โสณนันทชาดก
ว่าด้วยเรื่องพระราชาไปขอขมาโทษโสณดาบส
เล่มที่ ๒๘ · ข้อ ๑๓๔ · บรรทัด ๙๔๓ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๒
อรรถกถาชาดก ตอนที่ ๑ จาก ๕
เรื่องเล่า
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงพระปรารภภิกษุผู้เลี้ยงมารดารูปหนึ่ง ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่าเทวตา นุสิ ดังนี้.
เนื้อเรื่องของชาดกนี้ คล้ายกับเรื่องในสุวรรณสามชาดกทีเดียว.
ก็ในกาลนั้น พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธออย่าติเตียนภิกษุรูปนี้เลย บัณฑิตแต่ปางก่อนทั้งหลาย แม้ได้ราชสมบัติในชมพูทวีปทั้งสิ้นก็ยังไม่ยอมรับเอาราชสมบัตินั้น ย่อมเลี้ยงแต่มารดาบิดาถ่ายเดียว แล้วทรงนำอตีตนิทานมา ตรัสว่า
ในอดีตกาล กรุงพาราณสี ได้เป็นพระนครที่มีชื่อว่า พรหมวัธน์. พระราชาทรงมีพระนามว่า มโนชะ เสวยราชสมบัติอยู่ในพระนครนั้น. มีพราหมณ์มหาศาลผู้หนึ่ง มีทรัพย์สมบัติประมาณ ๘๐. โกฏิ แต่หาบุตรมิได้อาศัยอยู่ในพระนครนั้น. นางพราหมณีผู้เป็นภริยาของพราหมณ์นั้น เมื่อพราหมณ์ผู้สามีนั้นกล่าวว่า นางผู้เจริญ เธอจงปรารถนาบุตรเถิด ดังนี้ ก็ได้ปรารถนาแล้ว. ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์ เสด็จจุติจากพรหมโลก ทรงถือปฏิสนธิในครรภ์ของนางพราหมณีนั้น. เมื่อกุมารนั้นเกิดแล้ว มารดาบิดาจึงตั้งชื่อว่าโสณกุมาร ในกาลเมื่อโสณกุมารนั้นเดินได้ แม้สัตว์อื่น ก็จุติจากพรหมโลกถือปฏิสนธิในครรภ์ของนางพราหมณีนั้นอีก มารดาบิดาตั้งชื่อกุมารนั้นว่านันทกุมาร เมื่อกุมารทั้ง ๒ คนนั้นเรียนพระเวท จนจบการศึกษาศิลปศาสตร์ทั้งหมดแล้ว พราหมณ์ผู้บิดามองเห็นรูปสมบัติอันเจริญวัย จึงเรียกนางพราหมณีมา แล้วพูดว่า แน่ะนางผู้เจริญ เราจักผูกพันโสณกุมารลูกชายของเราไว้ด้วยเครื่องผูกคือเรือน นางรับว่า ดีละ แล้วบอกเนื้อความนั้นแก่บุตรให้ทราบ. โสณกุมารนั้น จึงพูดว่า อย่าเลยแม่ เรื่องการอยู่ครองเรือนสำหรับฉัน ฉันจะปฏิบัติคุณพ่อและคุณแม่จนกว่าชีวิตจะหาไม่ เมื่อคุณพ่อและคุณแม่ล่วงไปแล้ว ก็จะเข้าป่าหิมพานต์บวช. นางพราหมณี จึงบอกเนื้อความนั้นแก่พราหมณ์ให้ทราบ. คนทั้ง ๒ คนนั้น แม้กล่าวอยู่บ่อย ๆ ก็ไม่ได้ความยินยอมพร้อมใจจากโสณกุมารนั้น จึงเรียกนันทกุมารมาแล้วพูดว่า ลูกเอ๋ย ถ้าอย่างนั้น เจ้าจงครอบครองทรัพย์สมบัติเถิด เมื่อนันทกุมารพูดว่า ฉันจะยื่นศีรษะออกไปรับก้อนเขฬะ ที่พี่ชายถ่มทิ้งแล้วไม่ได้แน่ ก็ตัวฉันเองเมื่อพ่อแม่ถึงแก่กรรมแล้วก็จะออกบวชพร้อมกับพี่ชายเหมือนกัน ฟังคำของลูกชายทั้งสองคนนั้นแล้วจึงพากันคิดว่า ลูกชายทั้งสองคนนี้กำลังหนุ่มอยู่อย่างนี้ ก็ยังละกามารมณ์ทั้งหลายเสียได้ จะป่วยกล่าวไปไยถึงเราทั้งสองคนเล่า พวกเราพากันบวชเสียให้หมดเถิด จึงพูดกะบุตรทั้งสองคนว่า ลูกเอ๋ย เมื่อแม่และพ่อหาชีวิตไม่แล้วการบวชของเจ้าทั้ง ๒ จะมีประโยชน์อะไร เราทั้งหมดจักออกบวชพร้อมกันเสียในบัดนี้เถิด แล้วกราบทูลแด่พระราชา สละทรัพย์ทั้งหมดลงในทางทานกระทำชนผู้เป็นทาสให้เป็นไท ให้ส่งของที่สมควรให้แก่หมู่ญาติ พร้อมกันทั้ง ๔ คนด้วยกัน ออกจากนครพรหมวัธน์ สร้างอาศรมอยู่ในชัฏป่าอันน่ารื่นรมย์ใจ อาศัยสระอันดารดาษไปด้วยดอกปทุมเบญจวรรณ ในหิมวันตประเทศ แล้วบรรพชาอาศัยอยู่ในอาศรมนั้น. แม้พระโสณะและพระนันทะทั้ง ๒ นั้น ก็ช่วยกันปฏิบัติมารดาบิดา ตื่นเช้าก็จัดไม้สำหรับชำระฟันและน้ำล้างหน้าให้แก่ท่านทั้ง ๒ แล้วไปกวาดบรรณศาลาและบริเวณอาศรม ตั้งน้ำฉันไว้เสร็จแล้ว พากันไปเลือกผลไม้น้อยใหญ่ ซึ่งมีรสอันอร่อยมาจากป่า นำมาให้มารดาบิดาได้บริโภค ถึงยามร้อนก็หาน้ำเย็นมาให้อาบ คอยชำระสะสางมวยผมให้สะอาด กระทำการบีบนวดเป็นต้น แก่มารดาบิดาทั้งสองคนนั้น.
ด้วยการปฏิบัติอยู่อย่างนี้ เวลาล่วงไปนาน คราวหนึ่ง นันทบัณฑิตดำริว่า เราจะให้มารดาบิดาได้บริโภคผลไม้น้อยใหญ่ที่เราหามาได้ก่อน. เธอจึงรีบไปล่วงหน้าพี่ชายแต่เช้าตรู่ หาผลไม้ลูกเล็กลูกใหญ่ เท่าที่พอจะหาได้มาจากที่ที่ตนเคยเก็บเมื่อวานบ้าง วานซืนบ้าง แล้วรีบนำมาให้มารดาบิดาบริโภคก่อน. มารดาบิดาบริโภคผลไม้แล้ว บ้วนปากสมาทานอุโบสถ. ส่วนโสณบัณฑิตไปยังที่ไกล ๆ เลือกหาผลไม้น้อยใหญ่ ที่มีรสอันอร่อยกำลังสุกงอมดีแล้วนำเข้าไปให้. ลำดับนั้น มารดาบิดาจึงกล่าวกะโสณบัณฑิตนั้นว่า ลูกเอ๋ยเราได้บริโภคผลไม้ที่น้องชายของเจ้าหามาให้เรียบร้อยแล้วแต่เช้าตรู่ (เดี๋ยวนี้) สมาทานอุโบสถแล้ว บัดนี้เราไม่มีความต้องการ. ผลไม้ดี ๆ ของโสณดาบสนั้น ไม่มีใครได้บริโภคเลย ก็จะเน่าเสียไปด้วยประการฉะนี้. แม้ในวันต่อ ๆ มาก็เป็นเช่นนั้นอีกเหมือนกัน. พระโสณดาบสนั้น สามารถจะไปยังสถานที่ไกล ๆแล้วนำผลไม้มาได้ด้วยอาการอย่างนี้ เพราะท่านได้อภิญญา ๕ ประการ. แต่มารดาบิดา ก็มิได้บริโภค. ลำดับนั้น พระมหาสัตว์จึงคิดว่า มารดาบิดาของเราเป็นสุขุมาลชาติ น้องนันทะไปหาผลไม้ลูกเล็กลูกใหญ่ดิบบ้างสุกบ้างมาให้ท่านบริโภค เมื่อเป็นเช่นนี้ ท่านทั้งสองนี้ ก็จะไม่เป็นอยู่เช่นนี้ได้ตลอดกาลนาน เราจักห้ามเธอเสีย. ลำดับนั้น โสณบัณฑิต จึงเรียกน้องชายนั้นมาแล้วบอกว่า ดูก่อนน้อง จำเดิมแต่นี้ไปเมื่อน้องหาผลไม้มาได้แล้ว จงรอให้พี่กลับมาเสียก่อน เราทั้งสองคนจักให้มารดาบิดาบริโภคพร้อม ๆ กัน . แม้เมื่อพระมหาสัตว์กล่าวอย่างนี้แล้ว พระนันทะ ก็มุ่งหวังแต่ความดีของตนอย่างเดียวจึงมิได้กระทำตามคำของพี่ชาย. ลำดับนั้น พระมหาสัตว์คิดว่า น้องนันทะไม่กระทำตามคำของเรา กระทำหน้าที่อันไม่สมควร จะต้องขับไล่เธอไปเสียแต่นั้น เราผู้เดียวเท่านั้นจะปฏิบัติมารดาบิดา จึงดีดนิ้วมือขู่ขับนันทดาบสด้วยวาจาว่า ดูก่อนนันทะ เจ้าเป็นคนที่ไม่อยู่ในถ้อยคำ ไม่กระทำตามคำของบัณฑิตทั้งหลาย เราเป็นพี่ชายของเจ้า มารดาบิดาจงเป็นหน้าที่รับผิดชอบของเราผู้เดียว เราผู้เดียวเท่านั้นจักปฏิบัติมารดาบิดา เจ้าจักไม่ได้เพื่อจะอยู่ในที่นี้ จงไปในที่อื่น. นันทบัณฑิตนั้น ถูกพระโสณบัณฑิตพี่ชายนั้นขับไล่ไม่อาจจะอยู่ในสำนักของพี่ชายได้ จึงไหว้พี่ชายแล้วเข้าไปหามารดาบิดา. เล่าความนั้นให้ฟัง ไหว้มารดาบิดาแล้ว เข้าไปสู่บรรณศาลาของตน เพ่งดูกสิณเป็นอารมณ์ ในวันนั้นนั่นเอง ก็ทำอภิญญา ๕ และสมาบัติให้บังเกิดขึ้นได้แล้วคิดว่า เราจะนำทรายแก้วมาแต่เชิงเขาสิเนรุ โปรยลงในบริเวณบรรณศาลาแห่งพี่ชายของเรา ก็เป็นการเพียงพอที่จะให้พี่ชายอภัยโทษเราได้ แม้การกระทำอย่างนี้จักยังไม่งดงาม เราก็จะไปนำน้ำมาจากสระอโนดาต รดลงในบริเวณบรรณศาลาแห่งพี่ชายของเรา ก็จะพอยังพี่ชายให้อภัยโทษเราได้ แม้อย่างนี้ก็จักยังไม่งดงาม ถ้าเราพึงทำพี่ชายของเราให้อภัยโทษเราได้ ด้วยอำนาจเทวดาทั้งหลาย เราก็จะนำท้าวมหาราชทั้ง ๔ และท้าวสักกะมาก็พอจะยังพี่ชายให้อภัยโทษได้ แม้อย่างนี้จักยังไม่งดงาม เราจักไปนำพระราชาทั้งหลาย มีพระเจ้ามโนชะผู้เป็นพระราชาล้ำเลิศ ในชมพูทวีปทั้งสิ้นนี้ไปเป็นประธาน ก็พอจะให้พี่ชายอภัยโทษเราได้ เมื่อเป็นเช่นนี้คุณงามความดีแห่งพี่ชายของเรา ก็จะแผ่ตลบทั่วไปในชมพูทวีปทั้งสิ้น จักปรากฏประดุจพระจันทร์และพระอาทิตย์ฉะนั้น.
ขณะนั้น พระนันทดาบสนั้น ก็เหาะไปด้วยฤทธิ์ ลงที่ประตูพระราชนิเวศน์ของพระราชานั้น ในพรหมวัธนนคร สั่งให้ราชบุรุษกราบทูลแด่พระราชาว่า ได้ยินว่า พระดาบสองค์หนึ่ง ต้องการจะเข้าเฝ้าพระองค์. พระราชาทรงดำริว่า เราเห็นบรรพชิตจะได้ประโยชน์อะไร ชะรอยว่าบรรพชิตรูปนั้นคงจักมาเพื่อต้องการอาหารเป็นแน่ จึงจัดส่งภัตตาหารไปถวาย. พระดาบสไม่ปรารถนาภัตร. พระองค์จึงทรงส่งข้าวสารไปถวาย พระดาบสนั้น ก็มิได้ปรารถนาข้าวสาร. จึงทรงส่งผ้าไปถวาย พระดาบสก็มิได้รับผ้า. จึงทรงส่งหมากพลูไปถวาย. พระดาบสนั้น ก็มิได้รับหมากพลู. ลำดับนั้น พระองค์จึงทรงส่งทูตไปยังสำนักของพระดาบสนั้นว่า พระผู้เป็นเจ้ามาแล้ว เพื่อประสงค์อะไรกัน พระดาบสเมื่อถูกทูตถามจึงบอกว่า เรามาเพื่อบำรุงพระราชา. พระราชาทรงสดับคำนั้นแล้ว จึงรับสั่งให้คนไปบอกว่า พวกคนอุปัฏฐากของเรามีอยู่มากมายแล้ว ท่านดาบสจงบำเพ็ญหน้าที่ดาบสของตนเถิด. พระดาบสฟังคำนั้นแล้ว จึงกล่าวว่า เราจักถือเอาราชสมบัติในชมพูทวีปทั้งสิ้น ด้วยกำลังของเราแล้ว ถวายแก่พระราชาของท่านทั้งหลาย. พระราชาทรงสดับคำนั้นแล้วจึงทรงพระดำริว่า ธรรมดาว่า บรรพชิตทั้งหลายเป็นบัณฑิต คงจักทราบอุบายอะไรบ้างกระมัง จึงรับสั่งให้นิมนต์พระดาบสนั้นเข้ามา ให้นั่งบนอาสนะทรงไหว้แล้ว ตรัสถามว่า ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้เจริญ ได้ยินว่า พระผู้เป็นเจ้าจะถือเอาราชสมบัติในชมพูทวีปทั้งสิ้นแล้ว ยกให้แก่ข้าพเจ้าหรือ. พระดาบสทูลว่า เป็นเช่นนั้นมหาบพิตร พระราชาตรัสถามว่า พระผู้เป็นเจ้าจักถือเอาได้อย่างไร. พระดาบสทูลว่า ดูก่อนมหาบพิตร อาตมภาพจะมิต้องให้โลหิตแม้มาตรว่าแมลงวันตัวน้อย ดื่มกินได้ โดยกำหนดอย่างต่ำให้บังเกิดขึ้นแก่ใคร ๆ เลย ทั้งไม่กระทำความสิ้นเปลืองแห่งพระราชทรัพย์ของพระองค์ด้วยจักถือเอาด้วยฤทธิ์ของอาตมภาพแล้ว ยกถวายแด่พระองค์ ก็แต่ว่า ไม่ควรจะการทำความชักช้าอย่างเดียว รีบเสด็จออกเสียในวันนี้แหละ. พระราชาทรงเชื่อถ้อยคำของนันทดาบสนั้น แวดล้อมไปด้วยหมู่เสนางคนิกร เสด็จออกจากพระนคร ผิว่าความร้อนเกิดขึ้นแก่หมู่เสนา นันทบัณฑิตก็เนรมิต ให้มีเงากระทำให้ร่มเย็นด้วยฤทธิ์ของตน เมื่อฝนตก ก็มิได้ตกลงในเบื้องบนหมู่เสนาห้ามความร้อนและความหนาวเสียได้ บันดาลให้อันตรายทั้งหมดเป็นต้นว่าขวากหนาม และตอไม้ในระหว่างทาง ให้อันตรธานสูญหายไปหมด กระทำหนทางให้ราบเรียบดุจมณฑลแห่งกสิณ แม้ตนเองปูแผ่นหนังนั่งบนบัลลังก์มีหมู่เสนาแวดล้อม แล้วเหาะลอยไปในอากาศ.
พระนันทบัณฑิตนั้น พาหมู่เสนาไปด้วยอาการอย่างนี้ ลุถึงแคว้นโกศลเป็นครั้งแรก จึงสั่งให้หยุดกองทัพตั้งค่ายไม่ไกลเมือง แล้วส่งทูตเข้าไปทูลพระเจ้าโกศลราชว่า จะให้การยุทธ์แก่พวกเราหรือว่าจะให้เศวตฉัตร. พระเจ้าโกศลราชนั้น ได้ทรงสดับถ้อยคำของทูตก็ทรงพิโรธตรัสว่า เราไม่ใช่พระราชาหรืออย่างไร เราจะให้การรบ ทรงกระทำเสนาข้างหน้าเสด็จยกพลออกไป. เสนาทั้งสองฝ่ายเริ่มจะรบกัน. ลำดับนั้น นันทบัณฑิตจึงเนรมิตหนังเสือเหลือง ซึ่งเป็นอาสนะที่นั่งของตนให้ใหญ่โต ขึงไว้ในระหว่างกองทัพทั้ง ๒ แล้วคอยรับลูกศรที่พวกเสนาทั้ง ๒ ฝ่าย ต่างยิงกันไปมาด้วยแผ่นหนังนั้นทีเดียว. เสนาแม้สักคนหนึ่ง ใคร ๆ ที่ชื่อว่าถูกลูกศรแทงแล้ว ไม่ได้มีเลย. กองทัพแม้ทั้ง ๒ นั้น ก็หมดความอุตสาหะ ลงยืนเฉยอยู่ เพราะลูกศรที่อยู่ในมือหมดด้วยกันทั้ง ๒ ฝ่าย. นันทบัณฑิตจึงไปยังสำนักของพระเจ้ามโนชราชทูลปลอบเอาพระทัยว่า พระองค์อย่าทรงวิตกไปเลย มหาบพิตร แล้วไปยังสำนักของพระเจ้าโกศลราชทูลว่า พระองค์อย่าทรงวิตกไปเลย มหาบพิตรอันตรายจักไม่มีแก่พระองค์ ราชสมบัติของพระองค์ก็จักคงยังเป็นของพระองค์อยู่ทีเดียว ขอให้พระองค์ทรงอ่อนน้อมแก่พระเจ้ามโนชราชอย่างเดียวเท่านั้น. พระเจ้าโกศลราชทรงเชื่อนันทบัณฑิตนั้น ก็ทรงรับว่าดีละ ดังนี้. ลำดับนั้นนันทบัณฑิตจึงนำเสด็จท้าวเธอไปยังสำนักของพระเจ้ามโนชราช แล้วทูลว่าดูก่อนมหาบพิตร พระเจ้าโกศลราชทรงยอมอ่อนน้อมต่อพระองค์ แต่ขอให้ราชสมบัติของพระเจ้าโกศลราชนี้ จงยังคงเป็นของท้าวเธออยู่ตามเดิมเถิด. พระเจ้ามโนชราชทรงรับว่าดีละ ทรงกระทำพระเจ้าโกศลราชพระองค์นั้น ให้อยู่ในอำนาจของพระองค์แล้ว ยกพลเสนาทั้ง ๒ กองทัพเสด็จไปยังแคว้นอังคะได้แคว้นอังคะแล้ว ต่อจากนั้น ก็ไปยังแคว้นมคธ ได้แคว้นมคธ โดยอุบายอย่างนี้ ทรงกระทำพระราชาทั้งหลาย ในชมพูทวีปทั้งสิ้น ให้ตกอยู่ในอำนาจของพระองค์ได้ทั้งหมด แต่นั้น ก็เป็นผู้มีพระราชาเหล่านั้น เป็นบริวาร เสด็จไปยังพรหมวัธนนครทีเดียว. ก็พระเจ้ามโนชราชนี้ ทรงถือเอาราชสมบัติอยู่ถึง ๗ ปี ๗ เดือน ๗ วันจึงเสร็จเรียบร้อย. พระเจ้ามโนชราชนั้น รับสั่งให้พระราชาเหล่านั้นนำของเคี้ยวและของบริโภคมีประการต่าง ๆ จากราชธานีของคนทุก ๆ พระนคร ทรงพาพระราชาทั้ง ๑๐๑ พระองค์เหล่านั้น ชวนกันดื่มเครื่องดื่มเป็นการใหญ่กับพระราชาเหล่านั้นตลอดถึง ๗ วัน.
นันทบัณฑิตดาบสคิดว่า พระราชายังเสวยความสุขที่เกิดแต่ความเป็นใหญ่อยู่ตราบใด เราจักไม่แสดงตนแก่ท้าวเธอตราบนั้น จึงเที่ยวไปบิณฑบาตในอุตตรกุรุทวีปแล้ว ไปอยู่ที่ปากถ้ำทองในหิมวันตประเทศ ๗ วัน. แม้พระเจ้ามโนชราช ในวันที่ ๗ ทรงแลดูสิริราชสมบัติอันยิ่งใหญ่ของพระองค์ก็ทรงระลึกถึงนันทบัณฑิตดาบสว่า อิสริยยศทั้งหมดนี้ มารดาบิดาของเรามิได้ให้ ชนเหล่าอื่นก็มิได้ให้แก่เรา บังเกิดขึ้นเพราะอาศัยนันทบัณฑิตดาบสก็เราไม่ได้เห็นท่านเลยถึง ๗ วันเข้าวันนี้แล้ว บัดนี้ท่านผู้ให้อิสริยยศแก่เราอยู่ที่ไหนหนอ. นันทบัณฑิตนั้นได้ทราบว่า ท้าวเธอระลึกถึงตน จึงเหาะมายืนอยู่บนอากาศตรงพระพักตร์พระราชา. พระราชานั้นทอดพระเนตรเห็นนันทดาบสมายืนอยู่ จึงทรงพระดำริอย่างนี้ว่า เรายังไม่ทราบว่า พระดาบสนี้จะเป็นเทวดาหรือมนุษย์ ก็ถ้าเธอเป็นมนุษย์ เราจักยกราชสมบัติในชมพูทวีปทั้งหมดให้แก่เธอทีเดียว ถ้าเธอเป็นเทวดา เราจักกระทำเครื่องสักการะสำหรับเทวดาแก่เธอ. พระราชาพระองค์นั้น เมื่อจะทรงสอบถามนันทบัณฑิตนั้นให้ทราบชัด จึงตรัสพระคาถาเป็นปฐมว่า
พระผู้เป็นเจ้าเป็นเทวดา เป็นคนธรรพ์ เป็นท้าว สักกปุรินททะ หรือว่าเป็นมนุษย์ผู้มีฤทธิ์ ข้าพเจ้าทั้งหลายจะรู้จักพระผู้เป็นเจ้าได้อย่างไร.
นันทดาบสนั้นสดับคำของพระราชานั้นแล้ว เมื่อจะทูลบอกตามความจริง จึงกล่าวคาถาที่ ๒ ว่า
อาตมภาพไม่ใช่เป็นเทวดา ไม่ใช่เป็นคนธรรพ์ ไม่ใช่ท้าวสักกปุรินททะ อาตมภาพเป็นมนุษย์ผู้มีฤทธิ์ ดูก่อนภารถะ มหาบพิตร จงทราบอย่างนี้เถิด.
นันทบัณฑิตเรียกพระราชาพระองค์นั้นอย่างนี้ว่า ภารถ ดังนี้ ในคาถานั้น เพราะพระองค์เป็นผู้ทรงไว้ซึ่งภาระของรัฐ.
พระราชาทรงได้สดับคำนั้นแล้ว จึงทรงพระดำริว่า ได้ยินว่า พระดาบสนี้เป็นมนุษย์ เธอมีอุปการะมากถึงเพียงนี้แก่เรา เราจักให้เธออิ่มหนำด้วยอิสริยยศ จึงตรัสว่า
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๖๒ หน้า ๒๘๕–๓๒๔ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
สัตตตินิบาตชาดก ๒๙ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๒๙ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
บาลีอักษรไทย ฉบับสยามรัฐ
เทวตา นุสิ คนฺธพฺโพ อาทู ๓ สกฺโก ปุรินฺทโท มนุสฺสภูโต อิทฺธิมา กถํ ชาเนมุ ตํ มยํ ฯ
นมฺหิ ๔ เทโว น คนฺธพฺโพ นมฺหิ ๕ สกฺโก ปุรินฺทโท มนุสฺสภูโต อิทฺธิมา เอวํ ชานาหิ ภารถ ฯ
กตรูปมิทํ โภโต ๖ เวยฺยาวจฺจํ อนปฺปกํ เทวมฺหิ วสฺสนามมฺหิ อโนวสฺสํ ภวํ อกา ฯ ตโต วาตาตเป โฆเร สีตจฺฉายํ ภวํ อกา ฯ ตโต อมิตฺตมชฺเฌสุ สรตาณํ ภวํ อกา ฯ ตโต ผีตานิ รฏฺฐานิ วสิโน เต ภวํ อกา ตโต เอกสตํ ขเตฺย อนุยนฺเต ๗ ภวํ อกา ฯ #๑ ยุ. ตทา ฯ ๒ สี. นาญฺญมญฺญมติโรจยุํ ฯ ๓ ม. อทุ ฯ สี. ยุ. อาทฺ ฯ #๔-๕ ม. นาปิ ฯ ๖ สี. ยุ. โภตา ฯ ๗ ยุ. อนุยุตฺเต ฯ อิโต ปรํ อีทิสเมว ฯ ปติตาสฺสุ มยํ โภโต วร ตํ ภุญฺชมิจฺฉสิ หตฺถิยานํ อสฺสรถํ นาริโย จ อลงฺกตา นิเวสนานิ รมฺมานิ มยํ โภโต ททามเส ฯ อถวงฺเค วา มคเธ มยํ โภโต ททามเส อถวา อสฺสกาวนฺตึ สุมนา ทมฺม เต มยํ ฯ อุปฑฺฒํ วาปิ รชฺชสฺส มยํ โภโต ททามเส สเจ เต อตฺโถ รชฺเชน อนุสาส ยทิจฺฉสิ ฯ
น เม อตฺโถปิ รชฺเชน นคเรน ธเนน วา อโถปิ ชนปเทน อตฺโถ มยฺหํ น วิชฺชติ ฯ
โภโตว รฏฺเฐ วิชิเต อรญฺเญ อตฺถิ อสฺสโม ปิตา มยฺหํ ชเนตฺตี จ อุโภ สมฺมนฺติ อสฺสเม ฯ เตสาหํ ปุพฺพาจริเยสุ ปุญฺญํ น ลภามิ กาตเว ภวนฺตํ อชฺฌาวรํ กตฺวา โสณํ ยาเจมุ สํวรํ ฯ
กโรมิ เต ตํ วจนํ ยํ มํ ภณสิ พฺราหฺมณ เอตญฺจ โข โน อกฺขาหิ กีวนฺโต โหนฺตุ ยาจกา ฯ
ปโรสตํ ชานปทา มหาสาลา จ พฺราหฺมณา อิเม จ ขตฺติยา สพฺเพ อภิชาตา ยสสฺสิโน ภวญฺจ ราชา มโนโช อลํ เหสฺสนฺติ ยาจกา ฯ
หตฺถี อสฺเส จ โยเชนฺตุ รถํ สนฺนยฺห สารถิ อาพนฺธนานิ คณฺหาถ ปาทาสุสฺสารยทฺธเช ๑ #๑ สี. ปาเทสุสฺสารยํ ธเช ฯ อสฺสมนฺตํ คมิสฺสามิ ยตฺถ สมฺมติ โกสิโย ฯ
ตโต จ ราชา ปายาสิ เสนาย จตุรงฺคินี อคมาสิ อสฺสมํ รมฺมํ ยตฺถ สมฺมติ โกสิโย ฯ
กสฺส กาทมฺพโย กาโช เวหาสํ จตุรงฺคุลํ อํสํ อสํผุสํ เอติ อุทหารสฺส ๑ คจฺฉโต ฯ
อหํ โสโณ มหาราช ตาปโส สหิตพฺพโต ภรามิ มาตาปิตโร รตฺตินฺทิวมตนฺทิโต ฯ วนผลญฺจ มูลญฺจ อาหริตฺวา ทิสมฺปติ โปเสมิ มาตาปิตโร ปุพฺเพกตมนุสฺสรํ ฯ๙
อิจฺฉาม อสฺสมํ คนฺตุํ ยตฺถ สมฺมติ โกสิโย มคฺคํ โน โสณ อกฺขาหิ เยน คจฺเฉมุ ๒ อสฺสมํ ฯ
อยํ เอกปที ราช เยเนตํ เมฆสนฺนิภํ โกวิลาเรหิ สญฺฉนฺนํ เอตฺถ สมฺมติ โกสิโย ฯ
อิทํ วตฺวาน ปกฺกามิ ตรมาโน มหาอิสิ เวหาเส อนฺตลิกฺขสฺมึ อนุสาเสตฺวาน ขตฺติเย ฯ อสฺสมํ ปริมชฺชิตฺวา ปญฺญเปตฺวาน ๓ อาสนํ ปณฺณสาลํ ปวิสิตฺวา ปิตรํ ปฏิโพธยิ ฯ อิเม อายนฺติ ราชาโน อภิชาตา ยสสฺสิโน อสฺสมา นิกฺขมิตฺวาน นิสีท ตฺวํ ๔ มหาอิเส ฯ ตสฺส ตํ วจนํ สุตฺวา ตรมาโน มหาอิสิ #๑ ม. อุทหาราย ฯ ๒ สี. คจฺฉาม ฯ ๓ ม. ปญฺญาเปตฺวาน ฯ ๔ สี. นิสีทาหิ ฯ อสฺสมา นิกฺขมิตฺวาน สทฺวารมฺหิ อุปาวิสิ ฯ
ตญฺจ ทิสฺวาน อายนฺตํ ชลนฺตํริว เตชสา ขตฺตสงฺฆปริพฺยูฬฺหํ โกสิโย เอตทพฺรวิ ฯ กสฺส เภรี มุทิงฺคา จ สงฺขา ปณวทินฺทิมา ๑ ปุรโต ปฏิปนฺนานิ หาสยนฺตา รเถสภํ ฯ กสฺส กญฺจนปฏฺเฏน ปุถุนา วิชฺชุวณฺณินา ยุวา กลาปสนฺนทฺโธ โก เอติ สิริยา ชลํ ฯ อุกฺกามุขปหฏฺฐํว ขทิรงฺคารสนฺนิภํ มุขญฺจ รุจิราภาติ โก เอติ สิริยา ชลํ ฯ กสฺส ปคฺคหิตํ ฉตฺตํ สสลากํ มโนรมํ อาทิจฺจรํสาวรณํ โก เอติ สิริยา ชลํ ฯ กสฺส องฺคํ ปริคฺคยฺห วาลวีชนิมุตฺตมํ จรนฺติ วรปุญฺญสฺส ๒ หตฺถิกฺขนฺเธน อายโต ฯ กสฺส เสตานิ ฉตฺตานิ อาชานียา จ วมฺมิกา ๓ สมนฺตา ปริกิรนฺติ โก เอติ สิริยา ชลํ ฯ กสฺส เอกสตํ ขตฺยา อนุยนฺตา ยสสฺสิโน สมนฺตา อนุปริยนฺติ โก เอติ สิริยา ชลํ ฯ หตฺถิอสฺสรถปตฺติ- เสนา จ จตุรงฺคินี สมนฺตา อนุปริยนฺติ โก เอติ สิริยา ชลํ ฯ กสฺเสสา มหตี เสนา ปิฏฺฐิโต อนุวตฺตติ #๑ สี. ยุ. ปณวเทณฺฑิมา ฯ ๒ สี. ยุ. วรปญฺญสฺส ฯ ๓ ม. วมฺมิตา ฯ อกฺโขภินี ๑ อปริยนฺตา สาครสฺเสว อูมิโย ฯ
ราชาภิราชา มโนโช อินฺโทว ชยตํ ปติ นนฺทสฺสชฺฌาวรํ เอติ อสฺสมํ พฺรหฺมจารินํ ฯ ตสฺเสสา มหตี เสนา ปิฏฺฐิโต อนุวตฺตติ อกฺโขภินี อปริยนฺตา สาครสฺเสว อูมิโย ฯ
อนุลิตฺตา จนฺทเนน กาสิกุตฺตมธาริโน ๒ สพฺเพ ปญฺชลิกา หุตฺวา อิสีนํ อชฺฌุปาคมม ฯ
กจฺจิ นุ โภโต กุสลํ กจฺจิ โภโต อนามยํ กจฺจิ อุญฺเฉน ยาเปถ กจฺจิ มูลผลา พหู ฯ กจฺจิ ฑํสา มกสา จ อปฺปเมว สิรึสปา ๓ วเน พาฬมิคากิณฺเณ กจฺจิ หึสา น วิชฺชติ ฯ
กุสลญฺเจว โน ราช อโถ ราช อนามยํ อโถ อุญฺเฉน ยาเปม อโถ มูลผลา พหู ฯ อโถ ฑํสา มกสา จ อปฺปเมว สิรึสปา วเน พาฬมิคากิณฺเณ หึสา มยฺหํ น วิชฺชติ ฯ พหูนิ วสฺสปูคานิ อสฺสเม สมฺมตํ ๔ อิธ นาภิชานามิ อุปฺปนฺนํ อาพาธํ อมโนรมํ ฯ สฺวาคตนฺเต มหาราช อโถ เต อทุราคตํ อิสฺสโรสิ อนุปฺปตฺโต ยํ อิธตฺถิ ปเวทย ฯ ติณฺฑุกานิ ปิยาลานิ มธุเก กาสมาริโย ๕ #๑ สี. อกฺโขภนี ฯ อิโต ปรํ อีทิสเมว ฯ ม. อกฺโขภณี ฯ ๒ ยุ. กาสิวตฺถธาริโน ฯ #๓ ม. สรีสปา ฯ อิโต ปรํ อีทิสเมว ฯ ๔ สี. วสโต อิธ ฯ ๕ ม. กาสุมาริโย ฯ ผลานิ ขุทฺทกปฺปานิ ภุญฺช ราช วรํ วรํ ฯ อิทํปิ ปานิยํ สีตํ อาภตํ คิริคพฺภรา ตโต ปิว มหาราช สเจ ตฺวํ อภิกงฺขสิ ฯ
ปฏิคฺคหิตํ ยํ ทินฺนํ สพฺพสฺส อคฺฆิยํ กตํ นนฺทสฺสาปิ นิสาเมถ วจนํ โส ๑ ปวกฺขติ ฯ อชฺฌาวรมฺหา นนฺทสฺส โภโต สนฺติกมาคตา สุณาตุ เม ๒ ภวํ วจนํ นนฺทสฺส ปริสาย จ ฯ
ปโรสตํ ชานปทา มหาสาลา จ พฺราหฺมณา อิเม จ ขตฺติยา สพฺเพ อภิชาตา ยสสฺสิโน ภวญฺจ ราชา มโนโช อนุมญฺญนฺตุ เม วโจ ฯ เย จ สนฺติ ๓ สมิตาโร ยกฺขานิ อิธมสฺสเม อรญฺเญ ภูตภพฺยานิ สุณนฺตุ วจนํ มม ฯ นโม กตฺวาน ภูตานํ อิสึ วกฺขามิ สุพฺพตํ โส ตฺยาหํ ทกฺขิณา พาห ตว โกสิย สมฺมโต ฯ ปิตรํ เม ชเนตฺตึ จ ภตฺตุกามสฺส เม สโต วีร ปุญฺญมิทํ ฐานํ มา มํ โกสิย วารย ฯ สพฺภิเหตํ อุปญฺญาตํ มเมตํ อุปนิสฺสช อุฏฺฐานปาริจริยาย ทีฆรตฺตํ ตยา กตํ มาตาปิตูสุ ปุญฺญานิ มม โลกทโท ภว ฯ ตเถว สนฺติ มนุชา ธมฺเม ธมฺมปทํ วิทู #๑ สี. ยํ ฯ ยุ. ยํ โส ฯ ๒ ม. อยํ ปาโฐ นตฺถิ ฯ ๓ สี. เย วสนฺติ ฯ #ยุ. เย หิ สนฺติ ฯ มคฺโค สคฺคสฺส โลกสฺส ยถา ชานาสิ ตฺวํ อิเส ฯ อุฏฺฐานปาริจริยาย มาตาปิตุสุขาวหํ ตํ มํ ปุญฺญานิ วาเรติ อริยมคฺคาวโร นโร ฯ
สุณนฺตุ โภนฺโต วจนํ ภาตุรชฺฌาวรา มม กุลวํสํ มหาราช โปราณํ ปริหาปยํ อธมฺมจารี เชฏฺเฐสุ ๑ นิรยํ โส อุปปชฺชติ ๒ ฯ เย จ ธมฺมสฺส กุสลา โปราณสฺส ทิสํปติ จาริตฺเตน จ สมฺปนฺนา น เต คจฺฉนฺติ ทุคฺคตึ ฯ มาตา ปิตา จ ภาตา จ ภคินี ญาติพนฺธวา สพฺเพ เชฏฺฐสฺส เต ภารา เอวํ ชานาหิ ภารถ ๓ ฯ อาทิยิตฺวา ครุํ ภารํ นาวิโก วิย อุสฺสเห ธมฺมญฺจ นปฺปมชฺชามิ เชฏฺโฐ จสฺมิ รเถสภ ฯ
อธิคตมฺหา ตเม ญาณํ ชาลํว ชาตเวทโต เอวเมว โน ภวํ ธมฺมํ โกสิโย ปวิทํสยิ ฯ ยถา อุทยมาทิจฺโจ วาสุเทโว ปภงฺกโร ปาณีนํ ปวิทํเสติ รูปํ กลฺยาณปาปกํ เอวเมว โน ภวํ ธมฺมํ โกสิโย ปวิทํสยิ ฯ
เอวํ เม ยาจมานสฺส อญฺชลึ นาวพุชฺฌถ ตว ปฏฺฐจโร ๔ เหสฺสํ วุฏฺฐิโต ปริจารโก ฯ
อทฺธา นนฺท วิชานาสิ สทฺธมฺมํ สพฺภิเทสิตํ #๑ สี. โย เชฏฺโฐ ฯ ๒ ม. โสปปชฺชติ ฯ ๓ ม. ภารธ ฯ ๔ ม. ปทฺธจโร ฯ #ยุ. พทฺธญฺจโร ฯ อริโย อริยสมาจาโร พาฬฺหํ ตฺวํ มม รุจฺจสิ ฯ ภวนฺตํ วทามิ โภติญฺจ สุณาถ วจนํ มม นายํ ภาโร ภารมตฺโต ๑ อหุ มยฺหํ กุทาจนํ ฯ ตํ มํ อุปฏฺฐิตํ สนฺตํ มาตาปิตุสุขาวหํ นนฺโท อชฺฌาวรํ กตฺวา อุปฏฺฐานาย ยาจติ ฯ โย เจ ๒ อิจฺฉติ กาเมน สนฺตานํ พฺรหฺมจารินํ นนฺทํ โว วรถ ๓ เอโก กํ นนฺโท อุปติฏฺฐตุ ฯ
ตยา ตาต อนุญฺญาตา โสณ ตํ นิสฺสิตา มยํ อุปฆาตุํ ลเภ นนฺทํ มุทฺธนิ พฺรหฺมจารินํ ฯ
อสฺสตฺถสฺเสว ตรุณํ ปวาลํ ๔ มาลุเตริตํ จิรสฺสํ นนฺทํ ทิสฺวาน หทยํ เม ปเวธติ ฯ ยทา สุตฺตาปิ สุปฺปนฺเต ๕ นนฺทํ ปสฺสามิ อาคตํ อุทคฺคา สุมนา โหมิ นนฺโท โน อาคโต อยํ ฯ ยทา จ ปฏิพุชฺฌิตฺวา นนฺทํ ปสฺสามิ นาคตํ ภิยฺโย อาวิสติ โสโก โทมนสฺสญฺจนปฺปกํ ฯ สาหํ อชฺช จิรสฺสํปิ นนฺทํ ปสฺสามิ อาคตํ ภตฺตุ จ มยฺหญฺจ ปิโย นนฺโท โน ปาวิสี ฆรํ ฯ ปิตุ จ ๖ นนฺโท สุปฺปิโย ยํ นนฺโท นปฺปวเส ฆรํ ๗ ลภตุ ตาต นนฺโท ตํ มํ นนฺโท อุปติฏฺฐตุ ฯ #๑ ม. ภารมโต ฯ ๒ ม. เว ฯ ๓ ยุ. นนฺทํ ว วทถ ฯ ๔ ม. ปวาฬํ ฯ #๕ ม. สุปิเน ฯ ๖ ม. ปิตุปิ ฯ ๗ ม. ฆรา ฯ
อนุกมฺปกา ปติฏฺฐา จ ปุพฺเพ รสทที จ โน มคฺโค สคฺคสฺส โลกสฺส มาตา ตํ วรเต อิเส ฯ ปุพฺเพ รสทที โคตฺตี มาตา ปุญฺญูปสญฺหิตา มคฺโค สคฺคสฺส โลกสฺส มาตา ตํ วรเต อิเส ฯ
อากงฺขมานา ปุตฺตผลํ เทวตาย นมสฺสติ นกฺขตฺตานิ จ ปุจฺฉติ อุตุสํวจฺฉรานิ จ ฯ ตสฺสา อุตุสิ ๑ นฺหาตาย โหติ คพฺภสฺสวกฺกโม ๒ เตน โทหฬินี โหติ สุหทา เตน วุจฺจติ ฯ สํวจฺฉรํ วา อูนํ วา ปริหริตฺวา วิชายติ เตน สา ชนยนฺตีติ ชเนตฺตี เตน วุจฺจติ ฯ ถนกฺขีเรน คีเตน องฺคปาวุรเณน จ โรทนฺตํ ปุตฺตํ โตเสติ โตเสนฺตี เตน วุจฺจติ ฯ ตโต วาตาตเป โฆเร มมฺมํ กตฺวา อุทิกฺขติ ทารกํ อปฺปชานนฺตํ โปเสนฺตี เตน วุจฺจติ ฯ ยญฺจ มาตุ ธนํ โหติ ยญฺจ โหติ ปิตุทฺธนํ อุภยมฺเปตสฺส โคเปติ อปิ ปุตฺตสฺส โน สิยา ฯ เอวํ ปุตฺต อทุํ ปุตฺต อิติ มาตา วิหญฺญติ ปมตฺตํ ปรทาเรสุ นิสฺสิเว ๓ ปตฺตโยพฺพเน( สายํ ปุตฺตํ อนายนฺตํ อิติ มาตา วิหญฺญติ ฯ #๑ ม. อุตุมฺหิ ฯ ๒ ม. คพฺภสฺสโวกฺกโม ฯ ๓ ม. นิสีเถ ฯ เอวํ กิจฺฉาภโต โปโส มาตุ อปริจารโก มาตริ มิจฺฉาจริตฺวาน นิรยํ โส อุปปชฺชติ ๑ ฯ เอวํ กิจฺฉาภโต โปโส ปิตุ อปริจารโก ปิตริ มิจฺฉาจริตฺวาน นิรยํ โส อุปปชฺชติ ฯ ธนมฺปิ ๒ ธนกามานํ นสฺสติ อิติ เม สุตํ มาตรํ อปริจริตฺวาน กิจฺฉํ วา โส นิคจฺฉติ ฯ ธนมฺปิ ๓ ธนกามานํ นสฺสติ อิติ เม สุตํ ปิตรํ อปริจริตฺวาน กิจฺฉํ วา โส นิคจฺฉติ ฯ อานนฺโท จ ปโมโท จ สทา หสิตกีฬิตํ มาตรํ ปริจริตฺวาน ลพฺภเมตํ วิชานโต ฯ อานนฺโท จ ปโมโท จ สทา หสิตกีฬิตํ ปิตรํ ปริจริตฺวาน ลพฺภเมตํ วิชานโต ฯ ทานญฺจ ปิยวาจญฺจ ๔ อตฺถจริยา จ ยา อิธ สมานตฺตตา จ ธมฺเมสุ ตตฺถ ตตฺถ ยถารหํ ฯ เอเต โข สงฺคหา โลเก รถสฺสาณีว ยายโต เอเต จ สงฺคหา นาสฺสุ น มาตา ปุตฺตการณา ลเภถ มานํ ปูชํ วา ปิตา วา ปุตฺตการณา ฯ ยสฺมา จ สงฺคหา เอเต สมเวกฺขนฺติ ๕ ปณฺฑิตา ตสฺมา มหตฺตํ ปปฺโปนฺติ ปาสํสา จ ภวนฺติ เต ฯ พฺรหฺมาติ มาตาปิตโร ปุพฺพาจริยาติ วุจฺจเร #๑ ม. โสปปชฺชติ ฯ อิโต ปรํ อีทิสเมว ฯ ๒-๓ ม. ธนาปิ ฯ ๔ ม. เปยฺยวชฺชญฺจ ฯ #๕ ม. สมฺมเวกฺขนฺติ ฯ อาหุเนยฺยา จ ปุตฺตานํ ปชาย อนุกมฺปกา ฯ ตสฺมา หิ เต นมสฺเสยฺย สกฺกเรยฺย จ ปณฺฑิโต อนฺเนน อโถ ปาเนน วตฺเถน สยเนน จ อุจฺฉาทเนน นฺหาเนน ปาทานํ โธวเนน จ ฯ ตาย นํ ปาริจริยาย ๑ มาตาปิตูสุ ปณฺฑิตา อิเธว นํ ปสํสนฺติ เปจฺจ สคฺเค ปโมทตีติ ฯ โสณนนฺทชาตกํ ทุติยํ ฯ ____________ ตสฺสุทฺทานํ อถ สตฺตติมมฺหิ นิปาตวเร สภาวนฺตุกุสาวติราชวโร อถ โสณสุนนฺทวโร จ ปุน อภิวาสิต สตฺตติมมฺหิ สุเต ฯ สตฺตตินิปาตํ นิฏฺฐิตํ ฯ ____________ #๑ ยุ. ปริจริยาย ฯ
ที่มา: พระไตรปิฎกบาลีอักษรไทย ฉบับสยามรัฐ เล่มที่ ๒๘ ข้อ ๑๓๔
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๘