โสณนันทชาดก
ว่าด้วยเรื่องพระราชาไปขอขมาโทษโสณดาบส
เล่มที่ ๒๘ · ข้อ ๑๓๔ · บรรทัด ๙๔๓ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๒
อรรถกถาชาดก ตอนที่ ๔ จาก ๕
เรื่องเล่า
เนื้อความแห่งคำอันเป็นคาถานั้น มีดังต่อไปนี้ ถึงแม้ว่าพี่จะไม่ยอมรับคือ ไม่รับอัญชลีของข้าพเจ้า ผู้วิงวอนอยู่อย่างนี้ ซึ่งข้าพเจ้าประคองอยู่เพื่อต้องการให้พี่ยกโทษ พี่จงบำรุงมารดาบิดาเถิด ส่วนข้าพเจ้า ก็จะประพฤติตามถ้อยคำของพี่ คือจักเป็นผู้กระทำตามถ้อยคำ จะตั้งใจบำรุงด้วยความเป็นผู้ไม่เกียจคร้าน ทุกคืนทุกวัน คือข้าพเจ้าจักปฏิบัติบำรุงพี่.
แม้ตามปกติพระมหาสัตว์ จะมิได้ถือโทษหรือผูกเวรในนันทบัณฑิตเลยก็ตาม แต่เมื่อนันทบัณฑิตนั้น กล่าวถ้อยคำอันกระด้างกระเดื่องเป็นอย่างยิ่งจึงได้กระทำดังนั้น ก็เพื่อจะข่มให้เธอลดละมานะเสีย ครั้นมาบัดนี้ได้สดับถ้อยคำของเธอ จึงมีจิตยินดีเกิดความเลื่อมใสในเธอ กล่าวว่า นันทะน้องเอ๋ยบัดนี้พี่ยกโทษให้แก่เธอแล้ว และเธอจักได้ปฏิบัติมารดาบิดา เมื่อจะประกาศคุณของนันทบัณฑิตนั้น จึงกล่าวว่า
ดูก่อนนันทะ เธอรู้แจ้งสัทธรรมที่สัตบุรุษ ทั้งหลายแสดงแล้วเป็นแน่ เธอเป็นคนดี มีมารยาท อันงดงาม พี่ขอบใจเป็นยิ่งนัก พี่จะกล่าวกะมารดา บิดาว่า ขอท่านทั้งสองจงฟังคำของข้าพเจ้า ภาระนี้ หาใช่เป็นภาระเพียงชั่วครั้งชั่วคราวของข้าพเจ้าไม่ การบำรุงที่ข้าพเจ้าบำรุงแล้วนี้ ย่อมนำความสุขมาให้ แก่มารดาบิดาได้ แต่นันทะย่อมทำการขอร้องอ้อนวอน เพื่อบำรุงท่านทั้งสองบ้าง บรรดาท่านทั้งสองผู้สงบ ระงับ ผู้ประพฤติพรหมจรรย์ หากว่าท่านใดปรารถนา ข้าพเจ้าจะบอกกะท่านนั้น ขอให้ท่านทั้งสองผู้หนึ่งจง เลือกนันทะตามความปรารถนาเถิด นันทะจะบำรุง ใครในท่านทั้งสอง.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อริโย ได้แก่ เป็นคนดี. บทว่าอริยสมาจาโร ได้แก่ เธอเป็นผู้มีความประพฤติเรียบร้อย. บทว่า พาฬฺหํ ความว่า บัดนี้เธอย่อมเป็นที่ชอบใจแก่พี่ยิ่งนัก. บทว่า สุณาถ ความว่าข้าแต่มารดาและบิดา ขอท่านจงฟังคำของข้าพเจ้า. บทว่า นายํ ภาโร ความว่าภาระคือการปฏิบัติมารดาบิดานี้ จะว่าเป็นเพียงภาระของข้าพเจ้า ในกาลบางครั้งบางคราวก็หาไม่. บทว่า ตํ มํ ความว่า ท่านทั้งหลาย ได้สำคัญว่าการบำรุงมารดาบิดานั้นเป็นภาระข้าพเจ้าคนเดียว ก็เลี้ยงดูท่านทั้งหลายได้. บทว่า อุปฏฺานาย ยาจติ ความว่า นันทะได้มาอ้อนวอนเรา เพื่อจะขอบำรุงท่านทั้งสองบ้าง. บทว่า โย เจ อิจฺฉติ ความว่า ด้วยว่าข้าพเจ้าไม่สมควรจะพูดว่า เธอจงบำรุงมารดาหรือบิดาของพี่ แต่บรรดาท่านทั้งสอง ผู้สงบระงับแล้ว ผู้ประพฤติพรหมจรรย์ ถ้าท่านผู้ใดใครผู้หนึ่งปรารถนา ข้าพเจ้าจะบอกกะท่านผู้นั้น บรรดาท่านทั้งสอง ขอให้ท่านเลือกเอานันทะตามความปรารถนาเถิด ท่านทั้งหลายย่อมชอบใจนันทะน้องชายของข้าพเจ้านั้น ในบรรดาท่านทั้งสอง นันทะนี้สมควรจะบำรุงใคร ด้วยว่าเราทั้งสองคน ต่างก็เป็นบุตรของท่านด้วยกันนั่นแล.
ลำดับนั้น มารดาจึงลุกขึ้นจากอาสนะกล่าวว่า พ่อโสณบัณฑิตเอ๋ยน้องชายของพ่อจากไปเสียนานแล้ว แม้เธอมาแล้ว จากที่ไกลอย่างนี้ แม่ก็ไม่อาจจะอ้อนวอนได้ ด้วยว่าเราทั้งสองคน ได้อาศัยพ่ออยู่แล้ว แต่บัดนี้พ่ออนุญาตแล้ว แม่ก็จักได้กอดรัดลูกนันทะ ผู้ประพฤติพรหมจรรย์นี้ ด้วยแขนทั้งสองแล้ว พึงได้การจูบศีรษะ เมื่อจะประกาศเนื้อความนี้ จึงกล่าวคาถาว่า
ดูก่อนพ่อโสณะ เราทั้งสองคนอาศัยเจ้าอยู่ ถ้า เจ้าอนุญาต แม่ก็จะพึงได้จุมพิตลูกนันทะผู้ประพฤติ พรหมจรรย์ที่ศีรษะ.
ลำดับนั้น พระมหาสัตว์ พูดว่า ข้าแต่แม่ ถ้าอย่างนั้นลูกยอมอนุญาตแม่จงไปสวมกอดนันทะลุกชายของแม่แล้วจงจูบและจุมพิตที่ศีรษะนันทะ จงทำความเศร้าโศกภายในใจของแม่ให้ดับไปเสียเถิด. มารดาพระโพธิสัตว์นั้น จึงไปหานันทะนั้นแล้วสวมกอดนันทบัณฑิต ในท่ามกลางบริษัททีเดียว แล้วจูบและจุมพิตนันทะนั้น ที่ศีรษะดับความเศร้าโศกในควงใจเสียให้หายแล้ว เมื่อจะเจรจากับพระมหาสัตว์ จึงกล่าวว่า
ใบอ่อนของต้นอัสสัตถพฤกษ์ เมื่อลมรำเพยพัด ต้องแล้ว ย่อมหวั่นไหวไปมา ฉันใด หัวใจของแม่ก็ หวั่นไหว เพราะนาน ๆ จึงได้เห็นลูกนันทะ ฉันนั้น เมื่อใด เมื่อแม่หลับแล้วฝันเห็นลูกนันทะมา แม่ก็ดีใจ อย่างล้นเหลือว่า ลูกนันทะของแม่นี้มาแล้ว แต่เมื่อใด ครั้นแม่ตื่นขึ้นแล้ว ไม่ได้เห็นลูกนันทะของแม่มา ความเศร้าโศกและความเสียใจมิใช่น้อย ก็ทับถมยิ่งนัก วันนี้ แม่ได้เห็นลูกนันทะผู้จากไปนาน กลับมาแล้ว ขอลูกนันทะ จงเป็นที่รักของบิดาเจ้าและของแม่เอง ขอลูกนันทะ จงเข้าไปสู่เรือนของเราเถิด ดูก่อนพ่อ โสณะเอ๋ยลูกนันทะเป็นที่แสนรักยิ่งของบิดา ลูกนันทะ ยังไม่ได้เข้าไปสู่เรือนใด ขอให้ลูกนันทะจงได้เรือนนั้น ขอลูกนันทะจงบำรุงแม่เถิด.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มาลุเตริตํ ความว่า มารดาของพระมหาสัตว์กล่าวว่า ใบของต้นอัสสัตถพฤกษ์ถูกลมพัดแล้ว ย่อมโยกไหวไปมาฉันใด ในวันนี้หัวใจของแม่ ก็ย่อมหวั่นไหว เพราะได้พบเห็นลูกนันทะ ซึ่งจากไปนานฉันนั้นเหมือนกัน. บทว่า สุตฺตา ความว่า ดูก่อนพ่อโสณะเอ๋ยคราวใดเมื่อแม่หลับแล้วฝันเห็นนันทะมา แม้ในคราวนั้น แม่ก็ดีใจเหลือเกิน. บทว่า ภตฺตุ จ ได้แก่ ย่อมเป็นที่รักแห่งพ่อและแม่. บทว่า นนฺโท โนปาวิสี ฆรํ ความว่า ดูก่อนพ่อโสณะเอ๋ย นันทะลูกชายของแม่จงเข้าไปสู่บรรณศาลา บทว่า ยํ ความว่า เพราะเหตุที่นันทะนั้น ย่อมเป็นที่รักอย่างสนิทแท้ของบิดา เพราะฉะนั้น นันทะนั้น จึงไม่ต้องจากเรือนนี้ไปอีก. บทว่า นนฺโท ตํ ความว่า ดูก่อนพ่อโสณะเอ๋ย นันทะปรารถนาสิ่งใด จงได้สิ่งนั้นเถิด. บทว่า มํ นนฺโท ความว่า ดูก่อนพ่อโสณะเอ๋ย พ่อจงบำรุงบิดาของพ่อเถิด ส่วนนันทะจงบำรุงแม่.
ลำดับนั้น พระมหาสัตว์รับคำของมารดาว่า จงเป็นไปตามคำพูดของแม่อย่างนี้เถิด ดังนี้แล้ว จึงกล่าวสอนน้องชายว่า ดูก่อนน้องนันทะ น้องได้ส่วนปันของพี่แล้ว ธรรมดาว่ามารดาเป็นผู้กระทำคุณไว้เป็นยิ่งนัก น้องอย่าประมาทพึงตั้งใจปฏิบัติท่านเถิด เมื่อจะประกาศคุณของมารดา จึงได้กล่าวคาถา ๒ คาถาว่า
ดูก่อนฤๅษี มารดาเป็นผู้อนุเคราะห์ เป็นที่พึ่ง และเป็นผู้ให้ขีรรสแก่เราก่อนเป็นทางแห่งโลกสวรรค์ มารดาปรารถนาเจ้า มารดาเป็นผู้ให้ขีรรสก่อน เป็น ผู้เลี้ยงดูเรามา เป็นผู้ชักชวนเราในบุญกุศล เป็นทาง แห่งโลกสวรรค์ มารดาปรารถนาเจ้า.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อนุกมฺปกา ได้แก่ เป็นผู้มีจิตใจอ่อนโยน. บทว่า ปุพฺเพ รสทที ได้แก่ เป็นผู้ให้รสคือนำนมของตนเป็นครั้งแรกทีเดียว. บทว่า มาตา ตํ ความว่า มารดาของเราไม่ปรารถนาเราท่านเลือกเจ้า คือปรารถนาเจ้า. บทว่า โคตฺตี ได้แก่ เป็นผู้ปกครองดูแล. บทว่า ปุญฺญูปสญฺหิตา ได้แก่ เป็นที่อยู่อาศัยแห่งบุญ เป็นผู้ให้ซึ่งบุญ.
พระมหาสัตว์ ครั้นได้พรรณนาคุณงามความดีของมารดาด้วยคาถา๒ คาถาอย่างนี้แล้ว พอมารดากลับมานั่ง ณ อาสนะเดิม จึงกล่าวสอนน้องอีกว่า ดูก่อนน้องนันทะเอ๋ย น้องได้มาราดาผู้ทำกิจที่ทำได้ยากไว้แล้ว แม้เราทั้งสองคน มารดาท่านก็ได้ประคับประคองมาโดยยากลำบาก บัดนี้น้องอย่าได้ประมาทนะ จงพยายามปฏิบัติมารดาท่านเถิด น้องอย่าให้ท่านบริโภคผลไม้น้อยใหญ่ทั้งหลายที่ไม่อร่อยอีกนะ เมื่อจะประกาศว่ามารดาได้เป็นผู้กระทำกิจอันแสนยากที่คนอื่นจะทำได้ ในท่ามกลางบริษัทนั่นแล จึงกล่าวว่า
มารดาหวังผลคือบุตร จึงนอบน้อมแก่เทวดา และไต่ถามถึงฤกษ์ ฤดูและปีทั้งหลาย เมื่อมารดานั้น มีระดู ความก้าวลงแห่งสัตว์ผู้เกิดในครรภ์ ก็ย่อมมี เพราะสัตว์เกิดในครรภ์นั้น มารดาจึงแพ้ท้อง เพราะ เหตุนั้น บัณฑิตจึงเรียกมารดานั้นว่า เป็นผู้มีใจดี มารดาบริหารครรภ์อยู่หนึ่งปี หรือหย่อนกว่าปีแล้วจึง คลอด เหตุนั้น บัณฑิตจึงเรียนมารดานั้นว่า ชนยันตี และชเนตตี ผู้ยังบุตรให้เกิด มารดาย่อมปลอบบุตร ผู้ร้องไห้อยู่ให้รื่นเริงด้วยการให้ดื่มน้ำนมบ้างด้วยการ ขับกล่อมบ้าง ด้วยการอุ้มแนบไว้กับอกบ้าง เหตุนั้น บัณฑิตจึงเรียกมารดานั้นว่า ปลอบบุตรให้รื่นเริง ต่อ แต่นั้น มารดาเห็นบุตรผู้ยังเป็นเด็กอ่อน ไม่รู้จักเดียงสา เล่นอยู่ท่ามกลางสายลมและแสงแดดอันกล้า ก็เข้ารับ ขวัญ เพราะเหตุนั้น บัณฑิตจึงเรียกมารดานั้นว่า โปเสนตี ผู้เลี้ยงดูบุตร มารดาย่อมคุ้มครองทรัพย์แม้ ทั้งสองฝ่าย คือทรัพย์ของมารดา และทรัพย์ของบิดา เพื่อบุตรนั้น ด้วยตั้งใจว่า ทรัพย์ทั้งสองฝ่ายพึงเป็น ของบุตรแห่งเรา มารดายังบุตรให้ศึกษาดังนี้ว่า อย่างนี้ ซิลูก อย่างโน้นซิลูก ย่อมลำบาก เมื่อบุตรกำลังรุ่น หนุ่มคะนอง มารดาย่อมคอยมองดูบุตร ผู้หลงเพลิดเพลินในภรรยาผู้อื่น จนพลบค่ำก็ยังไม่กลับมา ย่อม เดือดร้อนด้วยประการฉะนี้. บุตรผู้อันมารดาเลี้ยงดูมาแล้ว ด้วยความลำบาก อย่างนี้ ไม่บำรุงมารดา บุตรนั้นชื่อว่า ประพฤติผิด ในมารดา ย่อมเข้าถึงนรก บุตรผู้อันบิดาเลี้ยงมาแล้ว ด้วยความลำบากอย่างนี้ ไม่บำรุงบิดา บุตรนั้นชื่อ ว่าประพฤติผิดในบิดา ย่อมเข้าถึงนรก เราได้สดับ มาว่า เพราะไม่บำรุงมารดา แม้ทรัพย์ที่เกิดแก่บุตร ทั้งหลาย ผู้ปรารถนาทรัพย์ย่อมฉิบหายหรือบุตรนั้น ย่อมเข้าถึงความยากแค้น เราได้สดับมาว่า เพราะไม่ บำรุงบิดา แม้ทรัพย์ที่เกิดแก่บุตรทั้งหลาย ผู้ปรารถนา ทรัพย์ ย่อมฉิบหาย หรือบุตรนั้นย่อมเข้าถึงความ ยากแค้น ความรื่นเริง ความบันเทิงและความหัวเราะเล่นหัวกันทุกเมื่อ บัณฑิตผู้รู้แจ้งพึงได้เพราะ การบำรุงมารดา ความรื่นเริง ความบันเทิงและ ความหัวเราะเล่นหัวกันทุกเมื่อ บัณฑิตผู้รู้แจ้งพึง ได้เพราะการบำรุงบิดา สงคหวัตถุ ๔ ประการนี้ คือ ทาน การให้ ๑ ปิยวาจา เจรจาคำน่ารัก ๑ อัตถจริยา การประพฤติประโยชน์ ๑ สมานัตตตา ความเป็นผู้มี ตนเสมอในธรรมทั้งหลายตามสมควรในที่นั้น ๆ ๑ ย่อมมีในโลกนี้ เหมือนเพลารถ ย่อมมีแก่รถที่กำลัง แล่นไป ฉะนั้น ถ้าสังคหวัตถุเหล่านี้ ไม่พึงมีไซร้ มารดาก็จะไม่พึงได้รับความนับถือหรือการบูชา เพราะ เหตุแห่งบุตร หรือบิดาก็จะไม่พึงได้ความนับถือหรือ การบูชา เพราะเหตุแห่งบุตร ก็เพราะบัณฑิตทั้งหลาย ย่อมพิจารณาเห็นสังคหวัตถุนี้ ฉะนั้น บัณฑิตเหล่านั้น ย่อมถึงความเป็นผู้ประเสริฐ และเป็นผู้อันเทวดาและ มนุษย์พึงสรรเสริญ มารดาและบิดา บัณฑิตเรียกว่า เป็นพรหมของบุตร เป็นบุรพาจารย์ของบุตร เป็นผู้ ควรรับของคำนั้นจากบุตร และว่าเป็นผู้อนุเคราะห์ บุตร เพราะเหตุนั้นแล บุตรผู้เป็นบัณฑิตพึงนอบน้อม และสักการะมารดาบิดาทั้ง ๒ นั้นด้วย ข้าว น้ำ ผ้านุ่ง ผ้าห่ม ที่นอน การขัดสี การให้อาบน้ำ และการ ล้างเท้า บัณฑิตทั้งหลาย ย่อมสรรเสริญบุตรนั้น ด้วย การบำรุงในมารดาบิดาในโลกนี้ ครั้นบุตรนั้นละโลกนี้ ไปแล้ว ย่อมบันเทิงในสวรรค์.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปุตฺตผลํ แปลว่า ผลคือบุตร. บทว่าเทวตาย นมสฺสติ ความว่า ย่อมทำการนอบน้อมบวงสรวงเทวดาว่า ขอให้บุตรจงบังเกิดมีแก่ข้าพเจ้าเถิด. บทว่า นกฺขตฺตานิ จ ปุจฺฉติ ความว่าและย่อมถามถึงนักขัตฤกษ์ทั้งหลายอย่างนี้ว่า บุตรผู้เกิดแล้วโดยฤกษ์ยามไหนจึงจะมีอายุยืนยาวนาน เกิดฤกษ์ยามไหนมีอายุสั้น. บทว่า อุตฺสํวจฺฉรานิ จความว่า อนึ่ง มารดาย่อมถามถึงฤดูและปีทั้งหลายอย่างนี้ว่า บุตรที่เกิดในฤดูไหน ในบรรดาฤดูทั้ง ๖๑ จึงจะมีอายุยืนยาวนาน เกิดในฤดูไหนจึงจะมีอายุสั้น หรือเมื่อมารดามีอายุเท่าไร บุตรเกิดมาจึงจะมีอายุยืน เมื่อมารดามีอายุเท่าไร บุตรเกิดมาจึงจะมีอายุสั้น. บทว่า อุตุสิ นหาตาย ได้แก่ เมื่อระดูเกิดขึ้นแล้ว ชื่อว่า อาบในเพราะระดู (มารดาชื่อว่ามีระดู). บทว่า อวกฺกโม ความว่า การตั้งครรภ์ย่อมมีเพราะการประชุมพร้อมแห่งเหตุ๒ ๓ ประการครรภ์จึงตั้งขึ้นในท้อง. บทว่า เตน ความว่า มารดานั้นย่อมแพ้ท้องเพราะครรภ์นั้น. บทว่า เตน ความว่า ในกาลนั้นมารดาจึงเกิดความรักในบุตรธิดาซึ่งเป็นประชาเกิดขึ้นต้องของตน เพราะเหตุนั้น ท่านจึงเรียกว่า สุหทาหญิงมีใจดี. บทว่า เตน ความว่า เพราะเหตุนั้น ท่านจึงเรียกว่า ชนยันตีบ้าง ชเนตตีบ้าง แปลว่าผู้ยังบุตรให้เกิด. บทว่า องฺคปาวุรเณนจ ความว่า ด้วยการให้บุตรนอนในระหว่างนมทั้ง ๒ ยังสัมผัสแห่งสรีระให้แผ่ไปทั่วแล้ว จึงให้อบอุ่นด้วยเครื่องคลุมคืออวัยวะนั่นแล. บทว่า โตเสนฺตี ได้แก่ ให้รู้สึก ให้ร่าเริง. บทว่า มมฺมํ กตฺวา อุทิกฺขติ ความว่า มารดาทำการรับขวัญอย่างนี้ว่า โอ้หนอ ลมพัดแดดแผดเผาในเบื้องบนบุตรของเราย่อมมองดูด้วยน้ำใจอันรักใคร่. บทว่า อุภยมฺเปตสฺส ความว่า มารดาย่อมไม่ต้องการจะให้ทรัพย์แม้ทั้ง ๒ ฝ่ายนี้ แก่ชนเหล่าอื่น จะเก็บรักษาไว้ในห้องอันมั่นคงเป็นต้น เพื่อประโยชน์แก่บุตรนี้. บทว่า เอวํ ปุตฺต อทุํ ปุตฺต
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๖๒ หน้า ๒๘๕–๓๒๔ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
สัตตตินิบาตชาดก ๒๙ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๒๙ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
บาลีอักษรไทย ฉบับสยามรัฐ
เทวตา นุสิ คนฺธพฺโพ อาทู ๓ สกฺโก ปุรินฺทโท มนุสฺสภูโต อิทฺธิมา กถํ ชาเนมุ ตํ มยํ ฯ
นมฺหิ ๔ เทโว น คนฺธพฺโพ นมฺหิ ๕ สกฺโก ปุรินฺทโท มนุสฺสภูโต อิทฺธิมา เอวํ ชานาหิ ภารถ ฯ
กตรูปมิทํ โภโต ๖ เวยฺยาวจฺจํ อนปฺปกํ เทวมฺหิ วสฺสนามมฺหิ อโนวสฺสํ ภวํ อกา ฯ ตโต วาตาตเป โฆเร สีตจฺฉายํ ภวํ อกา ฯ ตโต อมิตฺตมชฺเฌสุ สรตาณํ ภวํ อกา ฯ ตโต ผีตานิ รฏฺฐานิ วสิโน เต ภวํ อกา ตโต เอกสตํ ขเตฺย อนุยนฺเต ๗ ภวํ อกา ฯ #๑ ยุ. ตทา ฯ ๒ สี. นาญฺญมญฺญมติโรจยุํ ฯ ๓ ม. อทุ ฯ สี. ยุ. อาทฺ ฯ #๔-๕ ม. นาปิ ฯ ๖ สี. ยุ. โภตา ฯ ๗ ยุ. อนุยุตฺเต ฯ อิโต ปรํ อีทิสเมว ฯ ปติตาสฺสุ มยํ โภโต วร ตํ ภุญฺชมิจฺฉสิ หตฺถิยานํ อสฺสรถํ นาริโย จ อลงฺกตา นิเวสนานิ รมฺมานิ มยํ โภโต ททามเส ฯ อถวงฺเค วา มคเธ มยํ โภโต ททามเส อถวา อสฺสกาวนฺตึ สุมนา ทมฺม เต มยํ ฯ อุปฑฺฒํ วาปิ รชฺชสฺส มยํ โภโต ททามเส สเจ เต อตฺโถ รชฺเชน อนุสาส ยทิจฺฉสิ ฯ
น เม อตฺโถปิ รชฺเชน นคเรน ธเนน วา อโถปิ ชนปเทน อตฺโถ มยฺหํ น วิชฺชติ ฯ
โภโตว รฏฺเฐ วิชิเต อรญฺเญ อตฺถิ อสฺสโม ปิตา มยฺหํ ชเนตฺตี จ อุโภ สมฺมนฺติ อสฺสเม ฯ เตสาหํ ปุพฺพาจริเยสุ ปุญฺญํ น ลภามิ กาตเว ภวนฺตํ อชฺฌาวรํ กตฺวา โสณํ ยาเจมุ สํวรํ ฯ
กโรมิ เต ตํ วจนํ ยํ มํ ภณสิ พฺราหฺมณ เอตญฺจ โข โน อกฺขาหิ กีวนฺโต โหนฺตุ ยาจกา ฯ
ปโรสตํ ชานปทา มหาสาลา จ พฺราหฺมณา อิเม จ ขตฺติยา สพฺเพ อภิชาตา ยสสฺสิโน ภวญฺจ ราชา มโนโช อลํ เหสฺสนฺติ ยาจกา ฯ
หตฺถี อสฺเส จ โยเชนฺตุ รถํ สนฺนยฺห สารถิ อาพนฺธนานิ คณฺหาถ ปาทาสุสฺสารยทฺธเช ๑ #๑ สี. ปาเทสุสฺสารยํ ธเช ฯ อสฺสมนฺตํ คมิสฺสามิ ยตฺถ สมฺมติ โกสิโย ฯ
ตโต จ ราชา ปายาสิ เสนาย จตุรงฺคินี อคมาสิ อสฺสมํ รมฺมํ ยตฺถ สมฺมติ โกสิโย ฯ
กสฺส กาทมฺพโย กาโช เวหาสํ จตุรงฺคุลํ อํสํ อสํผุสํ เอติ อุทหารสฺส ๑ คจฺฉโต ฯ
อหํ โสโณ มหาราช ตาปโส สหิตพฺพโต ภรามิ มาตาปิตโร รตฺตินฺทิวมตนฺทิโต ฯ วนผลญฺจ มูลญฺจ อาหริตฺวา ทิสมฺปติ โปเสมิ มาตาปิตโร ปุพฺเพกตมนุสฺสรํ ฯ๙
อิจฺฉาม อสฺสมํ คนฺตุํ ยตฺถ สมฺมติ โกสิโย มคฺคํ โน โสณ อกฺขาหิ เยน คจฺเฉมุ ๒ อสฺสมํ ฯ
อยํ เอกปที ราช เยเนตํ เมฆสนฺนิภํ โกวิลาเรหิ สญฺฉนฺนํ เอตฺถ สมฺมติ โกสิโย ฯ
อิทํ วตฺวาน ปกฺกามิ ตรมาโน มหาอิสิ เวหาเส อนฺตลิกฺขสฺมึ อนุสาเสตฺวาน ขตฺติเย ฯ อสฺสมํ ปริมชฺชิตฺวา ปญฺญเปตฺวาน ๓ อาสนํ ปณฺณสาลํ ปวิสิตฺวา ปิตรํ ปฏิโพธยิ ฯ อิเม อายนฺติ ราชาโน อภิชาตา ยสสฺสิโน อสฺสมา นิกฺขมิตฺวาน นิสีท ตฺวํ ๔ มหาอิเส ฯ ตสฺส ตํ วจนํ สุตฺวา ตรมาโน มหาอิสิ #๑ ม. อุทหาราย ฯ ๒ สี. คจฺฉาม ฯ ๓ ม. ปญฺญาเปตฺวาน ฯ ๔ สี. นิสีทาหิ ฯ อสฺสมา นิกฺขมิตฺวาน สทฺวารมฺหิ อุปาวิสิ ฯ
ตญฺจ ทิสฺวาน อายนฺตํ ชลนฺตํริว เตชสา ขตฺตสงฺฆปริพฺยูฬฺหํ โกสิโย เอตทพฺรวิ ฯ กสฺส เภรี มุทิงฺคา จ สงฺขา ปณวทินฺทิมา ๑ ปุรโต ปฏิปนฺนานิ หาสยนฺตา รเถสภํ ฯ กสฺส กญฺจนปฏฺเฏน ปุถุนา วิชฺชุวณฺณินา ยุวา กลาปสนฺนทฺโธ โก เอติ สิริยา ชลํ ฯ อุกฺกามุขปหฏฺฐํว ขทิรงฺคารสนฺนิภํ มุขญฺจ รุจิราภาติ โก เอติ สิริยา ชลํ ฯ กสฺส ปคฺคหิตํ ฉตฺตํ สสลากํ มโนรมํ อาทิจฺจรํสาวรณํ โก เอติ สิริยา ชลํ ฯ กสฺส องฺคํ ปริคฺคยฺห วาลวีชนิมุตฺตมํ จรนฺติ วรปุญฺญสฺส ๒ หตฺถิกฺขนฺเธน อายโต ฯ กสฺส เสตานิ ฉตฺตานิ อาชานียา จ วมฺมิกา ๓ สมนฺตา ปริกิรนฺติ โก เอติ สิริยา ชลํ ฯ กสฺส เอกสตํ ขตฺยา อนุยนฺตา ยสสฺสิโน สมนฺตา อนุปริยนฺติ โก เอติ สิริยา ชลํ ฯ หตฺถิอสฺสรถปตฺติ- เสนา จ จตุรงฺคินี สมนฺตา อนุปริยนฺติ โก เอติ สิริยา ชลํ ฯ กสฺเสสา มหตี เสนา ปิฏฺฐิโต อนุวตฺตติ #๑ สี. ยุ. ปณวเทณฺฑิมา ฯ ๒ สี. ยุ. วรปญฺญสฺส ฯ ๓ ม. วมฺมิตา ฯ อกฺโขภินี ๑ อปริยนฺตา สาครสฺเสว อูมิโย ฯ
ราชาภิราชา มโนโช อินฺโทว ชยตํ ปติ นนฺทสฺสชฺฌาวรํ เอติ อสฺสมํ พฺรหฺมจารินํ ฯ ตสฺเสสา มหตี เสนา ปิฏฺฐิโต อนุวตฺตติ อกฺโขภินี อปริยนฺตา สาครสฺเสว อูมิโย ฯ
อนุลิตฺตา จนฺทเนน กาสิกุตฺตมธาริโน ๒ สพฺเพ ปญฺชลิกา หุตฺวา อิสีนํ อชฺฌุปาคมม ฯ
กจฺจิ นุ โภโต กุสลํ กจฺจิ โภโต อนามยํ กจฺจิ อุญฺเฉน ยาเปถ กจฺจิ มูลผลา พหู ฯ กจฺจิ ฑํสา มกสา จ อปฺปเมว สิรึสปา ๓ วเน พาฬมิคากิณฺเณ กจฺจิ หึสา น วิชฺชติ ฯ
กุสลญฺเจว โน ราช อโถ ราช อนามยํ อโถ อุญฺเฉน ยาเปม อโถ มูลผลา พหู ฯ อโถ ฑํสา มกสา จ อปฺปเมว สิรึสปา วเน พาฬมิคากิณฺเณ หึสา มยฺหํ น วิชฺชติ ฯ พหูนิ วสฺสปูคานิ อสฺสเม สมฺมตํ ๔ อิธ นาภิชานามิ อุปฺปนฺนํ อาพาธํ อมโนรมํ ฯ สฺวาคตนฺเต มหาราช อโถ เต อทุราคตํ อิสฺสโรสิ อนุปฺปตฺโต ยํ อิธตฺถิ ปเวทย ฯ ติณฺฑุกานิ ปิยาลานิ มธุเก กาสมาริโย ๕ #๑ สี. อกฺโขภนี ฯ อิโต ปรํ อีทิสเมว ฯ ม. อกฺโขภณี ฯ ๒ ยุ. กาสิวตฺถธาริโน ฯ #๓ ม. สรีสปา ฯ อิโต ปรํ อีทิสเมว ฯ ๔ สี. วสโต อิธ ฯ ๕ ม. กาสุมาริโย ฯ ผลานิ ขุทฺทกปฺปานิ ภุญฺช ราช วรํ วรํ ฯ อิทํปิ ปานิยํ สีตํ อาภตํ คิริคพฺภรา ตโต ปิว มหาราช สเจ ตฺวํ อภิกงฺขสิ ฯ
ปฏิคฺคหิตํ ยํ ทินฺนํ สพฺพสฺส อคฺฆิยํ กตํ นนฺทสฺสาปิ นิสาเมถ วจนํ โส ๑ ปวกฺขติ ฯ อชฺฌาวรมฺหา นนฺทสฺส โภโต สนฺติกมาคตา สุณาตุ เม ๒ ภวํ วจนํ นนฺทสฺส ปริสาย จ ฯ
ปโรสตํ ชานปทา มหาสาลา จ พฺราหฺมณา อิเม จ ขตฺติยา สพฺเพ อภิชาตา ยสสฺสิโน ภวญฺจ ราชา มโนโช อนุมญฺญนฺตุ เม วโจ ฯ เย จ สนฺติ ๓ สมิตาโร ยกฺขานิ อิธมสฺสเม อรญฺเญ ภูตภพฺยานิ สุณนฺตุ วจนํ มม ฯ นโม กตฺวาน ภูตานํ อิสึ วกฺขามิ สุพฺพตํ โส ตฺยาหํ ทกฺขิณา พาห ตว โกสิย สมฺมโต ฯ ปิตรํ เม ชเนตฺตึ จ ภตฺตุกามสฺส เม สโต วีร ปุญฺญมิทํ ฐานํ มา มํ โกสิย วารย ฯ สพฺภิเหตํ อุปญฺญาตํ มเมตํ อุปนิสฺสช อุฏฺฐานปาริจริยาย ทีฆรตฺตํ ตยา กตํ มาตาปิตูสุ ปุญฺญานิ มม โลกทโท ภว ฯ ตเถว สนฺติ มนุชา ธมฺเม ธมฺมปทํ วิทู #๑ สี. ยํ ฯ ยุ. ยํ โส ฯ ๒ ม. อยํ ปาโฐ นตฺถิ ฯ ๓ สี. เย วสนฺติ ฯ #ยุ. เย หิ สนฺติ ฯ มคฺโค สคฺคสฺส โลกสฺส ยถา ชานาสิ ตฺวํ อิเส ฯ อุฏฺฐานปาริจริยาย มาตาปิตุสุขาวหํ ตํ มํ ปุญฺญานิ วาเรติ อริยมคฺคาวโร นโร ฯ
สุณนฺตุ โภนฺโต วจนํ ภาตุรชฺฌาวรา มม กุลวํสํ มหาราช โปราณํ ปริหาปยํ อธมฺมจารี เชฏฺเฐสุ ๑ นิรยํ โส อุปปชฺชติ ๒ ฯ เย จ ธมฺมสฺส กุสลา โปราณสฺส ทิสํปติ จาริตฺเตน จ สมฺปนฺนา น เต คจฺฉนฺติ ทุคฺคตึ ฯ มาตา ปิตา จ ภาตา จ ภคินี ญาติพนฺธวา สพฺเพ เชฏฺฐสฺส เต ภารา เอวํ ชานาหิ ภารถ ๓ ฯ อาทิยิตฺวา ครุํ ภารํ นาวิโก วิย อุสฺสเห ธมฺมญฺจ นปฺปมชฺชามิ เชฏฺโฐ จสฺมิ รเถสภ ฯ
อธิคตมฺหา ตเม ญาณํ ชาลํว ชาตเวทโต เอวเมว โน ภวํ ธมฺมํ โกสิโย ปวิทํสยิ ฯ ยถา อุทยมาทิจฺโจ วาสุเทโว ปภงฺกโร ปาณีนํ ปวิทํเสติ รูปํ กลฺยาณปาปกํ เอวเมว โน ภวํ ธมฺมํ โกสิโย ปวิทํสยิ ฯ
เอวํ เม ยาจมานสฺส อญฺชลึ นาวพุชฺฌถ ตว ปฏฺฐจโร ๔ เหสฺสํ วุฏฺฐิโต ปริจารโก ฯ
อทฺธา นนฺท วิชานาสิ สทฺธมฺมํ สพฺภิเทสิตํ #๑ สี. โย เชฏฺโฐ ฯ ๒ ม. โสปปชฺชติ ฯ ๓ ม. ภารธ ฯ ๔ ม. ปทฺธจโร ฯ #ยุ. พทฺธญฺจโร ฯ อริโย อริยสมาจาโร พาฬฺหํ ตฺวํ มม รุจฺจสิ ฯ ภวนฺตํ วทามิ โภติญฺจ สุณาถ วจนํ มม นายํ ภาโร ภารมตฺโต ๑ อหุ มยฺหํ กุทาจนํ ฯ ตํ มํ อุปฏฺฐิตํ สนฺตํ มาตาปิตุสุขาวหํ นนฺโท อชฺฌาวรํ กตฺวา อุปฏฺฐานาย ยาจติ ฯ โย เจ ๒ อิจฺฉติ กาเมน สนฺตานํ พฺรหฺมจารินํ นนฺทํ โว วรถ ๓ เอโก กํ นนฺโท อุปติฏฺฐตุ ฯ
ตยา ตาต อนุญฺญาตา โสณ ตํ นิสฺสิตา มยํ อุปฆาตุํ ลเภ นนฺทํ มุทฺธนิ พฺรหฺมจารินํ ฯ
อสฺสตฺถสฺเสว ตรุณํ ปวาลํ ๔ มาลุเตริตํ จิรสฺสํ นนฺทํ ทิสฺวาน หทยํ เม ปเวธติ ฯ ยทา สุตฺตาปิ สุปฺปนฺเต ๕ นนฺทํ ปสฺสามิ อาคตํ อุทคฺคา สุมนา โหมิ นนฺโท โน อาคโต อยํ ฯ ยทา จ ปฏิพุชฺฌิตฺวา นนฺทํ ปสฺสามิ นาคตํ ภิยฺโย อาวิสติ โสโก โทมนสฺสญฺจนปฺปกํ ฯ สาหํ อชฺช จิรสฺสํปิ นนฺทํ ปสฺสามิ อาคตํ ภตฺตุ จ มยฺหญฺจ ปิโย นนฺโท โน ปาวิสี ฆรํ ฯ ปิตุ จ ๖ นนฺโท สุปฺปิโย ยํ นนฺโท นปฺปวเส ฆรํ ๗ ลภตุ ตาต นนฺโท ตํ มํ นนฺโท อุปติฏฺฐตุ ฯ #๑ ม. ภารมโต ฯ ๒ ม. เว ฯ ๓ ยุ. นนฺทํ ว วทถ ฯ ๔ ม. ปวาฬํ ฯ #๕ ม. สุปิเน ฯ ๖ ม. ปิตุปิ ฯ ๗ ม. ฆรา ฯ
อนุกมฺปกา ปติฏฺฐา จ ปุพฺเพ รสทที จ โน มคฺโค สคฺคสฺส โลกสฺส มาตา ตํ วรเต อิเส ฯ ปุพฺเพ รสทที โคตฺตี มาตา ปุญฺญูปสญฺหิตา มคฺโค สคฺคสฺส โลกสฺส มาตา ตํ วรเต อิเส ฯ
อากงฺขมานา ปุตฺตผลํ เทวตาย นมสฺสติ นกฺขตฺตานิ จ ปุจฺฉติ อุตุสํวจฺฉรานิ จ ฯ ตสฺสา อุตุสิ ๑ นฺหาตาย โหติ คพฺภสฺสวกฺกโม ๒ เตน โทหฬินี โหติ สุหทา เตน วุจฺจติ ฯ สํวจฺฉรํ วา อูนํ วา ปริหริตฺวา วิชายติ เตน สา ชนยนฺตีติ ชเนตฺตี เตน วุจฺจติ ฯ ถนกฺขีเรน คีเตน องฺคปาวุรเณน จ โรทนฺตํ ปุตฺตํ โตเสติ โตเสนฺตี เตน วุจฺจติ ฯ ตโต วาตาตเป โฆเร มมฺมํ กตฺวา อุทิกฺขติ ทารกํ อปฺปชานนฺตํ โปเสนฺตี เตน วุจฺจติ ฯ ยญฺจ มาตุ ธนํ โหติ ยญฺจ โหติ ปิตุทฺธนํ อุภยมฺเปตสฺส โคเปติ อปิ ปุตฺตสฺส โน สิยา ฯ เอวํ ปุตฺต อทุํ ปุตฺต อิติ มาตา วิหญฺญติ ปมตฺตํ ปรทาเรสุ นิสฺสิเว ๓ ปตฺตโยพฺพเน( สายํ ปุตฺตํ อนายนฺตํ อิติ มาตา วิหญฺญติ ฯ #๑ ม. อุตุมฺหิ ฯ ๒ ม. คพฺภสฺสโวกฺกโม ฯ ๓ ม. นิสีเถ ฯ เอวํ กิจฺฉาภโต โปโส มาตุ อปริจารโก มาตริ มิจฺฉาจริตฺวาน นิรยํ โส อุปปชฺชติ ๑ ฯ เอวํ กิจฺฉาภโต โปโส ปิตุ อปริจารโก ปิตริ มิจฺฉาจริตฺวาน นิรยํ โส อุปปชฺชติ ฯ ธนมฺปิ ๒ ธนกามานํ นสฺสติ อิติ เม สุตํ มาตรํ อปริจริตฺวาน กิจฺฉํ วา โส นิคจฺฉติ ฯ ธนมฺปิ ๓ ธนกามานํ นสฺสติ อิติ เม สุตํ ปิตรํ อปริจริตฺวาน กิจฺฉํ วา โส นิคจฺฉติ ฯ อานนฺโท จ ปโมโท จ สทา หสิตกีฬิตํ มาตรํ ปริจริตฺวาน ลพฺภเมตํ วิชานโต ฯ อานนฺโท จ ปโมโท จ สทา หสิตกีฬิตํ ปิตรํ ปริจริตฺวาน ลพฺภเมตํ วิชานโต ฯ ทานญฺจ ปิยวาจญฺจ ๔ อตฺถจริยา จ ยา อิธ สมานตฺตตา จ ธมฺเมสุ ตตฺถ ตตฺถ ยถารหํ ฯ เอเต โข สงฺคหา โลเก รถสฺสาณีว ยายโต เอเต จ สงฺคหา นาสฺสุ น มาตา ปุตฺตการณา ลเภถ มานํ ปูชํ วา ปิตา วา ปุตฺตการณา ฯ ยสฺมา จ สงฺคหา เอเต สมเวกฺขนฺติ ๕ ปณฺฑิตา ตสฺมา มหตฺตํ ปปฺโปนฺติ ปาสํสา จ ภวนฺติ เต ฯ พฺรหฺมาติ มาตาปิตโร ปุพฺพาจริยาติ วุจฺจเร #๑ ม. โสปปชฺชติ ฯ อิโต ปรํ อีทิสเมว ฯ ๒-๓ ม. ธนาปิ ฯ ๔ ม. เปยฺยวชฺชญฺจ ฯ #๕ ม. สมฺมเวกฺขนฺติ ฯ อาหุเนยฺยา จ ปุตฺตานํ ปชาย อนุกมฺปกา ฯ ตสฺมา หิ เต นมสฺเสยฺย สกฺกเรยฺย จ ปณฺฑิโต อนฺเนน อโถ ปาเนน วตฺเถน สยเนน จ อุจฺฉาทเนน นฺหาเนน ปาทานํ โธวเนน จ ฯ ตาย นํ ปาริจริยาย ๑ มาตาปิตูสุ ปณฺฑิตา อิเธว นํ ปสํสนฺติ เปจฺจ สคฺเค ปโมทตีติ ฯ โสณนนฺทชาตกํ ทุติยํ ฯ ____________ ตสฺสุทฺทานํ อถ สตฺตติมมฺหิ นิปาตวเร สภาวนฺตุกุสาวติราชวโร อถ โสณสุนนฺทวโร จ ปุน อภิวาสิต สตฺตติมมฺหิ สุเต ฯ สตฺตตินิปาตํ นิฏฺฐิตํ ฯ ____________ #๑ ยุ. ปริจริยาย ฯ
ที่มา: พระไตรปิฎกบาลีอักษรไทย ฉบับสยามรัฐ เล่มที่ ๒๘ ข้อ ๑๓๔
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๘