โสณนันทชาดก
ว่าด้วยเรื่องพระราชาไปขอขมาโทษโสณดาบส
เล่มที่ ๒๘ · ข้อ ๑๓๔ · บรรทัด ๙๔๓ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๒
อรรถกถาชาดก ตอนที่ ๒ จาก ๕
เรื่องเล่า
ความช่วยเหลืออันมิใช่น้อยนี้ เป็นกิจที่พระผู้ เป็นเจ้ากระทำแล้ว คือ เมื่อฝนตกพระผู้เป็นเจ้าก็ได้ ทำไม่ให้มีฝน แต่นั้น เมื่อลมจัดและแดดร้อน พระ ผู้เป็นเจ้าก็ได้ทำให้มีเงาบังร่มเย็น แต่นั้น พระผู้เป็น เจ้าได้ทำการป้องกันลูกศร ในท่ามกลางแห่งศัตรู แต่นั้น พระผู้เป็นเจ้าได้ทำบ้านเมืองอันรุ่งเรืองและ และชาวเมืองเหล่านั้นให้ตกอยู่ในอำนาจ ของข้าพเจ้า แต่นั้นพระผู้เป็นเจ้าได้ทำกษัตริย์ ๑๐๑ พระองค์ ให้ เป็นผู้ติดตามของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าขอขอบคุณพระผู้ เป็นเจ้ายิ่งนัก พระผู้เป็นเจ้าจะปรารถนาสิ่งที่จะให้จิต ชื่นชม คือ ยานอันเทียมด้วยช้าง รถอันเทียมด้วยม้า และสาวน้อยทั้งหลายที่ประดับประดาแล้ว หรือรมณียสถานอันเป็นที่อยู่อาศัย อันใด ขอพระผู้เป็นเจ้า จง เลือกเอาสิ่งนั้นตามประสงค์เถิด ข้าพเจ้าขอถวายแก่ พระผู้เป็นเจ้า หรือว่าพระผู้เป็นเจ้าจะปรารถนาแคว้น อังคะหรือแคว้นมคธ ข้าพเจ้าก็ขอถวายแก่พระผู้เป็น เจ้า หรือว่าพระผู้เป็นเจ้าปรารถนาแคว้นอัสสกะ หรือ แคว้นอวันตี ข้าพเจ้าก็มีใจยินดีขอถวายแคว้นเหล่านั้น ให้แก่พระผู้เป็นเจ้า หรือแม้พระผู้เป็นเจ้าปรารถนา ราชสมบัติกึ่งหนึ่งไซร้ ข้าพเจ้าก็ขอถวายแก่พระผู้เป็น เจ้า ถ้าพระคุณเจ้ามีความต้องการด้วยราชสมบัติทั้งหมด ข้าพเจ้าก็ขอถวาย พระคุณเจ้าปรารถนาสิ่งใด ขอพระคุณเจ้าบอกมาเถิด.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กตรูปมิทํ ได้แก่ มีสภาพอันพระคุณเจ้ากระทำแล้ว . บทว่า เวยฺยาวจฺจํ ได้แก่ การงานที่ช่วยเหลือกันทางกาย. บทว่า อโนวสฺสํ ได้แก่ มิให้ฝนตก. อธิบายว่า พระคุณเจ้าได้กระทำโดยประการที่ฝนจะไม่ตกลงมา. บทว่า สีตจฺฉายํ ได้แก่ มีเงาอันร่มเย็น. บทว่าวสิโน เต ได้แก่ พระคุณเจ้าได้กระทำประชาชนชาวแคว้นเหล่านั้น ให้อยู่ในอำนาจของข้าพเจ้า. บทว่า ขตฺเย ได้แก่ กษัตริย์ทั้งหลาย. แม้ในอรรถกถาท่านก็กล่าวไว้อย่างนี้เหมือนกัน. บทว่า ปติตาสฺสุ มยํ ได้แก่ข้าพเจ้ายินดียิ่งนัก. บทว่า วร ตํ ภุญฺชมิจฺฉสิ ความว่า คำว่า ภุญชะนี้เป็นชื่อของรัตนะ (สิ่งที่ทำให้เกิดความยินดี) อธิบายว่า ข้าพเจ้าจะให้พรแก่ท่าน ท่านปรารถนารัตนะอันใด ท่านจงเลือกเอารัตนะอันนั้นเถิด. พระราชาทรงแสดงรัตนะนั้น โดยรวบยอดด้วย คำว่า หตฺถิยานํ ดังนี้เป็นต้น. บทว่า อสฺสกาวนฺตี ได้แก่ แคว้นอัสสกะ หรือแคว้นอวันตี. ด้วยบทว่า รชฺเชน นี้ พระราชาทรงแสดงว่า ถ้าแม้พระคุณเจ้ามีความปรารถนาราชสมบัติในชมพูทวีปทั้งหมด ข้าพเจ้าก็จะให้ราชสมบัตินั้นแก่พระคุณเจ้า แล้วจักมีมือถือโล่และอาวุธ วิ่งไปข้างหน้ารถของพระคุณเจ้า ดังนี้. บทว่า ยทิจฺฉสิ ความว่า พระคุณเจ้าปรารถนาสิ่งใด ทุกอย่างที่ข้าพเจ้ากล่าวมาแล้วเหล่านี้ก็จงบอกคือจงสั่งสิ่งนั้นแก่ข้าพเจ้าเถิด.
นันทบัณฑิตดาบส ได้ฟังพระดำรัสนั้นแล้ว เมื่อจะชี้แจงความประสงค์ของตนให้แจ่มแจ้ง จึงทูลว่า
อาตมภาพ ไม่มีความต้องการด้วยราชสมบัติ บ้านเมือง ทรัพย์ หรือแม้ชนบท อาตมภาพไม่มีความ ต้องการเลย.
นันทบัณฑิตทูลต่อไปว่า ดูก่อนมหาบพิตร ถ้าพระองค์มีความรักในอาตมภาพ ขอได้ทรงกระทำตามคำของอาตมาภาพสักอย่างหนึ่ง แล้วทูลเป็นคาถาว่า
ในแว่นแคว้นอาณาเขตของมหาบพิตร มีอาศรม อยู่ในป่า มารดาและบิดาทั้งสองท่านของอาตมภาพ อยู่ในอาศรมนั้น อาตมภาพอยู่ในอาศรมนั้น อาตมภาพไม่ได้เพื่อทำบุญในท่านทั้งสอง ผู้เป็นบุรพาจารย์ นั้น อาตมภาพขอเชิญมหาบพิตร ผู้ประเสริฐยิ่งไป ขอขมาโทษโสณดาบส เพื่อสังวรต่อไป.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า รฏฺเ ได้แก่ ในความเป็นพระราชา. บทว่า วิชิเต ได้แก่ สถานที่ที่พระองค์แผ่ราชอาญาไป. บทว่า อสฺสโม ได้แก่ ในป่าแห่งหิมวันตประเทศนั้น มีอาศรมอยู่แห่งหนึ่ง. บทว่า สมฺมนฺติ ได้แก่ อยู่ในอาศรมนั้น. บทว่า เตสาหํ ตัดบทเป็น เตสุ อหํ แปลว่าอาตมภาพมิได้กระทำบุญในบุรพาจารย์ทั้ง ๒ นั้น. บทว่า กาตเว ความว่าอาตมาภาพไม่ได้กระทำบุญ กล่าวคือวัตรปฏิบัติและการนำผลไม้น้อยใหญ่มาเพราะว่าพี่ชายของอาตมภาพชื่อโสณบัณฑิต ได้ขับไล่อาตมภาพ เพราะความผิดอย่างหนึ่งของอาตมภาพว่า เจ้าจงอย่าอยู่ในที่นี้เลย. บทว่า อชฺฌาวรํ ความว่า อาตมภาพจะขออัญเชิญพระองค์ผู้ประเสริฐยิ่ง พร้อมด้วยบริวารเสด็จไปขอขมาโทษโสณบัณฑิต คือ อาตมภาพจะขอสำรวมต่อไป. บาลีว่ายาเจมิ มํ วรํ แปลว่า อาตมภาพจะขอพรอันนี้ ดังนี้ก็มี. อธิบายว่าอาตมภาพจะไปอ้อนวอนพระโสณะให้ยกโทษพร้อมกับพระองค์ คือ อาตมภาพจะรับเอาพรอันนี้จากสำนักของพระองค์.
ลำดับนั้น พระราชาตรัสกะนันทดาบสนั้นว่า
ข้าแต่ท่านพราหมณ์ ข้าพเจ้าจะขอทำตามคำที่ พระคุณเจ้ากล่าวกะข้าพเจ้าทุกประการ ก็แต่ว่า บุคคล ผู้จะอ่อนวอนขอโทษมีประมาณเท่าใด ขอพระคุณเจ้า จงบอกบุคคลมีประมาณเท่านั้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กโรมิ ความว่า พระราชารับสั่งว่าข้าพเจ้าจะให้ราชสมบัติในชนพูทวีปทั้งหมด จักมิได้กระทำกรรมอะไรมีประมาณเพียงเท่านี้ ข้าพเจ้าก็จะกระทำตามคำของท่าน. บทว่า กึวนฺโต ได้แก่ มีประมาณเท่าใด.
นันทบัณฑิตทูลว่า
ชาวชนบทมีประมาณหนึ่งร้อยเศษ พราหมณ์ มหาศาลก็เท่ากัน กษัตริย์ผู้เป็นอภิชาต ผู้เรืองยศเหล่า นี้ทั้งหมด ทั้งมหาบพิตรซึ่งทรงพระนามว่า พระเจ้า นโนชะ บุคคลผู้จะอ้อนวอนขอโทษ ประมาณเท่านี้ ก็พอแล้ว ขอถวายพระพร.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ชานปทา ได้แก่ คฤหบดีมหาศาล. บทว่า พฺราหฺมณา ได้แก่ พราหมณ์ผู้จบพระเวทประมาณร้อยเศษเท่ากัน. บทว่า อลํ เหสฺสนฺติ ความว่า จักเป็นการเพียงพอแล้ว . บทว่า ยาจกาได้แก่ บุคคลที่จะไปขอร้องให้โสณบัณฑิตยกโทษ เพื่อประโยชน์แก่อาตมภาพ.
ลำดับนั้น พระราชาตรัสกะนันทบัณฑิตนั้นว่า
เจ้าพนักงานทั้งหลาย จงเตรียมช้าง จงเตรียมม้า นายสารถี ท่านจงเตรียมรถ ท่านทั้งหลายจงถือเอา เครื่องผูก จงยกธงชัยขึ้นที่คันธงทั้งหลาย เราจะไปยัง อาศรมอันเป็นที่อยู่ของโกสิยดาบส.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โยเชนฺตุ ความว่า นายควาญช้างทั้งหลายจงจัดเตรียมช้าง และนายควาญม้าทั้งหลาย จงจัดเตรียมม้า. บทว่า รถํ สนฺนยฺห สารถิ ความว่า ดูก่อนสารถีผู้เป็นสหาย แม้ตัวท่านก็จงผูกสอดรถนั้น. บทว่า อาพนฺธนานิ ความว่า ท่านทั้งหลาย จงถือเอาเครื่องที่สำหรับจะผูกทั่ว ๆ ไป ในช้าง ม้าและรถทั้งหลาย. บทว่า ปาเทสุสฺสารยทฺธเช ความว่า จงยกคือให้ยกธงที่คันธงซึ่งตั้งอยู่บนรถ. บทว่า โกสิโย ความว่าพระราชาตรัสว่า พระดาบสผู้โกสิยโคตร อยู่ในอาศรมใด ดังนี้.
พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสว่า
ก็ลำดับนั้น พระราชาพร้อมด้วยจาตุรงคเสนา ได้เสด็จไปยังอาศรมอันน่ารื่นรมย์ ซึ่งเป็นที่อยู่ของ
โกสิยดาบส. นี้เป็นคาถาที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตรัสเพิ่มเข้ามา.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตโต จ ความว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลายพระราชาพระองค์นั้น ครั้นตรัสอย่างนี้แล้ว ในลำดับนั้น จึงทรงพากษัตริย์๑๐๑ พระองค์ แวดล้อมด้วยเสนาหมู่ใหญ่ ให้พระดาบสนันทบัณฑิตนำหน้าเสด็จออกจากพระนคร. บทว่า จตุรงฺคินี ความว่า เสด็จไปยังอาศรมพร้อมด้วยจตุรงคเสนา. แม้กำลังเสด็จประทับอยู่ในระหว่างทาง ท่านก็กล่าวไว้อย่างนี้ เพราะจะต้องเสด็จไปอย่างแน่นอน นันทบัณฑิตดาบส เดินทางไปพร้อมด้วยหมู่พลเสนาประมาณได้ ๒๔ อักโขภิณี เนรมิตทางที่กว้างได้ ๘ อุสภะให้ราบเรียบ ด้วยอานุภาพแห่งฤทธิ์ แล้วลาดแผ่นหนังในอากาศทีเดียว นั่งขัดสมาธิบนแผ่นหนังนั้น มีเสนาแวดล้อมแล้ว กล่าวถ้อยคำอันประกอบด้วยธรรมะ กับพระราชาผู้ประทับนั่งบนคอช้าง ทำประทับแล้ว เสด็จไปด้วยกันห้ามเสียซึ่งอันตรายมีความเย็นและความร้อนเป็นต้น ได้ไปแล้ว.
ในวันเมื่อพระนันทดาบสนั้นมาถึงอาศรม โสณบัณฑิตดาบส รำพึงว่าน้องชายของเราออกไปเสียนานถึง ๗ ปี ๗ เดือน ๗ วันแล้ว จึงเล็งแลดูด้วยทิพยจักษุญาณว่า บัดนี้เธอไปอยู่ที่ไหนหนอ ก็เห็นว่า น้องชายของเรากำลังพาพระราชา ๑๐๑ พระองค์ พร้อมด้วยบริวารประมาณ ๒๔ อักโขภิณีมา เพื่อจะให้เรายกโทษเป็นแน่แท้ จึงดำริต่อไปว่า กษัตริย์เหล่านั้น พร้อมทั้งบริษัทได้เห็นปาฏิหาริย์ของน้องชายเราเป็นอันมาก แต่ยังมิได้ทราบอานุภาพของเรา ก็จะพากันมาเจรจาข่มขู่ดูหมิ่นเราว่า ผู้นี้แหละเป็นชฏิลโกง ช่างไม่รู้จักประมาณตนเองเสียเลย จะมาต่อยุทธ์กับพระผู้เป็นเจ้าของเราทั้งหลาย ดังนี้ทั้งหมดก็จะพึงมีนรกอเวจีเป็นที่เป็นไปในเบื้องหน้า เราจักแสดงอิทธิปาฏิหาริย์แก่พวกกษัตริย์และบริษัทเหล่านั้น พระโสณบัณฑิตดาบสนั้น จึงวางไม้คานสำหรับทาบน้ำในอากาศ โดยมิให้ถูกบ่าห่างประมาณ ๔ องคุลี แล้วเหาะไปทางอากาศ ในที่ไม่ไกลแต่พระราชา เพื่อจะนำเอาน้ำมาจากสระอโนดาดนันทบัณฑิตดาบส พอเห็นพี่ชายเหาะมา ไม่อาจจะแสดงตนได้ จึงอันตรธานไปในที่นั่งนั้นทีเดียว หนีเข้าไปยังป่าหิมวันต์ พระเจ้ามโนชราช ทอดพระเนตรเห็นพระโสณบัณฑิตดาบสนั้น เหาะมาด้วยเพศฤาษีอันน่าเลื่อมใส จึงตรัสพระคาถาว่า
ไม้คานอันทำด้วยไม้กระทุ่มของใคร ผู้ไปเพื่อ หาบน้ำ ลอยมายังเวหาสมิได้ลูกบ่า ห่างประมาณ ๔ องคุลี.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กาพมฺพโย ได้แก่ ทำด้วยไม้กระทุ่ม. บทว่า อํสํ อสํผุสํ เอติ ความว่า ไม้คานนี้มิได้ถูกต้องบ่า ลอยมาอยู่. บทว่า อุทกาหารสฺส ความว่า ไม้คานนี้ของใคร ผู้ไปอยู่เพื่อนำน้ำมา คือท่านชื่ออะไร หรือว่า ท่านมาจากไหนกัน.
แม้เมื่อพระราชาตรัสอย่างนี้แล้ว พระมหาสัตว์จึงกล่าวคาถา ๒ คาถาว่า
ดูก่อนมหาบพิตร อาตมภาพชื่อว่า โสณะ เป็น ดาบสมีวัตรอันสมาทานแล้ว มิได้เกียจคร้านเลี้ยงดู มารดาบิดาอยู่ทุกคืนทุกวัน ดูก่อนมหาบพิตร ผู้เป็น เจ้าแห่งทิศ อาตมภาพระลึกถึงอุปการคุณ ที่ท่านทั้ง สองได้กระทำแล้ว ในกาลก่อน จึงนำผลไม้ป่าและ เผือกมันมาเลี้ยงดูมารดาบิดา.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สหิตพฺพโต ความว่า พระโสณบัณฑิตดาบสนั้นกล่าวว่า อาตมภาพเป็นดาบสองค์หนึ่ง เป็นผู้มีวัตรอันสมาทานแล้วคือเป็นผู้สมบูรณ์ด้วยศีลและมารยาท. บทว่า ภรามิ แปลว่า เลี้ยงดูประจำ. บทว่า อตนฺทิโต ได้แก่ เป็นผู้ไม่เกียจคร้าน. บทว่า ปุพฺเพกตมนุสฺสรํ ความว่า อาตมภาพระลึกถึงอยู่ซึ่งบุญคุณ ที่มารดาและบิดาทั้งสองนั้นได้กระทำไว้แล้วแก่อาตมภาพในกาลก่อน.
พระราชา ได้ทรงสดับคำนั้นแล้ว มีพระประสงค์ใคร่จะทอดพระเนตรอาศรม พร้อมด้วยพระโพธิสัตว์นั้น จึงได้ตรัสคาถาอันเป็นลำดับต่อไปว่า
ข้าพเจ้าทั้งหลาย ปรารถนาจะไปยังอาศรม ซึ่ง เป็นที่อยู่ของโกสิยดาบส ข้าแต่ท่านโสณะ ขอท่านได้ โปรดบอกทาง ที่จะไปยังอาศรมนั้น แก่ข้าพเจ้าทั้ง หลายเถิด.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อสฺสมํ ความว่า ข้าพเจ้าทั้งหลายปรารถนาจะไปยังอาศรมบทของท่านทั้งหลาย.
ลำดับนั้น พระมหาสัตว์ จึงเนรมิตหนทางสำหรับไปยังอาศรมบทด้วยอานุภาพของตน แล้วทูลกะพระเจ้ามโนชราชนั้นว่า
ดูก่อนมหาบพิตร หนทางนี้เป็นหนทางสำหรับ เดินคนเดียว ขอเชิญมหาบพิตร เสด็จไปยังป่าอัน สะพรั่งไปด้วยต้นทองหลาง มีสีเขียวชอุ่มดังสีเมฆ โกสิยดาบสอยู่ในป่านั้น.
เนื้อความแห่งคำอันเป็นคาถานั้น มีดังต่อไปนี้ ดูก่อนมหาบพิตรหนทางนี้เป็นหนทางเท้าสำหรับเดินไปได้เพียงคนเดียว ขอเชิญพระองค์เสด็จไป โดยทิศาภาคที่หมู่ไม้อันสะพรั่งไปด้วยต้นทองหลาง มีดอกอันเบ่งบานดีแล้ว มีสีเหมือนเมฆปรากฏอยู่นี้. บิดาของอาตมภาพผู้โกสิยโคตร อยู่ในอาศรมนี้ นั่นคืออาศรมแห่งบิดาของอาตมภาพ.
พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสว่า
โสณมหาฤๅษี ครั้นกล่าวคำนี้แล้ว ได้พร่ำสอน กษัตริย์ทั้งหลาย ณ กลางหาวแล้วรีบหลีกไปยัง สระอโนดาต แล้วกลับมาปัดกวาดอาศรม แต่งตั้ง อาสนะแล้ว เข้าไปสู่บรรณศาลา แจ้งให้ดาบสผู้เป็น บิดาทราบว่า ข้าแต่ท่านมหาฤๅษี พระราชาทั้งหลาย ผู้เป็นอภิชาตเรืองยศเหล่านี้ เสด็จมาหา ขอเชิญบิดา ออกไปนั่งนอกอาศรมเถิด มหาฤๅษี ได้ฟังคำของ โสณบัณฑิตนั้นแล้ว รีบออกจากอาศรมมานั่งอยู่ที่
ประตูของตน. นี้เป็นพระคาถาที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสเพิ่มขึ้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปกฺกามิ ได้แก่ ไปยังสระอโนดาต. บทว่า อสฺสมํ ปริมชฺชิตฺวา ความว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ฤๅษีนั้นรีบไปยังสระอโนดาตโดยเร็วพลัน แล้วตักน้ำดื่มมา เมื่อพระราชาเหล่านั้น ยังไม่ทันถึงอาศรมนั่นแล ก็กลับมาก่อนจัดแจงตั้งหม้อน้ำดื่มไว้ในโรงน้ำ แล้วอบน้ำด้วยดอกไม่ในป่าทั้งหลาย ด้วยคิดว่า มหาชนจักได้ดื่มน้ำ แล้วถือเอาไม้กวาดมากวาดอาศรม จัดแจงแต่งตั้งอาสนะของบิดาไว้ที่ประตูบรรณศาลาแล้ว เข้าไปบอกให้บิดาได้ทราบ. บทว่า อุปาวิสิ ได้แก่ นั่งบนอาสนะสูง.
ส่วนมารดาของพระโพธิสัตว์ นั่งบนอาสนะต่ำกว่าบิดา ซึ่งตั้งอยู่ข้างหลัง. พระโพธิสัตว์นั่งอยู่บนอาสนะต่ำ ณ ส่วนข้างหนึ่ง.
ฝ่ายนันทบัณฑิตดาบส ในเวลาที่พระโพธิสัตว์ไปตักน้ำดื่มมาจากสระอโนดาต กลับมายังอาศรมแล้ว จึงไปยังสำนักของพระราชา ให้หยุดพักกองทัพไว้ ณ ที่ใกล้อาศรม. ลำดับนั้น พระเจ้ามโนชราชทรงสรงสนานประดับด้วยเครื่องอลังการทั้งปวง มีกษัตริย์ ๑๐๑ พระองค์ ห้อมล้อมเป็นบริวาร พานันทบัณฑิตเสด็จเข้าไปยังอาศรม ด้วยความเป็นผู้เลิศด้วยความงามแห่งสิริอันยิ่งใหญ่ เพื่อจะขอให้พระโพธิสัตว์ยกโทษ. ลำดับนั้น บิดาพระโพธิสัตว์เห็นพระราชานั้นเสด็จมาดังนั้น จึงถามพระโพธิสัตว์. แม้พระโพธิสัตว์ก็ได้เล่าถึงความเป็นไปทั้งหมดให้บิดาได้ทราบ.
พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสว่า
โกสิยดาบสได้เห็นพระเจ้ามโนชะนั้น ซึ่งมีหมู่ กษัตริย์ห้อมล้อมเป็นกองทัพ ประหนึ่งรุ่งเรืองด้วยเดช เสด็จมาอยู่ จึงกล่าวคาถานี้ความว่า กลอง ตะโพน สังข์ บัณเฑาะว์ และมโหระทึก ยังพระราชาผู้เป็น จอมทัพให้ร่าเริงอยู่ ดำเนินไปแล้วข้างหน้าของใคร หน้าผากของใครสวมแล้วด้วยแผ่นทองอันหนามีสีดุจ สายฟ้า ใครกำลังหนุ่มแน่นผูกสอดด้วยกำลูกศร รุ่งเรืองด้วยสิริ เดินมาอยู่ อนึ่งหน้าของใครงามผุดผ่อง ดุจทองคำอันละลายคว้างที่ปากเบ้า มีสีดังถ่านเพลิง ใครหนอรุ่งเรืองด้วยสิริ กำลังเดินมาอยู่ ฉัตรพร้อม ด้วยคันน่ารื่นรมย์ใจ สำหรับกั้นแสงอาทิตย์ อันบุคคล กางแล้วเพื่อใคร ใครหนอรุ่งเรืองด้วยสิริ กำลังเดิน มาอยู่ ชนทั้งหลาย ถือพัดวาลวีชนีเครื่องสูง เดินเคียง องค์ของใคร ผู้มีบุญอันประเสริฐ มาอยู่โดยคอช้าง เศวตฉัตร ม้าอาชาไนย และทหารสวมเกราะ เรียงรายอยู่โดยรอบของใคร ใครหนอรุ่งเรืองด้วยสิริ กำลังเดินมาอยู่ กษัตริย์ ๑๐๑ พระนครผู้เรืองยศเสด็จ พระราชดำเนินแวดล้อมตามอยู่โดยรอบของใคร ใคร หนอรุ่งเรืองด้วยสิริ กำลังเดินมาอยู่ จาตุรงคเสนา คือ พลช้าง พลม้า พลรถ และพลเดินเท้า เดิน แวดล้อมตามอยู่โดยรอบของใคร ใครหนอรุ่งเรือง ด้วยสิริ กำลังเดินมาอยู่ เสนาหมู่ใหญ่นี้นับไม่ถ้วน ไม่มีที่สุดดุจคลื่นในมหาสมุทรกำลังห้อมล้อมตามหลัง ใครมา.
พระมหาสัตว์ เมื่อจะบอกพระนามของพระเจ้ามโนชราชนั้น จึงได้กล่าวคาถา ๒ คาถาเหล่านี้ว่า
กษัตริย์ที่กำลังเสด็จมานั้น คือ พระเจ้ามโนราชาราช เป็นเพียงดังพระอินทร์ผู้เป็นใหญ่กว่าเทวดาชั้น ดาวดึงส์ เข้าถึงความเป็นบริษัทของนันทดาบส กำลัง มาสู่อาศรม อันเป็นที่ประพฤติพรหมจรรย์ เสนาหมู่ ใหญ่นี้ นับไม่ถ้วน ไม่มีที่สุด ดุจคลื่นในมหาสมุทร กำลังตามหลังพระเจ้ามโนชะนั้นมา.
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๖๒ หน้า ๒๘๕–๓๒๔ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
สัตตตินิบาตชาดก ๒๙ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๒๙ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
บาลีอักษรโรมัน ฉบับสยามรัฐ
Devatā nusi gandhabbo ādū 3- sakko purindado manussabhūto iddhimā kathaṃ jānemu taṃ mayaṃ.
Namhi 4- devo na gandhabbo namhi 5- sakko purindado manussabhūto iddhimā evaṃ jānāhi bhāratha.
|136.1| Katarūpamidaṃ bhoto 6- veyyāvaccaṃ anappakaṃ devamhi vassanāmamhi anovassaṃ bhavaṃ akā. |136.2| Tato vātātape ghore sītacchāyaṃ bhavaṃ akā. Tato amittamajjhesu saratāṇaṃ bhavaṃ akā. |136.3| Tato phītāni raṭṭhāni vasino te bhavaṃ akā tato ekasataṃ khatye anuyante 7- bhavaṃ akā. @Footnote: 1 Yu. tadā . 2 Sī. nāññamaññamatirocayuṃ . 3 Ma. adu. Sī. Yu. ād. @4-5 Ma. nāpi . 6 Sī. Yu. bhotā . 7 Yu. anuyutte. ito paraṃ īdisameva. |136.4| Patitāssu mayaṃ bhoto vara taṃ bhuñjamicchasi hatthiyānaṃ assarathaṃ nāriyo ca alaṅkatā nivesanāni rammāni mayaṃ bhoto dadāmase. |136.5| Athavaṅge vā magadhe mayaṃ bhoto dadāmase athavā assakāvantiṃ sumanā damma te mayaṃ. |136.6| Upaḍḍhaṃ vāpi rajjassa mayaṃ bhoto dadāmase sace te attho rajjena anusāsa yadicchasi.
Na me atthopi rajjena nagarena dhanena vā athopi janapadena attho mayhaṃ na vijjati.
|138.1| Bhotova raṭṭhe vijite araññe atthi assamo pitā mayhaṃ janettī ca ubho sammanti assame. |138.2| Tesāhaṃ pubbācariyesu puññaṃ na labhāmi kātave bhavantaṃ ajjhāvaraṃ katvā soṇaṃ yācemu saṃvaraṃ.
Karomi te taṃ vacanaṃ yaṃ maṃ bhaṇasi brāhmaṇa etañca kho no akkhāhi kīvanto hontu yācakā.
Parosataṃ jānapadā mahāsālā ca brāhmaṇā ime ca khattiyā sabbe abhijātā yasassino bhavañca rājā manojo alaṃ hessanti yācakā.
Hatthī asse ca yojentu rathaṃ sannayha sārathi ābandhanāni gaṇhātha pādāsussārayaddhaje 1- @Footnote: 1 Sī. pādesussārayaṃ dhaje. Assamantaṃ gamissāmi yattha sammati kosiyo.
Tato ca rājā pāyāsi senāya caturaṅginī agamāsi assamaṃ rammaṃ yattha sammati kosiyo.
Kassa kādambayo kājo vehāsaṃ caturaṅgulaṃ aṃsaṃ asaṃphusaṃ eti udahārassa 1- gacchato.
|144.1| Ahaṃ soṇo mahārāja tāpaso sahitabbato bharāmi mātāpitaro rattindivamatandito. |144.2| Vanaphalañca mūlañca āharitvā disampati posemi mātāpitaro pubbekatamanussaraṃ.
Icchāma assamaṃ gantuṃ yattha sammati kosiyo maggaṃ no soṇa akkhāhi yena gacchemu 2- assamaṃ.
Ayaṃ ekapadī rāja yenetaṃ meghasannibhaṃ kovilārehi sañchannaṃ ettha sammati kosiyo.
|147.1| Idaṃ vatvāna pakkāmi taramāno mahāisi vehāse antalikkhasmiṃ anusāsetvāna khattiye. |147.2| Assamaṃ parimajjitvā paññapetvāna 3- āsanaṃ paṇṇasālaṃ pavisitvā pitaraṃ paṭibodhayi. |147.3| Ime āyanti rājāno abhijātā yasassino assamā nikkhamitvāna nisīda tvaṃ 4- mahāise. |147.4| Tassa taṃ vacanaṃ sutvā taramāno mahāisi @Footnote: 1 Ma. udahārāya . 2 Sī. gacchāma . 3 Ma. paññāpetvāna . 4 Sī. nisīdāhi. Assamā nikkhamitvāna sadvāramhi upāvisi.
|148.1| Tañca disvāna āyantaṃ jalantaṃriva tejasā khattasaṅghaparibyūḷhaṃ kosiyo etadabravi. |148.2| Kassa bherī mudiṅgā ca saṅkhā paṇavadindimā 1- purato paṭipannāni hāsayantā rathesabhaṃ. |148.3| Kassa kañcanapaṭṭena puthunā vijjuvaṇṇinā yuvā kalāpasannaddho ko eti siriyā jalaṃ. |148.4| Ukkāmukhapahaṭṭhaṃva khadiraṅgārasannibhaṃ mukhañca rucirābhāti ko eti siriyā jalaṃ. |148.5| Kassa paggahitaṃ chattaṃ sasalākaṃ manoramaṃ ādiccaraṃsāvaraṇaṃ ko eti siriyā jalaṃ. |148.6| Kassa aṅgaṃ pariggayha vālavījanimuttamaṃ caranti varapuññassa 2- hatthikkhandhena āyato. |148.7| Kassa setāni chattāni ājānīyā ca vammikā 3- samantā parikiranti ko eti siriyā jalaṃ. |148.8| Kassa ekasataṃ khatyā anuyantā yasassino samantā anupariyanti ko eti siriyā jalaṃ. |148.9| Hatthiassarathapatti- senā ca caturaṅginī samantā anupariyanti ko eti siriyā jalaṃ. |148.10| Kassesā mahatī senā piṭṭhito anuvattati @Footnote: 1 Sī. Yu. paṇavadeṇḍimā . 2 Sī. Yu. varapaññassa . 3 Ma. vammitā. Akkhobhinī 1- apariyantā sāgarasseva ūmiyo.
|149.1| Rājābhirājā manojo indova jayataṃ pati nandassajjhāvaraṃ eti assamaṃ brahmacārinaṃ. |149.2| Tassesā mahatī senā piṭṭhito anuvattati akkhobhinī apariyantā sāgarasseva ūmiyo.
Anulittā candanena kāsikuttamadhārino 2- sabbe pañjalikā hutvā isīnaṃ ajjhupāgamuṃ.
|151.1| Kacci nu bhoto kusalaṃ kacci bhoto anāmayaṃ kacci uñchena yāpetha kacci mūlaphalā bahū. |151.2| Kacci ḍaṃsā makasā ca appameva siriṃsapā 3- vane bāḷamigākiṇṇe kacci hiṃsā na vijjati.
|152.1| Kusalañceva no rāja atho rāja anāmayaṃ atho uñchena yāpema atho mūlaphalā bahū. |152.2| Atho ḍaṃsā makasā ca appameva siriṃsapā vane bāḷamigākiṇṇe hiṃsā mayhaṃ na vijjati. |152.3| Bahūni vassapūgāni assame sammataṃ 4- idha nābhijānāmi uppannaṃ ābādhaṃ amanoramaṃ. |152.4| Svāgatante mahārāja atho te adurāgataṃ issarosi anuppatto yaṃ idhatthi pavedaya. |152.5| Tiṇḍukāni piyālāni madhuke kāsamāriyo 5- @Footnote: 1 Sī. akkhobhanī. ito paraṃ īdisameva. Ma. akkhobhaṇī . 2 Yu. kāsivatthadhārino. @ 3 Ma. sarīsapā. ito paraṃ īdisameva. 4 Sī. vasato idha . 5 Ma. kāsumāriyo. Phalāni khuddakappāni bhuñja rāja varaṃ varaṃ. |152.6| Idaṃpi pāniyaṃ sītaṃ ābhataṃ girigabbharā tato piva mahārāja sace tvaṃ abhikaṅkhasi.
|153.1| Paṭiggahitaṃ yaṃ dinnaṃ sabbassa agghiyaṃ kataṃ nandassāpi nisāmetha vacanaṃ so 1- pavakkhati. |153.2| Ajjhāvaramhā nandassa bhoto santikamāgatā suṇātu me 2- bhavaṃ vacanaṃ nandassa parisāya ca.
|154.1| Parosataṃ jānapadā mahāsālā ca brāhmaṇā ime ca khattiyā sabbe abhijātā yasassino bhavañca rājā manojo anumaññantu me vaco. |154.2| Ye ca santi 3- samitāro yakkhāni idhamassame araññe bhūtabhabyāni suṇantu vacanaṃ mama. |154.3| Namo katvāna bhūtānaṃ isiṃ vakkhāmi subbataṃ so tyāhaṃ dakkhiṇā bāha tava kosiya sammato. |154.4| Pitaraṃ me janettiṃ ca bhattukāmassa me sato vīra puññamidaṃ ṭhānaṃ mā maṃ kosiya vāraya. |154.5| Sabbhihetaṃ upaññātaṃ mametaṃ upanissaja uṭṭhānapāricariyāya dīgharattaṃ tayā kataṃ mātāpitūsu puññāni mama lokadado bhava. |154.6| Tatheva santi manujā dhamme dhammapadaṃ vidū @Footnote: 1 Sī. yaṃ. Yu. yaṃ so . 2 Ma. ayaṃ pāṭho natthi . 3 Sī. ye vasanti. @Yu. ye hi santi. Maggo saggassa lokassa yathā jānāsi tvaṃ ise. |154.7| Uṭṭhānapāricariyāya mātāpitusukhāvahaṃ taṃ maṃ puññāni vāreti ariyamaggāvaro naro.
|155.1| Suṇantu bhonto vacanaṃ bhāturajjhāvarā mama kulavaṃsaṃ mahārāja porāṇaṃ parihāpayaṃ adhammacārī jeṭṭhesu 1- nirayaṃ so upapajjati 2- . |155.2| Ye ca dhammassa kusalā porāṇassa disaṃpati cārittena ca sampannā na te gacchanti duggatiṃ. |155.3| Mātā pitā ca bhātā ca bhaginī ñātibandhavā sabbe jeṭṭhassa te bhārā evaṃ jānāhi bhāratha 3- . |155.4| Ādiyitvā garuṃ bhāraṃ nāviko viya ussahe dhammañca nappamajjāmi jeṭṭho casmi rathesabha.
|156.1| Adhigatamhā tame ñāṇaṃ jālaṃva jātavedato evameva no bhavaṃ dhammaṃ kosiyo pavidaṃsayi. |156.2| Yathā udayamādicco vāsudevo pabhaṅkaro pāṇīnaṃ pavidaṃseti rūpaṃ kalyāṇapāpakaṃ evameva no bhavaṃ dhammaṃ kosiyo pavidaṃsayi.
Evaṃ me yācamānassa añjaliṃ nāvabujjhatha tava paṭṭhacaro 4- hessaṃ vuṭṭhito paricārako.
|158.1| Addhā nanda vijānāsi saddhammaṃ sabbhidesitaṃ @Footnote: 1 Sī. yo jeṭṭho . 2 Ma. sopapajjati . 3 Ma. bhāradha . 4 Ma. paddhacaro. @Yu. baddhañcaro. Ariyo ariyasamācāro bāḷhaṃ tvaṃ mama ruccasi. |158.2| Bhavantaṃ vadāmi bhotiñca suṇātha vacanaṃ mama nāyaṃ bhāro bhāramatto 1- ahu mayhaṃ kudācanaṃ. |158.3| Taṃ maṃ upaṭṭhitaṃ santaṃ mātāpitusukhāvahaṃ nando ajjhāvaraṃ katvā upaṭṭhānāya yācati. |158.4| Yo ce 2- icchati kāmena santānaṃ brahmacārinaṃ nandaṃ vo varatha 3- eko kaṃ nando upatiṭṭhatu.
Tayā tāta anuññātā soṇa taṃ nissitā mayaṃ upaghātuṃ labhe nandaṃ muddhani brahmacārinaṃ.
|160.1| Assatthasseva taruṇaṃ pavālaṃ 4- māluteritaṃ cirassaṃ nandaṃ disvāna hadayaṃ me pavedhati. |160.2| Yadā suttāpi suppante 5- nandaṃ passāmi āgataṃ udaggā sumanā homi nando no āgato ayaṃ. |160.3| Yadā ca paṭibujjhitvā nandaṃ passāmi nāgataṃ bhiyyo āvisati soko domanassañcanappakaṃ. |160.4| Sāhaṃ ajja cirassaṃpi nandaṃ passāmi āgataṃ bhattu ca mayhañca piyo nando no pāvisī gharaṃ. |160.5| Pitu ca 6- nando suppiyo yaṃ nando nappavase gharaṃ 7- labhatu tāta nando taṃ maṃ nando upatiṭṭhatu. @Footnote: 1 Ma. bhāramato . 2 Ma. ve . 3 Yu. nandaṃ va vadatha . 4 Ma. pavāḷaṃ. @ 5 Ma. supine . 6 Ma. pitupi . 7 Ma. gharā.
|161.1| Anukampakā patiṭṭhā ca pubbe rasadadī ca no maggo saggassa lokassa mātā taṃ varate ise. |161.2| Pubbe rasadadī gottī mātā puññūpasañhitā maggo saggassa lokassa mātā taṃ varate ise.
|162.1| Ākaṅkhamānā puttaphalaṃ devatāya namassati nakkhattāni ca pucchati utusaṃvaccharāni ca. |162.2| Tassā utusi 1- nhātāya hoti gabbhassavakkamo 2- tena dohaḷinī hoti suhadā tena vuccati. |162.3| Saṃvaccharaṃ vā ūnaṃ vā pariharitvā vijāyati tena sā janayantīti janettī tena vuccati. |162.4| Thanakkhīrena gītena aṅgapāvuraṇena ca rodantaṃ puttaṃ toseti tosentī tena vuccati. |162.5| Tato vātātape ghore mammaṃ katvā udikkhati dārakaṃ appajānantaṃ posentī tena vuccati. |162.6| Yañca mātu dhanaṃ hoti yañca hoti pituddhanaṃ ubhayampetassa gopeti api puttassa no siyā. |162.7| Evaṃ putta aduṃ putta iti mātā vihaññati pamattaṃ paradāresu nissive 3- pattayobbane sāyaṃ puttaṃ anāyantaṃ iti mātā vihaññati. @Footnote: 1 Ma. utumhi . 2 Ma. gabbhassavokkamo . 3 Ma. nisīthe. |162.8| Evaṃ kicchābhato poso mātu aparicārako mātari micchācaritvāna nirayaṃ so upapajjati 1- . |162.9| Evaṃ kicchābhato poso pitu aparicārako pitari micchācaritvāna nirayaṃ so upapajjati. |162.10| Dhanampi 2- dhanakāmānaṃ nassati iti me sutaṃ mātaraṃ aparicaritvāna kicchaṃ vā so nigacchati. |162.11| Dhanampi 3- dhanakāmānaṃ nassati iti me sutaṃ pitaraṃ aparicaritvāna kicchaṃ vā so nigacchati. |162.12| Ānando ca pamodo ca sadā hasitakīḷitaṃ mātaraṃ paricaritvāna labbhametaṃ vijānato. |162.13| Ānando ca pamodo ca sadā hasitakīḷitaṃ pitaraṃ paricaritvāna labbhametaṃ vijānato. |162.14| Dānañca piyavācañca 4- atthacariyā ca yā idha samānattatā ca dhammesu tattha tattha yathārahaṃ. |162.15| Ete kho saṅgahā loke rathassāṇīva yāyato ete ca saṅgahā nāssu na mātā puttakāraṇā labhetha mānaṃ pūjaṃ vā pitā vā puttakāraṇā. |162.16| Yasmā ca saṅgahā ete samavekkhanti 5- paṇḍitā tasmā mahattaṃ papponti pāsaṃsā ca bhavanti te. |162.17| Brahmāti mātāpitaro pubbācariyāti vuccare @Footnote: 1 Ma. sopapajjati. ito paraṃ īdisameva . 2-3 Ma. dhanāpi . 4 Ma. peyyavajjañca. @ 5 Ma. sammavekkhanti. Āhuneyyā ca puttānaṃ pajāya anukampakā. |162.18| Tasmā hi te namasseyya sakkareyya ca paṇḍito annena atho pānena vatthena sayanena ca ucchādanena nhānena pādānaṃ dhovanena ca. |162.19| Tāya naṃ pāricariyāya 1- mātāpitūsu paṇḍitā idheva naṃ pasaṃsanti pecca sagge pamodatīti. Soṇanandajātakaṃ dutiyaṃ. -------- Tassuddānaṃ atha sattatimamhi nipātavare sabhāvantukusāvatirājavaro atha soṇasunandavaro ca puna abhivāsita sattatimamhi sute. Sattatinipātaṃ niṭṭhitaṃ. -------- @Footnote: 1 Yu. paricariyāya.
ที่มา: พระไตรปิฎกบาลีอักษรโรมัน ฉบับสยามรัฐ เล่มที่ ๒๘ ข้อ ๑๓๔
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๘