โสณนันทชาดก
ว่าด้วยเรื่องพระราชาไปขอขมาโทษโสณดาบส
เล่มที่ ๒๘ · ข้อ ๑๓๔ · บรรทัด ๙๔๓ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๒
อรรถกถาชาดก ตอนที่ ๓ จาก ๕
เรื่องเล่า
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ชลนฺตริว แปลว่า ราวกะรุ่งเรืองอยู่. บทว่า ปฏิปนฺนานิ ความว่า เครื่องดนตรีเหล่านี้มาข้างหน้าของใคร. บทว่า ทาสยนฺตา ได้แก่ ให้ยินดีอยู่. บทว่า กญฺจนปฏฺเฏน ความว่า พระดาบสผู้เป็นบิดา ถามว่า ลูกเอ๋ย ที่สุดแห่งหน้าผากของใครสวมแล้ว ด้วยแผ่นทองคืออุณหิสอันทำด้วยทองคำ มีสีประดุจสายฟ้า. บทว่า ยุวา ได้แก่ กำลังรุ่นหนุ่ม. บทว่า กลาปสนฺนทฺโธ ได้แก่ มีแล่งลูกศรอันผูกสอดเสร็จแล้ว. บทว่า อุกฺกามุขปหฏฺํว ได้แก่ ประดุจทองคำที่กำลังคว้างอยู่ในเตาของนายช่างทอง. บทว่า ขทิรงฺคารสนฺนิภํ ได้แก่ มีสีคล้ายถ่านเพลิงของไม้ตะเคียนที่เขาถากไว้ดีแล้ว. บทว่า อาทิจฺจรํสาวรณํ ได้แก่ สำหรับกั้นรัศมีทั้งหลายแห่งดวงอาทิตย์. บทว่า องฺคํ ปริคฺคยฺห ความว่า เดินล้อมรอบคือเดินแวดล้อมองค์. บทว่า วาลวีชนิมุตฺตมํ ได้แก่ พัดวาลวีชนีอันเป็นเครื่องสูงสุดชนิดหนึ่ง. บทว่า จรนฺติ แปลว่า เดินไปพร้อม ๆ กัน. บทว่า ฉตฺตานิ ได้แก่ ฉัตรที่พวกทหารห่มเกราะนั่งบนหลังม้าถือไว้. บทว่า ปริกิรนฺติ ความว่า ยืนเรียงรายกันอยู่ ในทิศาภาคทั้งหมดโดยรอบของใคร. บทว่า จตุรงฺคินี ความว่า เสนาอันประกอบด้วยองค์ ๔ มีช้างเป็นต้นเหล่านั้น. บทว่า อกฺโขภินี ได้แก่ ไม่อาจจะนับได้ บทว่า สาครสฺเสว ได้แก่หาที่สุดมิได้ประดุจลูกคลื่นในมหาสมุทรฉะนั้น . บทว่า ราชาภิราชา ความว่าชื่อว่าเป็นพระราชาภิราช เพราะเป็นผู้อันพระราชาทั้ง ๑๐๑ พระองค์บูชาแล้วหรือว่าเป็นพระราชาที่ยิ่งกว่าพระราชาเหล่านั้น. บทว่า ชยตํ ปติ ความว่าเป็นผู้เจริญที่สุดกว่าเทวดาชั้นดาวดึงส์ทั้งหลายผู้ถึงความชนะแล้ว. บทว่า อชิฌาวรํ ความว่า พระราชาพระองค์นั้น เข้าถึงความเป็นบริษัทของนันทดาบสมาอยู่ เพื่อให้ลูกยกโทษ.
พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสว่า
พระราชาทุกพระองค์ ทรงลูบไล้ด้วยจันทน์หอม ทรงผ้ากาสิกพัสตร์อย่างดี ทุกพระองค์ทรงประคอง อัญชลีเข้าไปยังสำนักของฤาษีทั้งหลาย.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อชฺฌุปาคมุํ ความว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พระราชาเหล่านั้นแม้ทั้งหมด ทรงลูบไล้ด้วยผงจันทน์อันมีกลิ่นหอมทรงผ้าซึ่งมาจากแคว้นกาสีอย่างดีเลิศ ทรงยกอัญชลีขึ้นบนพระเศียร เข้าไปยังสำนักของฤาษีทั้งหลาย.
ลำดับนั้น พระเจ้ามโนชราช ทรงนมัสการบิดาของพระโพธิสัตว์นั้นแล้ว ประทับนั่ง ณ ส่วนข้างหนึ่ง เมื่อจะทรงกระทำปฏิสันถารจึงตรัสคาถา ๒ คาถาว่า
พระคุณเจ้าผู้เจริญไม่มีโรคาพาธดอกหรือ พระคุณเจ้าสุขสำราญดีอยู่หรือ พระคุณเจ้าพอยังอัตภาพ ให้เป็นไปได้สะดวก ด้วยการแสวงหามูลผลาหาร แลหรือ เหง้ามันและผลไม้มีมากแลหรือ เหลือบ ยุง และสัตว์เลื้อยคลานมีน้อยแลหรือ ในป่าอันเกลื่อนกล่น ไปด้วยพาฬมฤค ไม่มีมาเบียดเบียนบ้างหรือ.
ต่อไปนี้เป็นคาถาที่พระดาบสบิดาของพระโพธิสัตว์ และพระเจ้ามโนชราชกล่าวถามและตอบกัน ๒ คนว่า
ดูก่อนมหาบพิตร อาตมภาพทั้งหลายไม่มีโรคาพาธ มีความสุขสำราญดี เยียวยาอัตภาพได้สะดวก ด้วยการแสวงหามูลผลาหาร ทั้งมูลมัน ผลไม้ก็มีมาก เหลือบ ยุง และสัตว์เลื้อยคลานมีน้อย ในป่าอัน เกลื่อนกล่นไปด้วยพาฬมฤค ไม่มีมาเบียดเบียนอาตมภาพ เมื่ออาตมภาพได้อยู่ในอาศรมนี้หลายปีมาแล้ว อาตมภาพไม่รู้สึกอาพาธ อันไม่เป็นที่รื่นรมย์แห่งใจ เกิดขึ้นเลย ดูก่อนมหาบพิตร พระองค์เสด็จมาดีแล้ว และพระองค์ไม่ได้เสด็จมาร้าย พระองค์ผู้เป็นอิสระ เสด็จมาถึงแล้ว ขอจงตรัสบอกสิ่งที่ทรงชอบพระหฤทัย ซึ่งมีอยู่ ณ ที่นี้เถิด ขอเชิญมหาบพิตรเสวย ผลมะพลับ ผลมะหาด ผลมะซาง และผลหมากเม่า อันเป็นผลไม้มีรสหวานน้อย ๆ เชิญเลือกเสวยแต่ผลที่ ดี ๆ เถิด น้ำนี้เย็น นำมาแต่ซอกเขา ขอเชิญมหาบพิตรดื่มเถิด ถ้าพระองค์ทรงปรารถนา. สิ่งใดที่พระคุณเจ้าให้ ข้าพเจ้าขอรับเอาสิ่งนั้น พระคุณเจ้ากระทำให้ถึงแก่ข้าพเจ้าทั้งปวง ขอพระคุณเจ้าจงเงี่ยโสตสดับคำของนันทดาบส ที่ท่านจะ กล่าวนั้นเถิด ข้าพเจ้าทั้งหลายเป็นบริษัทของนันทดาบสมาแล้วสู่สำนักของพระคุณเจ้าขอพระคุณเจ้าโปรด สดับคำของข้าพเจ้า ของนันทดาบสและของบริษัท เถิด.
คาถาเหล่านี้ มีข้อความเกี่ยวเนื่องกันชัดแล้ว โดยส่วนมากทีเดียว. ส่วนในที่นี้ ข้าพเจ้าจักกล่าวเฉพาะคำที่ยังไม่ชัดเจนเท่านั้น. บทว่า ปเวทยความว่า พระดาบสทูลว่า ขอพระองค์จงตรัสบอกสิ่งนั้นที่มีอยู่ในที่นี้ ซึ่งเป็นที่ชอบพระทัยของพระองค์ แก่อาตมภาพเถิด. บทว่า ขุทฺทกปฺปานิ ความว่าผลไม้ต่าง ๆ เหล่านั้นมีรสหวาน มีส่วนเปรียบด้วยรสหวานนิดหน่อย. บทว่า วรํ วรํ ความว่า ของพระองค์จงเลือกเอาผลไม้ที่ดี ๆ จากผลไม้เหล่านี้แล้ว. เชิญเสวยเถิด. บทว่า คิริคพฺภรา ได้แก่ จากสระอโนดาต. บทว่า สพฺพสฺส อคฺฆิยํ ความว่า ข้าพเจ้าทั้งหลายถามแล้วด้วยสิ่งใด สิ่งนั้นชื่อว่าเป็นอันข้าพเจ้าทั้งหลายรับแล้ว อนึ่งชื่อว่า สิ่งนั้นเป็นของอันพระคุณเจ้าให้แล้วทีเดียวอธิบายว่า พระคุณเจ้ากระทำให้เป็นของถึงแก่ชนนี้ทั้งหมด ด้วยการกระทำมีประมาณเพียงเท่านี้ คือ กระทำสิ่งทั้งหมดแก่ข้าพเจ้าทั้งหลายก่อน บทว่า นนฺทสฺสาปิ ความว่า พระคุณเจ้ากระทำสิ่งทั้งหมดแก่ข้าพเจ้าทั้งหลายก่อนแล้ว บัดนี้ นันทบัณฑิต ปรารถนาจะกล่าวถ้อยคำเล็กน้อย ขอพระคุณเจ้าจงฟังคำของเธอก่อน. บทว่า อชฺฌาวรมฺหา ความว่า พระราชาตรัสว่าข้าพเจ้าทั้งหลายมาแล้วด้วยเหตุอื่นก็หาไม่ ก็ข้าพเจ้าทั้งหลายเป็นบริษัทของนันทบัณฑิตมาแล้ว เพื่อจะยังท่านทั้งหลายให้ยกโทษ. บทว่า ภวํ ความว่าพระคุณเจ้าผู้มีชื่อว่า โสณบัณฑิต จงสดับเถิด.
เมื่อพระเจ้ามโนชราชตรัสอย่างนี้แล้ว นันทบัณฑิตจึงลุกจากอาสนะไหว้มารดาบิดาและพี่ชาย เมื่อจะเจรจากับบริษัท จึงกล่าวว่า
ชาวชนบทร้อยเศษ พราหมณ์มหาศาลประมาณ เท่านั้น กษัตริย์อภิชาตผู้เรืองยศทั้งหมดนี้ และพระเจ้า มโนชะผู้เจริญ จงเข้าใจคำของข้าพเจ้า ยักษ์ทั้งหลาย ภูตและเทวดาทั้งหลายในป่า เหล่าใด ซึ่งมาประชุมกัน อยู่ในอาศรมนี้ ขอจงฟังคำของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าขอ กระทำความนอบน้อมแก่เทวดาทั้งหลายแล้ว จักกล่าว กะฤๅษีผู้มีวัตรอันงาม ข้าพเจ้านั้นชาวโลกสมมติแล้ว ว่า เป็นชาวโกสิยโคตรร่วมกับท่าน จึงนับว่าเป็น แขนขวาของท่าน ข้าแต่ท่านโกสิยะผู้มีความเพียร เมื่อข้าพเจ้าเป็นผู้ประสงค์จะเลี้ยงดูมารดาบิดาของ ข้าพเจ้า ฐานะนี้ชื่อว่าเป็นบุญ ขอท่านอย่าได้ห้าม ข้าพเจ้าเสียเลย จริงอยู่ การบำรุงมารดาบิดานี้ สัตบุรุษทั้งหลายสรรเสริญแล้ว ขอท่านจงอนุญาตการ บำรุงมารดาบิดานี้แก่ข้าพเจ้า ท่านได้กระทำกุศลมา แล้วสิ้นกาลนาน ด้วยการลุกขึ้นทำกิจวัตรและการ บีบนวด บัดนี้ ข้าพเจ้าปรารถนาจะทำบุญในมารดา และบิดา ขอท่านจงให้โลกสวรรค์แก่ข้าพเจ้าเถิด ข้าแต่พระฤๅษี มนุษย์ทั้งหลายซึ่งมีอยู่ในบริษัทนี้ ทราบบทแห่งธรรมในธรรมว่าเป็นทางแห่งโลกสวรรค์ เหมือนดังท่านทราบ ฉะนั้น การบำรุงมารดาบิดาด้วย การอุปัฏฐากและการบีบนวด ชื่อว่านำความสุขมาให้ ท่านห้ามข้าพเจ้าจากบุญนั้น ชื่อว่า เป็นอันห้ามทาง อันประเสริฐ.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อนุมญฺนฺตุ ความว่า จงรู้ คือ จงกระทำให้ดีให้ประจักษ์. บทว่า สมิตาโร ได้แก่ มาประชุมกันอยู่พร้อมแล้ว. บทว่า อรญฺเ ภูตภพฺยานิ ความว่า ภูตทั้งหลายด้วย เทวดาทั้งหลายผู้ถึงแล้วซึ่งแดนแห่งความเจริญด้วย และเทวดาหนุ่ม ๆ ทั้งหลายด้วยเหล่าใดในป่าหินวันตประเทศนี้ เทวดาเหล่านั้นทั้งหมด จงฟังคำของข้าพเจ้า. บทว่านโม กตฺวาน ความว่า พระนันทบัณฑิตนั้น ครั้นให้สัญญานี้แก่บริษัทแล้วกระทำการนอบน้อมแก่เทวดาทั้งหลาย ผู้เกิดแล้วในชัฏแห่งป่านั้นนั่นแล จึงได้กล่าวแล้ว. เนื้อความแห่งคำนั้น มีอธิบายว่า ในวันนี้แหละเทวดาผู้อยู่ในหิมวันตประเทศทั้งหลายเป็นอันมาก พึงมาประชุมกันเพื่อจะฟังธรรมกถาของพี่ชายเรา เพราะฉะนั้น นันทบัณฑิตจึงได้กล่าวว่า ก็ความนอบน้อมนี้ เป็นความนอบน้อมแก่ท่านทั้งหลาย ขอท่านทั้งหลายจงเป็นสหายของข้าพเจ้า. นันทบัณฑิตนั้นประคองอัญชลีแก่เทวดาทั้งหลาย ยังบริษัทให้ทราบแล้ว จึงกล่าวคำเป็นต้นว่า ข้าพเจ้าจักกล่าวกะพระฤๅษี ดังนี้. คำว่า อิสึ ในคาถานั้น ท่านกล่าวหมายถึงโสณบัณฑิต. บทว่า สมฺมโต ความว่า ธรรมดาว่าพี่ชายทั้งหลาย ย่อมเป็นผู้เสมอด้วยร่างกาย เพราะฉะนั้น พระนันทบัณฑิตนั้นจึงสมมติเอาว่า ข้าพเจ้าเท่ากับเป็นแขนขวาของท่าน จึงแสดงว่า ท่านทั้งหลายจึงควร เพื่อจะยกโทษให้แก่ข้าพเจ้าด้วยเหตุนั้น. บทว่า วีร ได้แก่ ข้าแต่พี่ผู้มีความพยายาม ผู้มีความบากบั่นมาก. บทว่า ปุญฺญมิทํ านํ ความว่านันทบัณฑิตกล่าวว่า ขึ้นชื่อว่าการบำรุงมารดาบิดานี้ เป็นบุญ คือ เป็นเหตุที่จะยังหมู่สัตว์ให้เป็นไปพร้อมเพื่อบังเกิดในสวรรค์ เพราะฉะนั้น ท่านอย่าได้ห้ามข้าพเจ้าผู้จะทำบุญนั้นเลย. บทว่า สพฺภิเหตํ ความว่า จริงอยู่ ธรรมดาว่าการบำรุงมารดาบิดานี้ บัณฑิตทั้งหลายสรรเสริญแล้ว คือเข้าไปรู้แล้วและพรรณนาแล้ว. บทว่า มเมตํ อุปนิสฺสช ความว่า ขอท่านจงอนุญาต คือจงสละ จงให้การบำรุงมารดาบิดานี้แก่ข้าพเจ้าเถิด. บทว่า อุฏฺานปาทจริยาย ได้แก่ ด้วยความเพียรเป็นเหตุให้ลุกขึ้น และด้วยการบำเรอเท้า. บทว่า กตํ ได้แก่ ท่านกระทำกุศลไว้แล้วสิ้นกาลนาน. บทว่า ปุญฺานิ ความว่า บัดนี้ข้าพเจ้าใคร่จะทำบุญในมารดาบิดาทั้ง ๒. บทว่า มม โลกทโท ความว่านันทบัณฑิตกล่าวว่า ขอท่านจงให้โลกสวรรค์แก่ข้าพเจ้านั้น ด้วยว่า ข้าพเจ้ากระทำวัตรคือการบำรุงมารดาบิดาทั้ง ๒ นั้น จักได้อิสริยยศหาประมาณมิได้ในเทวโลก ขอท่านจงเป็นทายกของข้าพเจ้านั้นเถิด. บทว่า ตเถว ความว่าท่านย่อมรู้ด้วยประการใด แม้ชนเหล่าอื่นที่มีอยู่ในบริษัทนี้ ชนเหล่านั้นย่อมกล่าวซึ่งธรรมทั้งหลายมีประการต่าง ๆ คือส่วนแห่งธรรม กล่าวคือความเป็นผู้ประพฤติอ่อนน้อมต่อบุคคลผู้เจริญที่สุดนี้ ฉันนั้นเหมือนกัน. ถามว่าชนเหล่านั้นกล่าวว่าอย่างไร ? ตอบว่า ชนเหล่านั้นกล่าวว่า ธรรมคือการบำรุงมารดาบิดานี้ เป็นทางแห่งโลกสวรรค์. บทว่า สุขาวหํ ความว่า นำความสุขมาให้แก่มารดาบิดา ด้วยการลุกขึ้นและด้วยการบำเรอ. บทว่า ตํ มํ ความว่าโสณบัณฑิตผู้เป็นพี่ชาย ย่อมห้ามคือกีดกันข้าพเจ้านั้น แม้ผู้ปฏิบัติชอบอย่างนี้เสียจากบุญนั้น. บทว่า อริยมคฺคาวโร ความว่า ย่อมห้ามเสียซึ่งอริยมรรค. นระนั้นห้ามอยู่ซึ่งบุญอย่างนี้ คือ นระนี้ชื่อว่าย่อมเป็นผู้ห้ามเสียซึ่งหนทางแห่งเทวโลกกล่าวคืออริยะ เพื่อจะแสดงซึ่งความรักแก่ข้าพเจ้า.
เมื่อนันทบัณฑิตกล่าวอย่างนี้แล้ว พระมหาสัตว์จึงประกาศว่า ท่านทั้งหลายได้สดับถ้อยคำของนันทบัณฑิตนี้ก่อนแล้ว บัดนี้ ขอเชิญสดับถ้อยคำของข้าพเจ้าบ้าง ดังนี้แล้ว จึงกล่าวว่า
ขอมหาบพิตรผู้เจริญทั้งหลาย ผู้เป็นบริษัทของ น้องนันทะ จงสดับถ้อยคำของอาตมภาพ ผู้ใดยัง วงศ์ตระกูลแต่เก่าก่อนให้เสื่อม ไม่ประพฤติธรรมใน บุคคลผู้เจริญทั้งหลาย ผู้นั้นย่อมเข้าถึงนรก ดูก่อน ท่านผู้เป็นใหญ่ในทิศ ส่วนชนเหล่าใด เป็นผู้ฉลาด ในธรรมอันเป็นของเก่า และถึงพร้อมด้วยจารีต ชน เหล่านั้น ย่อมไม่ไปสู่ทุคติ มารดา บิดา พี่ชาย น้องชาย พี่สาว น้องสาว ญาติและเผ่าพันธุ์ ชนเหล่านั้นทั้งหมด ย่อมเป็นภาระของพี่ชายใหญ่ ขอพระองค์ทรงทราบ อย่างนี้เถิดมหาบพิตร ดูก่อนมหาบพิตรผู้เป็นจอมทัพ ก็อาตมภาพเป็นพี่ชายใหญ่ จึงต้องรับภาระอันหนัก ทั้งสามารถจะปฏิบัติท่านเหล่านั้นได้ เหมือนนายเรือ รับภาระอันหนัก สามารถจะนำเรือไปได้โดยสวัสดี ฉะนั้น เหตุนั้น อาตมภาพจึงไม่ละลืมธรรม.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ภาตุรชฺฌาวรา มม ความว่า ท่านผู้เจริญทั้งหลาย คือพระราชาทั้งหลายทั้งหมด ซึ่งเป็นบริษัทแห่งน้องชายของข้าพเจ้าพากันมาแล้ว จงฟังถ้อยคำของข้าพเจ้าก่อนบ้าง. บทว่า ปริหาปยํ ได้แก่ ให้เสื่อมรอบอยู่. บทว่า ธมฺมสฺส ได้แก่ ธรรมคือความประพฤติอ่อนน้อมต่อผู้ใหญ่ คือธรรมอันเป็นประเพณี. บทว่า กุสลา ได้แก่เฉียบแหลม. บทว่า จาริตฺเตน จ ได้แก่ เป็นผู้สมบูรณ์ด้วยมารยาทและศีล. บทว่า ภารา ความว่า ชนเหล่านั้นทั้งหมด อันพี่ชายใหญ่พึงนำไปคือพึงปฏิบัติ เพราะฉะนั้น ชนเหล่านั้นจึงชื่อว่าเป็นภาระของพี่ชายใหญ่นั้น. บทว่า นาวิโก วิย ความว่า เหมือนอย่างว่า นายเรือรับภาระหนัก บรรทุกลงในเรือแล้ว ก็ต้องอุตสาหะพยายามที่จะนำเรือไปในท่ามกลางมหาสมุทรด้วยความสวัสดี สินค้าและชนทั้งหมดพร้อมทั้งเรือ ย่อมเป็นภาระของนายเรือนั้นคนเดียว ฉันใด ญาติทั้งหมด ย่อมเป็นภาระของข้าพเจ้าผู้เดียว และข้าพเจ้าอาจสามารถที่จะปฏิบัติเลี้ยงดูชนเหล่านั้นได ฉันนั้นเหมือนกัน ข้าพเจ้าจึงไม่ละเลยเชฏฐาปจายนธรรมนั้น อนึ่ง ข้าพเจ้าเป็นพี่ชายใหญ่ ของชนเพียงนี้เท่านั้นก็หาไม่ ข้าพเจ้ายังเป็นพี่ชายใหญ่ของชาวโลกแม้ทั้งสิ้นอีกด้วย เพราะฉะนั้น ข้าพเจ้าแล จึงสมควรแล้วที่จะปฏิบัติมารดาบิดาพร้อมทั้งน้องนันทะด้วย.
พระราชาเหล่านั้นแม้ทั้งหมด ได้ทรงสดับคำนั้นแล้ว ก็พากันดีพระทัยตรัสว่า เราทั้งหลายรู้แล้วในวันนี้เองว่า ได้ยินว่า หน้าที่คือการปฏิบัติมารดาบิดาทั้งหลายที่เหลือ ย่อมเป็นหน้าที่ของพี่ชายใหญ่ จึงพากันทอดทิ้งนันทบัณฑิต เข้าไปอาศัยพระมหาสัตว์ เมื่อจะทรงกระทำความชมเชยพระมหาสัตว์นั้น จึงตรัสคาถา ๒ คาถาว่า
ข้าพเจ้าทั้งหลาย ได้ไปแล้วในความมืด วันนี้ ข้าพเจ้าทั้งหลาย เกิดความรู้ขึ้นแล้ว ท่านโกสิยฤๅษี ได้แสดงธรรมแก่ข้าพเจ้าทั้งหลาย เหมือนส่องแสง อันรุ่งเรืองจากไฟ ฉะนั้น พระอาทิตย์เป็นเทพเจ้าแห่ง แสง มีรัศมีเจิดจ้าเมื่ออุทัย ย่อมแสดงรูปดีและรูปชั่ว ให้ปรากฏแก่สัตว์ทั้งหลาย ฉันใด ท่านโกสิยฤๅษี แสดงธรรมแก่ข้าพเจ้าทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกัน.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อธิคตมฺหา ความว่า ในกาลก่อนแต่นี้ข้าพเจ้าทั้งหลายตกอยู่ในความมืดอันปกปิดเสียซึ่งเชฏฐาปจายนธรรม จึงไม่รู้จักธรรมนั้น ข้าพเจ้าทั้งหลายได้เกิดความรู้ขึ้นในวันนี้เอง เหมือนแสงประทีปส่องสว่างอยู่ฉะนั้น. บทว่า เอวเมว โน ความว่า ไฟที่ลุกโพลงอยู่บนยอดเขาอันมืดทึบ ส่องแสงสว่างอยู่โดยรอบ ย่อมแสดงรูปทั้งหลายให้ปรากฏได้ฉันใดพระฤาษีโกสิยโคตรผู้เจริญ ก็แสดงธรรมแก่พวกเราฉันนั้นเหมือนกัน. บทว่าวาสุเทโว ความว่า เทวดาผู้เป็นเจ้าแห่งแสง เป็นผู้ส่องแสงสว่าง และเป็นผู้ประกาศธรรม.
พระมหาสัตว์ ทำลายความเลื่อมใสในนันทบัณฑิตนั้นแล้ว ยังพระราชาเหล่านั้น ซึ่งมีพระทัยเลื่อมใสในเธอ เพราะได้เห็นปาฏิหาริย์ทั้งหลายของนันทบัณฑิตตลอดกาลเพียงเท่านี้ ให้กลับมาถือเอาถ้อยคำของตนแล้วได้ทำให้พระราชเหล่านั้นทั้งหมดนั่นแล ต่างจ้องดูหน้าของตน ด้วยกำลังแห่งญาณของตน ด้วยประการฉะนี้.
ลำดับนั้น นันทบัณฑิต คิดว่า พี่ชายของเราเป็นบัณฑิต เป็นธรรมกถึกอย่างเฉียบแหลม ได้แยกพระราชาของเราแม้ทั้งหมด กระทำให้เป็นฝักฝ่ายของตนได้ เว้นพี่ชายของเรานี้เสียแล้ว คนอื่นที่จะเป็นที่พึ่งของเราได้ไม่มีเลย จำเราจักต้องอ้อนวอนพี่ชายของเรานี้ผู้เดียวเถิด จึงกล่าวคาถานี้ว่า
ถ้าพี่จะไม่รับอัญชลีของข้าพเจ้า ผู้วิงวอนอยู่ อย่างนี้ ข้าพเจ้าก็จักดำเนินไปตามถ้อยคำของพี่ จัก บำรุงบำเรอพี่ ผู้อยู่ด้วยความไม่เกียจคร้าน.
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๖๒ หน้า ๒๘๕–๓๒๔ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
สัตตตินิบาตชาดก ๒๙ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๒๙ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
บาลีอักษรโรมัน ฉบับสยามรัฐ
Devatā nusi gandhabbo ādū 3- sakko purindado manussabhūto iddhimā kathaṃ jānemu taṃ mayaṃ.
Namhi 4- devo na gandhabbo namhi 5- sakko purindado manussabhūto iddhimā evaṃ jānāhi bhāratha.
|136.1| Katarūpamidaṃ bhoto 6- veyyāvaccaṃ anappakaṃ devamhi vassanāmamhi anovassaṃ bhavaṃ akā. |136.2| Tato vātātape ghore sītacchāyaṃ bhavaṃ akā. Tato amittamajjhesu saratāṇaṃ bhavaṃ akā. |136.3| Tato phītāni raṭṭhāni vasino te bhavaṃ akā tato ekasataṃ khatye anuyante 7- bhavaṃ akā. @Footnote: 1 Yu. tadā . 2 Sī. nāññamaññamatirocayuṃ . 3 Ma. adu. Sī. Yu. ād. @4-5 Ma. nāpi . 6 Sī. Yu. bhotā . 7 Yu. anuyutte. ito paraṃ īdisameva. |136.4| Patitāssu mayaṃ bhoto vara taṃ bhuñjamicchasi hatthiyānaṃ assarathaṃ nāriyo ca alaṅkatā nivesanāni rammāni mayaṃ bhoto dadāmase. |136.5| Athavaṅge vā magadhe mayaṃ bhoto dadāmase athavā assakāvantiṃ sumanā damma te mayaṃ. |136.6| Upaḍḍhaṃ vāpi rajjassa mayaṃ bhoto dadāmase sace te attho rajjena anusāsa yadicchasi.
Na me atthopi rajjena nagarena dhanena vā athopi janapadena attho mayhaṃ na vijjati.
|138.1| Bhotova raṭṭhe vijite araññe atthi assamo pitā mayhaṃ janettī ca ubho sammanti assame. |138.2| Tesāhaṃ pubbācariyesu puññaṃ na labhāmi kātave bhavantaṃ ajjhāvaraṃ katvā soṇaṃ yācemu saṃvaraṃ.
Karomi te taṃ vacanaṃ yaṃ maṃ bhaṇasi brāhmaṇa etañca kho no akkhāhi kīvanto hontu yācakā.
Parosataṃ jānapadā mahāsālā ca brāhmaṇā ime ca khattiyā sabbe abhijātā yasassino bhavañca rājā manojo alaṃ hessanti yācakā.
Hatthī asse ca yojentu rathaṃ sannayha sārathi ābandhanāni gaṇhātha pādāsussārayaddhaje 1- @Footnote: 1 Sī. pādesussārayaṃ dhaje. Assamantaṃ gamissāmi yattha sammati kosiyo.
Tato ca rājā pāyāsi senāya caturaṅginī agamāsi assamaṃ rammaṃ yattha sammati kosiyo.
Kassa kādambayo kājo vehāsaṃ caturaṅgulaṃ aṃsaṃ asaṃphusaṃ eti udahārassa 1- gacchato.
|144.1| Ahaṃ soṇo mahārāja tāpaso sahitabbato bharāmi mātāpitaro rattindivamatandito. |144.2| Vanaphalañca mūlañca āharitvā disampati posemi mātāpitaro pubbekatamanussaraṃ.
Icchāma assamaṃ gantuṃ yattha sammati kosiyo maggaṃ no soṇa akkhāhi yena gacchemu 2- assamaṃ.
Ayaṃ ekapadī rāja yenetaṃ meghasannibhaṃ kovilārehi sañchannaṃ ettha sammati kosiyo.
|147.1| Idaṃ vatvāna pakkāmi taramāno mahāisi vehāse antalikkhasmiṃ anusāsetvāna khattiye. |147.2| Assamaṃ parimajjitvā paññapetvāna 3- āsanaṃ paṇṇasālaṃ pavisitvā pitaraṃ paṭibodhayi. |147.3| Ime āyanti rājāno abhijātā yasassino assamā nikkhamitvāna nisīda tvaṃ 4- mahāise. |147.4| Tassa taṃ vacanaṃ sutvā taramāno mahāisi @Footnote: 1 Ma. udahārāya . 2 Sī. gacchāma . 3 Ma. paññāpetvāna . 4 Sī. nisīdāhi. Assamā nikkhamitvāna sadvāramhi upāvisi.
|148.1| Tañca disvāna āyantaṃ jalantaṃriva tejasā khattasaṅghaparibyūḷhaṃ kosiyo etadabravi. |148.2| Kassa bherī mudiṅgā ca saṅkhā paṇavadindimā 1- purato paṭipannāni hāsayantā rathesabhaṃ. |148.3| Kassa kañcanapaṭṭena puthunā vijjuvaṇṇinā yuvā kalāpasannaddho ko eti siriyā jalaṃ. |148.4| Ukkāmukhapahaṭṭhaṃva khadiraṅgārasannibhaṃ mukhañca rucirābhāti ko eti siriyā jalaṃ. |148.5| Kassa paggahitaṃ chattaṃ sasalākaṃ manoramaṃ ādiccaraṃsāvaraṇaṃ ko eti siriyā jalaṃ. |148.6| Kassa aṅgaṃ pariggayha vālavījanimuttamaṃ caranti varapuññassa 2- hatthikkhandhena āyato. |148.7| Kassa setāni chattāni ājānīyā ca vammikā 3- samantā parikiranti ko eti siriyā jalaṃ. |148.8| Kassa ekasataṃ khatyā anuyantā yasassino samantā anupariyanti ko eti siriyā jalaṃ. |148.9| Hatthiassarathapatti- senā ca caturaṅginī samantā anupariyanti ko eti siriyā jalaṃ. |148.10| Kassesā mahatī senā piṭṭhito anuvattati @Footnote: 1 Sī. Yu. paṇavadeṇḍimā . 2 Sī. Yu. varapaññassa . 3 Ma. vammitā. Akkhobhinī 1- apariyantā sāgarasseva ūmiyo.
|149.1| Rājābhirājā manojo indova jayataṃ pati nandassajjhāvaraṃ eti assamaṃ brahmacārinaṃ. |149.2| Tassesā mahatī senā piṭṭhito anuvattati akkhobhinī apariyantā sāgarasseva ūmiyo.
Anulittā candanena kāsikuttamadhārino 2- sabbe pañjalikā hutvā isīnaṃ ajjhupāgamuṃ.
|151.1| Kacci nu bhoto kusalaṃ kacci bhoto anāmayaṃ kacci uñchena yāpetha kacci mūlaphalā bahū. |151.2| Kacci ḍaṃsā makasā ca appameva siriṃsapā 3- vane bāḷamigākiṇṇe kacci hiṃsā na vijjati.
|152.1| Kusalañceva no rāja atho rāja anāmayaṃ atho uñchena yāpema atho mūlaphalā bahū. |152.2| Atho ḍaṃsā makasā ca appameva siriṃsapā vane bāḷamigākiṇṇe hiṃsā mayhaṃ na vijjati. |152.3| Bahūni vassapūgāni assame sammataṃ 4- idha nābhijānāmi uppannaṃ ābādhaṃ amanoramaṃ. |152.4| Svāgatante mahārāja atho te adurāgataṃ issarosi anuppatto yaṃ idhatthi pavedaya. |152.5| Tiṇḍukāni piyālāni madhuke kāsamāriyo 5- @Footnote: 1 Sī. akkhobhanī. ito paraṃ īdisameva. Ma. akkhobhaṇī . 2 Yu. kāsivatthadhārino. @ 3 Ma. sarīsapā. ito paraṃ īdisameva. 4 Sī. vasato idha . 5 Ma. kāsumāriyo. Phalāni khuddakappāni bhuñja rāja varaṃ varaṃ. |152.6| Idaṃpi pāniyaṃ sītaṃ ābhataṃ girigabbharā tato piva mahārāja sace tvaṃ abhikaṅkhasi.
|153.1| Paṭiggahitaṃ yaṃ dinnaṃ sabbassa agghiyaṃ kataṃ nandassāpi nisāmetha vacanaṃ so 1- pavakkhati. |153.2| Ajjhāvaramhā nandassa bhoto santikamāgatā suṇātu me 2- bhavaṃ vacanaṃ nandassa parisāya ca.
|154.1| Parosataṃ jānapadā mahāsālā ca brāhmaṇā ime ca khattiyā sabbe abhijātā yasassino bhavañca rājā manojo anumaññantu me vaco. |154.2| Ye ca santi 3- samitāro yakkhāni idhamassame araññe bhūtabhabyāni suṇantu vacanaṃ mama. |154.3| Namo katvāna bhūtānaṃ isiṃ vakkhāmi subbataṃ so tyāhaṃ dakkhiṇā bāha tava kosiya sammato. |154.4| Pitaraṃ me janettiṃ ca bhattukāmassa me sato vīra puññamidaṃ ṭhānaṃ mā maṃ kosiya vāraya. |154.5| Sabbhihetaṃ upaññātaṃ mametaṃ upanissaja uṭṭhānapāricariyāya dīgharattaṃ tayā kataṃ mātāpitūsu puññāni mama lokadado bhava. |154.6| Tatheva santi manujā dhamme dhammapadaṃ vidū @Footnote: 1 Sī. yaṃ. Yu. yaṃ so . 2 Ma. ayaṃ pāṭho natthi . 3 Sī. ye vasanti. @Yu. ye hi santi. Maggo saggassa lokassa yathā jānāsi tvaṃ ise. |154.7| Uṭṭhānapāricariyāya mātāpitusukhāvahaṃ taṃ maṃ puññāni vāreti ariyamaggāvaro naro.
|155.1| Suṇantu bhonto vacanaṃ bhāturajjhāvarā mama kulavaṃsaṃ mahārāja porāṇaṃ parihāpayaṃ adhammacārī jeṭṭhesu 1- nirayaṃ so upapajjati 2- . |155.2| Ye ca dhammassa kusalā porāṇassa disaṃpati cārittena ca sampannā na te gacchanti duggatiṃ. |155.3| Mātā pitā ca bhātā ca bhaginī ñātibandhavā sabbe jeṭṭhassa te bhārā evaṃ jānāhi bhāratha 3- . |155.4| Ādiyitvā garuṃ bhāraṃ nāviko viya ussahe dhammañca nappamajjāmi jeṭṭho casmi rathesabha.
|156.1| Adhigatamhā tame ñāṇaṃ jālaṃva jātavedato evameva no bhavaṃ dhammaṃ kosiyo pavidaṃsayi. |156.2| Yathā udayamādicco vāsudevo pabhaṅkaro pāṇīnaṃ pavidaṃseti rūpaṃ kalyāṇapāpakaṃ evameva no bhavaṃ dhammaṃ kosiyo pavidaṃsayi.
Evaṃ me yācamānassa añjaliṃ nāvabujjhatha tava paṭṭhacaro 4- hessaṃ vuṭṭhito paricārako.
|158.1| Addhā nanda vijānāsi saddhammaṃ sabbhidesitaṃ @Footnote: 1 Sī. yo jeṭṭho . 2 Ma. sopapajjati . 3 Ma. bhāradha . 4 Ma. paddhacaro. @Yu. baddhañcaro. Ariyo ariyasamācāro bāḷhaṃ tvaṃ mama ruccasi. |158.2| Bhavantaṃ vadāmi bhotiñca suṇātha vacanaṃ mama nāyaṃ bhāro bhāramatto 1- ahu mayhaṃ kudācanaṃ. |158.3| Taṃ maṃ upaṭṭhitaṃ santaṃ mātāpitusukhāvahaṃ nando ajjhāvaraṃ katvā upaṭṭhānāya yācati. |158.4| Yo ce 2- icchati kāmena santānaṃ brahmacārinaṃ nandaṃ vo varatha 3- eko kaṃ nando upatiṭṭhatu.
Tayā tāta anuññātā soṇa taṃ nissitā mayaṃ upaghātuṃ labhe nandaṃ muddhani brahmacārinaṃ.
|160.1| Assatthasseva taruṇaṃ pavālaṃ 4- māluteritaṃ cirassaṃ nandaṃ disvāna hadayaṃ me pavedhati. |160.2| Yadā suttāpi suppante 5- nandaṃ passāmi āgataṃ udaggā sumanā homi nando no āgato ayaṃ. |160.3| Yadā ca paṭibujjhitvā nandaṃ passāmi nāgataṃ bhiyyo āvisati soko domanassañcanappakaṃ. |160.4| Sāhaṃ ajja cirassaṃpi nandaṃ passāmi āgataṃ bhattu ca mayhañca piyo nando no pāvisī gharaṃ. |160.5| Pitu ca 6- nando suppiyo yaṃ nando nappavase gharaṃ 7- labhatu tāta nando taṃ maṃ nando upatiṭṭhatu. @Footnote: 1 Ma. bhāramato . 2 Ma. ve . 3 Yu. nandaṃ va vadatha . 4 Ma. pavāḷaṃ. @ 5 Ma. supine . 6 Ma. pitupi . 7 Ma. gharā.
|161.1| Anukampakā patiṭṭhā ca pubbe rasadadī ca no maggo saggassa lokassa mātā taṃ varate ise. |161.2| Pubbe rasadadī gottī mātā puññūpasañhitā maggo saggassa lokassa mātā taṃ varate ise.
|162.1| Ākaṅkhamānā puttaphalaṃ devatāya namassati nakkhattāni ca pucchati utusaṃvaccharāni ca. |162.2| Tassā utusi 1- nhātāya hoti gabbhassavakkamo 2- tena dohaḷinī hoti suhadā tena vuccati. |162.3| Saṃvaccharaṃ vā ūnaṃ vā pariharitvā vijāyati tena sā janayantīti janettī tena vuccati. |162.4| Thanakkhīrena gītena aṅgapāvuraṇena ca rodantaṃ puttaṃ toseti tosentī tena vuccati. |162.5| Tato vātātape ghore mammaṃ katvā udikkhati dārakaṃ appajānantaṃ posentī tena vuccati. |162.6| Yañca mātu dhanaṃ hoti yañca hoti pituddhanaṃ ubhayampetassa gopeti api puttassa no siyā. |162.7| Evaṃ putta aduṃ putta iti mātā vihaññati pamattaṃ paradāresu nissive 3- pattayobbane sāyaṃ puttaṃ anāyantaṃ iti mātā vihaññati. @Footnote: 1 Ma. utumhi . 2 Ma. gabbhassavokkamo . 3 Ma. nisīthe. |162.8| Evaṃ kicchābhato poso mātu aparicārako mātari micchācaritvāna nirayaṃ so upapajjati 1- . |162.9| Evaṃ kicchābhato poso pitu aparicārako pitari micchācaritvāna nirayaṃ so upapajjati. |162.10| Dhanampi 2- dhanakāmānaṃ nassati iti me sutaṃ mātaraṃ aparicaritvāna kicchaṃ vā so nigacchati. |162.11| Dhanampi 3- dhanakāmānaṃ nassati iti me sutaṃ pitaraṃ aparicaritvāna kicchaṃ vā so nigacchati. |162.12| Ānando ca pamodo ca sadā hasitakīḷitaṃ mātaraṃ paricaritvāna labbhametaṃ vijānato. |162.13| Ānando ca pamodo ca sadā hasitakīḷitaṃ pitaraṃ paricaritvāna labbhametaṃ vijānato. |162.14| Dānañca piyavācañca 4- atthacariyā ca yā idha samānattatā ca dhammesu tattha tattha yathārahaṃ. |162.15| Ete kho saṅgahā loke rathassāṇīva yāyato ete ca saṅgahā nāssu na mātā puttakāraṇā labhetha mānaṃ pūjaṃ vā pitā vā puttakāraṇā. |162.16| Yasmā ca saṅgahā ete samavekkhanti 5- paṇḍitā tasmā mahattaṃ papponti pāsaṃsā ca bhavanti te. |162.17| Brahmāti mātāpitaro pubbācariyāti vuccare @Footnote: 1 Ma. sopapajjati. ito paraṃ īdisameva . 2-3 Ma. dhanāpi . 4 Ma. peyyavajjañca. @ 5 Ma. sammavekkhanti. Āhuneyyā ca puttānaṃ pajāya anukampakā. |162.18| Tasmā hi te namasseyya sakkareyya ca paṇḍito annena atho pānena vatthena sayanena ca ucchādanena nhānena pādānaṃ dhovanena ca. |162.19| Tāya naṃ pāricariyāya 1- mātāpitūsu paṇḍitā idheva naṃ pasaṃsanti pecca sagge pamodatīti. Soṇanandajātakaṃ dutiyaṃ. -------- Tassuddānaṃ atha sattatimamhi nipātavare sabhāvantukusāvatirājavaro atha soṇasunandavaro ca puna abhivāsita sattatimamhi sute. Sattatinipātaṃ niṭṭhitaṃ. -------- @Footnote: 1 Yu. paricariyāya.
ที่มา: พระไตรปิฎกบาลีอักษรโรมัน ฉบับสยามรัฐ เล่มที่ ๒๘ ข้อ ๑๓๔
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๘