จุลลหังสชาดก
ว่าด้วยพระยาหงส์ทรงติดบ่วง
เล่มที่ ๒๘ · ข้อ ๑๖๓ · บรรทัด ๑๑๕๘ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๒
อรรถกถาชาดก ตอนที่ ๓ จาก ๕
เรื่องเล่า
เออก็การอยู่ร่วมกันกับท่านนี้ พึงมีสุขเป็นกำไร หนอ และขอท่านอนุญาต แก่ข้าพเจ้าทั้งสองเถิด แล ขอท่านพึงให้ชีวิตแก่ข้าพเจ้าทั้งสองด้วยเถิด.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อปิ นายํ ตัดบทเป็น อปิ นุ อยํ. บทว่า สุขุทฺรโย คือมีผลเป็นสุข. บทว่า อปิ โน อนุมญฺาสิ ความว่าขอท่านพึงอนุญาตให้ข้าพเจ้าทั้งสองกลับไปยังภูเขาจิตตกุฏเพื่อเยี่ยมญาติทั้งหลายเถิด. บทว่า อปี รน ซีวิตํ ทเท ความว่า อนึ่ง ท่านมีความคุ้นเคยบังเกิดแล้วด้วยถ้อยคำนี้ จึงอยู่พึงฆ่าข้าพเจ้าทั้งสองเสียเลย.
นายพรานถูกจรึงด้วยถ้อยคำอันอ่อนหวานของสุมุขหงส์นั้น จึงกล่าวคาถาว่า
เรามิได้ผูกท่านไว้ และไม่ปรารถนาจะฆ่าท่าน เชิญท่านรีบไปจากที่นี้ตามความปรารถนา แล้วจงอยู่ เป็นสุขตลอดกาลนานเถิด. ลำดับนั้น สุมุขหงส์จึงกล่าวคาถา ๔ คาถาว่า ข้าพเจ้าไม่ปรารถนาจะมีชีวิตอยู่ โดยเว้นจาก ชีวิตของพญาหงส์นี้ ถ้าท่านยินดีเพียงตัวเดียว ขอ ให้ท่านปล่อยพญาหงส์นี้ และจงกินข้าพเจ้า ข้าพเจ้า ทั้งสองเป็นผู้เสมอกัน ด้วยรูปทรงสัณฐานและวัย ท่านไม่เสื่อมแล้วจากลาก ขอท่านจงเปลี่ยนข้าพเจ้า กับพญาหงส์นี้เถิด เชิญท่านพิจารณาดูในข้าพเจ้า ทั้งสอง เมื่อท่านมีความปรารถนาเฉพาะตัวเดียว จง เอาบ่วงผูกข้าพเจ้าไว้ก่อน จงปล่อยพญาหงส์ใน ภายหลัง ถ้าท่านทำตามที่ข้าพเจ้าขอร้อง ลาภของท่าน ก็คงมีประมาณเท่านั้นเหมือนกัน ทั้งท่านจะได้เป็น มิตรกับฝูงหงส์ธตรฐจนตลอดชีวิตด้วย.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เอตํ ความว่า ข้าพเจ้าไม่ปรารถนาความเป็นอยู่ของข้าพเจ้าโดยปราศจากชีวิตของพญาหงส์นี้เลย. บทว่า ตุลฺยสฺมา ได้แก่ ข้าพเจ้าทั้งสองย่อมเป็นผู้สม่ำเสมอกัน. บทว่า นิมินา ตุวํ คือท่านจงแลกเปลี่ยนตัวกันเสียเถิด. บทว่า ตวสฺมสุ ความว่า สุมุขหงส์นั้นกล่าวว่า ท่านมีความปรารถนาในข้าพเจ้าทั้งสอง ท่านจะประโยชน์อะไรด้วยพญาหงส์นี้ จงยังความโลภให้เกิดในข้าพเจ้า. บทว่า ตาวเทว คือเพียงเท่านั้นแล. บทว่า ยาจนาย จ ได้แก่ คำขอร้องของข้าพเจ้าอันใดขอท่านพึงกระทำตามคำขอร้องนั้นเถิด.
นายพรานก็มีใจอ่อนลงอีก เพราะการแสดงธรรมนั้น ประดุจปุยนุ่นที่เขาใส่ลงในน้ำมัน ฉะนั้น เมื่อจะยกพระมหาสัตว์ให้เป็นรางวัลแก่สุมุขหงส์นั้น จึงกล่าวเป็นคาถาว่า
มิตร อำมาตย์ ทาส ทาสี บุตร ภรรยา และ พวกพ้องหมู่ใหญ่ทั้งหลาย จงดูพญาหงส์ธตรฐ พ้นจากที่นี้ไปได้เพราะท่าน บรรดามิตรทั้งหลายเป็น อันมาก มิตรเช่นท่านนั้นหามีในโลกนี้ เหมือนท่าน ผู้เป็นเพื่อนร่วมชีวิต ของพญาหงส์ธตรฐไม่ เรา ยอมปล่อยสหายของท่าน พญาหงส์จงบินตามท่าน ไปเถิด ท่านทั้งสองจงรีบไปจากที่นี้ตามความปรารถนา จงรุ่งเรืองอยู่ในท่ามกลางหมู่ญาติเถิด.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โน เป็นเพียงนิบาต. บทว่า ตยา มุตฺตํ ความว่า จริงอยู่ ท่านตัวเดียวชื่อว่า ย่อมปล่อยพญาหงส์นี้ เพราะฉะนั้น หมู่ญาติอันใหญ่ทั้งหลาย และเป็นมิตรกันเหล่านั้น จงดูพญาหงส์นี้ที่ท่านปล่อยแล้ว จึงไปสู่ภูเขาจิตตกูฏจากที่นี้. คำว่า พวกพ้อง ในคาถานี้ หมายเอาบุคคลที่เกี่ยวข้องกันทางสายโลหิตอันเดียวกัน. บทว่า วิชฺชเร คือ ไม่เคยมี. บทว่า ปาณสาธารโณ คือ มีชีวิตร่วมกัน มีชีวิตที่แยกออกจากกันไม่ได้. อธิบายว่า ท่านเป็นสหายของพญาหงส์นี้ด้วยประการใด แม้ชนทั้งหลายมากด้วยกันเหล่าอื่น ชนที่ชื่อว่าเป็นมิตรเช่นท่านนี้ ย่อมไม่มีด้วยประการนั้น. บทว่า ตวานุโค ความว่า ท่านจงพาพญาหงส์ซึ่งกำลังได้รับความลำบากนี้บินไปข้างหน้า พญาหงส์นี้จงบินติดตามท่านไปข้างหลังเถิด.
บุตรของนายพราน ครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว จึงเดินเข้าไปใกล้พระมหาสัตว์ด้วยจิตอันประกอบด้วยเมตตา ตัดบ่วงออกแล้วสวมกอดอุ้มออกจากสระ ให้จับอยู่ที่พื้นหญ้าแพรกอ่อนใกล้ขอบสระ ค่อย ๆ แก้บ่วงที่รัดเท้าออก. ด้วยจิตอันอ่อนโยน ขว้างทิ้งเสียในที่ไกล เกิดมีความรักใคร่ในพระมหาสัตว์อย่างเหลือกำลัง จึงไปตักน้ำมาล้างเลือดให้แล้ว ลูบคลำอยู่บ่อย ๆ ด้วยเมตตาจิต. ด้วยอานุภาพแห่งเมตตาจิตของบุตรนายพรานนั้น เอ็นกับเอ็น เนื้อกับเนื้อหนังกับหนังที่เท้าของพระโพธิสัตว์ก็ติดสนิทหายเป็นปกติดีอย่างเดิมในขณะนั้นทีเดียว ข้อเท้าของพระมหาสัตว์ก็งอกขึ้นเต็ม มีผิวงดงามผ่องใส มีขนงอกงามเกิดขึ้นเหมือนอย่างเดิมเหมือนกับเท้าไม่เคยถูกบ่วงรัดมาแต่ก่อนเลย. พระโพธิสัตว์ได้รับความสุขอยู่โดยความเป็นปกติทีเดียว. ลำดับนั้น สุมุขหงส์ได้ทราบว่า พระมหาสัตว์มีความสุขสบายเพราะอาศัยตน ก็เกิดความโสมนัสยินดีได้กระทำการชมเชยนายพรานแล้ว.
พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสว่า
สุมุขหงส์มีความเคารพนาย มีความปลื้มใจ เพราะพญาหงส์เป็นนายหลุดพ้นจากบ่วง เมื่อจะ กล่าววาจาอันรื่นหูได้กล่าวว่า ดูก่อนนายพราน ขอให้ ท่านพร้อมด้วยหมู่ญาติทั้งปวงจงเบิกบานใจเหมือน ข้าพเจ้าเบิกบานใจในวันนี้ เพราะได้เห็นพญาหงส์ พ้นจากบ่วง ฉะนั้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วงฺกงฺโค ได้แก่ น้อมคอลงเคารพ. บทว่า เอวํ ลุทฺทก ความว่า สุมุขหงส์กระทำความชมเชยนายพรานอย่างนี้แล้ว ได้ทูลพระโพธิสัตว์ว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า นายพรานนี้กระทำอุปการะอย่างใหญ่แก่เราทั้งสอง ด้วยว่า นายพรานนี้ไม่กระทำตามคำของข้าพระองค์แล้วกระทำเราทั้งสองไว้ในหงส์กีฬาแล้ว ให้แก่อิสรชนทั้งหลาย จึงจะพึงได้รับทรัพย์เป็นอันมาก หรือว่าฆ่าเราทั้งสองเสียแล้วเอาเนื้อขาย ก็ย่อมได้รับทรัพย์เป็นอันมากเหมือนกัน แต่ขามิได้เห็นแก่ชีวิตของตัว จึงได้กระทำตามคำของข้าพระองค์ เราทั้งสองควรนำนายพรานไปยังสำนักของพระราชา แล้วกระทำชีวิตของเขาให้เป็นสุข. พระมหาสัตว์ก็เห็นด้วย สุมุขหงส์ กล่าวกับพระมหาสัตว์ด้วยภาษาของตนแล้ว จึงเรียกบุตรนายพรานมาถามด้วยภาษาของมนุษย์อีกว่า แน่ะสหาย ท่านดักบ่วงเพื่ออะไร เมื่อได้รับคำตอบว่า เพื่อต้องการทรัพย์จึงกล่าวว่า เมื่อเป็นเช่นนั้น ท่านจงพาเราทั้งสองเข้าไปยังพระนครแล้วแสดงแก่พระราชา ข้าพเจ้าทั้งสองจักยังพระราชาให้พระราชทานทรัพย์เป็นจำนวนมากแก่ท่าน แล้วกล่าวเป็นคาถาว่า
เชิญท่านมานี่เถิด เราจักบอกท่านถึงวิธีที่ท่าน จักได้ทรัพย์ เป็นลาภของท่าน พญาหงส์ธตรฐนี้ ย่อมไม่มุ่งร้ายอะไร ๆ ท่านจงรีบไปภายในบุรี จง แสดงข้าพเจ้าทั้งสองซึ่งไม่ติดบ่วง เป็นอยู่ตามปกติ จับ อยู่ที่กระเช้าทั้งสองข้าง แก่พระราชาว่า ข้าแต่พระมหาราชเจ้า หงส์ธตรฐทั้งสองนี้เป็นอธิบดีแห่งหงส์ทั้ง หลาย เพราะว่าหงส์ตัวนี้เป็นราชาของหงส์ทั้งหลาย ส่วนหงส์ตัวนี้เป็นอัครมหาเสนาบดี พระราชาจอม ประชาชนทอดพระเนตรเห็นพญาหงส์นี้แล้ว ก็จะ ทรงปลาบปลื้มพระหฤทัย จักพระราชทานทรัพย์เป็น อันมาก. แก่ท่านโดยไม่ต้องสงสัย.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อนุสิกฺขามิ แปลว่า แนะนำ. บทว่า ปาปํ คือ ลามก. บทว่า รญฺโญ ทสฺเสหิ โน อุโภ ความว่า ท่านจงแสดงข้าพเจ้าแม้ทั้งสองนี้แด่พระราชา. สุมุขหงส์กล่าวอย่างนี้ด้วยเหตุ ๔ ประการคือ แสดงอานุภาพแห่งปัญญาพระโพธิสัตว์ ๑ เพื่อยังมิตรธรรมของตนให้ปรากฏแจ่มแจ้ง ๑ เพื่อให้นายพรานได้ทรัพย์ ๑ เพื่อยังพระราชาให้ตั้งอยู่ในศีล ๑. บทว่า ธตรฏฺา ความว่า ก็แลครั้นท่านนำข้าพเจ้าทั้งสองไปแล้วจงกราบทูลแด่พระราชาอย่างนี้ว่า ข้าแต่พระมหาราชเจ้า หงส์ตัวเป็นอธิบดีของหงส์ทั้งหลาย ทั้งสองนี้เกิดในตระกูลธตรฐ บรรดาหงส์ทั้งสองตัวเหล่านี้ ตัวนี้เป็นพระราชา ตัวนอกนี้เป็นเสนาบดี ท่านจงยังพระราชานั้นให้สำเหนียกรู้ด้วยประการฉะนั้น . คำแม้ทั้ง ๓ มีคำว่า ปติโต ดังนี้เป็นต้น เป็นคำที่แสดงอาการดีพระทัยทีเดียว.
เมื่อสุมุขหงส์กล่าวอย่างนี้แล้ว นายพรานจึงกล่าวว่า ข้าแต่นาย ท่านทั้งสองอย่าได้ชอบใจการเข้าไปเฝ้าพระราชาเลย ธรรมดาว่า พระราชาทั้งหลายมีพระทัยกลับกลอก พึงกระทำท่านไว้ในหังสกีฬา หรือมิฉะนั้น ก็จะฆ่าท่านทั้งสองเสีย เมื่อสุมุขหงส์กล่าวว่า ดูก่อนสหาย ท่านอย่ากลัวเลย แม้บุคคลที่มีน้ำใจเหี้ยมโหดเป็นนายพราน มีฝ่ามือเปื้อนเลือดเช่นอย่างท่าน ข้าพเจ้ายังทำให้ใจอ่อนลงแล้วหมอบอยู่แทบเท้าทั้ง ๒ ของข้าพเจ้าได้ด้วยธรรมกถา ธรรมดาว่าพระราชาทั้งหลาย เป็นผู้มีพระปัญญาและมีบุญย่อมทรงรู้จักด้วยถ้อยคำอันเป็นพุทธภาษิต ขอท่านจงรีบนำข้าพเจ้าทั้งสองไปแสดงแก่พระราชาเถิด จึงกล่าวว่า ถ้าอย่างนั้นท่านทั้งสองอย่าโกรธเรานะ เราจะนำไปตามความประสงค์ของท่านทั้งสองเท่านั้น แล้วจึงอุ้มสุวรรณหงส์ทั้งสอง ใส่ลงในกระเช้านำไปยังราชตระกูลแสดงแก่พระราชา เมื่อพระราชาตรัสถามก็กราบทูลเรื่องราวตามความเป็นจริงให้ทรงทราบทุกประการ.
พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสว่า
นายพรานได้สดับคำของสุมุขหงส์ ดังนั้น แล้ว จัดแจงการงานเสร็จแล้ว รีบเข้าไปภายใน บุรี แสดงหงส์ทั้งสองที่มิได้ติดบ่วง เป็นอยู่ตามปกติ จับ อยู่ที่กระเช้าทั้งสองข้างแก่พระราชาว่า ข้าแต่มหาราช หงส์ธตรฐทั้งสองนี้ เป็นอธิบดีแห่งหงส์ทั้งหลาย เพราะว่าหงส์ตัวนี้เป็นราชาของหงส์ทั้งหลาย ส่วน
หงส์ตัวนี้เป็นอัครมหาเสนาบดี. พระราชาทรงสดับคำนั้น จึงตรัสถามว่า
ก็หงส์ทั้งสองนี้มาอยู่ในเงื้อมมือของท่านได้ อย่างไร ท่านเป็นพรานนำหงส์ซึ่งเป็นใหญ่ แก่หงส์
ใหญ่ทั้งหลายมาในที่นั้นได้อย่างไร. นายพราน จึงกราบทูลว่า
ข้าแต่พระจอมประชากร ข้าพระองค์ดักบ่วง เหล่านี้ไว้ที่เปือกตม ซึ่งเป็นที่ ๆ ข้าพระองค์เข้าใจว่า จะกระทำความสิ้นชีวิตแก่นกทั้งหลายได้ พญาหงส์ ได้มาตดบ่วงเช่นนั้น ส่วนหงส์ตัวนั้นได้ติดบ่วงของ ข้าพระองค์ แต่เข้ามาจับอยู่ใกล้ ๆ พญาหงส์นั้น ได้ กล่าวกะข้าพระองค์ หงส์นี้ประกอบแล้วด้วยธรรม ได้ กระทำกรรมอันแสนยากที่บุคคล ผู้มิใช่พระอริยจะพึง ทำได้ ประกาศภาวะอันสูงสุดของตนพยายามใน ประโยชน์ของนาย หงส์นี้ควรจะมีชีวิตอยู่ ยอมสละ ชีวิตของตนมายืนสรรเสริญคุณของนาย ร้องขอชีวิต ของนาย ข้าพระองค์ได้สดับคำของหงส์นี้แล้วเกิด ความเลื่อมใส จึงปล่อยพญาหงส์นั้นจากบ่วง และ อนุญาตให้กลับได้ตามสบาย สุมุขหงส์มีความเคารพ นาย มีความปลื้มใจ เพราะพญาหงส์ตัวเป็นนายหลุด พ้นจากบ่วง เมื่อจะกล่าววาจาอันรื่นหู ได้กล่าวว่า ดูก่อนนายพราน ขอให้ท่านพร้อมด้วยหมู่ญาติทั้งปวง จงเบิกบานใจ เหมือนข้าพเจ้าเบิกบานใจในวันนี้ เพราะได้เห็นพญาหงส์พ้นจากบ่วง ฉะนั้น เชิญท่าน มานี่ เราจักบอกท่าน ถึงวิธีที่ท่านจักได้ทรัพย์อันเป็น ลาภของท่าน พญาหงส์ธตรฐนี้ ย่อมไม่มุ่งร้ายอะไร ๆ ท่านจงรีบเข้าไปภายในบุรี จงแสดงข้าพเจ้าทั้งสองซึ่ง ไม่ติดบ่วง เป็นอยู่ตามปกติ จับอยู่ที่กระเช้าทั้งสอง ข้าง แก่พระราชาว่า ข้าแต่พระมหาราช หงส์ธตรฐทั้ง สองนี้ เป็นอธิบดีแห่งหงส์ทั้งหลาย เพราะว่าหงส์ตัว นี้เป็นราชของหงส์ทั้งหลาย ส่วนหงส์ตัวนี้เป็นอัครมหาเสนาบดี พระราชาผู้เป็นจอมประชาชน ทอดพระ เนตรเห็นพญาหงส์นี้แล้ว จะทรงปราโมทย์ปลาบปลื้มพระหฤทัย จักพระราชทานทรัพย์เป็นอันมาก แก่ท่าน โดยไม่ต้องสงสัย ข้าพระองค์จึงนำหงส์ ทั้งสองนี้มา ตามคำของหงส์ตัวนี้อย่างนี้ และหงส์ ทั้งสองนี้ ข้าพระองค์อนุญาตให้ไปยังเขาจิตตกูฏ นั้นแล้ว หงส์ตัวนี้ เป็นสัตว์ประกอบด้วยธรรมอย่างยิ่ง ตกอยู่ในเงื้อมมือของศัตรูอย่างนี้ ได้ทำให้นายพราน เช่นกับข้าพระองค์เกิดความเป็นผู้มีใจอ่อนโยน ข้าแต่ พระองค์ผู้สมมติเทพ ข้าพระองค์ไม่เคยเห็นเครื่อง บรรณาการอย่างอื่นนอกจากนี้ ที่จะนำมาถวายแด่ พระองค์ ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมมนุษย์ ขอพระองค์ ทรงทอดพระเนตรดูเครื่องบรรณาการการนั้น ณ บ้าน พรานนกทั้งปวง.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กมฺมุนา อุปทายิ ความว่า สุมุขหงส์นั้นได้กล่าวคำใด นายพรานก็ได้กระทำตามคำนั้นให้สำเร็จด้วยกายกรรม. บทว่า คนฺตฺวา อธิบายว่า นายพรานจัดแจงกระทำกระเช้าทางด้านที่พญาหงส์จับให้สูง กระทำกระเช้าทางด้านที่หงส์ที่เป็นเสนาบดีจับให้ต่ำลงเล็กน้อยแล้ว อุ้มเอาหงส์ทั้งสองนั้นใส่ลงในกระเช้า ยังมหาชนให้แตกตื่นกันมาดูด้วยคำว่าพญาหงส์และหงส์ที่เป็นเสนาบดีจะไปเฝ้าพระราชา ท่านทั้งหลายจงคอยดูเถิดเมื่อมนุษย์ทั้งหลายพากันร่าเริงอยู่ว่า พญาหงส์ตัวมีสีเหมือนทอง ถึงความเป็นเลิศด้วยความงามเห็นปานนี้ พวกเรายังไม่เคยเห็นเลย ดังนี้ ก็รีบเข้าไปภายในเมือง บทว่า อทสฺสยิ ความว่า นายพรานให้ราชบุรุษเข้าไปกราบทูลแด่พระราชาว่า พญาหงส์นาเฝ้าพระองค์ เมื่อพระราชามีพระทัยยินดีตรัสสั่งให้เรียกมาว่า จงเข้ามาเถิด จึงรีบนำเข้าไปแสดง. บทว่า หตฺถตฺถํ ท่านกล่าวอธิบายไว้ว่า มาแล้วคือถึงแล้วในมือ. บทว่า มหานฺตานํ ความว่าพระราชาตรัสถามว่า ตัวท่านเป็นนายพราน ได้บรรลุถึงความเป็นนายผู้ใหญ่ของเหล่าหงส์ธตรฐ ซึ่งมีผิวพรรณดังทอง ถึงแล้วซึ่งความเป็นใหญ่ด้วยยศได้อย่างไร. พระบาลีว่า ท่านถึงความเป็นใหญ่ในที่นี้ ดังนี้ก็มี อธิบายว่าท่านได้ถึงความเป็นผู้ยิ่งใหญ่แก่หงส์ทั้งสองนี้ได้อย่างไร. บทว่า วิหิตา คือประกอบแล้ว. บทว่า ยํ ยทายตนํ มญฺเ ความว่า ข้าแต่มหาราช ข้าพระองค์ย่อมสำคัญสถานที่อันเป็นที่ประชุมใด ๆ ซึ่งเป็นที่รัดรึงชีวิตแห่งนกทั้งหลาย คือเป็นที่กระทำความสิ้นไปแห่งชีวิตไว้ ข้าพระองค์ก็ดักบ่วงทั้งหลายในเปือกตมทั้งหลายในที่นั้น ๆ. บทว่า ตาทิสํ ได้แก่ พญาหงส์นาติดเครื่องรัดรึงชีวิตอย่างนั้น ซึ่งข้าพระองค์ดักไว้ในสระชื่อมานุสิยะ. บทว่า ปาสํ คือบ่วงที่ผูกไว้ในสระนั้น. บทว่า อุปาสีโน คือมิได้คิดถึงชีวิตของตัวเข้าไปจับอยู่ใกล้ ๆ. บทว่า มมายํ ความว่า หงส์ที่เป็นเสนาบดีนี้ได้ปราศรัยกับข้าพระองค์ คือได้กล่าวกับข้าพระองค์. บทว่า สุทุกฺกรํ ความว่า หงส์นี้ได้กระทำกรรมที่บุคคลผู้มิใช่อริยะ เช่นพวกเรากระทำได้โดยแสนยาก. บทว่าทหเต ภาวมุตฺตมํ ความว่า หงส์นั้นย่อมประกาศ คือเปิดเผยอัธยาศัยอันสูงสุดของตน. บทว่า อตฺตโนยํ ตัดบทเป็น อตฺตโน อยํ. บทว่า อนุตฺถุนนฺโต ความว่า พรรณนาคุณของนายแล้วกล่าวอ้อนวอนข้าพระองค์ว่า ขอท่านจงให้ชีวิตแก่พญาหงส์นี้เสียเถิด. บทว่า ตสฺส ความว่า เนื้อหงส์นั้นพูดอ้อนวอนอยู่อย่างนี้ ข้าพระองค์ก็ได้อนุญาตว่า ท่านจงกลับไปยังภูเขาจิตตกูฏตามสบาย จงเห็นหมู่ญาติเถิด. บทว่า เอติเถว หิ ความว่า ก็หงส์ทั้งสองนี้ ข้าพระองค์ได้อนุญาตให้กลับไปยังภูเขาจิตตกูฏใกล้มานุสิยสระนี้ทีเดียว. บทว่า เอวํ คโต คือตกอยู่ในเงื้อมมือของศัตรูอย่างนี้. ชนเยยฺยาถ มทฺทวํ ความว่า กระทำให้เกิดเมตตาจิตในตน. บทว่า อุปยานํ. ได้แก่ เครื่องบรรณาการ. บทว่า สพฺพสากุณิกคาเม ความว่า ข้าพระองค์ไม่เห็นเครื่องบรรณาการอย่างอื่นในบ้านพรานนก แม้ทั้งหมด คือไม่เห็นเครื่องบรรณาการเห็นปานนี้สำหรับพระองค์ คือยังไม่เห็นเครื่องบรรณาการที่นายพรานนกนั้น เคยนำมาถวายพระองค์. บทว่า ตํ ปสฺส ความว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมแห่งมนุษย์เชิญพระองค์ทอดพระเนตรเครื่องบรรณาการ ที่ข้าพระองค์นำมาถวายนั้นเถิด.
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๖๒ หน้า ๓๓๖–๓๗๓ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
อสีตินิบาตชาดก ๓๖ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๓๖ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
บาลีอักษรไทย ฉบับสยามรัฐ
สุมุข อนุปจินนฺตา ปกฺกมนฺติ วิหงฺคมา คจฺฉ ตุวํปิ มา กงฺขิ นตฺถิ พนฺเธ ๑ สหายตา ฯ
คจฺเฉ วาหํ น วา คจฺเฉ น เตน อมโร สิยํ สุขิตนฺตํ อุปาสิตฺวา ทุกฺขิตนฺตํ กถํ ชเห ฯ มรณํ วา ตยา สทฺธึ ชีวิตํ วา ตยา วินา ตเทว มรณํ เสยฺโย ยญฺเจ ชีเว ตยา วินา ฯ เนส ธมฺโม มหาราช ยนฺตํ เอวํ คตํ ชเห ยา คติ ตุยฺหํ สา มยฺหํ รุจฺจเต วิหคาธิป ฯ
กา นุ ปาเสน พนฺธสฺส ๒ คติ อญฺญา มหานสา สา กถํ เจตยานสฺส มุตฺตสฺส ตว รุจฺจติ ฯ กํ วา ตฺวํ ปสฺสเส อตฺถํ มม ตุยฺหญฺจ ปกฺขิม ญาตีนํวาวสิฏฺฐานํ อุภินฺนํ ชีวิตกฺขเย ฯ ยนฺน กญฺจนเทฺวปิจฺฉ ๓ อนฺเธน ตมสา กตํ ตาทิเส สญฺจชํ ปาณํ กิมตฺถมภิโชตเย ๔ ฯ
กถํ นุ ปตตํ เสฏฺฐ ธมฺเม อตฺถํ น พุชฺฌสิ ธมฺโม อปจิโต สนฺโต อตฺถํ ทสฺเสติ ปาณินํ ฯ โสหํ ธมฺมํ อเปกฺขาโน ธมฺมา จตฺถํ สมุฏฺฐิตํ #๑ ม. พทฺเธ ฯ ๒ ม. พทฺธสฺส ฯ ๓ ม. กญฺจนเทปิญฺฉ ฯ ๔ ม. กมตฺถ ... ฯ ภตฺติญฺจ ตยิ สมฺปสฺสํ นาวกงฺขามิ ชีวิตํ ฯ อทฺธา เอโส สตํ ธมฺโม โย มิตฺโต มิตฺตมาปเท น จเช ชีวิตสฺสาปิ เหตุ ธมฺมมนุสฺสรํ ฯ
สฺวายํ ธมฺโม จ เต จิณฺโณ ภตฺติ จ วิทิตา มยิ กามํ กรสฺสุ มเยฺหตํ คจฺเฉวานุมโต มยา ฯ อปิเตฺววํ คเต กาเล ยํ ขณฺฑํ ๑ ญาตินํ มยา ตยา ตํ พุทฺธิสมฺปนฺน ๒ อสฺส ปรมสํวุตํ ฯ
อิจฺเจวํ มนฺตยนฺตานํ อริยานํ อริยวุตฺตินํ ปจฺจทิสฺสถ เนสาโท อาตุรานมิวนฺตโก ฯ เต สตฺตุมภิสญฺจิกฺข ทีฆรตฺตํ หิตา ทิชา ตุณฺหี มาสิตฺถ อุภโย น สญฺจเลสุมาสนา ฯ ธตรฏฺเฐ จ ทิสฺวาน สมุฑฺเฑนฺเต ตโต ตโต อภิกฺกมถ เวเคน ทิชสตฺตุ ทิชาธิเป ฯ โส จ เวเคนภิกฺกมฺม อาสชฺช ปรเม ทิเช ปจฺจกมฺปิตฺถ ๓ เนสาโท พนฺธา อิติ วิจินฺตยํ ฯ เอกญฺจ พนฺธมาสีนํ อพนฺธญฺจ ปุนาปรํ อาสชฺช พนฺธมาสีนํ เปกฺขมานมทีนวํ ฯ ตโต โส วิมโตเยว ปณฺฑเร อชฺฌภาสถ ปวฑฺฒกาเย อาสีเน ทิชสงฺฆคณาธิเป ฯ ยนฺนุ ปาเสน มหตา พนฺโธ น กุรุเต ทิสํ #๑ สี. พทฺธํ ฯ ยุ. พนฺธํ ฯ ๒ ม. พุทฺธิสมฺปนฺนํ ฯ ๓ ม. ปจฺจกมิตฺถ ฯ อถ กสฺมา อพนฺโธ ตฺวํ พลี ปกฺขี น คจฺฉสิ ฯ กึ นุ ตฺยายํ ทิโช โหติ มุตฺโต พนฺธํ อุปาสสิ โอหาย สกุณา ยนฺติ กึ เอโก อวหียสิ ฯ
ราชา เม โส ทิชามิตฺต สขา ปาณสโม จ เม เนว นํ วิชหิสฺสามิ ยาว กาลปริยายํ ๑ ฯ
กถํ ปนายํ วิหงฺโค นาทฺทส ปาสโมฑฺฑิตํ ปทํ เหตํ มหนฺตานํ โพทฺธุมรหนฺติ อาปทํ ฯ
ยทา ปราภโว โหติ โปโส ชีวิตสงฺขเย อถ ชาลญฺจ ปาสญฺจ อาสชฺชาปิ น พุชฺฌติ ฯ
อปิ เตฺวว มหาปญฺญ ปาสา พหุวิธา กตา คุยฺหมาสชฺช ๒ พชฺฌนฺติ อเถวํ ชีวิตกฺขเย ฯ
อปิ นายํ ตยา สทฺธึ สํวาสสฺส ๓ สุขุทฺรโย อปิ โน อนุมญฺญาสิ อปิ โน ชีวิตํ ทเท ฯ
น เจว เม ตฺวํ พนฺโธสิ นปิ อิจฺฉามิ เต วธํ กามํ ขิปฺปมิโต คนฺตฺวา ชีว ตฺวํ อนิโฆ จิรํ ฯ
เนวาหเมตมิจฺฉามิ อญฺญเตฺรตสฺส ชีวิตา สเจ เอเกน ตุฏฺโฐสิ มุญฺเจตํ มญฺจ ภกฺขย ฯ อาโรหปริณาเหน ตุลฺยสฺมา วยสา อุโภ น เต ลาเภน ชินตฺถิ ๔ เอเตน นิมินา ตุวํ ฯ #๑ กาลปริสฺสยนฺติปิ ฯ ๒ สี. ยุ. คูฬฺหมาสชฺช ฯ ๓ สี. ยุ. สมฺภาสสฺส ฯ #๔ ม. ชีวตฺถิ ฯ โอนตาติปิ ฯ ตทิงฺฆ สมเปกฺขสฺสุ ๑ โหตุ คิทฺธิ ตวสฺมสุ ๒ มํ ปุพฺเพ พนฺธปาเสน ปจฺฉา มุญฺจ ทิชาธิปํ ฯ ตาวเทว จ เต ลาโภ กตสฺส ๓ ยาจนาย จ มิตฺติ จ ธตรฏฺเฐหิ ยาว ชีวาย เต สิยา ฯ
ปสฺสนฺตุ โน มหาสงฺฆา ตยา มุตฺตํ อิโต คตํ มิตฺตามจฺจา จ ภจฺจา จ ปุตฺตทารา จ พนฺธวา ฯ น จ เต ตาทิสา มิตฺตา พหูนํ อิธ วิชฺชเร ยถา ตฺวํ ธตรฏฺฐสฺส ปาณสาธารโณ สขา ฯ โส เต สหายํ มุญฺจามิ โหติ ราชา ตวานุโค กามํ ขิปฺปมิโต คนฺตฺวา ญาติมชฺเฌ วิโรจถ ฯ
โส ปตีโต ปมุตฺเตน ภตฺตุนา ภตฺตุคารโว อชฺฌภาสถ วงฺกงฺโค วาจํ กณฺณสุขํ ภณํ เอวํ ลุทฺทก นนฺทสฺสุ สห สพฺเพหิ ญาติภิ ยถาหมชฺช นนฺทามิ มุตฺตํ ทิสฺวา ทิชาธิปํ ฯ
เอหิ ตํ อนุสิกฺขามิ ยถา ตฺวมปิ ลจฺฉเส ลาภํ ตวายํ ธตรฏฺโฐ ปาปํ กิญฺจิ น ทกฺขติ ฯ ขิปฺปมนฺเตปุรํ คนฺตฺวา ๔ รญฺโญ ทสฺเสหิ โน อุโภ อพนฺเธ ปกตีภูเต กาเช อุภยโต ฐิเต ฯ ธตรฏฺฐา มหาราช หํสาธิปติโน อิเม #๑ สี. ย. สมเวกฺขสฺสุ ฯ ๒ ม. ตวมฺหสุ ฯ ๓ ม. กตาสฺส ฯ ๔ ม. เนตฺวา ฯ อยํ หิ ราชา หํสานํ อยํ เสนาปตีตโร ฯ อสํสยํ อิมํ ทิสฺวา หํสราชํ นราธิโป ปตีโต สุมโน วิตฺโต พหุํ ทสฺสติ เต ธนํ ฯ
ตสฺส ตํ วจนํ สุตฺวา กมฺมุนา อุปปาทยิ ขิปฺปมนฺเตปุรํ คนฺตฺวา รญฺโญ หํเส อทสฺสยิ อพนฺเธ ปกตีภูเต กาเช อุภยโต ฐิเต ฯ ธตรฏฺฐา มหาราช หํสาธิปติโน อิเม อยํ หิ ราชา หํสานํ อยํ เสนาปตีตโร ฯ
กถํ ปนิเม วิหงฺคา ตว หตฺถตฺถมาคตา ๑ กถํ ลุทฺโท มหนฺตานํ อิสฺสเร อิธ อชฺฌคา ฯ
วิหิตา สนฺติเม ปาสา ปลฺลเลสุ ชนาธิป ยํ ยทายตนํ มญฺเญ ทิชานํ ปาณโรธนํ ฯ ตาทิสํ ปาสมาสชฺช หํสราชา อพชฺฌถ ตํ อพนฺโธ อุปาสีโน มมายํ อชฺฌภาสถ ฯ สุทุกฺกรํ อนริเยหิ ทหเต ภาวมุตฺตมํ ภตฺตุรตฺเถ ปรกฺกนฺโต ธมฺมยุตฺโต วิหงฺคโม ฯ อตฺตโนยํ ๒ จชิตฺวาน ชีวิตํ ชีวิตารโห อนุตฺถุนนฺโต อาสีโน ภตฺตุ ยาจิตฺถ ชีวิตํ ฯ ตสฺส ตํ วจนํ สุตฺวา ปสาทมหมชฺฌคา ตโต นํ ปามุจึ ปาสา อนุญฺญาสึ สุเขน จ ฯ #๑ ม. หตฺถตฺตมาคตา ฯ ๒ ม. อตฺตนายํ ฯ โส ปตีโต ปมุตฺเตน ภตฺตุนา ภตฺตุคารโว อชฺฌภาสถ วงฺกงฺโค วาจํ กณฺณสุขํ ภณํ ฯ เอวํ ลุทฺทก นนฺทสฺสุ สห สพฺเพหิ ญาติภิ ยถาหมชฺช นนฺทามิ มุตฺตํ ทิสฺวา ทิชาธิปํ ฯ เอหิ ตํ อนุสิกฺขามิ ยถา ตฺวมปิ ลจฺฉเส ลาภํ ตฺยายํ ๑ ธตรฏฺโฐ ปาปํ กิญฺจิ น ทกฺขติ ฯ ขิปฺปมนฺเตปุรํ คนฺตฺวา ๒ รญฺโญ ทสฺเสหิ โน อุโภ อพนฺเธ ปกตีภูเต กาเช อุภยโต ฐิเต ฯ ธตรฏฺฐา มหาราช หํสาธิปติโน อิเม อยญฺหิ ราชา หํสานํ อยํ เสนาปตีตโร ฯ อสํสยํ อิมํ ทิสฺวา หํสราชํ นราธิโป ปตีโต สุมโน วิตฺโต พหุํ ทสฺสติ เต ธนํ ฯ เอวเมตสฺส วจนา อานีตาเม อุโภ มยา เอตฺเถว หิ อิเม อสฺสุ ๓ อุโภ อนุมตา มยา ฯ โสยํ เอวงฺคโต ปกฺขี ทิโช ปรมธมฺมิโก มาทิสสฺส หิ ลุทฺทสฺส ชนเยยฺยาถ มทฺทวํ ฯ อุปยานญฺจ เต เทว นาญฺญํ ปสฺสามิ เอทิสํ สพฺพสากุณิกคาเม ๔ ตํ ปสฺส มนุชาธิป ฯ
ทิสฺวา นิสินฺนํ ราชานํ ปีเฐ โสวณฺณเย สุเภ อชฺฌภาสถ วงฺกงฺโค วาจํ กณฺณสุขํ ภณํ ฯ #๑ ม. ตวายํ ฯ ๒ ม. เนตฺวา ฯ ๓ ม. อาสุํ ฯ ๔ ม...กุณิกาคาเม ฯ กจฺจิ นุ โภโต กุสลํ กจฺจิ โภโต อนามยํ กจฺจิ รฏฺฐมิทํ ผีตํ ธมฺเมน มนุสาสสิ ฯ
กุสลญฺเจว เม หํส อโถ หํส อนามยํ อโถ รฏฺฐมิทํ ผีตํ ธมฺเมน มนุสาสหํ ฯ
กจฺจิ นุ เต ๑ อมจฺเจสุ โทโส โกจิ น วิชฺชติ กจฺจิ จ เต ตวตฺเถสุ นาวกงฺขนฺติ ชีวิตํ ฯ
อโถปิ เม อมจฺเจสุ โทโส โกจิ น วิชฺชติ อโถปิ เต มมตฺเถสุ นาวกงฺขนฺติ ชีวิตํ ฯ
กจฺจิ เต สาทิสี ภริยา อสฺสวา ปิยภาณินี ปุตฺตรูปยสูเปตา ตว ฉนฺทวสานุคา ฯ
อโถ เม สาทิสี ภริยา อสฺสวา ปิยภาณินี ปุตฺตรูปยสูเปตา มม ฉนฺทวสานุคา ฯ
ภวนฺนุ ๒ กจฺจิ นุ มหา- สตฺตุหตฺถตฺถตํ ๓ คโต ทุกฺขมาปชฺช ๔ วิปุลํ ตสฺมึ ปฐมมาปเท ฯ กจฺจิ ยนฺนาปติตฺวาน ทณฺเฑน สมโปถยิ เอวเมเตสํ ชมฺมานํ ปาติกํ ภวติ ตาวเท ฯ
เขมมาสิ มหาราช เอวมาปริยาสติ ๕ น จายํ กิญฺจิรสฺมาสุ สตฺตูว สมปชฺชถ ฯ ปจฺจกมฺปิตฺถ ๖ เนสาโท ปุพฺเพว อชฺฌภาสถ ตทายํ สุมุโขเยว ปณฺฑิโต ปจฺจภาสถ ฯ #๑ ม. กจฺจิ โภโต ฯ ๒ ม. ภวนฺตํ ฯ สี. ยุ. ภวํ ตุ ฯ ๓ ม. ...สตฺตุหตฺถตฺตํ ฯ #๔ ม. ทุกฺขมาปชฺชิ ฯ ๕ ม. เอวมาปทิยา สติ ฯ สี. ยุ. เอวมาปทิ สํสติ ฯ #๖ ม. ปจฺจกมิตฺถ ฯ ตสฺส ตํ วจนํ สุตฺวา ปสาทมยมชฺฌคา ตโต มํ ปามุจิ ปาสา อนุญฺญาสิ สุเขน จ ฯ อิทญฺจ สุมุเขเนว เอตทตฺถาย จินฺติตํ โภโต สกาเส อาคมนํ เอตสฺส ธนมิจฺฉตา ฯ
สฺวาคตญฺเจวิทํ ภวตํ ปตีโต จสฺมิ ทสฺสนา เอโส จาปิ พหุวิตฺตํ ลภตํ ยาวทิจฺฉติ ฯ
สนฺตปฺปยิตฺวา เนสาทํ โภเคหิ มนุชาธิโป อชฺฌภาสถ วงฺกงฺโค ๑ วาจํ กณฺณสุขํ ภณํ ฯ
ยํ ขลุ ธมฺมมาธีนํ วโส วตฺตติ กิญฺจิ นํ ๒ สพฺพตฺถิสฺสริยํ ภวตํ ปสาสถ ยทิจฺฉถ ฯ ทานตฺถํ อุปโภตฺตุํ วา ยญฺจญฺญํ อุปกปฺปติ เอตํ ททามิ โว วิตฺตํ อิสฺสริยํ วิสฺสชามิ โว ฯ
ยถา จ มฺยายํ สุมุโข อชฺฌภาเสยฺย ปณฺฑิโต กามสา พุทฺธิสมฺปนฺโน ตมสฺส ๓ ปรมปฺปิยํ ฯ
อหํ ขลุ มหาราช นาคราชาริวนฺตรํ ปฏิวตฺตุํ น สกฺโกมิ น เม โส วินโย สิยา ฯ อมฺหากญฺเจว โส ๔ เสฏฺโฐ ตฺวญฺจ อุตฺตมสตฺตโว ภูมิปาโล มนุสฺสินฺโท ปูชา พหูหิ เหตุภิ ฯ เตสํ อุภินฺนํ ภณตํ วตฺตมาเน วินิจฺฉเย นนฺตรํ ๕ ปฏิวตฺตพฺพํ เปสฺเสน มนุชาธิป ฯ #๑ ม. วกุกงฺคํ ฯ ๒ ม. กิญฺจนํ ฯ ๓ ม. ตํ มฺยาสฺส ฯ ๔ สี. ยุ. โย ฯ #๕ สี. ยุ. นานฺตรํ ฯ
ธมฺเมน กิร เนสาโท ปณฺฑิโต อณฺฑโช อิติ น เหว อกตตฺตสฺส นโย เอตาทิโส สิยา ฯ เอวํ อคฺคปกติมา เอวํ อุตฺตมสตฺตโว ยาวตตฺถิ มยา ทิฏฺฐา นาญฺญํ ปสฺสามิ เอทิสํ ฯ ตุฏฺโฐสฺมิ โว ปกติยา วากฺเยน มธุเรน จ เอโส จาปิ มมจฺฉนฺโท จิรํ ปสฺเสยฺย โว อุโภ ฯ
ยํ กิจฺจํ ปรเม มิตฺเต กตมสฺมาสุ ตํ ตยา ปตฺตา นิสฺสํสยํ ตฺยมฺหา ภตฺติรสฺมาสุ ยา ตว ฯ อทุญฺจ นูน สุมหา- ญาติสงฺฆสฺสมนฺตรํ อทสฺสเนน อสฺมากํ ทุกฺขํ พหูสุ ปกฺขิสุ ฯ เตสํ โสกวิฆาตาย ตยา อนุมตา มยํ ตํ ปทกฺขิณโต กตฺวา ญาตี ปสฺเสมุรินฺทม ฯ อทฺธาหํ วิปุลํ ปีตึ ภวตํ วินฺทามิ ทสฺสนา เอโส วาปิ มหาอตฺโถ ญาติวิสฺสาสนา สิยา ฯ
อิทํ วตฺวา ธตรฏฺโฐ หํสราชา นราธิปํ อุตฺตมํ ชวมนฺวาย ญาติสงฺฆมุปาคมม ฯ เต อโรเค อนุปฺปตฺเต ทิสฺวาน ปรเม ทิเช เกกาติมกรุํ หํสา ปุถุสทฺโท อชายถ ฯ เต ปตีตา ปมุตฺเตน ภตฺตุนา ภตฺตุคารวา สมนฺตา ปริกรึสุ ๑ อณฺฑชา ลทฺธปจฺจยา ฯ๕ #๑ ม. ปริกิรึสุ ฯ
เอวํ มิตฺตวตํ อตฺถา สพฺเพ โหนฺติ ปทกฺขิณา หํสา ยถา ธตรฏฺฐา ญาติสงฺฆมุปาคมุนฺติ ฯ จุลฺลหํสชาตกํ ปฐมํ ฯ
ที่มา: พระไตรปิฎกบาลีอักษรไทย ฉบับสยามรัฐ เล่มที่ ๒๘ ข้อ ๑๖๓
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๘