariṃ . 5 Ma. vivasāne . 6 Ma. nanandaraṃ . 7 Ma. attani. Viññāpetuṃ na sakkoti tāpane pecca paccati. |92.48| Orabbhikā sūkarikā macchikā migabandhakā corā goghātakā luddā avaṇṇe vaṇṇakārakā. |92.49| Sattīhi lohakūṭehi nettiṃsehi usūhi ca haññamānā khāranadiṃ papatanti avaṃsirā. |92.50| Sāyaṃ pāto kūṭakārī ayokūṭehi haññati tato vantaṃ durattānaṃ paresaṃ bhuñjate 1- sadā. |92.51| Dhaṅkā bheraṇḍakā gijjhā kākolā ca ayomukhā vipphandamānaṃ khādanti naraṃ kibbisakārakaṃ. |92.52| Ye migena migaṃ hanti pakkhiṃ vā pana pakkhinā asanto rajasā channā gantvā 2- te nirayussadaṃ 3- .
Santova 4- uddhaṃ gacchanti suciṇṇenīdha kammunā suciṇṇassa phalaṃ passa sindā 5- devā sabrahmakā tantaṃ brūmi mahārāja dhammaṃ raṭṭhapatī cara tathā tathā 6- rāja carāhi dhammaṃ yathā taṃ suciṇṇaṃ nānutappeyya pacchāti. Saṅkiccajātakaṃ dutiyaṃ. ------------ Tassuddānaṃ. Atha saṭṭhinipātamhi suṇātha mama bhāsitaṃ @Footnote: 1 Ma. bhuñjare . 2 Ma. gantā . 3 Yu. nirayaṃ adho . 4 Ma. -ca. @ 5 Ma. saindā . 6 Ma. ayaṃ pāṭho natthi. Jātakasavhayano pavaro soṇakaarindamasavhayano tathāvuttarathesabhasaṅkiccavaro. Saṭṭhinipātaṃ niṭṭhitaṃ.
ที่มา: พระไตรปิฎกบาลีอักษรโรมัน ฉบับสยามรัฐ เล่มที่ ๒๘ ข้อ ๙๐
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๘