จุลลหังสชาดก
ว่าด้วยพระยาหงส์ทรงติดบ่วง
เล่มที่ ๒๘ · ข้อ ๑๖๓ · บรรทัด ๑๑๕๘ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๒
อรรถกถาชาดก ตอนที่ ๑ จาก ๕
เรื่องเล่า
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระเวฬุวันมหาวิหาร ทรงพระปรารภการเสียสละชีวิตของท่านพระอานนทเถระ จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า สุมุข ดังนี้.
ความพิสดารว่า บรรดาพวกนายขมังธนู ที่พระเทวทัตเสี้ยมสอนให้ไปปลงพระชนม์พระตถาคตเจ้าเหล่านั้น คนที่ถูกส่งไปก่อนเขาทั้งหมดกลับมารายงานว่า ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้เจริญ กระผมไม่อาจที่จะปลงพระชนม์พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นได้เลย เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ทรงมีฤทธานุภาพใหญ่หลวงยิ่งนัก พระเทวทัตนั้นจึงกล่าวว่า เออช่างเถอะ เจ้าไม่ต้องปลงพระชนม์พระสมณโคดมดอก เราจักปลงพระชนม์พระสมณโคดมเอง เมื่อพระตถาคตเจ้าเสด็จจงกรมอยู่ ณ ร่มเงาเบื้องหลังแห่งภูเขาคิชฌกูฏตนจึงขึ้นไปบนภูเขาคิชฌกูฏเอง แล้วกลิ้งศิลาก้อนใหญ่ด้วยกำลังแห่งเครื่องยนตร์ ด้วยคิดว่า เราจักปลงพระชนม์พระสมณโคดมด้วยศิลาก้อนนี้. ในกาลนั้น ยอดเขาสองยอดก็รับเอาศิลาที่กลิ้งตกลงไปนั้นไว้ได้. แต่สะเก็ดศิลาที่กะเทาะจากศิลาก้อนนั้น กระเด็นไปต้องพระบาทพระผู้มีพระภาคเจ้า ทำพระโลหิตให้ห้อขึ้นแล้ว เวทนามีกำลังเป็นไปทั่วแล้ว . หมอชีวกกระทำการผ่าพระบาทของพระคถาคตเจ้าด้วยศัสตรา เอาเลือดร้ายออก นำเนื้อร้ายออกจนหมด ชำระล้างแผลสะอาดแล้ว ใส่ยากระทำให้พระองค์หายจากพระโรค. พระศาสดาทรงหายเป็นปกติดีแล้ว มีภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่แวดล้อมเป็นบริวาร เสด็จเข้าไปยังพระนครด้วยพระพุทธลีลาใหญ่ทีเดียว.
ลำดับนั้น พระเทวทัตมองเห็นดังนั้น จึงคิดว่า ใคร ๆ เห็นพระสรีระอันถึงแล้ว ซึ่งส่วนอันเลิศด้วยพระรูปพระโฉมของพระสมณโคดม ถ้าเป็นมนุษย์ ก็ไม่อาจที่จะเข้าไปทำร้ายได้ ก็ช้างของพระราชาชื่อว่า นาลาคิรี มีอยู่ช้างนั้นเป็นช้างที่ดุร้ายกาจ ฆ่ามนุษย์ได้ เมื่อไม่รู้จักคุณพระพุทธเจ้า พระธรรมและพระสงฆ์ จักยังพระสมณโคดมนั้นให้ถึงความสิ้นชีวิตได้ เธอจึงไปทูลเนื้อความนั้นแด่พระเจ้าอชาตศัตรูราช พระราชาทรงรับรองว่าดีละ ดังนี้แล้วรับสั่งให้เรียกหานายหัตถาจารย์มาแล้ว ทรงพระบัญชาว่า แน่ะเจ้า พรุ่งนี้เจ้าจงมอมช้างนาลาคิรีให้มึนเมาแล้วจงปล่อยไปบนถนน ที่พระสมณโคดมเสด็จมา แต่เช้าทีเดียว แม้พระเทวทัตก็ถามนายหัตถาจารย์นั้นว่า ในวันอื่น ๆ ช้างนาลาคิรีดื่มสุรากี่หม้อ เมื่อเขาบอกให้ทราบว่า ๘ หม้อ พระคุณเจ้าผู้เจริญจึงกำชับว่าพรุ่งนี้ท่านจงให้ช้างนั้นดื่มเพิ่มขึ้นเป็น ๑๖ หม้อแล้ว พึงกระทำให้มีหน้าเฉพาะในถนนที่พระสมณโคดมเสด็จผ่านมา. นายหัตถาจารย์นั้น ก็รับรองเป็นอันดีพระราชาให้ราชบุรุษเที่ยวตีกลองประกาศไปทั่วพระนครว่า พรุ่งนี้นายหัตถาจารย์จักมอมช้างนาลาคิรีให้มึนเมาแล้ว จักปล่อยในนคร ชาวเมืองทั้งหลายพึงรีบกระทำกิจที่จำต้องกระทำเสียให้เสร็จแต่เช้าทีเดียว แล้วอย่าเดินระหว่างถนน. แม้พระเทวทัตลงจากพระราชนิเวศน์แล้วก็ไปยังโรงช้าง เรียกคนเลี้ยงช้างมาสั่งว่า ดูก่อนพนายทั้งหลาย เราสามารถจะลดคนมีตำแหน่งสูงให้ต่ำและเลื่อนคนมีตำแหน่งต่ำให้สูงขึ้น ถ้าพวกเจ้าต้องการยศ พรุ่งนี้เช้า จงช่วยกันเอาเหล้าอย่างแรง กรอกช้างนาลาคิรีให้ได้ ๑๖ หม้อ ถึงเวลาพระสมณโคดมเสด็จมา จงช่วยกันแทงช้างด้วยปลายหอกซัด ยั่วยุให้มันอาละวาดให้ทำลายโรงช้าง ช่วยกันล่อให้หันหน้าตรงไปในถนนที่พระสมณโคดมเสด็จมา แล้วให้พระสมณโคดมถึงความสิ้นชีวิต. พวกคนเลี้ยงช้างเหล่านั้น พากันรับรองเป็นอันดี. พฤติการณ์อันนั้นได้เซ็งแซ่ไปทั่วพระนคร. เหล่าอุบาสกผู้นับถือพระพุทธเจ้า. พระธรรม พระสงฆ์ ได้ทราบข่าวนั้น ก็พากันไปเข้าเฝ้าพระศาสดากราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระเทวทัตสมคบกันกับพระเจ้าอชาตศัตรูราช ให้ปล่อยช้างนาลาคิรีในหนทางที่พระองค์จะเสด็จไปในวันพรุ่งนี้ เพราะฉะนั้นในวันพรุ่งนี้ ขอพระองค์อย่าได้เสด็จเข้าไปบิณฑบาตเลย จงประทับอยู่ในที่นี้เถิด พวกข้าพระองค์ จักถวายภิกษา แก่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธองค์เป็นประมุขในวิหารนี้แล. พระศาสดามิได้ตรัสรับคำว่า พรุ่งนี้เราจักไม่เข้าไปบิณฑบาต ทรงพระดำริว่า ในวันพรุ่งนี้ เราจักทรมานช้างนาลาคิรีกระทำปาฏิหาริย์ทรมานพวกเดียรถีย์ จักเที่ยวไปบิณฑบาตในกรุงราชคฤห์. มีภิกษุแวดล้อมเป็นบริวาร ออกจากพระนครไปยังพระเวฬุวันมหาวิหารทีเดียว. พวกชนชาวเมืองราชคฤห์ จักถือเอาภาชนภัตเป็นอันมากมายังวิหารเวฬุวันเหมือนกัน พรุ่งนี้ โรงภัตจักมีในวิหารทีเดียว แล้วทรงรับอาราธนาแก่พวกอุบาสกเหล่านั้น ด้วยเหตุนี้ พวกอุบาสกเหล่านั้นทราบความว่า ทรงรับอาราธนาของพระตถาคตเจ้าแล้ว จึงพากันกล่าวว่า พวกเราจักนำภาชนภัตมาถวายทานในวิหารทีเดียว แล้วหลีกไป.
แม้พระศาสดาทรงแสดงธรรมในปฐมยาม ทรงแก้ปัญหาของเทวดาในมัชฌิมยาม ทรงสำเร็จสีหไสยาสน์ในส่วนแรกแห่งปัจฉิมยาม ทรงเข้าผลสมาบัติในส่วนที่ ๒ แห่งปัจฉิมยาม ในส่วนที่ ๓ แห่งปัจฉิมยาม ทรงเข้าพระกรุณาสมาบัติ ทรงตรวจดูเหล่าเวไนยสัตว์อันมีอุปนิสัยที่จะได้ตรัสรู้ธรรมพิเศษ ทอดพระเนตรเห็นการตรัสรู้ธรรมของสัตว์ ๘,๔๐๐ ในเวลาการทรงทรมานช้างนาลาคิรี ครั้นราตรีกาลสว่างไสวแล้ว ก็ทรงกระทำการชำระพระสรีระแล้ว ตรัสเรียกพระอานนท์ผู้มีอายุมาแล้ว ตรัสว่า ดูก่อนอานนท์ เธอจงบอกแก่ภิกษุแม้ทั้งหมดในมหาวิหาร ๑๘ แห่ง อันตั้งเรียงรายอยู่ในเมืองราชคฤห์เพื่อให้เข้าไปในเมืองราชคฤห์พร้อมกันกับเรา. พระเถระได้กระทำตามพระพุทธฎีกาแล้ว. พวกภิกษุทั้งหมดมาประชุมกันในพระเวฬุวัน พระศาสดามีภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่แวดล้อมเป็นบริวาร เสด็จเข้าไปบิณฑบาตยังเมืองราชคฤห์. ลำดับนั้น พวกคนเลี้ยงช้างก็ปฏิบัติตามพระเทวทัตสั่ง. สมาคมใหญ่ได้มีแล้วพวกมนุษย์ผู้ถึงพร้อมด้วยศรัทธากล่าวกันว่า ได้ยินว่า ในวันนี้ พระพุทธเจ้าผู้มหานาคกับช้างนาลาคิรีซึ่งเป็นสัตว์ดิรัจฉาน จักกระทำสงครามกัน พวกเราจักได้เห็นการทรมานช้างนาลาคิรีด้วยพุทธลีลา อันหาที่เปรียบมิได้ จึงพากันขึ้นสู่ปราสาทห้องแถวและหลังคาเรือนแล้วยืนดู. ฝ่ายพวกมิจฉาทิฏฐิผู้หาศรัทธามิได้ก็พากันกล่าวว่า ช้างนาลาคิรีเชือกนี้ดุร้ายกาจ ฆ่ามนุษย์ได้ไม่รู้จักคุณแห่งพระพุทธเจ้าเช่นกัน วันนี้ช้างเชือกนั้น จักขยี้สรีระอันมีพรรณดุจทองคำของพระโคดม จักให้ถึงความสิ้นชีวิต พวกเราจักได้เห็นหลังปัจจามิตรในวันนี้ทีเดียว แล้วได้พากันขึ้นไปยืนดูบนต้นไม้และปราสาทเช่นกัน . แม้ช้างนาลาคิรีพอเหลือบเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จมา จึงยังมนุษย์ทั้งหลายให้สะดุ้งกลัว ทำลายบ้านเรือนเป็นอันมาก ขยี้บดเกวียนเสียแหลกละเอียดเป็นหลายเล่นยกงวงขึ้นชู มีหูกางหางชี้ วิ่งรี่ไปทางพระผู้มีพระภาคเจ้า ประหนึ่งว่าภูเขาเอียงเข้าทับพระพุทธองค์ ฉะนั้น. ภิกษุทั้งหลายเห็นดังนั้น จึงกราบทูลเนื้อความนี้กะพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ช้างนาลาคิรีเชือกนี้ ดุร้ายกาจฆ่ามนุษย์ได้ วิ่งตรงมานี่ ก็ช้างนาลาคิรีนี้มิได้รู้จักพระพุทธคุณเป็นต้นแล ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าจงเสด็จกลับเถิด พระเจ้าข้า ขอพระสุคตเจ้าจงเสด็จกลับเสียเถิด. พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธออย่าได้กลัวไปเลย เรามีกำลังสามารถพอที่จะทรมานช้างนาลาคิรีเชือกนี้ได้.
ลำดับนั้น ท่านพระสารีบุตรผู้มีอายุ ทูลขอโอกาสกะพระศาสดาว่าข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ธรรมดาว่ากิจที่บังเกิดขึ้นแก่บิดา ย่อมเป็นภาระของบุตรคนโต ข้าพระองค์ผู้เดียวจะขอทรมานช้างเชือกนี้. ลำดับนั้น พระศาสดาจึงตรัสห้ามพระสารีบุตรนั้น ว่าดูก่อนสารีบุตร ขึ้นชื่อว่า กำลังแห่งพระพุทธเจ้าเป็นอย่างหนึ่ง ส่วนกำลังของพวกสาวกเป็นอีกอย่างหนึ่ง เธอจงยับยั้งอยู่เถิด. พระเถระผู้ใหญ่ ๘๐ โดยมากต่างก็พากันทูลขอโอกาสอย่างนี้เหมือนกัน. พระศาสดาตรัสห้ามพระมหาเถระเหล่านั้นแม้ทั้งหมด. ลำดับนั้น ท่านพระอานนท์ ไม่สามารถจะทนดูอยู่ได้ ด้วยความรักมีกำลังในพระศาสดาจึงคิดว่า ช้างเชือกนี้ จงฆ่าเราเสียก่อนเถิด ดังนี้แล้ว ยอมสละชีวิตเพื่อประโยชน์แก่พระตถาคตเจ้า ได้ออกไปยืนอยู่เบื้องพระพักตร์แห่งพระศาสดา. ลำดับนั้นพระศาสดาจึงตรัสกะท่านว่า อานนท์ เธอจงหลีกไป อานนท์ เธอจงหลีกไปเธออย่ามายืนขวางหน้าตถาคต. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ช้างเชือกนี้ดุร้ายกาจฆ่ามนุษย์ได้ เป็นเช่นกับไฟบรรลัยกัลป์ จงฆ่าข้าพระองค์เสียก่อนแล้ว จึงมายังสำนักของพระองค์ในภายหลัง. พระอานนทเถระ แม้ถูกพระศาสดาตรัสห้ามอยู่ถึง ๓ ครั้ง ก็ยังคงยืนอยู่อย่างนั้นทีเดียวมิได้ถอยกลับมา. ลำดับนั้นพระศาสดาจึงให้พระอานนท์ถอยกลับมาด้วยกำลังแห่งฤทธิ์ แล้วประทับยืนอยู่ในระหว่างภิกษุทั้งหลาย. ในขณะนั้น หญิงคนหนึ่งเห็นช้างนาลาคิรี มีความสะดุ้งกลัวย่อมรณภัย จึงวิ่งหนี ทิ้งทารกที่ตนอุ้มเข้าสะเอวไว้ในระหว่างกลางแห่งช้างและพระตถาคตเจ้า แล้ววิ่งหนีไป. ช้างวิ่งไล่ตามหญิงนั้นแล้วกลับมายังที่ใกล้ทารก. ทารกจึงร้องเสียงดัง พระศาสดาทรงแผ่เมตตาไปยังช้างนาลาคิรีทรงเปล่งพระสุรเสียงอันไพเราะยิ่งนักดุจเสียงพรหม รับสั่งร้องเรียกว่า แน่ะเจ้าช้างนาลาคิรีที่เจริญ เขาให้เจ้าดื่มเหล้าถึง ๑๖ หม้อ มอมเมาเสียจนมึนมัวใช่ว่าเขากระทำเจ้าด้วยประสงค์ว่า จักให้จับคนอื่นก็หาไม่ แต่เขากระทำด้วยประสงค์จะให้จับเรา เจ้าอย่าเที่ยวอาละวาดให้เมื่อยขาโดยใช่เหตุเลย จงมานี่เถิดช้างนาลาคิรีเชือกนั้น พอได้ยินพระดำรัสของพระศาสดา จึงลืมตาขึ้นดูพระรูปอันเป็นสิริของพระผู้มีพระภาคเจ้า กลับได้ความสังเวชใจ หายเมาสุราด้วยเดชแห่งพระพุทธเจ้า จึงห้อยงวงและลดหูทั้งสองข้าง ไปหมอบอยู่แทบพระบาททั้งสองของพระตถาคตเจ้า.
ลำดับนั้น พระศาสดาจึงตรัสกะช้างนาลาคิรีนั้นว่า ดูก่อนเจ้าช้างนาลาคิรี เจ้าเป็นช้างสัตว์ดิรัจฉาน เราเป็นพุทธะเหล่าช้างตัวประเสริฐ ตั้งแต่นี้ไป เจ้าจงอย่าดุร้าย อย่าหยาบคาย อย่าฆ่ามนุษย์ จงได้เฉพาะจึงเมตตาจิตทรงเหยียดพระหัตถ์เบื้องขวาออกไปลูบที่กระพองแล้ว ตรัสพระคาถาว่า
เจ้าช้างมีงวง เจ้าอย่าเบียดเบียนช้างตัวประเสริฐ (หมายถึงพระตถาคตเจ้า) แน่ะเจ้าช้างมีงวง เพราะว่า การเบียดเบียนช้างตัวประเสริฐ เป็นเหตุนำความทุกข์ มาให้ แน่ะเจ้าช้างมีงวง ตั้งแต่ไหนแต่ไรมาจนกาล บัดนี้ ผู้ฆ่าช้างตัวประเสริฐ ย่อมไม่ได้พบสุคติเลย เจ้าอย่าเมา เจ้าอย่าประมาท ด้วยว่าผู้ประมาทแล้ว ย่อมไปสู่สุคติไม่ได้ เจ้าจงกระทำหนทางที่จะพาตัวเจ้า ไปสู่สุคติเถิด.
พระศาสดาทรงแสดงธรรมด้วยประการฉะนี้ สรีระทั้งสิ้นของช้างนั้นได้เป็นร่างกายมีปีติถูกต้องแล้วหาระหว่างคั่นมิได้. ถ้าไม่เป็นสัตว์ดิรัจฉานก็จักได้บรรลุโสดาปัตติผล. มนุษย์ทั้งหลายเห็นปาฏิหาริย์นั้น ต่างพากันส่งเสียงปรบมืออยู่อื้ออึง พวกที่เกิดความโสมนัสยินดีก็โยนเครื่องอาภรณ์ต่าง ๆ ไปเครื่องอาภรณ์เหล่านั้น ก็ไปปกคลุมสรีระของช้าง. ตั้งแต่วันนั้นมา ช้างนาลาคิรีก็ปรากฏนามว่า ธนปาลกะ ก็ในขณะนั้น สัตว์ ๘๔,๐๐๐ ในสมาคมแห่งช้างธนปาลกะก็ได้ดื่มน้ำอมฤต. พระศาสดาทรงให้ช้างธนปาลกะตั้งอยู่ในศีล ๕ ประการ ช้างนั้นก็เอางวงดูดละอองธุลีพระบาทของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วเอาโปรยลงบนหัวของตน ย่อตัวถอยหลังออกมายืนอยู่ในที่อุปจาร พอแลเห็นถวายบังคมพระทศพลกลับเข้าไปยังโรงช้าง. ตั้งแต่วันนั้นมา ช้างนาลาคิรีนั้น ก็กลายเป็นช้างที่ได้รับการฝึกแล้วเชือกหนึ่ง ในบรรดาช้างที่ได้รับการฝึกแล้วทั้งหลายอย่างนี้ ไม่เคยเบียดเบียนใครให้เดือดร้อนอีกต่อไปเลย. พระศาสดาทรงสำเร็จสมดังมโนรถแล้ว ทรงอธิษฐานว่า ทรัพย์สิ่งของอันใดอันผู้ใดทิ้งไว้แล้ว ทรัพย์สิ่งของอันนั้นจงเป็นของผู้นั้นตามเดิม แล้วทรงพระดำริว่า วันนี้เราได้กระทำปาฏิหาริย์อย่างใหญ่แล้ว การเที่ยวจาริกไปเพื่อบิณฑบาตในพระนครนี้ไม่สมควร ทรงทรมานพวกเดียรถีย์แล้ว มีภิกษุสงฆ์แวดล้อมเป็นบริวาร ประดุจกษัตริย์ที่มีชัยชนะแล้วเสด็จออกจากพระนครทรงดำเนินไปยังพระวิหารเวฬุวันทีเดียว. แม้พวกชนชาวเมืองก็พากันถือเอาข้าวน้ำและของเคี้ยวเป็นอันมากไปยังวิหาร ยังมหาทานให้เป็นไปทั่วแล้ว ในเวลาเย็นวันนั้น ภิกษุทั้งหลายประชุมกันเต็มธรรมสภาสนทนากันว่า ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย พระอานนทเถระเจ้าผู้มีอายุ ได้ยอมเสียสละชีวิตของท่านเพื่อประโยชน์แก่พระตถาคตเจ้า ชื่อว่ากระทำกรรมที่กระทำได้ยาก ท่านเห็นช้างนาลาคิรีแล้ว แม้ถูกพระศาสดาตรัสห้ามอยู่ถึง ๓ ครั้ง ก็ยังไม่ถอยไป ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย น่าสรรเสริญพระอานนท์เถรเจ้าผู้มีอายุ กระทำสิ่งซึ่งยากที่จะกระทำได้. ลำดับนั้น พระศาสดาทรงสดับถ้อยคำสรรเสริญเกียรติคุณของพระอานนท์นั้น ด้วยโสตธาตุเพียงดังทิพย์ จึงทรงพระดำริว่า ถ้อยคำสรรเสริญเกียรติคุณของอานนท์กำลังเป็นไปอยู่ เราควรจะไปในที่นั้น จึงเสด็จออกจากพระคันธกุฎี เสด็จไปยังโรงธรรมสภาตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย วันนี้พวกเธอกำลังสนทนากันด้วยเรื่องอะไรเล่าหนอ เมื่อภิกษุเหล่านั้นกราบทูลให้ทรงทราบว่า เรื่องชื่อนี้พระพุทธเจ้าข้า จึงตรัสว่า ใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้นก็หาไม่ถึงเมื่อกาลก่อน ครั้งอานนท์เกิดในกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน ก็ได้เคยสละชีวิตเพื่อประโยชน์แก่ (เรา) ตถาคตแล้วเหมือนกัน ดังนี้แล้วได้ทรงนิ่งเฉยอยู่ เมื่อภิกษุเหล่านั้นกราบทูลอาราธนา จึงได้ทรงนำอดีตนิทานมาดังต่อไปนี้
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๖๒ หน้า ๓๓๖–๓๗๓ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
อสีตินิบาตชาดก ๓๖ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๓๖ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
บาลีอักษรไทย ฉบับสยามรัฐ
สุมุข อนุปจินนฺตา ปกฺกมนฺติ วิหงฺคมา คจฺฉ ตุวํปิ มา กงฺขิ นตฺถิ พนฺเธ ๑ สหายตา ฯ
คจฺเฉ วาหํ น วา คจฺเฉ น เตน อมโร สิยํ สุขิตนฺตํ อุปาสิตฺวา ทุกฺขิตนฺตํ กถํ ชเห ฯ มรณํ วา ตยา สทฺธึ ชีวิตํ วา ตยา วินา ตเทว มรณํ เสยฺโย ยญฺเจ ชีเว ตยา วินา ฯ เนส ธมฺโม มหาราช ยนฺตํ เอวํ คตํ ชเห ยา คติ ตุยฺหํ สา มยฺหํ รุจฺจเต วิหคาธิป ฯ
กา นุ ปาเสน พนฺธสฺส ๒ คติ อญฺญา มหานสา สา กถํ เจตยานสฺส มุตฺตสฺส ตว รุจฺจติ ฯ กํ วา ตฺวํ ปสฺสเส อตฺถํ มม ตุยฺหญฺจ ปกฺขิม ญาตีนํวาวสิฏฺฐานํ อุภินฺนํ ชีวิตกฺขเย ฯ ยนฺน กญฺจนเทฺวปิจฺฉ ๓ อนฺเธน ตมสา กตํ ตาทิเส สญฺจชํ ปาณํ กิมตฺถมภิโชตเย ๔ ฯ
กถํ นุ ปตตํ เสฏฺฐ ธมฺเม อตฺถํ น พุชฺฌสิ ธมฺโม อปจิโต สนฺโต อตฺถํ ทสฺเสติ ปาณินํ ฯ โสหํ ธมฺมํ อเปกฺขาโน ธมฺมา จตฺถํ สมุฏฺฐิตํ #๑ ม. พทฺเธ ฯ ๒ ม. พทฺธสฺส ฯ ๓ ม. กญฺจนเทปิญฺฉ ฯ ๔ ม. กมตฺถ ... ฯ ภตฺติญฺจ ตยิ สมฺปสฺสํ นาวกงฺขามิ ชีวิตํ ฯ อทฺธา เอโส สตํ ธมฺโม โย มิตฺโต มิตฺตมาปเท น จเช ชีวิตสฺสาปิ เหตุ ธมฺมมนุสฺสรํ ฯ
สฺวายํ ธมฺโม จ เต จิณฺโณ ภตฺติ จ วิทิตา มยิ กามํ กรสฺสุ มเยฺหตํ คจฺเฉวานุมโต มยา ฯ อปิเตฺววํ คเต กาเล ยํ ขณฺฑํ ๑ ญาตินํ มยา ตยา ตํ พุทฺธิสมฺปนฺน ๒ อสฺส ปรมสํวุตํ ฯ
อิจฺเจวํ มนฺตยนฺตานํ อริยานํ อริยวุตฺตินํ ปจฺจทิสฺสถ เนสาโท อาตุรานมิวนฺตโก ฯ เต สตฺตุมภิสญฺจิกฺข ทีฆรตฺตํ หิตา ทิชา ตุณฺหี มาสิตฺถ อุภโย น สญฺจเลสุมาสนา ฯ ธตรฏฺเฐ จ ทิสฺวาน สมุฑฺเฑนฺเต ตโต ตโต อภิกฺกมถ เวเคน ทิชสตฺตุ ทิชาธิเป ฯ โส จ เวเคนภิกฺกมฺม อาสชฺช ปรเม ทิเช ปจฺจกมฺปิตฺถ ๓ เนสาโท พนฺธา อิติ วิจินฺตยํ ฯ เอกญฺจ พนฺธมาสีนํ อพนฺธญฺจ ปุนาปรํ อาสชฺช พนฺธมาสีนํ เปกฺขมานมทีนวํ ฯ ตโต โส วิมโตเยว ปณฺฑเร อชฺฌภาสถ ปวฑฺฒกาเย อาสีเน ทิชสงฺฆคณาธิเป ฯ ยนฺนุ ปาเสน มหตา พนฺโธ น กุรุเต ทิสํ #๑ สี. พทฺธํ ฯ ยุ. พนฺธํ ฯ ๒ ม. พุทฺธิสมฺปนฺนํ ฯ ๓ ม. ปจฺจกมิตฺถ ฯ อถ กสฺมา อพนฺโธ ตฺวํ พลี ปกฺขี น คจฺฉสิ ฯ กึ นุ ตฺยายํ ทิโช โหติ มุตฺโต พนฺธํ อุปาสสิ โอหาย สกุณา ยนฺติ กึ เอโก อวหียสิ ฯ
ราชา เม โส ทิชามิตฺต สขา ปาณสโม จ เม เนว นํ วิชหิสฺสามิ ยาว กาลปริยายํ ๑ ฯ
กถํ ปนายํ วิหงฺโค นาทฺทส ปาสโมฑฺฑิตํ ปทํ เหตํ มหนฺตานํ โพทฺธุมรหนฺติ อาปทํ ฯ
ยทา ปราภโว โหติ โปโส ชีวิตสงฺขเย อถ ชาลญฺจ ปาสญฺจ อาสชฺชาปิ น พุชฺฌติ ฯ
อปิ เตฺวว มหาปญฺญ ปาสา พหุวิธา กตา คุยฺหมาสชฺช ๒ พชฺฌนฺติ อเถวํ ชีวิตกฺขเย ฯ
อปิ นายํ ตยา สทฺธึ สํวาสสฺส ๓ สุขุทฺรโย อปิ โน อนุมญฺญาสิ อปิ โน ชีวิตํ ทเท ฯ
น เจว เม ตฺวํ พนฺโธสิ นปิ อิจฺฉามิ เต วธํ กามํ ขิปฺปมิโต คนฺตฺวา ชีว ตฺวํ อนิโฆ จิรํ ฯ
เนวาหเมตมิจฺฉามิ อญฺญเตฺรตสฺส ชีวิตา สเจ เอเกน ตุฏฺโฐสิ มุญฺเจตํ มญฺจ ภกฺขย ฯ อาโรหปริณาเหน ตุลฺยสฺมา วยสา อุโภ น เต ลาเภน ชินตฺถิ ๔ เอเตน นิมินา ตุวํ ฯ #๑ กาลปริสฺสยนฺติปิ ฯ ๒ สี. ยุ. คูฬฺหมาสชฺช ฯ ๓ สี. ยุ. สมฺภาสสฺส ฯ #๔ ม. ชีวตฺถิ ฯ โอนตาติปิ ฯ ตทิงฺฆ สมเปกฺขสฺสุ ๑ โหตุ คิทฺธิ ตวสฺมสุ ๒ มํ ปุพฺเพ พนฺธปาเสน ปจฺฉา มุญฺจ ทิชาธิปํ ฯ ตาวเทว จ เต ลาโภ กตสฺส ๓ ยาจนาย จ มิตฺติ จ ธตรฏฺเฐหิ ยาว ชีวาย เต สิยา ฯ
ปสฺสนฺตุ โน มหาสงฺฆา ตยา มุตฺตํ อิโต คตํ มิตฺตามจฺจา จ ภจฺจา จ ปุตฺตทารา จ พนฺธวา ฯ น จ เต ตาทิสา มิตฺตา พหูนํ อิธ วิชฺชเร ยถา ตฺวํ ธตรฏฺฐสฺส ปาณสาธารโณ สขา ฯ โส เต สหายํ มุญฺจามิ โหติ ราชา ตวานุโค กามํ ขิปฺปมิโต คนฺตฺวา ญาติมชฺเฌ วิโรจถ ฯ
โส ปตีโต ปมุตฺเตน ภตฺตุนา ภตฺตุคารโว อชฺฌภาสถ วงฺกงฺโค วาจํ กณฺณสุขํ ภณํ เอวํ ลุทฺทก นนฺทสฺสุ สห สพฺเพหิ ญาติภิ ยถาหมชฺช นนฺทามิ มุตฺตํ ทิสฺวา ทิชาธิปํ ฯ
เอหิ ตํ อนุสิกฺขามิ ยถา ตฺวมปิ ลจฺฉเส ลาภํ ตวายํ ธตรฏฺโฐ ปาปํ กิญฺจิ น ทกฺขติ ฯ ขิปฺปมนฺเตปุรํ คนฺตฺวา ๔ รญฺโญ ทสฺเสหิ โน อุโภ อพนฺเธ ปกตีภูเต กาเช อุภยโต ฐิเต ฯ ธตรฏฺฐา มหาราช หํสาธิปติโน อิเม #๑ สี. ย. สมเวกฺขสฺสุ ฯ ๒ ม. ตวมฺหสุ ฯ ๓ ม. กตาสฺส ฯ ๔ ม. เนตฺวา ฯ อยํ หิ ราชา หํสานํ อยํ เสนาปตีตโร ฯ อสํสยํ อิมํ ทิสฺวา หํสราชํ นราธิโป ปตีโต สุมโน วิตฺโต พหุํ ทสฺสติ เต ธนํ ฯ
ตสฺส ตํ วจนํ สุตฺวา กมฺมุนา อุปปาทยิ ขิปฺปมนฺเตปุรํ คนฺตฺวา รญฺโญ หํเส อทสฺสยิ อพนฺเธ ปกตีภูเต กาเช อุภยโต ฐิเต ฯ ธตรฏฺฐา มหาราช หํสาธิปติโน อิเม อยํ หิ ราชา หํสานํ อยํ เสนาปตีตโร ฯ
กถํ ปนิเม วิหงฺคา ตว หตฺถตฺถมาคตา ๑ กถํ ลุทฺโท มหนฺตานํ อิสฺสเร อิธ อชฺฌคา ฯ
วิหิตา สนฺติเม ปาสา ปลฺลเลสุ ชนาธิป ยํ ยทายตนํ มญฺเญ ทิชานํ ปาณโรธนํ ฯ ตาทิสํ ปาสมาสชฺช หํสราชา อพชฺฌถ ตํ อพนฺโธ อุปาสีโน มมายํ อชฺฌภาสถ ฯ สุทุกฺกรํ อนริเยหิ ทหเต ภาวมุตฺตมํ ภตฺตุรตฺเถ ปรกฺกนฺโต ธมฺมยุตฺโต วิหงฺคโม ฯ อตฺตโนยํ ๒ จชิตฺวาน ชีวิตํ ชีวิตารโห อนุตฺถุนนฺโต อาสีโน ภตฺตุ ยาจิตฺถ ชีวิตํ ฯ ตสฺส ตํ วจนํ สุตฺวา ปสาทมหมชฺฌคา ตโต นํ ปามุจึ ปาสา อนุญฺญาสึ สุเขน จ ฯ #๑ ม. หตฺถตฺตมาคตา ฯ ๒ ม. อตฺตนายํ ฯ โส ปตีโต ปมุตฺเตน ภตฺตุนา ภตฺตุคารโว อชฺฌภาสถ วงฺกงฺโค วาจํ กณฺณสุขํ ภณํ ฯ เอวํ ลุทฺทก นนฺทสฺสุ สห สพฺเพหิ ญาติภิ ยถาหมชฺช นนฺทามิ มุตฺตํ ทิสฺวา ทิชาธิปํ ฯ เอหิ ตํ อนุสิกฺขามิ ยถา ตฺวมปิ ลจฺฉเส ลาภํ ตฺยายํ ๑ ธตรฏฺโฐ ปาปํ กิญฺจิ น ทกฺขติ ฯ ขิปฺปมนฺเตปุรํ คนฺตฺวา ๒ รญฺโญ ทสฺเสหิ โน อุโภ อพนฺเธ ปกตีภูเต กาเช อุภยโต ฐิเต ฯ ธตรฏฺฐา มหาราช หํสาธิปติโน อิเม อยญฺหิ ราชา หํสานํ อยํ เสนาปตีตโร ฯ อสํสยํ อิมํ ทิสฺวา หํสราชํ นราธิโป ปตีโต สุมโน วิตฺโต พหุํ ทสฺสติ เต ธนํ ฯ เอวเมตสฺส วจนา อานีตาเม อุโภ มยา เอตฺเถว หิ อิเม อสฺสุ ๓ อุโภ อนุมตา มยา ฯ โสยํ เอวงฺคโต ปกฺขี ทิโช ปรมธมฺมิโก มาทิสสฺส หิ ลุทฺทสฺส ชนเยยฺยาถ มทฺทวํ ฯ อุปยานญฺจ เต เทว นาญฺญํ ปสฺสามิ เอทิสํ สพฺพสากุณิกคาเม ๔ ตํ ปสฺส มนุชาธิป ฯ
ทิสฺวา นิสินฺนํ ราชานํ ปีเฐ โสวณฺณเย สุเภ อชฺฌภาสถ วงฺกงฺโค วาจํ กณฺณสุขํ ภณํ ฯ #๑ ม. ตวายํ ฯ ๒ ม. เนตฺวา ฯ ๓ ม. อาสุํ ฯ ๔ ม...กุณิกาคาเม ฯ กจฺจิ นุ โภโต กุสลํ กจฺจิ โภโต อนามยํ กจฺจิ รฏฺฐมิทํ ผีตํ ธมฺเมน มนุสาสสิ ฯ
กุสลญฺเจว เม หํส อโถ หํส อนามยํ อโถ รฏฺฐมิทํ ผีตํ ธมฺเมน มนุสาสหํ ฯ
กจฺจิ นุ เต ๑ อมจฺเจสุ โทโส โกจิ น วิชฺชติ กจฺจิ จ เต ตวตฺเถสุ นาวกงฺขนฺติ ชีวิตํ ฯ
อโถปิ เม อมจฺเจสุ โทโส โกจิ น วิชฺชติ อโถปิ เต มมตฺเถสุ นาวกงฺขนฺติ ชีวิตํ ฯ
กจฺจิ เต สาทิสี ภริยา อสฺสวา ปิยภาณินี ปุตฺตรูปยสูเปตา ตว ฉนฺทวสานุคา ฯ
อโถ เม สาทิสี ภริยา อสฺสวา ปิยภาณินี ปุตฺตรูปยสูเปตา มม ฉนฺทวสานุคา ฯ
ภวนฺนุ ๒ กจฺจิ นุ มหา- สตฺตุหตฺถตฺถตํ ๓ คโต ทุกฺขมาปชฺช ๔ วิปุลํ ตสฺมึ ปฐมมาปเท ฯ กจฺจิ ยนฺนาปติตฺวาน ทณฺเฑน สมโปถยิ เอวเมเตสํ ชมฺมานํ ปาติกํ ภวติ ตาวเท ฯ
เขมมาสิ มหาราช เอวมาปริยาสติ ๕ น จายํ กิญฺจิรสฺมาสุ สตฺตูว สมปชฺชถ ฯ ปจฺจกมฺปิตฺถ ๖ เนสาโท ปุพฺเพว อชฺฌภาสถ ตทายํ สุมุโขเยว ปณฺฑิโต ปจฺจภาสถ ฯ #๑ ม. กจฺจิ โภโต ฯ ๒ ม. ภวนฺตํ ฯ สี. ยุ. ภวํ ตุ ฯ ๓ ม. ...สตฺตุหตฺถตฺตํ ฯ #๔ ม. ทุกฺขมาปชฺชิ ฯ ๕ ม. เอวมาปทิยา สติ ฯ สี. ยุ. เอวมาปทิ สํสติ ฯ #๖ ม. ปจฺจกมิตฺถ ฯ ตสฺส ตํ วจนํ สุตฺวา ปสาทมยมชฺฌคา ตโต มํ ปามุจิ ปาสา อนุญฺญาสิ สุเขน จ ฯ อิทญฺจ สุมุเขเนว เอตทตฺถาย จินฺติตํ โภโต สกาเส อาคมนํ เอตสฺส ธนมิจฺฉตา ฯ
สฺวาคตญฺเจวิทํ ภวตํ ปตีโต จสฺมิ ทสฺสนา เอโส จาปิ พหุวิตฺตํ ลภตํ ยาวทิจฺฉติ ฯ
สนฺตปฺปยิตฺวา เนสาทํ โภเคหิ มนุชาธิโป อชฺฌภาสถ วงฺกงฺโค ๑ วาจํ กณฺณสุขํ ภณํ ฯ
ยํ ขลุ ธมฺมมาธีนํ วโส วตฺตติ กิญฺจิ นํ ๒ สพฺพตฺถิสฺสริยํ ภวตํ ปสาสถ ยทิจฺฉถ ฯ ทานตฺถํ อุปโภตฺตุํ วา ยญฺจญฺญํ อุปกปฺปติ เอตํ ททามิ โว วิตฺตํ อิสฺสริยํ วิสฺสชามิ โว ฯ
ยถา จ มฺยายํ สุมุโข อชฺฌภาเสยฺย ปณฺฑิโต กามสา พุทฺธิสมฺปนฺโน ตมสฺส ๓ ปรมปฺปิยํ ฯ
อหํ ขลุ มหาราช นาคราชาริวนฺตรํ ปฏิวตฺตุํ น สกฺโกมิ น เม โส วินโย สิยา ฯ อมฺหากญฺเจว โส ๔ เสฏฺโฐ ตฺวญฺจ อุตฺตมสตฺตโว ภูมิปาโล มนุสฺสินฺโท ปูชา พหูหิ เหตุภิ ฯ เตสํ อุภินฺนํ ภณตํ วตฺตมาเน วินิจฺฉเย นนฺตรํ ๕ ปฏิวตฺตพฺพํ เปสฺเสน มนุชาธิป ฯ #๑ ม. วกุกงฺคํ ฯ ๒ ม. กิญฺจนํ ฯ ๓ ม. ตํ มฺยาสฺส ฯ ๔ สี. ยุ. โย ฯ #๕ สี. ยุ. นานฺตรํ ฯ
ธมฺเมน กิร เนสาโท ปณฺฑิโต อณฺฑโช อิติ น เหว อกตตฺตสฺส นโย เอตาทิโส สิยา ฯ เอวํ อคฺคปกติมา เอวํ อุตฺตมสตฺตโว ยาวตตฺถิ มยา ทิฏฺฐา นาญฺญํ ปสฺสามิ เอทิสํ ฯ ตุฏฺโฐสฺมิ โว ปกติยา วากฺเยน มธุเรน จ เอโส จาปิ มมจฺฉนฺโท จิรํ ปสฺเสยฺย โว อุโภ ฯ
ยํ กิจฺจํ ปรเม มิตฺเต กตมสฺมาสุ ตํ ตยา ปตฺตา นิสฺสํสยํ ตฺยมฺหา ภตฺติรสฺมาสุ ยา ตว ฯ อทุญฺจ นูน สุมหา- ญาติสงฺฆสฺสมนฺตรํ อทสฺสเนน อสฺมากํ ทุกฺขํ พหูสุ ปกฺขิสุ ฯ เตสํ โสกวิฆาตาย ตยา อนุมตา มยํ ตํ ปทกฺขิณโต กตฺวา ญาตี ปสฺเสมุรินฺทม ฯ อทฺธาหํ วิปุลํ ปีตึ ภวตํ วินฺทามิ ทสฺสนา เอโส วาปิ มหาอตฺโถ ญาติวิสฺสาสนา สิยา ฯ
อิทํ วตฺวา ธตรฏฺโฐ หํสราชา นราธิปํ อุตฺตมํ ชวมนฺวาย ญาติสงฺฆมุปาคมม ฯ เต อโรเค อนุปฺปตฺเต ทิสฺวาน ปรเม ทิเช เกกาติมกรุํ หํสา ปุถุสทฺโท อชายถ ฯ เต ปตีตา ปมุตฺเตน ภตฺตุนา ภตฺตุคารวา สมนฺตา ปริกรึสุ ๑ อณฺฑชา ลทฺธปจฺจยา ฯ๕ #๑ ม. ปริกิรึสุ ฯ
เอวํ มิตฺตวตํ อตฺถา สพฺเพ โหนฺติ ปทกฺขิณา หํสา ยถา ธตรฏฺฐา ญาติสงฺฆมุปาคมุนฺติ ฯ จุลฺลหํสชาตกํ ปฐมํ ฯ
ที่มา: พระไตรปิฎกบาลีอักษรไทย ฉบับสยามรัฐ เล่มที่ ๒๘ ข้อ ๑๖๓
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๘