สังกิจจชาดก
ว่าด้วยสังกิจจฤาษีแสดงธรรมและอธรรมแก่พระเจ้าพรหมทัตต์
เล่มที่ ๒๘ · ข้อ ๙๐ · บรรทัด ๕๙๕ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๒
อรรถกถาชาดก ตอนที่ ๒ จาก ๔
เรื่องเล่า
ขอถวายพระพร ธรรมเป็นทางถูก ส่วนอธรรม เป็นทางผิด อธรรมย่อมนำไปสู่นรก ธรรมย่อมส่งให้ ถึงสุคติ นรชนผู้ประพฤติอธรรม มีความเป็นอยู่ไม่ สม่ำเสมอ ละโลกนี้ไปแล้วย่อมไปสู่คติใด อาตมภาพ จะกล่าวคติคือนรกเหล่านั้น ขอพระองค์ทรงสดับคำ ของอาตมภาพเถิด. นรก ๘ ขุมเหล่านี้ คือ สัญชีวนรก ๑ กาฬสุตตนรก ๑ สังฆาฏนรก ๑ โรรุวนรก ๑ มหา โรรุวนรก ๑ ต่อมาก็ถึงมหาอเวจีนรก ๑ ตาปนนรก ๑ ปตาปนนรก ๑ อันบัณฑิตทั้งหลายกล่าวไว้แล้ว ก้าวล่วงได้ยาก เกลื่อนกล่นไปด้วยเหล่าสัตว์ ผู้มี กรรมหยาบช้า ก็เฉพาะนรกขุมหนึ่ง ๆ มีอุสสทนรก ๑๖ ขุม เป็นที่ทำบุคคลผู้กระด้างให้เร่าร้อนน่ากลัว มีเปลวเพลิงรุ่งโรจน์ มีภัยใหญ่ ขนลุกขนพองน่าสะพรึงกลัว มีภัยรอบข้าง เป็นทุกข์ มี ๔ มุม ๔ ประตู จัดแบ่งไว้เป็นส่วน ๆ มีกำแพงเหล็กกั้น โดยรอบ มีฝาเหล็กครอบ ภาคพื้นของนรกเหล่านั้น ล้วนแต่เป็นเหล็กแดงลุกโพลง ประกอบด้วยเปลวไฟ ลุกแผ่ไปตลอดที่ ๑๐๐ โยชน์โดยรอบ ตั้งอยู่ทุกเมื่อ. สัตว์ทั้งหลายมีเท้าในเบื้องบน มีศีรษะในเบื้องต่ำ ตกลงไปในนรกนั้น สัตว์เหล่าใดกล่าวล่วงเกินฤๅษี ทั้งหลายผู้สำรวมแล้ว ผู้มีตบะ สัตว์เหล่านั้น ผู้มีความ เจริญอันขจัดแล้ว ย่อมหมกไหม้อยู่ในนรก เหมือน ปลาที่ถูกเฉือนให้เป็นส่วน ๆ ฉะนั้น สัตว์ทั้งหลาย ผู้มีปกติกระทำกรรมอันหยาบช้า มีตัวถูกไฟไหม้ทั้ง ข้างในข้างนอกเป็นนิตย์ แสวงหาประตูออกจากนรก ก็ไม่พบประตูที่จะออก ตลอดปีนับไม่ถ้วน สัตว์เหล่า นั้นวิ่งไปทางประตูด้านหน้า จากประตูด้านหน้าวิ่ง กลับมาทางประตูด้านหลัง วิ่งไปทางประตูด้านซ้าย จากประตูด้านซ้าย วิ่งกลับมาทางประตูด้านขวา วิ่ง ไปถึงประตูใด ๆ ประตูนั้นก็ปิดเสีย สัตว์ทั้งหลายผู้ ไปสู่นรก ย่อมประคองแขนคร่ำครวญเสวยทุกข์มิใช่ น้อย นับเป็นหลาย ๆ พันปี เพราะเหตุนั้น บุคคล ไม่ควรรุกรานท่านที่เป็นคนดี ผู้สำรวม มีตบธรรม ซึ่งเป็นดุจอสรพิษมีเดชกำเริบร้ายล่วงได้ยา ฉะนั้น. พระเจ้าอัชชุนะ ผู้เป็นใหญ่ในแว่นแคว้นเกตกถะ มีพระกายกำยำ เป็นนายขมังธนู มีพระหัตถ์ตั้งพัน มี มูลอันขาดแล้ว เพราะประทุษร้ายพระฤๅษีโคตมโคตร ฝ่ายพระเจ้าทัณฑกีได้เอาธุลีโปรยลงรดกีสวัจฉฤาษี ผู้ หาธุลีมิได้ พระราชาพระองค์นั้น ถึงแล้วซึ่งความ พินาศ ดุจต้นตาลขาดแล้วจากราก ฉะนั้น พระเจ้า เมชฌะคิดประทุษร้าย ในมาตังคฤาษีผู้เรืองยศ รัฐมณฑลของพระเจ้าเมชฌะ พร้อมด้วยบริษัทก็สูญ สิ้นไปในครั้งนั้น ชาวเมืองอันธกวินทัย ประทุษร้าย กัณหทีปายนฤาษี โดยช่วยกันเอาไม้พลองรุมตีจนตาย ไปเกิดในยมสาธนนรก ส่วนพระเจ้าเจติยราชนี้ ได้ ประทุษร้ายกปิลดาบส แต่ก่อนเคยเหาะเหินเดินอากาศ ได้ ภายหลังเสื่อมสิ้นฤทธ์ ถูกแผ่นดินสูบ ถึงมรณกาล เพราะเหตุนั้นแล บัณฑิตทั้งหลายจึงไม่สรรเสริญการ ลุอำนาจแห่งฉันทาคติเป็นต้น บุคคลไม่ควรเป็นผู้มีจิต ประทุษร้าย พึงกล่าววาจาอันประกอบด้วยสัจจะ ถ้าว่า นรชนผู้ใดมีใจประทุษร้าย เพ่งเล็งท่านผู้รู้ ผู้ถึงพร้อม ด้วยวิชชาและจรณะ นรชนผู้นั้น ย่อมไปสู่นรกเบื้องต่ำ. ชนเหล่าใดพยายามกล่าววาจาหยาบคาย บริภาษ บุคคลผู้เจริญทั้งหลาย ชนเหล่านั้น ไม่ใช่เหล่ากอ ไม่ใช่ทายาท เป็นเหมือนต้นตาลมีรากอันขาดแล้ว อนึ่ง ผู้ใดฆ่าบรรพชิตผู้ทำกิจเสร็จแล้ว ผู้แสวงหาคุณ อันยิ่งใหญ่ ผู้นั้นจะต้องหมกไหม้อยู่ในกาฬสุตตนรก ตลอดกาลนาน. อนึ่ง พระราชาพระองค์ใด ตั้งอยู่ในอธรรม กำจัดชาวแว่นแคว้น ทำชาวชนบทให้เดือดร้อนสิ้น พระชนม์ไปแล้ว จะต้องหมกไหม้อยู่ในตาปนนรก ในโลกหน้า และพระราชาพระองค์นั้น จะต้องหมกไหม้อยู่ตลอดแสนปีทิพย์ อันกองเพลิงห้อมล้อมเสวย ทุกขเวทนา เปลวไฟมีรัศมีซ่านออกจากกายของสัตว์ นั้น สรรพางค์กายพร้อมทั้งปลายขนและเล็บของสัตว์ ผู้มีไฟเป็นภักษา มีเปลวไฟเป็นอันเดียวกัน สัตว์นรก มีตัวถูกไฟไหม้ ทั้งข้างในและข้างนอกอยู่เป็นนิตย์ เป็นผู้อันทุกข์เบียดเบียน ร้องไห้คร่ำครวญอยู่เหมือน ช้างลูกนายหัตถาจารย์แทงด้วยขอ ฉะนั้น. ผู้ใดเป็นคนต่ำช้า ฆ่าบิดาเพราะความโลภหรือ เพราะความโกรธผู้นั้นต้องหมกไหม้อยู่ในกาฬสุตตนรก สิ้นกาลนาน บุคคลผู้ฆ่าบิดาเช่นนั้น ต้องหมกไหม้อยู่ใน โลหกุมภีนรก นายนิรยบาลทั้งหลายเอาหอกแทงสัตว์ นรกนั้นผู้ถูกไฟไหม้อยู่จนไม่มีหนัง ทำให้ตาบอด ให้ กินมูตรกินคูถ กดสัตว์นรกเช่นนั้น ให้จมลงในน้ำแสบ นายนิรยบาลทั้งหลายให้สัตว์ นรกกินก้อนคูถที่ร้อนจัด และก้อนเหล็กแดงอันลุกโพลง ให้ถือผาลทั้งยาวทั้งร้อนสิ้นกาลนาน งัดปากให้อ้าแล้วเอาเชือกผูกไว้ ยัดก้อนเหล็กแดงเข้าไปในปาก ฝูงสุนัขแดง ฝูงสุนัข ด่าง ฝูงแร้ง ฝูงกา และฝูงนกตระกรุม ล้วนมีปาก เป็นเหล็ก ต่างมารุมจิกกัดลิ้นให้ขาดแล้ว กินลิ้นอัน มีเลือดไหล เหมือนก็ของอันเป็นเดนเต็มไปด้วย เลือด ฉะนั้น นายนิรยบาลเที่ยวเดินทุบตีสัตว์นรกผู้ฆ่า บิดานั้น ซึ่งมีร่างกายอันแตกไปทั่ว เหมือนผลตาลที่ ถูกไฟไหม้ จริงอยู่ ความยินดีของนายนิรยบาลเหล่านั้น เป็นการเล่นสนุก แต่สัตว์นรกต้องได้รับทุกข์ คนผู้ ฆ่าบิดาเหล่าใดเหล่าหนึ่งในโลกนี้ ต้องอยู่ในนรก เช่นนั้น. ก็บุตรฆ่ามารดาจากโลก นี้แล้ว ต้องไปสู่ที่อยู่ แต่งพระยายม ย่อมเข้าถึงความทุกข์อย่างยิ่ง ด้วยผล แห่งกรรมของตน พวกนายนิรยบาลที่ร้ายกาจ ย่อม บีบคั้นสัตว์ผู้ฆ่ามารดา ด้วยผาลเหล็กแดงบ่อย ๆ ให้ สัตว์นรกดื่มกินโลหิตที่เกิดแต่ตน อันไหลออกจาก กายของตน ร้อนดุจทองแดงที่ละลายคว้างบนแผ่นดิน สัตว์นรกนั้นลงไปสู่ห้วงน้ำเช่นกับหนองและเลือด น่าเกลียดดังซากศพเน่า มีกลิ่นเหม็นดุจก้อนคูถ หมู่ หนอนในห้วงน้ำนั้น มีกายใหญ่ มีปากเป็นเหล็กแหลม ทำลายผิวหนัง ชอนไชไปในเนื้อและเลือด กัดกิน สัตว์นรกนั้น ก็สัตว์นั้นถึงนรกนั้นแล้ว จมลงไปประ มาณชั่วร้อยบุรุษ ศพเน่าเหม็นฟุ้งไปตลอดร้อยโยชน์ โดยรอบ จริงอยู่ แม้จักษุของตนผู้มีจักษุ ย่อมคร่ำคร่า เพราะกลิ่นนั้น ดูก่อนพระเจ้าพรหมทัต บุคคลผู้ฆ่า มารดา ย่อมได้รับทุกข์เห็นปานนี้. พวกหญิงผู้รีดลูกย่อมก้าวล่วงลำธารนรกอันคม แข็ง ที่ก้าวล่วงได้แสนยาก ดุจคมมีดโกน แล้ว ตกไปสู่แม่น้ำเวตรณีที่ไปได้ยาก ต้นงิ้วทั้งหลาย ล้วน แต่เป็นเหล็กมีหนาน ๑๖ องคุลี มีกิ่งห้อยย้อยปกคลุมแม่น้ำเวตรณี ที่ไปได้ยากทั้ง ๒ ฟาก สัตว์นรก เหล่านั้น มีตัวสูงโยชน์หนึ่งลูกไฟที่เกิดเองแผดเผา มีเปลวรุ่งเรืองยืนอยู่ ดุจกองไฟ ตั้งอยู่ที่ไกล ฉะนั้น. หญิงผู้ประพฤตินอกใจสามีก็ดี ชายที่คบหาภรรยาผู้อื่นก็ดี ต้องตกอยู่ในนรกอันเร่าร้อนมีหนามคม สัตว์นรกเหล่านั้น ลูกนายนิรยบาลทิ่มแทงด้วยอาวุธ กลับเอาศีรษะลง ลงมานอนอยู่ ถูกทิ่มแทงด้วย หลาวเป็นอันมาก ตื่นอยู่ตลอดกาลทุกเมื่อ ครั้นพอ รุ่งสว่าง นายนิรยบาล ก็ให้สัตว์นรกนั้นเข้าไปสู่ โลหกุมภีอันใหญ่ เปรียบดังภูเขามีน้ำเสมอด้วยไฟอัน ร้อน บุคคลผู้ทุศีล ถูกโมหะครอบงำ ย่อมเสวย กรรมของตน ที่ตนเองกระทำชั่วไว้ในปางก่อน ตลอด วันตลอดคืน ด้วยประการฉะนี้. อนึ่ง ภรรยาใดที่เขาช่วยมาด้วยทรัพย์ ย่อมดู หมิ่นสามี แม่ผัวพ่อผัว หรือพี่ผัวน้องผัว นายนิรยบาล เอาเบ็ดมีสายเกี่ยวปลายลิ้นของหญิงนั้นฉุดคร่า มา สัตว์นรกนั้นเห็นลิ้นของตนซึ่งยาวประมาณ ๑ วา เต็มไปด้วยหมู่หนอน ไม่อาจอ้อนวอนนายนิรยบาล ย่อมตายไปหมกไหม้ในตาปนนรก. พวกคนฆ่าแกะ ฆ่าสุกร ฆ่าปลาดักเนื้อ พวกโจร คนฆ่าโค พวกพราน พวกคนผู้กระทำคุณในเหตุมิใช่ คุณ (คนส่อเสียด) ลูกนายนิรยบาลเบียดเบียนด้วย หอกเหล็ก ฆ้อนเหล็ก ดาบและลูกศร พุ่งหัวให้ตก ลงสู่แม่น้ำแสบ คนทำคดีโกง ถูกนายนิรยบาลทุบตี ด้วยฆ้อนเหล็ก ทั้งเวลาเย็นเวลาเช้า แต่นั้น ย่อมกิน อาเจียนของสัตว์นรกเหล่าอื่น ผู้ได้รับความทุกข์ทุกๆ เมื่อ ฝูงกาบ้าน ฝูงสุนัข ฝูงแร้ง ฝูงกาป่า ล้วนมีปาก เหล็ก ต่างพากันรุมจิกกัดกินสัตว์นรก ผู้กระทำกรรม อันหยาบช้า ดิ้นรนอยู่ ชนเหล่าใดเป็นอสัตบุรุษ อัน ธุลีปกปิดให้เนื้อชนกันจนตายก็ดี ให้นกตีกันจนตาย ก็ดี ชนเหล่านั้น ต้องไปตกอุสสทนรก.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ธมฺโม ปโถ ความว่า ธรรมคือกุศลกรรมบถ ๑๐ ประการ เป็นทางที่ดำเนินไปสู่สุคติ เป็นทางเกษม ไม่มีภัยเฉพาะหน้า. บทว่า วิสมชีวิใน คือ สำเร็จการเลี้ยงชีพโดยอธรรม. บทว่านิรเย ความว่า อาตมภาพจะกล่าวนรกที่บังเกิดแก่สัตว์เหล่านี้แด่พระองค์. บทว่า สุโณหิ เม ความว่า พระมหาสัตว์แม้ถูกพระราชาตรัสถามถึงนรกที่พวกชนผู้ฆ่าบิดาบังเกิดเกล้า ก็มิได้แสดงนรกนั้นก่อนแล้วจึงกล่าวอย่างนี้ เพื่อจะแสดงมหานรก ๘ ขุม และอุสสทนรก ๑๖ ขุม. ถามว่า เพราะเหตุไร ? แก้ว่าเพราะเมื่อพระมหาสัตว์แสดงถึงนรกที่ตรัสถามนั้นก่อน พระราชาพึงมีพระหฤทัยแตกสวรรคตเสียในที่นั้นเป็นแน่แท้ ก็พระราชาทอดพระเนตรเห็นสัตว์ทั้งหลายผู้ไหม้อยู่ในนรกเหล่านี้ ย่อมจะถือเอาไว้เป็นตัวอย่าง ทรงมีอุปัตถัมภกกรรมอันเกิดพร้อมแล้ว ด้วยทรงเข้าพระทัยว่า แม้สัตว์เหล่าอื่นก็มีกรรมอันชั่วช้าเลวทรามมากเหมือนกับตัวเรา เราจักต้องหมกไหม้ในระหว่างแห่งนรกเหล่านี้ ดังนี้แล้ว ก็จักเป็นผู้หาพระโรคคือความกลัวมิได้ ก็เมื่อพระมหาสัตว์แสดงนรกเหล่านั้น ทำแผ่นดินให้แยกออกเป็น ๒ ภาค ด้วยกำลังแห่งฤทธิ์ก่อนแล้ว จึงแสดงภายหลัง เนื้อความแห่งคำเหล่านั้น มีดังต่อไปนี้ สัตว์นรกทั้งหลาย อันนายนิรยบาลถืออาวุธต่าง ๆ อันลุกโพลงแล้ว ตัดให้เป็นท่อนน้อยท่อนใหญ่ ย่อมมีชีวิตอยู่บ่อย ๆ (คือตายแล้วก็เกิดมารับกรรมอีก) ในนรกนี้เหตุนั้น นรกนั้นจึงชื่อว่า สัญชีวะ. นายนิรยบาลทั้งหลาย พากันบันลือโห่ร้องติดกันไม่ขาดระยะ ถืออาวุธต่างชนิดที่ไฟลุกโพลง ติดตามไล่ฆ่าสัตว์นรกทั้งหลาย ผู้กำลังวิ่งหนีไป ๆ มา ๆ อยู่บนเหนือแผ่นดินโลหะอันลุกโพลงด้วยไฟ เมื่อสัตว์ล้มลงบนแผ่นดินที่ลุกเป็นไฟแล้ว จึงขึงสายบรรทัดอันลุกโชนด้วยไฟ แล้วถือขวานที่ไฟกำลังติด พากันโห่ร้องทำสัตว์นรกผู้คร่ำครวญอยู่ด้วยเสียงอันน่าเวทนาเป็นอย่างมากให้เป็น ๘ ส่วนบ้าง ๑๖ ส่วนบ้าง เป็นไปอยู่ในนรกนี้ เหตุนั้น นรกนั้นจึงชื่อว่า กาฬสุตตะ. ภูเขาเหล็กลุกเป็นไฟทั้งหลายลูกใหญ่ ๆ หลายลูก กระทบสัตว์อยู่ในนรกนี้ เหตุนั้น นรกนั้น จึงชื่อว่าสังฆาฏะ ได้ยินว่า นายนิรยบาลทั้งหลาย ให้สัตว์นรกะข้าไปในแผ่นดินเหล็กที่ลุกโพลง ได้ ๙ โยชน์เพียงเอว แล้วกระทำไม่ให้หวั่นไหวในนรกนั้น ลำดับนั้นภูเขาเหล็กอันลุกโพลง ลูกใหญ่ ๆ เกิดขึ้นแต่ด้านทิศบูรพา ครางกระหึ่มอยู่เหมือนเสียงอสนีบาต กลิ้งมาบดสัตว์เหล่านั้น ราวกะว่าบดงากระทำให้เป็นผงแล้วไปตั้งอยู่ในทิศปัจฉิม แม้ภูเขาเหล็กที่ตั้งขึ้นแต่ทิศปัจฉิม ก็กลิ้งไปเหมือนอย่างนั้นนั่นแล แล้ว ตั้งอยู่ในทิศบูรพา อนึ่ง ภูเขาทั้ง ๒ ลูกนั้นได้กลิ้งมาปะทะกันแล้ว บดขยี้สัตว์นรก ดุจบีบลำอ้อยในเครื่องยนตร์สำหรับบีบอ้อยฉะนั้น สัตว์นรกทั้งหลาย ย่อมเสวยทุกข์ในสังฆาฏนรกนั้น ตลอดหลายแสนปีเป็นอันมาก ด้วยประการฉะนี้.
บทว่า เทฺว จ โรรุวา ความว่า โรรุวนรก ๒ คือ ชาลโรรุวะ ๑ธูมโรรุวะ ๑. บรรดาโรรุวนรกทั้ง ๒ นั้น ชาลโรรุวะเต็มไปด้วยเปลวไฟอันแสดงคล้ายเลือด ดำรงอยู่ตลอดกัป. ธูมโรรุวะเต็มไปด้วยควันอันแสบ. ในโรรุวนรกทั้ง ๒ นั้น เปลวไฟจะแทรกเข้าไปตามปากแผลทั้ง ๙ ของพวกสัตว์นรกผู้หมกไหม้อยู่ในชาลโรรุวะแล้ว จึงเผาสรีระ. ควันแสบแทรกเข้าไปตามปากแผลทั้ง ๙ ของเหล่าสัตว์นรกผู้ไหม้อยู่ในธูมโรรุวะ แล้วจึงค่อยทำสรีระให้เป็นผงไหลออกมาคล้ายดังแป้ง ฉะนั้น . สัตว์นรกผู้หมกไหม้อยู่ในนรกแม้ทั้ง ๒ นั้น ย่อมร้องดัง ท่านจึงเรียกนรกแม้ทั้ง ๒ นั้นว่า โรรุวะ. ความว่างเปล่า คือระหว่างคั่นของเปลวไฟ สัตว์ผู้หมกไหม้อยู่ และทุกข์ของสัตว์เหล่านั้น ย่อมไม่มีในนรกนี้ เหตุนั้น นรกนั้นจึงชื่อว่า อวิจิ. อวีจินรกเป็นสถานที่ใหญ่ จึงได้ชื่อว่า มหาอวีจิ. จริงอยู่ ในมหาอวิจินรกนั้น เปลวไฟทั้งหลาย ตั้งขึ้นแต่ฝาด้านทิศบูรพาเป็นต้นแล้ว กลับมากระทบในฝาด้านทิศปัจฉิมเป็นต้น ทะลุฝาก่อนแล้วจับข้างหน้าได้ ๑๐๐ โยชน์ เปลวไฟที่ตั้งขึ้นในเบื้องต่ำย่อมกระทบเบื้องบน เปลวไฟที่ตั้งขึ้นเบื้องบนย่อมกระทบในเบื้องต่ำขึ้นชื่อว่า เปลวไฟทั้งหลาย ในอวีจิมหานรกนี้ ย่อมไม่มีระหว่างอย่างนี้นั่นแหละ ก็สถานที่มีประมาณ ๑๐๐ โยชน์ ภายในมหานรกนั้น เต็มไปด้วยสัตว์ทั้งหลายหาระหว่างคั่นไม่ได้เลย ประดุจดังทะนานเต็มไปด้วยน้ำนมและแป้ง ฉะนั้น ประมาณของเหล่าสัตว์ผู้หมกไหม้อยู่ ย่อมไม่มีด้วยอิริยาบถทั้ง ๔และสัตว์เหล่านั้น ย่อมไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกัน ย่อมไหม้อยู่ในที่เฉพาะของตนเท่านั้น. ขึ้นชื่อว่า ระหว่างแห่งสัตว์ทั้งหลายในมหานรกนี้ ย่อมไม่มีด้วยประการฉะนี้. อุเบกขาอันเป็นอกุศลวิบาก ๖ อย่างที่เหลือ ย่อมเป็นอัพโภหาริก เพราะความที่ทุกข์ในมหานรกนั้นมีกำลัง เผาอยู่เนือง ๆ เปรียบเหมือนหยาดแห่งน้ำผึ้ง ๖ หยาดในปลายลิ้น ย่อมเป็นอัพโภหาริก เพราะความที่หยาดของทองแดงอันเป็นส่วนที่ ๗ เป็นของมีกำลังเผาอยู่เนืองๆ ฉะนั้น. ทุกข์เท่านั้น ย่อมปรากฏ คือ ย่อมปรากฏหาระหว่างมิได้. ขึ้นชื่อว่าระหว่างแห่งความทุกข์ในมหานรกนี้ ย่อมไม่มีด้วยประการฉะนี้. อวีจิมหานรกนี้นั้นรวมทั้งฝาทั้งหลาย วัดโดยผ่ากลางได้ ๓๑๘ โยชน์ วัดโดยรอบได้ ๙๕๔ โยชน์รวมทั้งอุสสทนรกด้วยเป็นหมื่นโยชน์. บัณฑิตพึงทราบความที่อวีจิมหานรกนั้นเป็นสถานที่ใหญ่ถึงเพียงนี้.
นรกใดเผาสัตว์ทั้งหลายไม่ให้กระดิกได้ เพราะฉะนั้น นรกนั้นจึงชื่อว่าตาปนะ. นรกใดย่อมยังสัตว์ทั้งหลายให้เร่าร้อนอย่างเหลือเกิน เพราะฉะนั้นนรกนั้นจึงชื่อว่า ปตาปนะ. นายนรยบาลทั้งหลาย ย่อมให้สัตว์นั่งบนหลาวเหล็กที่ลุกโพลง มีประมาณเท่าลำตาล ในตาปนนรกนั้น แผ่นดินภายใต้แต่ที่นั้น ย่อมลุกโพลง ส่วนหลาวไม่ติดไฟ สัตว์ทั้งหลายย่อมลุกเป็นเปลวเพลิงนรกนั้น ย่อมเผาสัตว์ไม่ให้กระดิกได้ ด้วยประการฉะนี้. อนึ่ง นายนิรยบาลย่อมประหารสัตว์ผู้เกิดในนรกนอกนี้ ด้วยอาวุธทั้งหลายที่กำลังลุกโชนแล้วให้ขึ้นสู่ภูเขาเหล็กมีไฟโพลง. ในเวลาที่สัตว์เหล่านั้น ยืนอยู่บนยอดภูเขา ลมอันมีกรรมเป็นปัจจัย ย่อมประหารสัตว์เหล่านั้น สัตว์เหล่านั้นไม่อาจจะทรงตัวอยู่ได้บนภูเขานั้น ก็มีเท้าในเบื้อง มีศีรษะในเบื้องต่ำตกลงมา. ลำดับนั้นหลาวเหล็กลุกเป็นไฟ ย่อมตั้งขึ้นแต่แผ่นดินเหล็กเบื้องต่ำ. สัตว์นรกเหล่านั้นก็เอาศีรษะกระแตกหลาวเหล็กเหล่านั้นทีเดียว มีร่างกายทะลุเข้าไปในหลาวเหล็กเหล่านั้นลุกโพลงไหม้อยู่. นรกนั้น ย่อมเผาสัตว์ให้เร่าร้อนเหลือเกินด้วยประการฉะนี้แล.
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๖๒ หน้า ๑๖๕–๑๙๕ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
สัฏฐินิบาตชาดก ๔ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๔ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
บาลีอักษรโรมัน ฉบับสยามรัฐ
|90.1| Disvā nisinnaṃ rājānaṃ brahmadattaṃ rathesabhaṃ athassa paṭivedesi yassāsi anukampako. |90.2| Saṅkiccāyaṃ anuppatto isīnaṃ sādhusammato taramānarūpo niyyāhi khippaṃ passa mahesinaṃ. |90.3| Tato ca rājā taramāno yuttamāruyha sandanaṃ mittāmaccaparibyūḷho 1- agamāsi rathesabho. |90.4| Nikkhippa pañca kakudhāni kāsīnaṃ raṭṭhavaḍḍhano vālavījanimuṇhīsaṃ khaggaṃ chattañcupāhanaṃ. |90.5| Oruyha rājā yānamhā ṭhapayitvā paṭicchadaṃ @Footnote: 1 Sī. Yu. -paribbūḷho. Āsīnaṃ dāyapassasmiṃ saṅkiccamupasaṅkami. |90.6| Upasaṅkamitvā so rājā sammodi isinā saha taṃ kathaṃ vītisāretvā ekamantaṃ upāvisi. |90.7| Ekamantaṃ nisinnova atha kālaṃ amaññatha tato pāpāni kammāni pucchituṃ paṭipajjatha. |90.8| Isiṃ pucchāma 1- saṅkiccaṃ isīnaṃ sādhusammataṃ āsīnaṃ dāyapassasmiṃ isisaṅghapurakkhataṃ. |90.9| Kaṃ gatiṃ pecca gacchanti narā dhammāticārino aticiṇṇo mayā dhammo taṃ me akkhāhi pucchito.
|91.1| Isi avaca saṅkicco kāsīnaṃ raṭṭhavaḍḍhanaṃ āsīnaṃ dāyapassasmiṃ mahārāja suṇohi me. |91.2| Uppathena vajantassa yo maggamanusāsati tassa ce vacanaṃ kayirā nāssa maggeyya kaṇṭako. |91.3| Adhammaṃ paṭipannassa yo dhammamanusāsati tassa ce vacanaṃ kayirā na so gaccheyya duggatiṃ.
|92.1| Dhammo patho mahārāja adhammo pana uppatho adhammo nirayaṃ neti dhammo pāpeti suggatiṃ. |92.2| Adhammacārino rāja narā visamajīvino yaṃ gatiṃ pecca gacchanti niraye te suṇohi me. |92.3| Sañjīvo kāḷasutto ca saṅghāṭo 2- dve ca roruvā @Footnote: 1 Sī. Yu. pucchāmi . 2 Ma. saṅghāto. Athāparo mahāvīci tāpano ca patāpano. |92.4| Iccete aṭṭha nirayā akkhātā dūratikkamā ākiṇṇā luddakammehi paccekā soḷasussadā. |92.5| Kadariyā tāpanā 1- ghorā accimanto 2- mahabbhayā lomahaṃsanarūpā ca bhesmā paṭibhayā dukhā. |92.6| Catukkaṇṇā 3- catudvārā vibhattā bhāgaso mitā ayopākārapariyantā ayasā paṭikujjitā. |92.7| Tesaṃ ayomayā bhūmi jalitā tejasā yutā samantā yojanasataṃ phuṭā tiṭṭhanti sabbadā. |92.8| Ete patanti niraye uddhaṃpādā avaṃsirā isīnaṃ ativattāro saññatānaṃ tapassinaṃ. |92.9| Te bhūnahuno paccanti macchā bilakatā yathā saṃvacchare asaṅkheyye narā kibbisakārino. |92.10| Ḍayhamānena gattena niccaṃ santarabāhiraṃ nirayā nādhigacchanti dvāraṃ nikkhamanesino. |92.11| Puratthimena dhāvanti tato dhāvanti pacchato uttarenapi dhāvanti tato dhāvanti dakkhiṇaṃ yaṃ yañhi dvāraṃ gacchanti tantadeva pithiyyare 4- . |92.12| Bahūni satasahassāni janā nirayagāmino bāhā paggayha kandanti patvā dukkhaṃ anappakaṃ. @Footnote: 1 Sī. Yu. kadarīyatapanā. Ma. kadariyatāpanā . 2 Yu. accimantā . 3 catukkoṇātipi. @ 4 Ma. pidhīyare. Sī. pithiyyati. |92.13| Āsīvisaṃva kuppitaṃ tejasiṃ dūratikkamaṃ na sādhurūpe āsīde saññatānaṃ tapassinaṃ. |92.14| Atikāyo mahissāso ajjuno kekakādhipo sahassabāhu ucchinno isimāsajja gotamaṃ. |92.15| Arajaṃ rajasā vacchaṃ kīsaṃ avakrīya 1- daṇḍakī tālova mūlato chinno sa rājā vibhavaṅgato. |92.16| Upahacca manaṃ mejjho 2- mātaṅgasmiṃ yasassine sapārisajjo ucchinno mejjhāraññaṃ 3- tadā ahu. |92.17| Kaṇhadīpāyanāsajja isiṃ andhakavendayo 4- aññamaññaṃ musale 5- hantvā sampattā yamasādhanaṃ. |92.18| Athāyaṃ isinā satto antalikkhacaro pure pāvekkhi paṭhaviṃ cecco hīnatto kālapariyāyaṃ. |92.19| Tasmā hi chandāgamanaṃ nappasaṃsanti paṇḍitā aduṭṭhacitto bhāseyya giraṃ saccūpasañhitaṃ. |92.20| Manasā ce paduṭṭhena yo naro pekkhate muniṃ vijjācaraṇasampannaṃ gantvā so nirayaṃ adho. |92.21| Ye vuḍḍhe paribhāsanti pharusūpakkamā janā anapaccā adāyādā tālavatthū 6- bhavanti te. |92.22| Yo ca pabbajitaṃ hanti katakiccaṃ mahesinaṃ sa kāḷasutte niraye ciraṃ rattāya paccati. @Footnote: 1 Ma. avakiriya . 2 Ma. majjho . 3 Ma. majjhāraññaṃ . 4 Sī. Yu. andhakaveṇhuyo. @Ma. -veṇḍayo . 5 Ma. aññoññaṃ musalā . 6 Ma. tālavatthu. Yu. tālāvatthu. |92.23| Yo ca rājā adhammaṭṭho raṭṭhaviddhaṃsano mato 1- tāpayitvā janapadaṃ tāpane pecca paccati. |92.24| So ca vassasahassānaṃ 2- sataṃ dibyāni paccati accisaṅghapareto so dukkhaṃ vedeti vedanaṃ. |92.25| Tassa aggisikhā kāyā niccharanti pabhassarā tejobhakkhassa gattāni lomaggehi 3- nakhehi ca. |92.26| Ḍayhamānena gattena niccaṃ santarabāhiraṃ dukkhābhitunno nadati nāgo tuṇḍaṭṭito 4- yathā. |92.27| Yo lobhā pitaraṃ hanti dosā vā purisādhamo sa kāḷasutte niraye ciraṃ rattāya paccati. |92.28| Sa tādiso paccati lohakumbhiyaṃ pakkañca sattīhi hananti nittacaṃ andhaṃ karitvā muttakarīsabhakkhaṃ khāre nimujjanti tathāvidhaṃ naraṃ. |92.29| Tattaṃ pakkuṭṭhitamayoguḷañca dīghe ca phāle cirarattatāpite vikkhambhamādāya vibhajja 5- rajjubhi vivaṭe mukhe saṃsavayanti 6- rakkhasā. |92.30| Sāmā ca soṇā sabalā ca gijjhā kākolasaṅghā ca dijā ayomukhā @Footnote: 1 Sī. cto. Ma. mago . 2 Ma. -sahassāni . 3 Ma. lomehi ca. @ 4 Sī. tuttaddito. Ma. tuttaṭṭito . 5 Sī. vibaddha. Ma. vibandha . 6 Sī. Yu. @saṃcavayanti. Ma. sampavisanti. Saṅgamma khādanti viphandamānaṃ jivhaṃ vibhajja vighāsaṃ salohitaṃ. |92.31| Taṃ daḍḍhatālaṃ paribhinnagattaṃ nippothayantā anuvicaranti rakkhasā ratī hi tesaṃ dukhino panītare etādisasmiṃ niraye vasanti yekeci loke idha pettighātino. |92.32| Putto ca mātaraṃ hantvā ito gantvā yamakkhayaṃ bhusamāpajjate dukkhaṃ attakammaphalūpago. |92.33| Amanussā atibālā hantāraṃ janayantiyā ayomayehi vālehi pīḷayanti punappunaṃ. |92.34| Taṃ passavaṃ 1- sakā gattā rudhiraṃ 2- attasambhavaṃ tambalohavilīnaṃva tattaṃ pāyenti mattighaṃ. |92.35| Jigucchaṃ kuṇapaṃ pūtiṃ duggandhaṃ gūthakaddamaṃ pubbalohitasaṅkāsaṃ rahadoggayha 3- tiṭṭhati. |92.36| Tamenaṃ kimiyo 4- tattha atikāyā ayomukhā chaviṃ bhetvāna 5- khādanti pagiddhā 6- maṃsalohite. |92.37| So ca taṃ nirayaṃ patto nimuggo sataporisaṃ pūtikaṃ kuṇapaṃ vāti samantā satayojanaṃ. |92.38| Cakkhumāpi hi cakkhūni 7- tena gandhena jiyyati @Footnote: 1 Ma. tamassavaṃ. Yu. taṃ passutaṃ . 2 Ma. ruhiraṃ . 3 Ma. rahadamogayha. @ 4 Ma. kimayo . 5 Sī. Yu. chetvāna . 6 Ma. saṃgiddhā . 7 Ma. cakkhūhi. Etādisaṃ brahmadatta mātugho labhate dukhaṃ. |92.39| Khuradhāramanukkamma tikkhaṃ dūrabhisambhavaṃ patanti gabbhapātiniyo 1- duggaṃ vettaraṇiṃ nadiṃ. |92.40| Ayomayā simbaliyo soḷasaṅgulikaṇṭakā ubhato mabhilambanti duggaṃ vettaraṇiṃ nadiṃ. |92.41| Te accimanto tiṭṭhanti aggikkhandhāva ārakā ādittā jātavedena uddhaṃ yojanamuggatā. |92.42| Ete pajjanti 2- niraye tatte tikhiṇakaṇṭake nāriyo ca aticāriniyo 3- narā ca paradāragū. |92.43| Te patanti adhokkhandhā vivattā vihatā puthū sayanti vinividdhaṅgā dīghaṃ jagganti sabbadā 4- . |92.44| Tato ratyā vivasane 5- mahatiṃ pabbatūpamaṃ lohakumbhiṃ pavajjanti tattaṃ aggisamūdakaṃ. |92.45| Evaṃ divā ca ratto ca dussīlā mohapārutā anubhonti sakaṃ kammaṃ pubbe dukkaṭamattano. |92.46| Yā ca bhariyā dhanakkītā sāmikaṃ atimaññati sassuṃ vā sassuraṃ vāpi jeṭṭhaṃ vāpi nanandanaṃ 6- |92.47| tassā vaṅkena jivhaggaṃ nibbahanti sabandhanaṃ. Sa byāmamattaṃ kiminaṃ jivhaṃ passati attano 7- @Footnote: 1 Ma. gabbhapātiyo . 2 Ma. vajanti. Sī. Yu. sajanti . 3 Ma. aticārā. @ 4 Sī. Yu. saṃvariṃ . 5 Ma. vivasāne . 6 Ma. nanandaraṃ . 7 Ma. attani. Viññāpetuṃ na sakkoti tāpane pecca paccati. |92.48| Orabbhikā sūkarikā macchikā migabandhakā corā goghātakā luddā avaṇṇe vaṇṇakārakā. |92.49| Sattīhi lohakūṭehi nettiṃsehi usūhi ca haññamānā khāranadiṃ papatanti avaṃsirā. |92.50| Sāyaṃ pāto kūṭakārī ayokūṭehi haññati tato vantaṃ durattānaṃ paresaṃ bhuñjate 1- sadā. |92.51| Dhaṅkā bheraṇḍakā gijjhā kākolā ca ayomukhā vipphandamānaṃ khādanti naraṃ kibbisakārakaṃ. |92.52| Ye migena migaṃ hanti pakkhiṃ vā pana pakkhinā asanto rajasā channā gantvā 2- te nirayussadaṃ 3- .
Santova 4- uddhaṃ gacchanti suciṇṇenīdha kammunā suciṇṇassa phalaṃ passa sindā 5- devā sabrahmakā tantaṃ brūmi mahārāja dhammaṃ raṭṭhapatī cara tathā tathā 6- rāja carāhi dhammaṃ yathā taṃ suciṇṇaṃ nānutappeyya pacchāti. Saṅkiccajātakaṃ dutiyaṃ. ------------ Tassuddānaṃ. Atha saṭṭhinipātamhi suṇātha mama bhāsitaṃ @Footnote: 1 Ma. bhuñjare . 2 Ma. gantā . 3 Yu. nirayaṃ adho . 4 Ma. -ca. @ 5 Ma. saindā . 6 Ma. ayaṃ pāṭho natthi. Jātakasavhayano pavaro soṇakaarindamasavhayano tathāvuttarathesabhasaṅkiccavaro. Saṭṭhinipātaṃ niṭṭhitaṃ.
ที่มา: พระไตรปิฎกบาลีอักษรโรมัน ฉบับสยามรัฐ เล่มที่ ๒๘ ข้อ ๙๐
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๘