จุลลหังสชาดก
ว่าด้วยพระยาหงส์ทรงติดบ่วง
เล่มที่ ๒๘ · ข้อ ๑๖๓ · บรรทัด ๑๑๕๘ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๒
อรรถกถาชาดก ตอนที่ ๔ จาก ๕
เรื่องเล่า
นายพรานยืนกราบทูลสรรเสริญคุณของสุมุขหงส์อยู่ ด้วยประการฉะนี้ลำดับนั้น พระราชาจึงตรัสสั่งให้จัดอาสนะ มีราคาเป็นอันมาก ประทานแก่พญาหงส์ และให้จัดตั่งอันเจริญ กระทำด้วยทองคำ ประทานแก่สุมุขหงส์เมื่อหงส์ทั้งสองเกาะอยู่ในที่นั้นแล้ว จึงรับสั่งให้นำเอาภาชนะทองมาใส่ข้าวตอกน้ำผึ้งและน้ำอ้อยปนกันประทาน เมื่อเสร็จกิจแห่งการบริโภคแล้ว ทรงประคองอัญชลีอาราธนา ให้พระมหาสัตว์แสดงธรรมกถาแล้ว ประทับนั่ง ณ ตั่งทองคำ. พระมหาสัตว์นั้น เมื่อพระราชาตรัสอาราธนา จึงได้กระทำการปฏิสันถารแล้ว.
พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสว่า
พญาหงส์เห็นพระราชาประทับนั่งบนตั่งทอง อันงดงาม เมื่อจะกล่าววาจาอันรื่นหู จึงได้ทูลว่า พระองค์ไม่มีโรคาพาธหรือ ทรงสุขสำราญดีอยู่หรือ พระองค์ทรงปกครองรัฐมณฑลอันสมบูรณ์นี้โดยธรรม หรือ. พระราชาตรัสตอบว่า ก่อนพญาหงส์ เราไม่มีโรคาพาธ เราสุขสำราญดี อนึ่ง เราปกครองรัฐมณฑลอันสมบูรณ์นี้ โดยธรรม. พระมหาสัตว์ทูลถามว่า โทษอะไร ๆ ย่อมไม่มีในหมู่อำมาตย์ของพระองค์ แลหรือ อำมาตย์เหล่านั้นย่อมไม่ห่วงใยชีวิต เพราะ ประโยชน์ของพระองค์แลหรือ. พระราชาตรัสตอบว่า โทษอะไร ๆ ย่อมไม่มีในหมู่อำมาตย์ของเรา และอำมาตย์เหล่านั้น ย่อมไม่ห่วงใยชีวิต เพราะ ประโยชน์ของเรา. พระมหาสัตว์ทูลถามว่า พระอัครมเหสีของพระองค์ เป็นผู้มีพระชาติ เสมอกัน ทรงเชื่อฟัง มีปกติตรัสวาจาอันน่ารัก ทรง ประกอบด้วยพระโอรส พระรูปโฉม และอิสริยยศ ทรงคล้อยตามพระราชอัธยาศัย ของพระองค์แลหรือ. พระราชาตรัสตอบว่า พระอัครมเหสีของเรา เป็นผู้มีพระชาติเสมอกัน ทรงเชื่อฟัง มีปกติตรัสวาจาอันน่ารัก ทรงประกอบ ด้วยพระโอรส พระรูปโฉม และอิสริยยศ ทรงคล้อย ตามอัธยาศัยของเรา.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ราชานํ ได้แก่ พระเจ้าสาคลราช. บทว่า วงฺกงฺโค ได้แก่ พญาหงส์ธตรฐ. บทว่า ธมฺเมน มนุสาสสิ ความว่าสั่งสอนโคตรรม. บทว่า โทโส ได้แก่ ความผิด. บทว่า ตวตฺเถสุ ได้แก่ในประโยชน์ทั้งหลายมีการรบเป็นต้น ของพระองค์ซึ่งบังเกิดขึ้นแล้ว. บทว่า นาวกงฺขนฺติ ความว่า อำมาตย์เหล่านั้นให้ชีวิตเสียสละอยู่ ย่อมไม่ปรารถนาชีวิตของตนแม้น้อยหนึ่ง คือ สละชีวิตกระทำประโยชน์เพื่อพระองค์ผู้เดียว. บทว่า สาทิสี ได้แก่ เป็นผู้มีชาติเสมอกัน. บทว่า อสฺสวา ได้แก่ เป็นผู้รับเอาซึ่งถ้อยคำ. บทว่า ปุตฺตรูปยสูเปตา ได้แก่ เป็นผู้เข้าถึงแล้วด้วยพระโอรสทั้งหลาย ด้วยพระรูปโฉมทั้งหลายและด้วยยศทั้งหลาย. บทว่า ตว ฉนฺทวสานุคา ความว่า พญาหงส์ทูลถามว่า พระเทวียังเป็นไปตามพระราชอัธยาศัยของพระองค์ คืออยู่ในอำนาจของพระองค์หรือ อธิบายว่าย่อมไม่เป็นไปด้วยอำนาจแห่งจิตของตนหรือ.
เมื่อพระโพธิสัตว์กระทำปฏิสันถารด้วยประการฉะนี้แล้ว พระราชาเมื่อจะตรัสถ้อยคำกับพญาหงส์นั้นอีก จึงตรัสว่า
ท่านตกอยู่ในเงื้อมมือของมหาศัตรู ได้รับทุกข์ ใหญ่หลวงในเบื้องต้น พึงได้รับทุกข์นั้นบ้างแลหรือ นายพรานวิ่งเข้าไปโบยตีท่าน ด้วยท่อนไม้แลหรือ เพราะว่าปกติของคนหยาบช้าเหล่านี้ ย่อมมีเป็นประจำ อย่างนั้น. พญาหงส์ทูลตอบว่า ข้าแต่พระมหาราช ในยามมีทุกข์อย่างนี้ ต้อง มีความปลอดโปร่งใจ จริงอยู่ นายพรานนี้มิได้ทำ อะไร ๆ ในข้าพระองค์ทั้งสองเหมือนศัตรู นายพราน ค่อย ๆ เดินเข้าไป และได้ปราศรัยขึ้นก่อน ในกาลนั้น สุมุขหงส์บัณฑิตมิได้กล่าวตอบ นายพรานได้ฟังคำ ของสุมุขหงส์นั้นแล้ว ก็เกิดความเลื่อมใส ปล่อยข้าพระองค์จากบ่วงนั้น และอนุญาตให้ข้าพระองค์กลับ ได้ตามสบาย สุมุขหงส์ปรารถนาทรัพย์เพื่อนายพรานนี้ จึงคิดชวนกันมาในสำนักของพระองค์ เพื่อประโยชน์ แก่นายพรานนี้. พระราชาจึงตรัสว่า ก็การที่ท่านทั้งสองมาในที่นี้ เป็นการมาดีแล้ว และเราก็มีความปราโมทย์ เพราะได้เห็นท่านทั้งสอง แม้นายพรานนี้ก็จะได้ทรัพย์อันมากมายตามที่เขา ปรารถนา.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มหาสตฺตุหตฺถตฺถตํ คโต ได้แก่ไปแล้วในเงื้อมมือของศัตรูผู้ใหญ่. บทว่า อาปติตฺวาน ได้แก่ รีบวิ่งตรงเข้าไป. บทว่า ปาติกํ ได้แก่ ตามธรรมดา. อีกอย่างหนึ่ง บาลีก็เป็นอย่างนี้เหมือนกัน. มีคำกล่าวอธิบายว่า บุคคลผู้หยาบช้าเหล่านี้ ย่อมมีปกติเป็นอย่างนี้เหมือนกันหมด เขาทุบตีนกทั้งหลายด้วยท่อนไม้ เขาทำให้ตายแล้วก็ได้ค่าจ้าง. บทว่า กิญฺจิรสฺมาสุ ได้แก่ มิได้ล่วงเกินอะไร ๆ ในข้าพระองค์ทั้งสอง. บทว่า สตฺตูว ได้แก่ ประหนึ่งว่าศัตรู. บทว่า ปจฺจกมฺปิตฺถ ความว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า นายพรานนี้เห็นข้าพระองค์แล้ว ย่องเข้าไปหน่อยหนึ่งด้วยสำคัญว่าติดบ่วง. บทว่า ปุพฺเพว ได้แก่ นายพรานนี้แลได้ปราศรัยกะข้าพระองค์ก่อน. บทว่า ตทา ได้แก่ ในกาลนั้น. บทว่า เอตทตฺถาย ได้แก่ คิดกันแล้วเพื่อประโยชน์แก่บุตรนายพรานนี้. บทว่า ธนมิจฺฉตา ความว่า สุมุขหงส์นั้นปรารถนาอยู่ซึ่งทรัพย์เพื่อนายพรานนี้จึงคิดชักชวนกันมายังสำนักของพระองค์. บทว่า สฺวาคตญฺเจวิทํ ความว่าท่านผู้เจริญทั้งสองอย่าคิดไปเลย การมาในที่นี้ของท่านผู้เจริญทั้งสองนี้ เป็นการมาดีแล้ว. บทว่า ลภตํ แปลว่า จงได้.
ก็พระราชาครั้นตรัสอย่างนี้แล้ว ก็ทรงมองดูอำมาตย์คนใดคนหนึ่งเมื่ออำมาตย์นั้นทูลว่า พระองค์จะต้องพระประสงค์อะไร พระเจ้าข้า จึงตรัสว่าเจ้าจงพานายพรานนี้ไปให้ช่างกัลบกตัดผม โกนหนวด ให้อาบน้ำลูบไล้ด้วยของหอมแล้ว ประดับด้วยเครื่องอลังการทั้งปวง เมื่ออำมาตย์นำนายพรานมาจัดทำตามรับสั่งแล้ว พากลับมาเฝ้าแล้ว จึงทรงยกบ้านส่วย ซึ่งเก็บส่วยได้แสนกหาปณะในปีหนึ่ง ประทานแก่เขาแล้ว ได้ประทานหญิง ๒ คน เรือนหลังใหญ่ รถอันประเสริฐและเงินทองอย่างอื่นอีกเป็นอันมาก.
พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสว่า
พระราชาผู้เป็นจอมมนุษย์ ทรงยังนายพรานให้ เอิบอิ่มด้วยโภคสมบัติทั้งหลาย พญาหงส์ได้กล่าว วาจาอันรื่นหูอนุโนทนา.
ลำดับนั้น พระมหาสัตว์จึงแสดงธรรมแก่พระราชา ท้าวเธอทรงสดับธรรมกถาของพระมหาสัตว์นั้นแล้ว ก็ทรงดีพระทัย ทรงพระดำริว่า เราจักกระทำสักการะแก่พญาหงส์ผู้แสดงธรรม จึงทรงประทานเศวตฉัตรแก่พญาหงส์นั้น เมื่อจะให้พญาหงส์รับราชสมบัติ จึงตรัสว่า
ได้ยินว่า อำนาจของเราผู้ทรงธรรม ย่อมเป็น ไปในที่เท่าใด ที่เท่านั้นมีประมาณน้อย ความเป็น ใหญ่ในที่ทั้งปวงจงมีแก่ท่าน ขอท่านจงปกครองตาม ปรารถนาเถิด ทานวัตถุก็ดี เครื่องอุปโภคก็ดี และสิ่ง. อื่นใดที่เข้าไปสำเร็จประโยชน์ เราขอยกสิ่งนั้น ๆ ซึ่ง ล้วนเป็นของปลื้มใจให้แก่ท่าน และขอสละความเป็น ใหญ่ให้แก่ท่าน.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วโส วตฺตติ ความว่า อำนาจของเราเป็นไปในสถานที่เท่าใด. บทว่า กิญฺจิ นํ คือ สถานที่นั้นมีประมาณเล็กน้อยยิ่งนัก. บทว่า สพฺพตฺถิสฺสริยํ ความว่า สมบัติทั้งหมดและความเป็นใหญ่นั้นแล จงมีแก่ท่านเถิด. บทว่า ยญฺจญฺมุปกปฺปติ ความว่า สิ่งของเครื่องบำเพ็ญทานเพราะความเป็นผู้ใคร่ในบุญก็ดี การยกเศวตฉัตรขึ้นเสวยราชสมบัติก็ดี หรือของสิ่งอื่นใด ย่อมเป็นที่ชอบใจแก่ท่าน ขอเชิญท่านจงกระทำสิ่งนั้นเถิด. บทว่า เอตํ ททามิ โว วิตฺตํ ความว่า เราสละความเป็นใหญ่อันเป็นของของเราพร้อมด้วยเศวตฉัตรให้แก่ท่าน
ลำดับนั้น พระมหาสัตว์ได้มอบเศวตฉัตรที่พระราชาประทานให้แก่ตนถวายกลับคืนพระองค์อีกทีเดียว พระราชาทรงพระดำริว่า เราได้ฟังธรรมกถาของพญาหงส์ก่อนแล้ว ก็แต่ว่าบุตรของนายพรานสรรเสริญยกย่องสุมุขหงส์นี้เป็นนักหนาว่า มีถ้อยคำไพเราะยิ่งนัก เราจักฟังธรรมกถาของสุมุขหงส์นี้บ้าง ท้าวเธอเมื่อจะทรงสนทนากับสุมุขหงส์นั้น จึงตรัสคาถาอันเป็นลำดับต่อไปว่า
ก็ถ้าว่า สุมุขหงส์บัณฑิตนี้สมบูรณ์ด้วยปัญญา พึงเจรจาแก่เราตามปรารถนา ข้อนั้นพึงเป็นที่รัก อย่างยิ่งของเรา.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยถา แปลว่า ถ้าว่า. มีคำที่ท่านกล่าวอธิบายไว้ว่า ถ้าว่าสุมุขหงส์นั้นเป็นบัณฑิต ถึงพร้อมแล้วด้วยความรอบรู้ก็พึงเจรจาแก่เราตามความปรารถนา คือตามความพอใจของตน ข้อนั้นจะพึงเป็นที่รักอย่างยิ่งของเรา.
ลำดับนั้น สุมุขหงส์จึงทูลว่า
ข้าแต่มหาราช ได้ยินว่า ข้าพระองค์หาอาจจะ พูดสอดขึ้นในระหว่าง เหมือนพญานาคเลื้อยเข้าไป ภายในศิลา ฉะนั้นไม่ ข้อนั้นไม่เป็นวินัยของข้าพระองค์ พญาหงส์ประเสริฐกว่าข้าพระองค์ และ พระองค์ก็สูงสุดกว่าสัตว์ทั้งหลาย เป็นพระเจ้าแผ่นดิน จอมมนุษย์ ทั้งสองพระองค์ควรแก่การบูชา ด้วยเหตุ มากมาย ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมมนุษย์ เมื่อพระองค์ ทั้งสองกำลังตรัสกันอยู่ เมื่อการวินิจฉัยกำลังเป็นไปอยู่ ข้าพระองค์ผู้เป็นสาวก ไม่พึงพูดสอดขึ้นในระหว่าง.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นาคราชาริวนฺตรํ ได้แก่ ประหนึ่งพญานาคที่จะเลื้อยเข้าไปในระหว่างแห่งศิลา ฉะนั้น. บทว่า ปฏิวตฺถุํ ความว่า ข้าพระองค์ไม่อาจที่จะพูดสอดขึ้นในระหว่างพระองค์ทั้งสองได้. บทว่าน เม โส ความว่า ถ้าข้าพระองค์พึงกล่าวสอดขึ้นไซร้ การกระทำเช่นนั้นมิใช่วินัยของข้าพระองค์เลย. บทว่า อมฺหากญฺเจว ได้แก่ พญาหงส์ประเสริฐกว่าข้าพระองค์ และหงส์อีกเก้าหมื่นหกพัน. บทว่า อุตฺตมสตฺตโว คือเป็นสัตว์ที่สูงสุด. บทว่า ปูชา ความว่า พระองค์ทั้งสองเป็นผู้ควรแก่การบูชาและควรแก่การสรรเสริญของข้าพระองค์ด้วยเหตุมากมาย. บทว่า เปสฺเสน คือเป็นเสวกผู้การทำการขวนขวาย.
พระราชาทรงสดับคำของสุมุขหงส์นั้น ก็ทรงเบิกบานพระทัยแล้วตรัสว่า บุตรนายพรานกล่าวสรรเสริญท่านว่า บุคคลอื่นที่จะแสดงธรรมไพเราะเช่นกับท่านไม่พึงมี และได้ตรัสต่อไปว่า
ได้ยินว่า นายพรานกล่าวโดยความจริงว่า
สุมุขหงส์เป็นบัณฑิต เพราะว่านัยเช่นนี้ ไม่พึงมีแก่ บุคคลผู้ไม่ได้รับการอบรมเลย ความมีปกติอันเลิศ และสัตว์อันอุดมอย่างนี้ มีเพียงเท่าที่เราเห็นแล้ว เรา ไม่ได้เห็นผู้อื่นเป็นเช่นนี้ เราจึงยินดีด้วยปกติและ วาจาอันไพเราะของท่านทั้งสอง ก็การที่เราพึงเห็น ท่านทั้งสองได้นาน ๆ เช่นนี้ เป็นความพอใจของเรา โดยแท้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ธมฺเมน คือ โดยสภาพ โดยเหตุการณ์. บทว่า อกตตฺตสฺส คือ บุคคลที่มีอัตภาพยังมิได้ปรับปรุง คือ ยังประทุษร้ายมิตร. บทว่า นโย หมายเอาปัญญา. บทว่า อคฺคปกติมา คือ มีสภาพอันเลิศ. บทว่า อุตฺตมสตฺตโว คือเป็นสัตว์ที่สูงสุด บทว่า ยาวตตฺถิ มยาได้แก่ ชื่อว่าที่เราเห็นแล้วมีอยู่ประมาณเท่าใด. บทว่า นาญฺํ ความว่าเราย่อมไม่เห็นคนอื่น แม้เห็นปานนี้ในสถานที่ที่เราเห็นแล้วนั้น. บทว่า ตุฏฺโสฺมิ โว ปกติยา ความว่า ดูก่อนพญาหงส์ผู้เป็นสหาย เราดีใจเพราะได้เห็นท่านทั้งสองตามปกติก่อนทีเดียว. บทว่า วากฺเยน ความว่า แต่บัดนี้เราได้ดีใจเพราะถ้อยคำอันไพเราะของเธอทั้งสอง. บทว่า จิรํ ปสฺเสยฺย โว ความว่า พระราชาตรัสว่า เราให้ท่านอยู่ในที่นี้แล ไม่อยากให้ท่านจากไปแม้ชั่วครู่หนึ่ง จะได้เห็นท่านเป็นเวลานาน ๆ การเห็นนี้เป็นความพอใจของเราด้วยประการฉะนี้.
ลำดับนั้น พระมหาสัตว์เมื่อจะสรรเสริญพระราชา จึงทูลว่า
กิจใดที่บุคคลพึงกระทำในมิตร กิจนั้นพระองค์ ทรงกระทำแล้วในข้าพระองค์ทั้งสอง ข้าพระองค์ ทั้งสอง ย่อมเป็นอันพระองค์ปล่อยด้วยความภักดีใน ข้าพระองค์ทั้งสอง โดยไม่ต้องสงสัย ก็ความทุกข์ คงเกิดขึ้นในหมู่หงส์เป็นอันมากโน้น เพราะมิได้เห็น ข้าพระองค์ทั้งสอง ในระหว่างญาติหมู่ใหญ่เป็นแน่ ข้าแต่พระองค์ผู้ปราบปรามศัตรู ข้าพระองค์ทั้งสอง อันพระองค์ทรงอนุญาต กระทำประทักษิณพระองค์ แล้ว พึงไปพบญาติทั้งหลาย เพื่อกำจัดความเศร้าโศก ของหงส์เหล่านั้น ข้าพระองค์ย่อมจะได้ปีติอันไพบูลย์ เพราะได้มาเฝ้าพระองค์ ผู้ทรงพระเจริญโดยแท้ การสงเคราะห์ญาตินี้เป็นประโยชน์อันใหญ่หลวงแท้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กตรสฺมาสุ ได้แก่ พระองค์ได้กระทำกิจทุกอย่างในข้าพระองค์. บทว่า จตฺตา นิสฺสํสยํ ตฺยมฺหา ได้แก่ ข้าพระองค์ทั้งสองย่อมเป็นอันพระองค์ทรงปล่อยแล้วทีเดียว โดยมิต้องสงสัยเลย บทว่า ภตฺติรสฺมาสุ ยา ตว ความว่า พระมหาสัตว์แสดงว่า ความภักดีในข้าพระองค์ทั้งสองของพระองค์อันใด ข้าพระองค์ย่อมเป็นอันพระองค์ทรงปล่อยแล้วโดยไม่ต้องสงสัยเพราะความภักดีนั้น อนึ่ง ข้าพระองค์ทั้งสองพลัดพรากแล้วแม้อยู่ปราศแล้ว ชื่อว่าอยู่ร่วมกันก็หาไม่. บทว่า อสฺมากํ ความว่าความทุกข์บังเกิดขึ้นแล้วในหงส์ทั้งหลายเป็นอันมาก เพราะไม่ได้เห็นข้าพระองค์ทั้งสอง. บทว่า ปสฺเสมุรินฺทม แปลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้ปราบข้าศึกให้ราบคาบ ข้าพระองค์ทั้งสองพึงได้เห็น. บทว่า ภวตํ คือ ข้าพระองค์ได้มาเฝ้าพระองค์ผู้ทรงพระเจริญ. บทว่า เอโส วาปิ มหาอตฺโถ ความว่าความคุ้นเคยกับหมู่ญาติกล่าวคือการสงเคราะห์ญาตินี้ เป็นความประสงค์อย่างใหญ่หลวงของข้าพระองค์อย่างแท้จริง.
เมื่อพระมหาสัตว์ทูลอย่างนี้แล้ว พระราชาก็ได้ทรงอนุญาตให้หงส์ทั้งสองนั้นกลับไป แม้พระมหาสัตว์ก็ทูลแสดงโทษในการประพฤติชั่ว ๕ อย่างและแสดงอานิสงส์ในศีลแด่พระราชาแล้ว ถวายโอวาทว่า ขอพระองค์จงรักษาศีลนี้ จงเสวยราชสมบัติโดยธรรม จงสงเคราะห์มหาชนด้วยสังคหวัตถุ ๔ประการ แล้วได้ทูลลาบินกลับไปยังภูเขาจิตตกูฏ.
พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสว่า
พญาหงส์ธตรฐ ครั้นกราบทูลพระเจ้าสาคลราชผู้เป็นจอมประชาชนเช่นนี้แล้ว ได้เข้าไปหาหมู่ ญาติ เพราะอาศัยเชาวน์อันสูงสุด หงส์เหล่านั้นเห็น หงส์ทั้งสอง ซึ่งยิ่งใหญ่มิได้ป่วยเจ็บกลับมา ต่างก็พา กันส่งเสียงว่า เกเก เกิดเสียงอื้ออึงทั่วไป หงส์เคารพ นายได้ที่พึงเหล่านั้น ต่างก็โสมนัสยินดี เพราะนาย รอดพ้นภัย พากันห้อมล้อมนายโดยรอบ ๆ.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุปาคมุํ ความว่า พญาหงส์ธตรฐและสุมุขหงส์ที่เป็นเสนาบดีทั้งสองนั้น ครั้นได้เวลาอรุณขึ้นแล้ว ก็บริโภคน้ำผึ้งข้าวตอกและน้ำอ้อยเป็นต้น อันพระราชาและพระเทวีทรงยกขึ้นด้วยใบตาลทองสองใบแล้ว กระทำสักการะด้วยของหอม และระเบียบดอกไม้เป็นต้นแล้ว ลงจากใบตาลทองนั้น กระทำประทักษิณพระราชาบินขึ้นไปสู่เวหาส เมื่อพระราชาทรงประคองอัญชลีตรัสว่า ดูก่อนนายเอ๋ย ท่านทั้งสองจงพากันไปดีเถิด จึงออกโดยสีหบัญชรบินไปหาหมู่ญาติของตน ด้วยความเร็วอันสูงสุด. บทว่า ปรเม แปลว่า สูงสุด. บทว่า เกเก ความว่า ได้ส่งเสียงร้องว่า เกเก ด้วยเสียงร้องตามสภาพของตน. บทว่า ภตฺตุนา ภตฺตุคารวา ได้แก่ มีความเคารพนายเหล่านั้น. บทว่า ปริกรึสุ ความว่า หงส์ทั้งหลายต่างก็พากันดีใจเพราะนายพ้นภัยกลับมา จึงพากันแวดล้อมอยู่รอบข้าง. บทว่า ลทฺธปจฺจยา คือ เป็นผู้ได้ที่พึ่งพำนักแล้ว.
ครั้นหงส์เหล่านั้นเข้าล้อมหงส์ทั้งสองอย่างนี้แล้ว จึงทูลถามพญาหงส์ว่า ข้าแต่มหาราช พระองค์รอดพ้นมาได้อย่างไร พระมหาสัตว์จึงเล่าเรื่องที่ตนรอดพ้นมาได้ เพราะอาศัยสุมุขหงส์ และกิจการที่พระเจ้าสาคลราชและบุตรนายพรานกระทำ หมู่หงส์ทั้งหลายได้ยินดังนั้น ก็พากันดีใจกล่าวชมเชยให้พรว่า ขอให้สุมุขหงส์ที่เป็นเสนาบดี และบุตรนายพรานพร้อมทั้งพระราชาจงมีความสุข ปราศจากทุกข์ จงมีชีวิตอยู่ตลอดกาลนาน.
พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสว่า
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๖๒ หน้า ๓๓๖–๓๗๓ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
อสีตินิบาตชาดก ๓๖ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๓๖ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
บาลีอักษรไทย ฉบับสยามรัฐ
สุมุข อนุปจินนฺตา ปกฺกมนฺติ วิหงฺคมา คจฺฉ ตุวํปิ มา กงฺขิ นตฺถิ พนฺเธ ๑ สหายตา ฯ
คจฺเฉ วาหํ น วา คจฺเฉ น เตน อมโร สิยํ สุขิตนฺตํ อุปาสิตฺวา ทุกฺขิตนฺตํ กถํ ชเห ฯ มรณํ วา ตยา สทฺธึ ชีวิตํ วา ตยา วินา ตเทว มรณํ เสยฺโย ยญฺเจ ชีเว ตยา วินา ฯ เนส ธมฺโม มหาราช ยนฺตํ เอวํ คตํ ชเห ยา คติ ตุยฺหํ สา มยฺหํ รุจฺจเต วิหคาธิป ฯ
กา นุ ปาเสน พนฺธสฺส ๒ คติ อญฺญา มหานสา สา กถํ เจตยานสฺส มุตฺตสฺส ตว รุจฺจติ ฯ กํ วา ตฺวํ ปสฺสเส อตฺถํ มม ตุยฺหญฺจ ปกฺขิม ญาตีนํวาวสิฏฺฐานํ อุภินฺนํ ชีวิตกฺขเย ฯ ยนฺน กญฺจนเทฺวปิจฺฉ ๓ อนฺเธน ตมสา กตํ ตาทิเส สญฺจชํ ปาณํ กิมตฺถมภิโชตเย ๔ ฯ
กถํ นุ ปตตํ เสฏฺฐ ธมฺเม อตฺถํ น พุชฺฌสิ ธมฺโม อปจิโต สนฺโต อตฺถํ ทสฺเสติ ปาณินํ ฯ โสหํ ธมฺมํ อเปกฺขาโน ธมฺมา จตฺถํ สมุฏฺฐิตํ #๑ ม. พทฺเธ ฯ ๒ ม. พทฺธสฺส ฯ ๓ ม. กญฺจนเทปิญฺฉ ฯ ๔ ม. กมตฺถ ... ฯ ภตฺติญฺจ ตยิ สมฺปสฺสํ นาวกงฺขามิ ชีวิตํ ฯ อทฺธา เอโส สตํ ธมฺโม โย มิตฺโต มิตฺตมาปเท น จเช ชีวิตสฺสาปิ เหตุ ธมฺมมนุสฺสรํ ฯ
สฺวายํ ธมฺโม จ เต จิณฺโณ ภตฺติ จ วิทิตา มยิ กามํ กรสฺสุ มเยฺหตํ คจฺเฉวานุมโต มยา ฯ อปิเตฺววํ คเต กาเล ยํ ขณฺฑํ ๑ ญาตินํ มยา ตยา ตํ พุทฺธิสมฺปนฺน ๒ อสฺส ปรมสํวุตํ ฯ
อิจฺเจวํ มนฺตยนฺตานํ อริยานํ อริยวุตฺตินํ ปจฺจทิสฺสถ เนสาโท อาตุรานมิวนฺตโก ฯ เต สตฺตุมภิสญฺจิกฺข ทีฆรตฺตํ หิตา ทิชา ตุณฺหี มาสิตฺถ อุภโย น สญฺจเลสุมาสนา ฯ ธตรฏฺเฐ จ ทิสฺวาน สมุฑฺเฑนฺเต ตโต ตโต อภิกฺกมถ เวเคน ทิชสตฺตุ ทิชาธิเป ฯ โส จ เวเคนภิกฺกมฺม อาสชฺช ปรเม ทิเช ปจฺจกมฺปิตฺถ ๓ เนสาโท พนฺธา อิติ วิจินฺตยํ ฯ เอกญฺจ พนฺธมาสีนํ อพนฺธญฺจ ปุนาปรํ อาสชฺช พนฺธมาสีนํ เปกฺขมานมทีนวํ ฯ ตโต โส วิมโตเยว ปณฺฑเร อชฺฌภาสถ ปวฑฺฒกาเย อาสีเน ทิชสงฺฆคณาธิเป ฯ ยนฺนุ ปาเสน มหตา พนฺโธ น กุรุเต ทิสํ #๑ สี. พทฺธํ ฯ ยุ. พนฺธํ ฯ ๒ ม. พุทฺธิสมฺปนฺนํ ฯ ๓ ม. ปจฺจกมิตฺถ ฯ อถ กสฺมา อพนฺโธ ตฺวํ พลี ปกฺขี น คจฺฉสิ ฯ กึ นุ ตฺยายํ ทิโช โหติ มุตฺโต พนฺธํ อุปาสสิ โอหาย สกุณา ยนฺติ กึ เอโก อวหียสิ ฯ
ราชา เม โส ทิชามิตฺต สขา ปาณสโม จ เม เนว นํ วิชหิสฺสามิ ยาว กาลปริยายํ ๑ ฯ
กถํ ปนายํ วิหงฺโค นาทฺทส ปาสโมฑฺฑิตํ ปทํ เหตํ มหนฺตานํ โพทฺธุมรหนฺติ อาปทํ ฯ
ยทา ปราภโว โหติ โปโส ชีวิตสงฺขเย อถ ชาลญฺจ ปาสญฺจ อาสชฺชาปิ น พุชฺฌติ ฯ
อปิ เตฺวว มหาปญฺญ ปาสา พหุวิธา กตา คุยฺหมาสชฺช ๒ พชฺฌนฺติ อเถวํ ชีวิตกฺขเย ฯ
อปิ นายํ ตยา สทฺธึ สํวาสสฺส ๓ สุขุทฺรโย อปิ โน อนุมญฺญาสิ อปิ โน ชีวิตํ ทเท ฯ
น เจว เม ตฺวํ พนฺโธสิ นปิ อิจฺฉามิ เต วธํ กามํ ขิปฺปมิโต คนฺตฺวา ชีว ตฺวํ อนิโฆ จิรํ ฯ
เนวาหเมตมิจฺฉามิ อญฺญเตฺรตสฺส ชีวิตา สเจ เอเกน ตุฏฺโฐสิ มุญฺเจตํ มญฺจ ภกฺขย ฯ อาโรหปริณาเหน ตุลฺยสฺมา วยสา อุโภ น เต ลาเภน ชินตฺถิ ๔ เอเตน นิมินา ตุวํ ฯ #๑ กาลปริสฺสยนฺติปิ ฯ ๒ สี. ยุ. คูฬฺหมาสชฺช ฯ ๓ สี. ยุ. สมฺภาสสฺส ฯ #๔ ม. ชีวตฺถิ ฯ โอนตาติปิ ฯ ตทิงฺฆ สมเปกฺขสฺสุ ๑ โหตุ คิทฺธิ ตวสฺมสุ ๒ มํ ปุพฺเพ พนฺธปาเสน ปจฺฉา มุญฺจ ทิชาธิปํ ฯ ตาวเทว จ เต ลาโภ กตสฺส ๓ ยาจนาย จ มิตฺติ จ ธตรฏฺเฐหิ ยาว ชีวาย เต สิยา ฯ
ปสฺสนฺตุ โน มหาสงฺฆา ตยา มุตฺตํ อิโต คตํ มิตฺตามจฺจา จ ภจฺจา จ ปุตฺตทารา จ พนฺธวา ฯ น จ เต ตาทิสา มิตฺตา พหูนํ อิธ วิชฺชเร ยถา ตฺวํ ธตรฏฺฐสฺส ปาณสาธารโณ สขา ฯ โส เต สหายํ มุญฺจามิ โหติ ราชา ตวานุโค กามํ ขิปฺปมิโต คนฺตฺวา ญาติมชฺเฌ วิโรจถ ฯ
โส ปตีโต ปมุตฺเตน ภตฺตุนา ภตฺตุคารโว อชฺฌภาสถ วงฺกงฺโค วาจํ กณฺณสุขํ ภณํ เอวํ ลุทฺทก นนฺทสฺสุ สห สพฺเพหิ ญาติภิ ยถาหมชฺช นนฺทามิ มุตฺตํ ทิสฺวา ทิชาธิปํ ฯ
เอหิ ตํ อนุสิกฺขามิ ยถา ตฺวมปิ ลจฺฉเส ลาภํ ตวายํ ธตรฏฺโฐ ปาปํ กิญฺจิ น ทกฺขติ ฯ ขิปฺปมนฺเตปุรํ คนฺตฺวา ๔ รญฺโญ ทสฺเสหิ โน อุโภ อพนฺเธ ปกตีภูเต กาเช อุภยโต ฐิเต ฯ ธตรฏฺฐา มหาราช หํสาธิปติโน อิเม #๑ สี. ย. สมเวกฺขสฺสุ ฯ ๒ ม. ตวมฺหสุ ฯ ๓ ม. กตาสฺส ฯ ๔ ม. เนตฺวา ฯ อยํ หิ ราชา หํสานํ อยํ เสนาปตีตโร ฯ อสํสยํ อิมํ ทิสฺวา หํสราชํ นราธิโป ปตีโต สุมโน วิตฺโต พหุํ ทสฺสติ เต ธนํ ฯ
ตสฺส ตํ วจนํ สุตฺวา กมฺมุนา อุปปาทยิ ขิปฺปมนฺเตปุรํ คนฺตฺวา รญฺโญ หํเส อทสฺสยิ อพนฺเธ ปกตีภูเต กาเช อุภยโต ฐิเต ฯ ธตรฏฺฐา มหาราช หํสาธิปติโน อิเม อยํ หิ ราชา หํสานํ อยํ เสนาปตีตโร ฯ
กถํ ปนิเม วิหงฺคา ตว หตฺถตฺถมาคตา ๑ กถํ ลุทฺโท มหนฺตานํ อิสฺสเร อิธ อชฺฌคา ฯ
วิหิตา สนฺติเม ปาสา ปลฺลเลสุ ชนาธิป ยํ ยทายตนํ มญฺเญ ทิชานํ ปาณโรธนํ ฯ ตาทิสํ ปาสมาสชฺช หํสราชา อพชฺฌถ ตํ อพนฺโธ อุปาสีโน มมายํ อชฺฌภาสถ ฯ สุทุกฺกรํ อนริเยหิ ทหเต ภาวมุตฺตมํ ภตฺตุรตฺเถ ปรกฺกนฺโต ธมฺมยุตฺโต วิหงฺคโม ฯ อตฺตโนยํ ๒ จชิตฺวาน ชีวิตํ ชีวิตารโห อนุตฺถุนนฺโต อาสีโน ภตฺตุ ยาจิตฺถ ชีวิตํ ฯ ตสฺส ตํ วจนํ สุตฺวา ปสาทมหมชฺฌคา ตโต นํ ปามุจึ ปาสา อนุญฺญาสึ สุเขน จ ฯ #๑ ม. หตฺถตฺตมาคตา ฯ ๒ ม. อตฺตนายํ ฯ โส ปตีโต ปมุตฺเตน ภตฺตุนา ภตฺตุคารโว อชฺฌภาสถ วงฺกงฺโค วาจํ กณฺณสุขํ ภณํ ฯ เอวํ ลุทฺทก นนฺทสฺสุ สห สพฺเพหิ ญาติภิ ยถาหมชฺช นนฺทามิ มุตฺตํ ทิสฺวา ทิชาธิปํ ฯ เอหิ ตํ อนุสิกฺขามิ ยถา ตฺวมปิ ลจฺฉเส ลาภํ ตฺยายํ ๑ ธตรฏฺโฐ ปาปํ กิญฺจิ น ทกฺขติ ฯ ขิปฺปมนฺเตปุรํ คนฺตฺวา ๒ รญฺโญ ทสฺเสหิ โน อุโภ อพนฺเธ ปกตีภูเต กาเช อุภยโต ฐิเต ฯ ธตรฏฺฐา มหาราช หํสาธิปติโน อิเม อยญฺหิ ราชา หํสานํ อยํ เสนาปตีตโร ฯ อสํสยํ อิมํ ทิสฺวา หํสราชํ นราธิโป ปตีโต สุมโน วิตฺโต พหุํ ทสฺสติ เต ธนํ ฯ เอวเมตสฺส วจนา อานีตาเม อุโภ มยา เอตฺเถว หิ อิเม อสฺสุ ๓ อุโภ อนุมตา มยา ฯ โสยํ เอวงฺคโต ปกฺขี ทิโช ปรมธมฺมิโก มาทิสสฺส หิ ลุทฺทสฺส ชนเยยฺยาถ มทฺทวํ ฯ อุปยานญฺจ เต เทว นาญฺญํ ปสฺสามิ เอทิสํ สพฺพสากุณิกคาเม ๔ ตํ ปสฺส มนุชาธิป ฯ
ทิสฺวา นิสินฺนํ ราชานํ ปีเฐ โสวณฺณเย สุเภ อชฺฌภาสถ วงฺกงฺโค วาจํ กณฺณสุขํ ภณํ ฯ #๑ ม. ตวายํ ฯ ๒ ม. เนตฺวา ฯ ๓ ม. อาสุํ ฯ ๔ ม...กุณิกาคาเม ฯ กจฺจิ นุ โภโต กุสลํ กจฺจิ โภโต อนามยํ กจฺจิ รฏฺฐมิทํ ผีตํ ธมฺเมน มนุสาสสิ ฯ
กุสลญฺเจว เม หํส อโถ หํส อนามยํ อโถ รฏฺฐมิทํ ผีตํ ธมฺเมน มนุสาสหํ ฯ
กจฺจิ นุ เต ๑ อมจฺเจสุ โทโส โกจิ น วิชฺชติ กจฺจิ จ เต ตวตฺเถสุ นาวกงฺขนฺติ ชีวิตํ ฯ
อโถปิ เม อมจฺเจสุ โทโส โกจิ น วิชฺชติ อโถปิ เต มมตฺเถสุ นาวกงฺขนฺติ ชีวิตํ ฯ
กจฺจิ เต สาทิสี ภริยา อสฺสวา ปิยภาณินี ปุตฺตรูปยสูเปตา ตว ฉนฺทวสานุคา ฯ
อโถ เม สาทิสี ภริยา อสฺสวา ปิยภาณินี ปุตฺตรูปยสูเปตา มม ฉนฺทวสานุคา ฯ
ภวนฺนุ ๒ กจฺจิ นุ มหา- สตฺตุหตฺถตฺถตํ ๓ คโต ทุกฺขมาปชฺช ๔ วิปุลํ ตสฺมึ ปฐมมาปเท ฯ กจฺจิ ยนฺนาปติตฺวาน ทณฺเฑน สมโปถยิ เอวเมเตสํ ชมฺมานํ ปาติกํ ภวติ ตาวเท ฯ
เขมมาสิ มหาราช เอวมาปริยาสติ ๕ น จายํ กิญฺจิรสฺมาสุ สตฺตูว สมปชฺชถ ฯ ปจฺจกมฺปิตฺถ ๖ เนสาโท ปุพฺเพว อชฺฌภาสถ ตทายํ สุมุโขเยว ปณฺฑิโต ปจฺจภาสถ ฯ #๑ ม. กจฺจิ โภโต ฯ ๒ ม. ภวนฺตํ ฯ สี. ยุ. ภวํ ตุ ฯ ๓ ม. ...สตฺตุหตฺถตฺตํ ฯ #๔ ม. ทุกฺขมาปชฺชิ ฯ ๕ ม. เอวมาปทิยา สติ ฯ สี. ยุ. เอวมาปทิ สํสติ ฯ #๖ ม. ปจฺจกมิตฺถ ฯ ตสฺส ตํ วจนํ สุตฺวา ปสาทมยมชฺฌคา ตโต มํ ปามุจิ ปาสา อนุญฺญาสิ สุเขน จ ฯ อิทญฺจ สุมุเขเนว เอตทตฺถาย จินฺติตํ โภโต สกาเส อาคมนํ เอตสฺส ธนมิจฺฉตา ฯ
สฺวาคตญฺเจวิทํ ภวตํ ปตีโต จสฺมิ ทสฺสนา เอโส จาปิ พหุวิตฺตํ ลภตํ ยาวทิจฺฉติ ฯ
สนฺตปฺปยิตฺวา เนสาทํ โภเคหิ มนุชาธิโป อชฺฌภาสถ วงฺกงฺโค ๑ วาจํ กณฺณสุขํ ภณํ ฯ
ยํ ขลุ ธมฺมมาธีนํ วโส วตฺตติ กิญฺจิ นํ ๒ สพฺพตฺถิสฺสริยํ ภวตํ ปสาสถ ยทิจฺฉถ ฯ ทานตฺถํ อุปโภตฺตุํ วา ยญฺจญฺญํ อุปกปฺปติ เอตํ ททามิ โว วิตฺตํ อิสฺสริยํ วิสฺสชามิ โว ฯ
ยถา จ มฺยายํ สุมุโข อชฺฌภาเสยฺย ปณฺฑิโต กามสา พุทฺธิสมฺปนฺโน ตมสฺส ๓ ปรมปฺปิยํ ฯ
อหํ ขลุ มหาราช นาคราชาริวนฺตรํ ปฏิวตฺตุํ น สกฺโกมิ น เม โส วินโย สิยา ฯ อมฺหากญฺเจว โส ๔ เสฏฺโฐ ตฺวญฺจ อุตฺตมสตฺตโว ภูมิปาโล มนุสฺสินฺโท ปูชา พหูหิ เหตุภิ ฯ เตสํ อุภินฺนํ ภณตํ วตฺตมาเน วินิจฺฉเย นนฺตรํ ๕ ปฏิวตฺตพฺพํ เปสฺเสน มนุชาธิป ฯ #๑ ม. วกุกงฺคํ ฯ ๒ ม. กิญฺจนํ ฯ ๓ ม. ตํ มฺยาสฺส ฯ ๔ สี. ยุ. โย ฯ #๕ สี. ยุ. นานฺตรํ ฯ
ธมฺเมน กิร เนสาโท ปณฺฑิโต อณฺฑโช อิติ น เหว อกตตฺตสฺส นโย เอตาทิโส สิยา ฯ เอวํ อคฺคปกติมา เอวํ อุตฺตมสตฺตโว ยาวตตฺถิ มยา ทิฏฺฐา นาญฺญํ ปสฺสามิ เอทิสํ ฯ ตุฏฺโฐสฺมิ โว ปกติยา วากฺเยน มธุเรน จ เอโส จาปิ มมจฺฉนฺโท จิรํ ปสฺเสยฺย โว อุโภ ฯ
ยํ กิจฺจํ ปรเม มิตฺเต กตมสฺมาสุ ตํ ตยา ปตฺตา นิสฺสํสยํ ตฺยมฺหา ภตฺติรสฺมาสุ ยา ตว ฯ อทุญฺจ นูน สุมหา- ญาติสงฺฆสฺสมนฺตรํ อทสฺสเนน อสฺมากํ ทุกฺขํ พหูสุ ปกฺขิสุ ฯ เตสํ โสกวิฆาตาย ตยา อนุมตา มยํ ตํ ปทกฺขิณโต กตฺวา ญาตี ปสฺเสมุรินฺทม ฯ อทฺธาหํ วิปุลํ ปีตึ ภวตํ วินฺทามิ ทสฺสนา เอโส วาปิ มหาอตฺโถ ญาติวิสฺสาสนา สิยา ฯ
อิทํ วตฺวา ธตรฏฺโฐ หํสราชา นราธิปํ อุตฺตมํ ชวมนฺวาย ญาติสงฺฆมุปาคมม ฯ เต อโรเค อนุปฺปตฺเต ทิสฺวาน ปรเม ทิเช เกกาติมกรุํ หํสา ปุถุสทฺโท อชายถ ฯ เต ปตีตา ปมุตฺเตน ภตฺตุนา ภตฺตุคารวา สมนฺตา ปริกรึสุ ๑ อณฺฑชา ลทฺธปจฺจยา ฯ๕ #๑ ม. ปริกิรึสุ ฯ
เอวํ มิตฺตวตํ อตฺถา สพฺเพ โหนฺติ ปทกฺขิณา หํสา ยถา ธตรฏฺฐา ญาติสงฺฆมุปาคมุนฺติ ฯ จุลฺลหํสชาตกํ ปฐมํ ฯ
ที่มา: พระไตรปิฎกบาลีอักษรไทย ฉบับสยามรัฐ เล่มที่ ๒๘ ข้อ ๑๖๓
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๘