สังกิจจชาดก
ว่าด้วยสังกิจจฤาษีแสดงธรรมและอธรรมแก่พระเจ้าพรหมทัตต์
เล่มที่ ๒๘ · ข้อ ๙๐ · บรรทัด ๕๙๕ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๒
อรรถกถาชาดก ตอนที่ ๓ จาก ๔
เรื่องเล่า
ก็พระโพธิสัตว์ เมื่อจะแสดงนรกเหล่านั้นให้ปรากฏ จึงแสดงถึงสัญชีวนรกก่อน เพราะได้เห็นสัตว์นรกทั้งหลายผู้หมกไหม้อยู่ในสัญชีวนรกนั้นมหาชนจึงเกิดความหวาดกลัวขึ้นเป็นอย่างมากแล้ว จึงให้สัญชีวนรกนั้นอันตรธานหายไป ทำแผ่นดินให้แยกออกเป็น ๒ ส่วนอีกครั้งหนึ่งแล้ว จึงแสดงกาฬสุตตนรก. พอเมื่อความหวาดกลัวเป็นอย่างมากเกิดขึ้นแก่มหาชนเพราะได้เห็นสัตว์ทั้งหลายหมกไหม้อยู่ในกาฬสุตตนรกเช่นนั้น จึงบันดาลให้กาฬสุตตนรกนั้นอันตรธารหายไป. พระโพธิสัตว์แสดงนรกโดยลำดับอย่างนี้ด้วยประการฉะนี้. ลำดับนั้น พระโพธิสัตว์จึงเชิญเสด็จพระราชามาแล้ว ทูลว่าขอถวายพระพร พระองค์ควรจะได้ทอดพระเนตรสัตว์ทั้งหลายผู้หมกไหม้อยู่ในมหานรกทั้ง ๘ ขุมเหล่านี้บ้าง จะได้ทรงบำเพ็ญความไม่ประมาท ดังนี้แล้วหวังจะกล่าวถึงหน้าที่แห่งมหานรกเหล่านั้น ซ้ำอีกครั้ง จึงกล่าวคำเป็นต้นว่านรก ๘ ขุม ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อกฺขาตา ความว่า นรกทั้ง ๘ ขุมที่อาตมภาพทูลแล้วแก่พระองค์นี้ บัณฑิตทั้งหลาย ในกาลก่อนก็ได้เคยกล่าวไว้แล้วเหมือนกันนะ. บทว่า อากิณฺณา คือ บริบูรณ์. บทว่า ปจฺเจกา โสฬสุสฺสทา ความว่า มหานรกทั้ง ๘ ชุมเหล่านี้ แต่ละขุม ๆ มีประอยู่๔ ประตู แต่ละประตูมีอุสสทนรกประตูละ ๔ มหานรกแห่งหนึ่ง ๆ จึงได้มีอุสสทนรกแห่งละ ๑๖ ขุม รวมอุสสทนรกทั้งหมดเป็น ๑๒๘ (เป็นนรกย่อย) รวมกับมหานรกอีก ๘ ขุม จึงเรียกว่านรก ๑๓๖ ขุม ด้วยประการฉะนี้ (๘ x ๔ = ๓๒ x ๔ = ๑๒๘ + ๘= ๑๓๖). บทว่า กทริยตาปนา ความว่านรกเหล่านี้แม้ทั้งหมด เป็นสถานที่ทำคนผู้แข็งกระด้างให้เร่าร้อน น่ากลัวเพราะมีความทุกข์เป็นกำลัง มีเปลวไฟ เพราะมีเปลวไฟเกิดขึ้นแล้วตั้งอยู่ตลอดกัป มีภัยมากมาย เพราะมีความน่ากลัวอยู่อย่างมาก มีรูปร่างน่าขนลุกขนพอง เพราะพอบุคคลเห็นเข้าก็ขนลุกขนพอง ดูพิลึก เพราะน่าเกลียดน่ากลัวมีภัยรอบด้านเพราะเป็นที่เกิดขึ้นแห่งภัย มีความลำบาก เพราะหาความสุขไม่ได้เลย. บทว่า จตุกฺโกณา ได้แก่ นรกแม้ทั้งหมดก็เป็นเช่นกับหีบ ๔ เหลี่ยม. บทว่า วิภตฺตา คือ แบ่งไว้เป็นประตูทั้ง ๔ ด้าน. บทว่า ภาคโส มิตาคือ นับตั้งไว้เป็นส่วน ๆ ด้วยสามารถทางประตูทั้งหลาย. บทว่า อยสา ปฏิกชฺชิตา ความว่า นรกแม้ทั้งหมดถูกปิดแล้ว ด้วยกระเบื้องเหล็กประมาณ๙ โยชน์. บทว่า ผุฏา ติฏฺนฺติ ความว่า นรกแม้ทั้งหมด แผ่ไปตั้งอยู่ตลอดเนื้อที่ประมาณเพียงเท่านี้. บทว่า อุทฺธํปาทา อวํสิรา อธิบายว่า พระโพธิสัตว์กล่าวอย่างนี้ หมายถึงสัตว์ผู้กลิ้งเกลือกตกไปอยู่ ในนรกนั้นบ่อย ๆ. บทว่า อติวตฺตาโร ความว่า สัตว์ที่กล่าวล่วงเกินด้วยวาจาหยาบคายทั้งหลาย. ได้ยินมาว่า สัตว์ทั้งหลายผู้กระทำความผิด ในสมณพราหมณ์ผู้ดำรงอยู่ในธรรมย่อมหมกไหม้อยู่ในมหานรกโดยมาก็เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวอย่างนี้. บทว่าเต ภูนหนา อธิบายว่า สัตว์ผู้กล่าวล่วงเกินพระฤๅษีเหล่านั้น เป็นผู้มีความเจริญอันถูกกำจัดแล้ว เพราะกำจัดความเจริญของตนเอง ย่อมหมกไหม้อยู่คล้ายกับปลาที่เขาทำให้เป็นชิ้น ๆ. บทว่า อสงฺเขยฺเย ความว่า ใคร ๆ ไม่สามารถจะนับได้. บทว่า กิพฺพิสการิโน คือ ผู้มีปกติการทำกรรมอันทารุณโหดร้าย. บทว่า นิกฺขมเนสิโน ความว่า สัตว์เหล่านั้น แม้จะค้นหาแสวงหาหนทางออกจากนรก ก็มิได้ถึงประตูทางออกเลย. บทว่า ปุรตฺถิเมน ความว่า ในเวลาที่ประตูยังไม่ปิด สัตว์เหล่านั้นก็จะพากันมุ่งหน้าวิ่งไปยังประตูนั้น. อวัยวะมีผิวพรรณเป็นต้นของสัตว์เหล่านั้น ก็จะถูกไหม้ไฟในที่นั้นเอง. พอเมื่อสัตว์เหล่านั้นวิ่งไปใกล้จะถึงประตู ประตูก็ปิดเสีย ประตูข้างหลังก็ปรากฏคล้ายเหมือนว่าถูกเปิดแล้ว. แม้ในประตูด้านอื่น ๆ ทั้งหมดก็นัยนี้เหมือนกัน. บทว่า น สาธุรูเป ความว่า บุคคล (อย่า) พึงเข้าไปเบียดเบียนพระฤาษีผู้มีรูปดีดุจดังงูมีประการดังกล่าวแล้ว ด้วยที่นั่ง ด้วยคำหยาบ หรือด้วยกายกรรมถามว่า เพราะเหตุไร ? ตอบว่า เพราะจะต้องได้เสวยความทุกข์อย่างใหญ่หลวง ในมหานรกทั้ง ๘ ขุม เหตุกระทบกระทั่งท่านผู้สำรวมแล้ว และมีตบธรรม.
บัดนี้ พระโพธิสัตว์หวังจะแสดงถึงพระราชา ผู้ทรงกระทบกระเทียบพระฤๅษีเห็นปานนั้นแล้ว ประสบความทุกข์นั้น ๆ จึงได้กล่าวคำเป็นต้นว่าอติกาโย ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อติกาโย ได้แก่ มีพระวรกายใหญ่โต สมบูรณ์ด้วยกำลัง. บทว่า มหิสฺสาโส ได้แก่ ผู้ถือธนู. บทว่า สหสฺสพาหุ ความว่า มีแขนพันหนึ่ง เพราะสามารถยกธนูได้ด้วยแขนพันแขนที่ต้องใช้บุคคลผู้ถือธนู ๕๐๐ คน ถึงจะยกขึ้นได้. บทว่า เกกกาธิโป คือผู้เป็นใหญ่ในเกกกรัฐ. บทว่า วิภวงฺคโต ได้แก่ ถึงความพินาศ. เรื่องทั้งหลายมีพิสดารแล้วในสรภังคชาดก. บทว่า อุปหจฺจ มนํ ได้แก่ ทำจิตของตนให้ประทุษร้าย. บทว่า มาตงฺคสฺมึ คือ ในมาตังคบัณฑิต. เรื่องได้เล่าไว้แล้วในมาตังคชาดก. บทว่า กณฺหทีปายนาสชฺช คือ ทำร้ายพระดาบสผู้มีชื่อว่า กัณหทีปายนะ. บทว่า ยมสาธนํ ได้แก่ นรก. เรื่องมีพิสดารแล้วในฆฏชาดก. บทว่า อิสินา ได้แก่ พระดาบสชื่อว่า กปิละ. บทว่า ปาเวกฺขี ได้แก่ เข้าไปแล้ว. บทว่า เจจฺโจ ได้แก่ พระเจ้าเจติยราช. บทว่า หีนตฺโต ได้แก่ มีอัตภาพอันเสื่อมไปรอบแล้ว คือ หมดฤทธิ์. บทว่า กาลปริยายํ ได้แก่ ถึงเวลาตายโดยปริยาย. เรื่องกล่าวไว้แล้วในเจติยชาดก. บทว่า ตสฺมา ความว่า เพราะเหตุที่บุคคลผู้เป็นไปในอำนาจแห่งจิต ผิดในฤๅษีทั้งหลายแล้ว ย่อมหมกไหม้อยู่ในมหานรกทั้ง ๘. บทว่า ตสฺมา หิ ฉนฺทาคมนํ ความว่า บัณฑิตย่อมไม่สรรเสริญการถึงอคติแม้ทั้ง ๔ อย่างมีฉันทาคติเป็นต้น. บทว่า ปทุฏฺเน คือ โกรธแล้ว. บทว่า คนฺตฺวา โส นิรยํ อโธ ความว่า บุคคลผู้นั้น ย่อมไปสู่นรกเบื้องต่ำนั้นแล ด้วยผลกรรมที่ตนควรไปสู่เบื้องต่ำนั้น . แต่ในพระบาลีท่านเขียนไว้เป็น นิรยุสฺสทํ ดังนี้. ความข้อนั้นหมายถึงว่า ย่อมไปสู่อุสสทนรก. บทว่า วุฑฺเฒ ได้แก่ ท่านผู้เจริญโดยวัย และท่านผู้เจริญโดยคุณ. บทว่า อนปจฺจา ความว่า คนเหล่านั้น ย่อมไม่ได้เหล่ากอหรือทายาท แม้ในระหว่างแห่งภพ. บทว่า ตาลวตฺถุ ความว่า คนเหล่านั้น ย่อมถึงความพินาศอย่างใหญ่หลวง แม้ในทิฏฐธรรมคล้ายต้นตาลที่มีรากอันขาดแล้วฉะนั้น แล้วไปบังเกิดในนรกทั้งหลาย. บทว่า หนฺติ ได้แก่ ทำให้ตาย. บทว่า จิรํ รตฺตาย ได้แก่ ตลอดกาลยาวนาน.
พระมหาสัตว์ ครั้นแสดงนรกที่พวกคนผู้เบียดเบียนฤๅษีทั้งหลายหมกไหม้อยู่ อย่างนี้แล้ว เมื่อจะแสดงนรกที่พระราชาผู้ไม่ตั้งอยู่ในธรรมหมกไหม้อยู่ต่อไป จึงกล่าวคำเป็นต้นว่า โย จ ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า รฏฺํ วิทฺธํสโน ได้แก่ เป็นผู้ถึงอคติด้วยอำนาจฉันทาคติเป็นต้นแล้ว กำจัดชาวแว่นแคว้นเสีย. บทว่า อจฺจิสงฺฆปเรโต โส ได้แก่ พระราชาพระองค์นั้น เป็นผู้อันกลุ่มแห่งเปลวไฟโหมล้อมแล้ว. บทว่า เตโชภกฺขสฺส ได้แก่เคี้ยวกินไฟอยู่ทีเดียว. บทว่า คตฺตานิ ได้แก่ องค์อวัยวะน้อยใหญ่ทั้งหมดในสรีระ ในที่ประมาณ ๓ คาวุต คือ เปลวไฟเป็นกลุ่มเดียวกันทั้งหมดมีพร้อมกับอวัยวะเหล่านี้ คือ ปลายขนและเล็บ. บทว่า ตุณฺฑทฺทิโต ความว่าสัตว์นรกนั้น ย่อมคร่ำครวญ คล้ายช้างที่นายหัตถาจารย์แทงแล้ว ด้วยขอกระทำให้มีอาการไม่หวั่นไหว.
พระมหาสัตว์ ครั้นแสดงนรกที่พวกพระราชา ผู้ไม่ตั้งอยู่ในธรรมหมกไหม้อยู่อย่างนี้แล้ว บัดนี้ เพื่อจะแสดงถึงนรกที่พวกบุคคลผู้ฆ่าบิดาเป็นต้นหมกไหม้อยู่ จึงกล่าวคำเป็นต้นว่า โย โลภา ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้นบทว่า โลภา ได้แก่ เพราะความโลภในยศและในทรัพย์. บทว่า โทสาได้แก่ เพราะตนมีจิตอันโทสะประทุษร้ายแล้ว. บทว่า นิตฺตจํ ความว่านายนิรยบาล นำคนผู้ฆ่าบิดานั้น ซึ่งหมกไหม้อยู่ในโลหกุมภี ตลอดหลายพันปีออกมาแล้ว ทำสรีระซึ่งสูง ๓ คาวุตของสัตว์นั้น ไม่ให้มีหนัง (ลอกหนังออก) แล้วผลักให้ล้มลงบนแผ่นดินโลหะอันไฟลุกโพลง ทิ่มแทงด้วยหลาวเหล็กอันคม จนละเอียดเป็นผุยผง. บทว่า อนฺธํ กริตฺวา ความว่า พระโพธิสัตว์ ทูลว่า ดูก่อนมหาบพิตร นายนิรยบาลทั้งหลาย ทรมานคนผู้ฆ่าบิดานั้น ให้ล้มหงายลงบนแผ่นดินโลหะที่ไฟกำลังลุกโพลง แล้วเอาหลาวเหล็กที่ติดไฟลุกโพลง ทิ่มแทงนัยน์ตาทั้ง ๒ ข้างให้บอดสนิท แล้วเอามูตร และกรีสอันร้อนยัดใส่เข้าไปในปาก แล้วหมุนเวียนสัตว์นั้น ไป คล้ายตั่งที่ทำด้วยฟาง แล้วกดให้จมลงในน้ำโลหะอันแสบ ซึ่งตั้งอยู่โดยตลอดกัป. บทว่า ตตฺตํ ปกฺกุฏฺิตมโยคุฬญฺจ ความว่า นายนิรยบาลทั้งหลายให้สัตว์นรกนั้นเคี้ยวกินเปือกตม คือคูถอันเดือดพล่านแล้ว และก้อนเหล็กอันลุกโชนอีกด้วย ก็สัตว์นรกนั้น พอเห็นคูถและก้อนเหล็กที่นายนิรยบาล นำนาอยู่นั้นแล้วก็ปิดปากเสีย ลำดับนั้น นายนิรยบาล จึงเอาผาลไถยาวมีปลายร้อนยิ่งนัก ลุกเป็นเปลวไฟ งัดปากของสัตว์นรกนั้นให้อ้าออกแล้ว ใส่เบ็ดเหล็กที่ผูกสายเชือกเข้าไปเกี่ยวเอาลิ้นออกมา แล้วยัดใส่ก้อนเหล็กนั้นลงไปในปากที่อ้าอยู่นั้น. บทว่า รกฺขสา ได้แก่ นายนิรยบาล. บทว่า สามา จ ความว่า พระโพธิสัตว์ทูลว่า ดูก่อนมหาบพิตร ฝูงสุนัขแดง ฝูงสุนัขมีสีด่าง ฝูงแร้งมีปากเป็นโลหะ ฝูงกาป่าและฝูงนกนานาชนิด เหล่าอื่น ก็พากันมาชุมนุมฉุดกระชากลากเอาลิ้นของบุคคลผู้ฆ่าบิดานั้นออกมาด้วยเบ็ด แล้วกัดลิ้นที่นำออกไว้บนแผ่นดิน ด้วยขอเหล็กหลายอัน คล้ายกะเอาอาวุธมาตัดทำให้เป็นส่วน ๆ โดยอาการเหมือนกากบาท. บทว่า วิปฺผนฺทมานํ ความว่า ฝูงสัตว์เหล่านั้นย่อมพากันเคี้ยวกินสัตว์นรกทั้งหลาย เหมือนเคี้ยวกินของอันเป็นเดนที่มีเลือดออก ฉะนั้น. บทว่า ตํ ทฑฺฒกาฬํ ความว่า นายนิรยบาลเที่ยวเดินทุบตีสัตว์นรกผู้ฆ่าบิดานั้น ซึ่งมีสรีระอัน ไฟไหม้แล้วลุกโพลงอยู่ ประดุจดังผลกะเบาอันไฟไหม้อยู่ ฉะนั้น. บทว่า ปริภินฺนคตฺตํ ได้แก่ มีตัวอันแตกแล้วในที่นั้น ๆ. บทว่า นิปิโปถยนฺตา ได้แก่ เอาค้อนเหล็กที่ไฟลุกโพลงทุบตี. บทว่า รตี หิ เตสํ ความว่า ความยินดีนั้น ย่อมเป็นความสนุกสนานของพวกนายนิรยบาลเหล่านั้น. บทว่า ทุกฺขิโน ปนีตเร ความว่าส่วนสัตว์นรกนอกนี้ ย่อมเป็นผู้ได้รับความทุกข์. บทว่า เปตฺติฆาฏิโน คือผู้ฆ่าบิดา พระราชา ครั้นทอดพระเนตรเห็นนรกที่บุคคลผู้ฆ่าบิดาทั้งหลายหมกไหม้อยู่นี้ ได้เป็นผู้สะดุ้งกลัวแล้ว ด้วยประการฉะนี้.
ลำดับนั้น พระมหาสัตว์ ครั้นได้ปลอบพระราชาพระองค์นั้นแล้วจึงแสดงนรกที่บุคคลผู้ฆ่ามารดาทั้งหลายหมกไหม้อยู่. บทว่า ยมกฺขยํ คือที่อยู่ของพระยายม ได้แก่ นรก. บทว่า อตฺตกมฺมผลูปโค ได้แก่ เข้าถึงแล้วด้วยผลกรรมของตน. บทว่า อมนุสฺสา ได้แก่ พวกนายนิรยบาล. บทว่า หนฺตารํ ชนยนฺติยา คือ ผู้ฆ่ามารดา. บทว่า พาเลหิ ความว่านายนิรยบาลพันด้วยผาลผูกด้วยขอเหล็ก และบีบคั้นอยู่ด้วยยนต์เหล็ก. บทว่า ตํ คือบุคคลผู้ฆ่ามารดานั้น. บทว่า ปาเยนฺตี ความว่า ก็เมื่อสัตว์นรกนั้นถูกบีบคั้นอยู่ โลหิตย่อมไหลออกจนเต็มกระเบื้องเหล็ก ลำดับนั้น พวกนายนิรยบาล ย่อมนำสัตว์นรกนั้นออกมาจากเครื่องยนต์ สรีระของสัตว์นรกนั้นย่อมกลับเป็นปกติตามเดิม ในขณะนั้นทีเดียว พวกนายนิรยบาล จึงให้สัตว์นรกนั้น นอนหงายบนแผ่นดิน แล้วให้ดื่มโลหิตที่กำลังเดือดพล่าน ดุจทองแดงที่กำลังละลายอยู่ ฉะนั้น. บทว่า โอคฺคยฺห ติฏฺติ ความว่า นายนิรยบาลทั้งหลาย บีบสัตว์นรกนั้นด้วยยนต์เหล็ก แล้วโยนลงไปในบ่อตม คือคูถอันมากมายน่าเกลียด และปฏิกูลด้วยกลิ่นเหม็นฟุ้งตลอดหลายพันปี. สัตว์นรกนั้น ดิ่งลงสู่ห้วงน้ำนั้นอยู่. บทว่า อติกายา คือ มีสรีรูประมาณเท่าเรือโกลนลำหนึ่ง. บทว่า อโยมุขา คือมีปากเป็นเหล็กแหลม. บทว่า ฉวึ เภตฺวาน ความว่า ทำลายตั้งแต่ผิวหนังไปจนกระทั่งกระดูก บางทีก็กินเข้าไปถึงเหยื่อในกระดูก. บทว่า ปคิทฺธา คือ เลื้อยไต่ไป. ก็หมู่หนอนเหล่านั้น ย่อมกัดกินอย่างเดียวเท่านั้นก็หาไม่ ยังจะได้เข้าไปทางปากล่างเป็นต้นออกทางปากบนเป็นต้น เข้าไปทางข้างเบื้องซ้ายเป็นต้นแล้ว ออกจากทางข้างเบื้องขวาเป็นต้น ย่อมทำสรีระทุกส่วนให้เป็นช่องน้อยช่องใหญ่ สัตว์นรกนั้นได้รับความลำบากเป็นอย่างยิ่งร้องไห้คร่ำครวญหมกไหม้อยู่ในนรกนั้น. บทว่าโส จ ความว่า บุคคลผู้ฆ่ามารดานั้น ตกสู่นรกมีประมาณลึกได้ร้อยชั่วบุรุษนั้นแล้ว ย่อมจมลงไปจนมิดศีรษะทีเดียว ก็ซากศพนั้น ย่อมเน่าเปื่อยส่งกลิ่นฟุ้งตลบไปจนตลอดที่ร้อยโยชน์โดยรอบ. บทว่า มาตุฆาฏี คือผู้ฆ่ามารดา.
พระมหาสัตว์ ครั้นได้แสดงนรกที่บุคคลผู้ฆ่ามารดาหมกไหม้อยู่อย่างนี้แล้ว เมื่อจะแสดงถึงนรกที่พวกหญิงผู้ทำสัตว์เกิดในครรภ์ ให้ตกไปไหม้อยู่จึงกล่าวคาถาต่อไปอีก. บทว่า ขุรธารมนุกฺกมฺมา ได้แก่ ก้าวล่วงนรกที่มีคมประดุจมีดโกน ได้ยินว่า. นายนิรยบาลทั้งหลายในนรกนั้น ย่อมถือเอามีดโกนที่คมเล่นใหญ่ ๆ แล้ววางไว้เบื้องบน แต่นั้น หญิงเหล่าใด ดื่มกินยาร้อนที่ทำครรภ์ตกไปเป็นต้นแล้ว ทำครรภ์ให้ตกไป นายนิรยบาลก็ติดตามโบยตีหญิงผู้ที่ทำครรภ์ให้ตกไปเหล่านั้น ด้วยอาวุธทั้งหลายที่มีไฟลุกโพลงหญิงเหล่านั้น ก็ขาดออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย บนคมแห่งมีดโกนที่คมกริบ ลุกขึ้นบ่อย ๆ ก้าวล่วงซึ่งนรกมีคมแห่งมีดโกนอันก้าวล่วงได้ยากอย่างยิ่งนั้น ครั้นล่วงพ้นไปแล้ว ก็ยังถูกนายนิรยบาลไล่ติดตาม ย่อมตกลงไปสู่แม่น้ำเวตรณีอันไม่เสมอข้ามไปได้ยาก เหตุแห่งกรรมในนรกนั้น ๆ จักมีแจ้งในเนมิชาดก.
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๖๒ หน้า ๑๖๕–๑๙๕ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
สัฏฐินิบาตชาดก ๔ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๔ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
บาลีอักษรโรมัน ฉบับสยามรัฐ
|90.1| Disvā nisinnaṃ rājānaṃ brahmadattaṃ rathesabhaṃ athassa paṭivedesi yassāsi anukampako. |90.2| Saṅkiccāyaṃ anuppatto isīnaṃ sādhusammato taramānarūpo niyyāhi khippaṃ passa mahesinaṃ. |90.3| Tato ca rājā taramāno yuttamāruyha sandanaṃ mittāmaccaparibyūḷho 1- agamāsi rathesabho. |90.4| Nikkhippa pañca kakudhāni kāsīnaṃ raṭṭhavaḍḍhano vālavījanimuṇhīsaṃ khaggaṃ chattañcupāhanaṃ. |90.5| Oruyha rājā yānamhā ṭhapayitvā paṭicchadaṃ @Footnote: 1 Sī. Yu. -paribbūḷho. Āsīnaṃ dāyapassasmiṃ saṅkiccamupasaṅkami. |90.6| Upasaṅkamitvā so rājā sammodi isinā saha taṃ kathaṃ vītisāretvā ekamantaṃ upāvisi. |90.7| Ekamantaṃ nisinnova atha kālaṃ amaññatha tato pāpāni kammāni pucchituṃ paṭipajjatha. |90.8| Isiṃ pucchāma 1- saṅkiccaṃ isīnaṃ sādhusammataṃ āsīnaṃ dāyapassasmiṃ isisaṅghapurakkhataṃ. |90.9| Kaṃ gatiṃ pecca gacchanti narā dhammāticārino aticiṇṇo mayā dhammo taṃ me akkhāhi pucchito.
|91.1| Isi avaca saṅkicco kāsīnaṃ raṭṭhavaḍḍhanaṃ āsīnaṃ dāyapassasmiṃ mahārāja suṇohi me. |91.2| Uppathena vajantassa yo maggamanusāsati tassa ce vacanaṃ kayirā nāssa maggeyya kaṇṭako. |91.3| Adhammaṃ paṭipannassa yo dhammamanusāsati tassa ce vacanaṃ kayirā na so gaccheyya duggatiṃ.
|92.1| Dhammo patho mahārāja adhammo pana uppatho adhammo nirayaṃ neti dhammo pāpeti suggatiṃ. |92.2| Adhammacārino rāja narā visamajīvino yaṃ gatiṃ pecca gacchanti niraye te suṇohi me. |92.3| Sañjīvo kāḷasutto ca saṅghāṭo 2- dve ca roruvā @Footnote: 1 Sī. Yu. pucchāmi . 2 Ma. saṅghāto. Athāparo mahāvīci tāpano ca patāpano. |92.4| Iccete aṭṭha nirayā akkhātā dūratikkamā ākiṇṇā luddakammehi paccekā soḷasussadā. |92.5| Kadariyā tāpanā 1- ghorā accimanto 2- mahabbhayā lomahaṃsanarūpā ca bhesmā paṭibhayā dukhā. |92.6| Catukkaṇṇā 3- catudvārā vibhattā bhāgaso mitā ayopākārapariyantā ayasā paṭikujjitā. |92.7| Tesaṃ ayomayā bhūmi jalitā tejasā yutā samantā yojanasataṃ phuṭā tiṭṭhanti sabbadā. |92.8| Ete patanti niraye uddhaṃpādā avaṃsirā isīnaṃ ativattāro saññatānaṃ tapassinaṃ. |92.9| Te bhūnahuno paccanti macchā bilakatā yathā saṃvacchare asaṅkheyye narā kibbisakārino. |92.10| Ḍayhamānena gattena niccaṃ santarabāhiraṃ nirayā nādhigacchanti dvāraṃ nikkhamanesino. |92.11| Puratthimena dhāvanti tato dhāvanti pacchato uttarenapi dhāvanti tato dhāvanti dakkhiṇaṃ yaṃ yañhi dvāraṃ gacchanti tantadeva pithiyyare 4- . |92.12| Bahūni satasahassāni janā nirayagāmino bāhā paggayha kandanti patvā dukkhaṃ anappakaṃ. @Footnote: 1 Sī. Yu. kadarīyatapanā. Ma. kadariyatāpanā . 2 Yu. accimantā . 3 catukkoṇātipi. @ 4 Ma. pidhīyare. Sī. pithiyyati. |92.13| Āsīvisaṃva kuppitaṃ tejasiṃ dūratikkamaṃ na sādhurūpe āsīde saññatānaṃ tapassinaṃ. |92.14| Atikāyo mahissāso ajjuno kekakādhipo sahassabāhu ucchinno isimāsajja gotamaṃ. |92.15| Arajaṃ rajasā vacchaṃ kīsaṃ avakrīya 1- daṇḍakī tālova mūlato chinno sa rājā vibhavaṅgato. |92.16| Upahacca manaṃ mejjho 2- mātaṅgasmiṃ yasassine sapārisajjo ucchinno mejjhāraññaṃ 3- tadā ahu. |92.17| Kaṇhadīpāyanāsajja isiṃ andhakavendayo 4- aññamaññaṃ musale 5- hantvā sampattā yamasādhanaṃ. |92.18| Athāyaṃ isinā satto antalikkhacaro pure pāvekkhi paṭhaviṃ cecco hīnatto kālapariyāyaṃ. |92.19| Tasmā hi chandāgamanaṃ nappasaṃsanti paṇḍitā aduṭṭhacitto bhāseyya giraṃ saccūpasañhitaṃ. |92.20| Manasā ce paduṭṭhena yo naro pekkhate muniṃ vijjācaraṇasampannaṃ gantvā so nirayaṃ adho. |92.21| Ye vuḍḍhe paribhāsanti pharusūpakkamā janā anapaccā adāyādā tālavatthū 6- bhavanti te. |92.22| Yo ca pabbajitaṃ hanti katakiccaṃ mahesinaṃ sa kāḷasutte niraye ciraṃ rattāya paccati. @Footnote: 1 Ma. avakiriya . 2 Ma. majjho . 3 Ma. majjhāraññaṃ . 4 Sī. Yu. andhakaveṇhuyo. @Ma. -veṇḍayo . 5 Ma. aññoññaṃ musalā . 6 Ma. tālavatthu. Yu. tālāvatthu. |92.23| Yo ca rājā adhammaṭṭho raṭṭhaviddhaṃsano mato 1- tāpayitvā janapadaṃ tāpane pecca paccati. |92.24| So ca vassasahassānaṃ 2- sataṃ dibyāni paccati accisaṅghapareto so dukkhaṃ vedeti vedanaṃ. |92.25| Tassa aggisikhā kāyā niccharanti pabhassarā tejobhakkhassa gattāni lomaggehi 3- nakhehi ca. |92.26| Ḍayhamānena gattena niccaṃ santarabāhiraṃ dukkhābhitunno nadati nāgo tuṇḍaṭṭito 4- yathā. |92.27| Yo lobhā pitaraṃ hanti dosā vā purisādhamo sa kāḷasutte niraye ciraṃ rattāya paccati. |92.28| Sa tādiso paccati lohakumbhiyaṃ pakkañca sattīhi hananti nittacaṃ andhaṃ karitvā muttakarīsabhakkhaṃ khāre nimujjanti tathāvidhaṃ naraṃ. |92.29| Tattaṃ pakkuṭṭhitamayoguḷañca dīghe ca phāle cirarattatāpite vikkhambhamādāya vibhajja 5- rajjubhi vivaṭe mukhe saṃsavayanti 6- rakkhasā. |92.30| Sāmā ca soṇā sabalā ca gijjhā kākolasaṅghā ca dijā ayomukhā @Footnote: 1 Sī. cto. Ma. mago . 2 Ma. -sahassāni . 3 Ma. lomehi ca. @ 4 Sī. tuttaddito. Ma. tuttaṭṭito . 5 Sī. vibaddha. Ma. vibandha . 6 Sī. Yu. @saṃcavayanti. Ma. sampavisanti. Saṅgamma khādanti viphandamānaṃ jivhaṃ vibhajja vighāsaṃ salohitaṃ. |92.31| Taṃ daḍḍhatālaṃ paribhinnagattaṃ nippothayantā anuvicaranti rakkhasā ratī hi tesaṃ dukhino panītare etādisasmiṃ niraye vasanti yekeci loke idha pettighātino. |92.32| Putto ca mātaraṃ hantvā ito gantvā yamakkhayaṃ bhusamāpajjate dukkhaṃ attakammaphalūpago. |92.33| Amanussā atibālā hantāraṃ janayantiyā ayomayehi vālehi pīḷayanti punappunaṃ. |92.34| Taṃ passavaṃ 1- sakā gattā rudhiraṃ 2- attasambhavaṃ tambalohavilīnaṃva tattaṃ pāyenti mattighaṃ. |92.35| Jigucchaṃ kuṇapaṃ pūtiṃ duggandhaṃ gūthakaddamaṃ pubbalohitasaṅkāsaṃ rahadoggayha 3- tiṭṭhati. |92.36| Tamenaṃ kimiyo 4- tattha atikāyā ayomukhā chaviṃ bhetvāna 5- khādanti pagiddhā 6- maṃsalohite. |92.37| So ca taṃ nirayaṃ patto nimuggo sataporisaṃ pūtikaṃ kuṇapaṃ vāti samantā satayojanaṃ. |92.38| Cakkhumāpi hi cakkhūni 7- tena gandhena jiyyati @Footnote: 1 Ma. tamassavaṃ. Yu. taṃ passutaṃ . 2 Ma. ruhiraṃ . 3 Ma. rahadamogayha. @ 4 Ma. kimayo . 5 Sī. Yu. chetvāna . 6 Ma. saṃgiddhā . 7 Ma. cakkhūhi. Etādisaṃ brahmadatta mātugho labhate dukhaṃ. |92.39| Khuradhāramanukkamma tikkhaṃ dūrabhisambhavaṃ patanti gabbhapātiniyo 1- duggaṃ vettaraṇiṃ nadiṃ. |92.40| Ayomayā simbaliyo soḷasaṅgulikaṇṭakā ubhato mabhilambanti duggaṃ vettaraṇiṃ nadiṃ. |92.41| Te accimanto tiṭṭhanti aggikkhandhāva ārakā ādittā jātavedena uddhaṃ yojanamuggatā. |92.42| Ete pajjanti 2- niraye tatte tikhiṇakaṇṭake nāriyo ca aticāriniyo 3- narā ca paradāragū. |92.43| Te patanti adhokkhandhā vivattā vihatā puthū sayanti vinividdhaṅgā dīghaṃ jagganti sabbadā 4- . |92.44| Tato ratyā vivasane 5- mahatiṃ pabbatūpamaṃ lohakumbhiṃ pavajjanti tattaṃ aggisamūdakaṃ. |92.45| Evaṃ divā ca ratto ca dussīlā mohapārutā anubhonti sakaṃ kammaṃ pubbe dukkaṭamattano. |92.46| Yā ca bhariyā dhanakkītā sāmikaṃ atimaññati sassuṃ vā sassuraṃ vāpi jeṭṭhaṃ vāpi nanandanaṃ 6- |92.47| tassā vaṅkena jivhaggaṃ nibbahanti sabandhanaṃ. Sa byāmamattaṃ kiminaṃ jivhaṃ passati attano 7- @Footnote: 1 Ma. gabbhapātiyo . 2 Ma. vajanti. Sī. Yu. sajanti . 3 Ma. aticārā. @ 4 Sī. Yu. saṃvariṃ . 5 Ma. vivasāne . 6 Ma. nanandaraṃ . 7 Ma. attani. Viññāpetuṃ na sakkoti tāpane pecca paccati. |92.48| Orabbhikā sūkarikā macchikā migabandhakā corā goghātakā luddā avaṇṇe vaṇṇakārakā. |92.49| Sattīhi lohakūṭehi nettiṃsehi usūhi ca haññamānā khāranadiṃ papatanti avaṃsirā. |92.50| Sāyaṃ pāto kūṭakārī ayokūṭehi haññati tato vantaṃ durattānaṃ paresaṃ bhuñjate 1- sadā. |92.51| Dhaṅkā bheraṇḍakā gijjhā kākolā ca ayomukhā vipphandamānaṃ khādanti naraṃ kibbisakārakaṃ. |92.52| Ye migena migaṃ hanti pakkhiṃ vā pana pakkhinā asanto rajasā channā gantvā 2- te nirayussadaṃ 3- .
Santova 4- uddhaṃ gacchanti suciṇṇenīdha kammunā suciṇṇassa phalaṃ passa sindā 5- devā sabrahmakā tantaṃ brūmi mahārāja dhammaṃ raṭṭhapatī cara tathā tathā 6- rāja carāhi dhammaṃ yathā taṃ suciṇṇaṃ nānutappeyya pacchāti. Saṅkiccajātakaṃ dutiyaṃ. ------------ Tassuddānaṃ. Atha saṭṭhinipātamhi suṇātha mama bhāsitaṃ @Footnote: 1 Ma. bhuñjare . 2 Ma. gantā . 3 Yu. nirayaṃ adho . 4 Ma. -ca. @ 5 Ma. saindā . 6 Ma. ayaṃ pāṭho natthi. Jātakasavhayano pavaro soṇakaarindamasavhayano tathāvuttarathesabhasaṅkiccavaro. Saṭṭhinipātaṃ niṭṭhitaṃ.
ที่มา: พระไตรปิฎกบาลีอักษรโรมัน ฉบับสยามรัฐ เล่มที่ ๒๘ ข้อ ๙๐
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๘