จุลลหังสชาดก
ว่าด้วยพระยาหงส์ทรงติดบ่วง
เล่มที่ ๒๘ · ข้อ ๑๖๓ · บรรทัด ๑๑๕๘ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๒
อรรถกถาชาดก ตอนที่ ๒ จาก ๕
เรื่องเล่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในอดีตกาล พระราชาทรงพระนามว่า สาคละสวยราชสมบัติอยู่โดยธรรมในสาคลนคร ในแคว้นมหิสกะ. ในกาลนั้น ในหมู่บ้านนายพรานแห่งหนึ่ง ซึ่งไม่ไกลจากพระนคร มีนายพรานคนหนึ่งเอาบ่วงดักนกมาเที่ยวขายในพระนครเลี้ยงชีวิตอยู่. ก็ในที่ไม่ไกลจากพระนคร มีสระบัวหลวงอยู่สระหนึ่งชื่อมานุสิยะ สระกว้างยาวประมาณ ๑๒ โยชน์ สระนั้นดาดาษไปด้วยดอกบัว ๕ ชนิด. มีหมู่นกต่างเพศต่างพรรณมาลงที่สระนั้นนายพรานนั้นดักบ่วงไว้ โดยมิได้เลือกว่าเป็นนกชนิดไร. ในกาลนั้น พญาหงส์ธตรฐ มีหงส์เก้าหมื่นหกพันตัวเป็นบริวารอาศัยอยู่ในถ้ำทองใกล้ภูเขาจิตตกูฏ. มีหงส์ตัวหนึ่งชื่อ สุมุขะ ได้เป็นเสนาบดีของพญาหงส์นั้น กาลครั้งนั้น หงส์ทอง๒ - ๓ ตัวจากฝูงหงส์นั้น บินไปยังมานุสิยสระ เที่ยวไปในสระนั้น ซึ่งมีที่หากินอย่างพอเพียงตามความสบาย แล้วกลับมายังภูเขาจิตตกูฏ บอกแก่พญาหงส์ธตรฐว่า ข้าแต่มหาราช มีสระบัวแห่งหนึ่ง ชื่อมานุสิยะ อยู่ในถิ่นของมนุษย์มีที่เที่ยวแสวงหาอาหารอย่างสมบูรณ์ พวกข้าพเจ้าจะไปหาอาหารในสระนั้นพญาหงส์นั้นจึงห้ามว่า ขึ้นชื่อว่าถิ่นของมนุษย์ ย่อมเป็นที่น่ารังเกียจ มากไปด้วยภัยเฉพาะหน้า อย่าได้ชอบใจแก่พวกเจ้าเลย ถูกหงส์เหล่านั้นรบเร้าอยู่บ่อย ๆ จึงกล่าวว่า ถ้าสระนั้น ย่อมเป็นที่ถูกใจของพวกท่าน เราก็จะไปด้วยกัน จึงพร้อมด้วยบริวารได้ไปยังสระนั้น พญาหงส์ธตรฐนั้น พอร่อนลงจากอากาศ ก็เอาเท้าถลำเข้าไปติดบ่วงอยู่ทีเดียว. ลำดับนั้น บ่วงของนายพรานนั้น ก็รัดเท้าเอาไว้แน่น ดุจถูกรัดด้วยซี่เหล็กฉะนั้น. ลำดับนั้นพญาหงส์จึงฉุดบ่วงมาด้วยคิดว่า เราจักทำบ่วงให้ขาด ครั้งแรกหนึ่งถลอกปอกหมดครั้งที่สองเนื้อขาด ครั้งที่สามเอ็นขาด ในครั้งทีสี่บ่วงนั้นเข้าไปถึงกระดูกโลหิตไหลนอง เวทนามีกำลังเป็นไปทั่วแล้ว. พญาหงส์นั้น จึงคิดว่า ถ้าเราร้องว่าติดบ่วง พวกญาติของเราก็จะพากันสะดุ้งตกใจกลัว ไม่ทันได้กินอาหารถูกความหิวแผดเผาแล้ว ก็จะหนีไปตกลงในมหาสมุทรเพราะหมดกำลัง. พญาหงส์นั้นพยายามอดใจทนต่อทุกขเวทนา จนถึงเวลาพวกหงส์ที่เป็นญาติทั้งหลายกินอาหารอิ่มแล้ว กำลังเล่นเพลินอยู่ จึงร้องขึ้นด้วยเสียงอันดังว่าติดบ่วง. หงส์ทั้งหลายได้ยินเสียงดังนั้น มีความกลัวต่อมรณภัยเป็นกำลังต่างก็คุมกันเป็นพวก ๆ บ่ายหน้าไปยังภูเขาจิตตกูฏบินไปโดยเร็ว เมื่อหงส์เหล่านั้นพากันกลับไปหมดแล้ว สุมุขหงส์ที่เป็นเสนาบดีคิดว่า ภัยนี้บังเกิดขึ้นแก่มหาราชของเราหรือไม่หนอ เราจักทราบถึงเรื่องนั้น จึงบินไปโดยเร็วไวมองไม่เห็นพระมหาสัตว์ ในระหว่างหมู่หงส์ที่ไปอยู่ข้างหน้า จึงมาค้นดูฝูงกลางก็มิได้เห็นพระมหาสัตว์แม้ในที่นั้น จึงตรวจค้นฝูงสุดท้ายก็มิได้เห็นพระมหาสัตว์ แม้ในที่นั้นอีก จึงแน่ใจว่า ภัยนั้นบังเกิดขึ้นแก่พญาหงส์นั้น โดยไม่ต้องสงสัยทีเดียว จึงรีบกลับมายังที่เดิมเห็นพระมหาสัตว์ติดบ่วงยืนเกาะอยู่บนหลังตม มีโลหิตไหลนองทนทุกขเวทนาอย่างสาหัส จึงบอกว่า ข้าแต่มหาราชขอพระองค์อย่าได้กลัวไปเลย แล้วกล่าวว่า ข้าพระองค์จักสละชีวิตของข้าพระองค์จักยังพระองค์ให้หลุดจากบ่วง จึงบินร่อนลงมาปลอบพระมหาสัตว์เกาะอยู่บนหลังตม. ลำดับนั้น พระมหาสัตว์ เมื่อจะทดลองใจสุมุขหงส์นั้น จึงกล่าวคาถาเป็นปฐมว่า
ดูก่อนสุมุขะ ฝูงหงส์พากันบินหนีไปไม่เหลียวหลัง แม้ท่านก็จงไปเสียเถิด อย่าหวังอยู่ในที่นี้เลย ความเป็นสหายในเราผู้ติดบ่วง ย่อมไม่มี.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อนุวิจินนฺตา ได้แก่ ไม่ห่วงใยด้วยความรัก คือด้วยความอาลัย. บทว่า ปกฺกมนฺติ ความว่า พญาหงส์นั้นกล่าวว่า ฝูงหงส์ทั้งหลายซึ่งล้วนเป็นหมู่ญาติของเรา เป็นจำนวนหงส์มีประมาณเก้าหมื่นหกพันตัวเหล่านั้น มิได้มองดูเราด้วยอำนาจความอาลัยรัก ทิ้งเราแล้วบินหนีไปหมด ถึงตัวท่านก็จงรีบหนีไปเสียเถิด อยู่หวังการอยู่ในที่นี้เลยด้วยว่า ขึ้นชื่อว่า ความเป็นสหายในตัวเรา ย่อมไม่มีผลเพราะการติดบ่วงอย่างนี้อธิบายว่า บัดนี้เราไม่อาจที่จะกระทำกิจด้วยความเป็นสหายสักน้อยหนึ่งแก่ท่านได้เลย เราไม่สามารถจะกระทำอุปการะได้ จะมีประโยชน์อะไรแก่ท่าน ท่านอย่าชักช้าเลย จงรีบบินหนีไปเสียเถิดนะ.
เบื้องหน้าแต่นั้น สุมุขหงส์กล่าวว่า
ข้าพระองค์จะพึงไปหรือไม่พึงไป ความไม่ ตายก็ไม่พึงมี เพราะการไปหรือการไม่ไปนั้น เมื่อ พระองค์มีความสุขจึงอยู่ใกล้ เมื่อพระองค์ได้รับความ ทุกข์จะพึงละไปอย่างไรได้ ความตายพร้อมกับพระองค์ หรือว่าความเป็นอยู่เว้นจากพระองค์ ความตายนั้นแล ประเสริฐกว่า เว้นจากพระองค์แล้ว จะพึงเป็น อยู่ประเสริฐอะไร ข้าแต่พระมหาราชจอมหงส์ ข้าพระองค์พึงละทิ้งพระองค์ซึ่งทรงถึงทุกข์อย่างนี้ ข้อ นี้ไม่เป็นธรรมเลย คติของพระองค์ ข้าพระองค์ย่อม
ชอบใจ. ในลำดับนั้น พระมหาสัตว์จึงกล่าวว่า
คติของเราผู้ติดบ่วงจะเป็นอื่นไปอย่างไรเล่า นอกจากเข้าโรงครัวใหญ่ คตินั้นย่อมชอบใจ แก่ ท่านผู้มีความคิด ผู้พ้นแล้วอย่างไร ดูก่อนสุมุขหงส์ ท่านจะพึงเห็นประโยชน์อะไร ในการสิ้นชีวิตของเรา และของท่านทั้งสอง หรือของพวกญาติที่เหลือ ดูก่อน ท่านผู้มีปีกทั้งสองดังสีทอง เมื่อท่านยอมสละชีวิตใน เพราะคุณอันไม่ประจักษ์ ดังคนตาบอดกระทำแล้วใน
ที่มืด จะพึงยังประโยชน์อะไรให้รุ่งเรืองได้. สุมุขหงส์กล่าวตอบว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐกว่าฝูงหงส์ทั้งหลาย ทำไมหนอ พระองค์จึงไม่ทรงรู้อรรถในธรรม ธรรมอันบุคคลเคารพแล้ว ย่อมแสดงประโยชน์แก่ สัตว์ทั้งหลาย ข้าพระองค์นั้นเพ่งเล็งอยู่ ซึ่งธรรมและ ประโยชน์อันตั้งจากธรรม ทั้งเห็นพร้อมอยู่ ซึ่งความ ภักดีในพระองค์ จึงมิได้เสียดายชีวิต ความที่มิตร เมื่อ ระลึกถึงธรรม ไม่พึงทอดทิ้งมิตรในยามทุกข์ แม้ เพราะเหตุแห่งชีวิต นี้เป็นธรรมของสัตบุรุษทั้งหลาย
โดยแท้. ลำดับนั้น พระมหาสัตว์กล่าวว่า
ธรรมนี้นั้นท่านประพฤติแล้ว และความภักดี ในเราก็ปรากฏแล้ว ท่านจงทำตามความปรารถนา ของเรานี้เถิด ท่านเป็นอันเราอนุมัติแล้ว จงไปเสีย เถิด ดูก่อนท่านผู้ถึงพร้อมด้วยปัญญา ก็แลเมื่อกาล ล่วงไปอย่างนี้ คือ เมื่อเราติดบ่วงอยู่ในที่นี้ ท่านพึง กลับไปปกครองหมู่ญาติทั้งหลายของเราให้จงดีเถิด. เมื่อสุวรรณหงส์ตัวประเสริฐ ประพฤติธรรม อันประเสริฐ กำลังโต้ตอบฉันอยู่ด้วยประการฉะนี้ นายพรานได้ปรากฏแล้ว เหมือนดังมัจจุราชปรากฏ แก่บุคคลผู้ป่วยหนัก ฉะนั้น สุวรรณหงส์ทั้งสอง เกื้อกูลกันมาสิ้นกาลนานนั้น เห็นศัตรูเดินมาแล้ว ก็ นิ่งเฉยมิได้เคลื่อนจากที่ ฝ่ายนายพราน ผู้เป็นศัตรู ของพวกนก เห็นพญาหงส์ธตรฐจอมหงส์กำลัง เดินส่ายไปมาแต่ที่นั้น ๆ จึงรีบเดินเข้าไป ก็นาย พรานนั้นครั้นรีบเดินเข้าไปแล้ว เกิดความสงสัยขึ้นว่า หงส์ทั้งสองนั้นติดบ่วงหรือไม่ จึงค่อยลดความเร็วลง ค่อย ๆ เดินเข้าไปให้ใกล้สุวรรณหงส์ทั้งสอง ได้เห็น ตัวหนึ่งติดบ่วง อีกตัวหนึ่งไม่ติดบ่วง แต่มายืนอยู่ใกล้ ตัวที่ติดบ่วง จึงเพ่งดูตัวที่ติดบ่วงที่เป็นโทษ ลำดับนั้น นายพรานนั้นเป็นผู้มีความสงสัย จึงได้กล่าวถามสุมุขหงส์ตัวมีผิวพรรณเหลือง มีร่างกายใหญ่ เป็นใหญ่ใน หมู่หงส์ ซึ่งยืนอยู่ว่า เพราะเหตุไรหนอ พญาหงส์ ที่ติดบ่วงใหญ่ ย่อมไม่กระทำซึ่งทิศ เมื่อเป็นเช่นนั้น เพราะเหตุไร ท่านผู้ไม่ติดบ่วง เป็นผู้มีกำลัง จึงไม่บิน หนีไป พญาหงส์นี้เป็นอะไรกับท่านหรือ ท่านพ้น แล้วทำไมจึงยังเฝ้าหงส์ตัวติดบ่วงอยู่ หงส์ทั้งหลายพา
กันละทิ้งหนีไปหมด เพราะเหตุไร ท่านจึงยังอยู่ตัวเดียว. สุมุขหงส์จึงกล่าวตอบว่า
ดูก่อนนายพรานนก พญาหงส์นั้นเป็นราชา ของเรา ทั้งเป็นเพื่อนเสมอด้วยชีวิตของเราด้วย เรา
จึงไม่ละท่านไปจนกว่าจะถึงที่สุดแต่งกาละนายพราน จึงกล่าวว่า
ก็ไฉนพญาหงส์นี้ จึงไม่เห็นบ่วงที่ดักไว้ ความจริงการรู้อันตรายของตน เป็นเหตุของบุคคล ผู้ใหญ่ทั้งหลาย เพราะเหตุนั้น บุคคลผู้ใหญ่เหล่านั้น
ควรรู้อันตราย. สุมุขหงส์ จึงกล่าวตอบว่า
เมื่อใดมีความเสื่อม เมื่อนั้น สัตว์แม้เข้าไป
ในข่ายหรือบ่วงก็ไม่รู้สึก ในเมื่อถึงคราวจะสิ้นชีวิต. นายพราน จึงกล่าวว่า
ดูก่อนท่านผู้มีปัญญามาก ก็แลบ่วงทั้งหลาย ที่เขาดักไว้มีมากอย่าง สัตว์ทั้งหลายย่อมเข้ามาติด บ่วงที่เขาดักอำพรางไว้ ในเมื่อถึงคราวจะสิ้นชีวิต อย่างนี้.
เนื้อความแห่งคาถาเหล่านี้ บัณฑิตพึงทราบโดยนัยอันมาแล้วในบทบาลีทีเดียว.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า คจฺเฉ วา ความว่า สุมุขหงส์นั้นกล่าวว่าข้าแต่มหาราช ข้าพระองค์พึงไปจากที่นี้หรือไม่ไปก็ตามเถิด แต่ที่ข้าพระองค์จะพึงไม่ตายเพราะการไปหรือการไม่ไปนั้นไม่มีเลย เพราะว่าข้าพระองค์ ถึงจะไปจากที่นี้หรือไม่ไปคงไม่พ้นจากความตายไปได้เป็นแน่แท้ ก็ในกาลก่อนแต่นี้ พระองค์มีความสุข ข้าพระองค์ก็ได้อยู่ใกล้ชิด บัดนี้พระองค์กำลังได้รับทุกข์ข้าพระองค์จะทอดทิ้งไปเสียอย่างไรได้. บทว่า มรณํ วา ความว่า เมื่อข้าพระองค์ไม่ไป พึงตายเสียพร้อมกับพระองค์อย่างหนึ่ง หรือเมื่อข้าพระองค์ไป แต่มีชีวิตอยู่เว้นจากพระองค์อย่างหนึ่ง ในสองอย่างนี้ การตายเสียพร้อมกันกับพระองค์นั้นแล เป็นของประเสริฐของข้าพระองค์ยิ่งนัก ส่วนการที่ข้าพระองค์จะพึงมีชีวิตอยู่เว้นเสียจากพระองค์นั้น ไม่เป็นของประเสริฐแก่ข้าพระองค์เลย. บทว่า รุจฺจเต ความว่า ความสำเร็จนั้นแล ย่อมเป็นที่ชอบใจของข้าพระองค์. บทว่า สา กถํ ความว่า ดูก่อนสุมุขหงส์ผู้เป็นสหาย เมื่อเราติดบ่วงที่ทำด้วยหนังสัตว์ร้ายอย่างมั่นคงไปแล้วในมือของบุคคลอื่น คตินั้นจึงเป็นที่ชอบใจก่อน แต่เมื่อท่านมีความคิดมีปัญญาพ้นจากบ่วงแล้ว ยังเป็นที่ชอบใจอยู่อย่างไร. บทว่า ปกฺขิมา ได้แก่ สมบูรณ์ด้วยขนปีก. บทว่า อภินฺนํ ความว่า เมื่อเราแม้ทั้งสองสิ้นชีวิตไปแล้ว ท่านยังจะเห็นประโยชน์อะไรของเรา ของท่านหรือของพวกญาติที่เหลือ. น อักษร ในคำว่า ยนฺน นี้ใช้ในความอุปมา. บทว่า กญฺจนเทปิจฺฉ ได้แก่ มีขนปีกทั้งสองประดุจสีทองอีกอย่างหนึ่ง บาลีก็อย่างนี้เหมือนกัน ความว่า มีปีกทั้งสองข้างเช่นกับทอง. บทว่า ตมสา ได้แก่ ในความมืด อีกอย่างหนึ่ง บาลีก็อย่างนี้เหมือนกัน. นอักษร ข้างต้นเชื่อมความกับบทนี้. บทว่า กตํ ความว่า ประหนึ่งว่ากระทำแล้ว มีคำกล่าวอธิบายว่า เมื่อท่านจะยอมสละชีวิตก็ตาม ชีวิตของเราก็ไม่รอดแน่ การสละชีวิตของท่านนั้น จึงชื่อว่าไม่ประจักษ์คุณเพราะไม่ได้รับประโยชน์แม้สักน้อยหนึ่งเลย เปรียบเหมือนคนตาบอด กระทำในที่มืด. ท่านมายอมเสียสละชีวิตในการเสียสละอันไม่ประจักษ์คุณของท่านเช่นนี้ จะพึงยังประโยชน์อะไรให้รุ่งเรืองได้. บทว่า ธมฺโม อปจิโต สนฺโต ความว่า ธรรมที่บุคคลบูชาแล้ว นับถือแล้ว เคารพแล้ว. บทว่า อตฺถํ ทสฺเสติ ได้แก่แสดงถึงความเจริญ. บทว่า อเปกฺขาโน คือพิจารณาอยู่. บทว่า ธมฺมา จตฺถํ ความว่า อนึ่งข้าพระองค์เห็นอยู่ ซึ่งประโยชน์อันตั้งขึ้นแล้วจากธรรม. บทว่า ภตฺตึ คือความรักเยื่อใย. บทว่า สตํ ธมฺโม คือเป็นสภาวะของบัณฑิตทั้งหลาย. บทว่า โย มิตฺโต ความว่า มิตรใดไม่พึงทอดทิ้งมิตรในเวลาได้รับอันตราย ธรรมนี้แลชื่อว่าเป็นสภาพของมิตรผู้ไม่ทอดทิ้งอยู่นั้น ธรรมของสัตบุรุษทั้งหลายแจ่มแจ้งแล้ว คือปรากฏแล้วโดยแท้. บทว่า กามํ กรสฺสุ ความว่า ท่านจงกระทำตามความปรารถนาของเรา คือตามถ้อยคำของเราที่เราปรารถนาไว้นี้. บทว่า อปิเตฺววํ คเต กาเล ความว่า ก็แลเมื่อกาลเวลาผ่านไปแล้วอย่างนี้ คือเมื่อเราติดบ่วงอยู่ในที่นี้. บทว่า ปรมสํวุตํ คือพึงระแวดระวังอย่างแข็งแรง.
บทว่า อิจฺเจวํ มนฺตยนฺตานํ ได้แก่ กำลังกล่าวขอร้องกันอยู่อย่างนี้ว่า ท่านจงไป เราไม่ไป ดังนี้. บทว่า อริยานํ คือเป็นผู้ประเสริฐด้วยความประพฤติ. บทว่า ปจฺจนิสฺสถ ความว่า นายพรานนุ่งผ้าย้อมฝาดประดับพวงมาลาสีแดง ถือค้อนกำลังเดินมาอยู่ทีเดียว ปรากฏขึ้นแก่หงส์ทั้ง ๒. บทว่า อาตุรานํ คือ ประดุจดังพระยามัจจุราชปรากฏแก่คนไข้ทั้งหลาย ฉะนั้น. บทว่า อภิสิญฺจิกฺข ความว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สุวรรณหงส์แม้ทั้งสองเหล่านั้นเห็นศัตรูเดินมาอยู่. บทว่า หิตา ได้แก่ เป็นผู้อุดหนุนกัน มีจิตรักใคร่สนิทสนมซึ่งกันและกันมาเป็นเวลาช้านาน. บทว่า น จลญฺเจสุํ ได้แก่มิได้เคลื่อนจากที่ คงเกาะอยู่ตามเดิมทีเดียว. ด้วยว่า สุมุขหงส์คิดว่า นายพรานนี้มาแล้ว ถ้าต้องการประหารก็จงประหารเราก่อน จึงนั่งเกาะบังพระมหาสัตว์ไว้เบื้องหลัง. บทว่า ธตรฏฺเ หมายเอาหมู่หงส์ธตรฐทั้งหลาย. บทว่า สมุฑฺเฑนฺเต ความว่า นายพรานเห็นหงส์นั้นกำลังเดินกลับไปกลับมาข้างโน้นข้างนี้เพราะกลัวตาย. บทว่า อาสชฺช ได้แก่ เข้าไปจนใกล้หงส์ทั้งสองนอกนี้. บทว่า ปจฺจกมฺปิตฺถ ได้แก่ นายพรานคิดใคร่ครวญอยู่ว่า หงส์นั้นติดบ่วงหรือยังไม่ติด จึงค่อย ๆ ย่อง คือลดความเร็วเสียแล้วได้ค่อย ๆ เดินไป. บทว่า อาสชฺช พนฺธํ ความว่า นายพรานเห็นสุมุขหงส์เกาะอยู่ใกล้พระมหาสัตว์ซึ่งติดบ่วงอยู่. บทว่า อาทีนวํ ได้แก่ นายพรานเห็นพระมหาสัตว์ซึ่งเป็นโทษทีเดียวมองดูอยู่. บทว่า วิมโต ความว่า นายพรานนั้นเกิดความสงสัยขึ้นว่า เหตุไรหนอ หงส์ตัวทีไม่ติดบ่วงจึงได้เกาะอยู่ใกล้ชิดกับตัวที่ติดบ่วงเราจักถามดูให้รู้เหตุ. บทว่า ปณฺฑเร หมายเอาสุมุขหงส์นั้น อีกอย่างหนึ่งอธิบายว่า เป็นสัตว์บริสุทธิ์ปราศจากเครื่องเศร้าหมอง คือ มีสีเหมือนทองที่เขาหลอมไว้ดีแล้ว. บทว่า ปวฑฺฒกาเย ได้แก่ มีร่างกายอันเติบโตแล้วมีร่างกายใหญ่โต. คำว่า ยนฺนู หมายเอาหงส์ตัวที่ติดบ่วงใหญ่นี้. บทว่า ทิสํ น กุรุเต อธิบายว่า ไม่ยอมคบแม้สักทิศหนึ่ง การกระทำดังนั้นเป็นการสมควรแล้ว. บทว่า พลี คือเป็นสัตว์สมบูรณ์ด้วยกำลัง. นายพรานย่อมเรียกหงส์นั้นว่า สัตว์มีปีก. บทว่า โอหาย คือทิ้งไปแล้ว. บทว่า ยนฺติ ความว่าฝูงหงส์ที่เหลือพากันบินไปหมด. บทว่า อวหียสิ แปลว่า เหลืออยู่. บทว่า ทิชามิตฺต คือ ไม่เป็นมิตรแก่พวกนกทั้งหลาย. บทว่า ยาว กาลสฺส ปริยายํ ได้แก่ จนกว่าวาระสุดท้ายแห่งความตายจะมาถึง. บทว่า กถํ ปนายํ ความว่า ท่านกล่าวว่า พญาหงส์นั้นเป็นพระราชาของท่าน ธรรมดาว่าพระราชาทั้งหลายย่อมเป็นบัณฑิต ก็พระราชาของท่านเป็นบัณฑิต แม้ด้วยประการฉะนี้เพราะเหตุไร จึงมิได้เห็นบ่วงที่ดักไว้ เพราะว่าธรรมดาอันนี้ ย่อมเป็นบทอธิบายว่า ขึ้นชื่อว่า ความรู้สึกในอันตรายของตน ย่อมเป็นบท คือเป็นเหตุของบุคคลทั้งหลาย ผู้ถึงแล้วซึ่งความเป็นผู้ใหญ่ด้วยยศ หรือความเป็นผู้ใหญ่ด้วยความรู้ เพราะฉะนั้น บัณฑิตเหล่านั้น จึงควรรู้ถึงอันตราย. บทว่าปราภโว คือ ความไม่เจริญ. บทว่า อาสชฺชาปิ คือ ถึงหากจะเข้าไปจนใกล้ชิดก็ไม่รู้สึกตัว. บทว่า ตตา คือ ล่อไว้ ซุ่มไว้. บทว่า คุยฺหมาสชฺช ความว่า บรรดาบ่วงเหล่านั้น บ่วงใดที่อำพรางไว้คือลวงไว้ สัตว์ทั้งหลายเข้าใกล้บ่วงนั้น ย่อมถูกรัดรึง. บทว่า อเถวํ ความว่า เมื่อถึงคราวสิ้นชีวิตอย่างนี้ สัตว์ทั้งหลายย่อมถูกรึงรัดติดอยู่เป็นแน่แท้ทีเดียว.
สุมุขหงส์นั้น กระทำนายพรานให้เป็นผู้มีน้ำใจอ่อน ด้วยการเจรจาปราศรัยด้วยประการฉะนี้แล้ว เพื่อจะขอชีวิตของพระมหาสัตว์ จึงกล่าวคาถาว่า
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๖๒ หน้า ๓๓๖–๓๗๓ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
อสีตินิบาตชาดก ๓๖ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๓๖ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
บาลีอักษรโรมัน ฉบับสยามรัฐ
Sumukha anupacinantā pakkamanti vihaṅgamā gaccha tuvaṃpi mā kaṅkhi natthi bandhe 1- sahāyatā.
|164.1| Gacche vāhaṃ na vā gacche na tena amaro siyaṃ sukhitantaṃ upāsitvā dukkhitantaṃ kathaṃ jahe. |164.2| Maraṇaṃ vā tayā saddhiṃ jīvitaṃ vā tayā vinā tadeva maraṇaṃ seyyo yañce jīve tayā vinā. |164.3| Nesa dhammo mahārāja yantaṃ evaṃ gataṃ jahe yā gati tuyhaṃ sā mayhaṃ ruccate vihagādhipa.
|165.1| Kā nu pāsena bandhassa 2- gati aññā mahānasā sā kathaṃ cetayānassa muttassa tava ruccati. |165.2| Kaṃ vā tvaṃ passase atthaṃ mama tuyhañca pakkhima ñātīnaṃvāvasiṭṭhānaṃ ubhinnaṃ jīvitakkhaye. |165.3| Yanna kañcanadvepiccha 3- andhena tamasā kataṃ tādise sañcajaṃ pāṇaṃ kimatthamabhijotaye 4- .
|166.1| Kathaṃ nu patataṃ seṭṭha dhamme atthaṃ na bujjhasi dhammo apacito santo atthaṃ dasseti pāṇinaṃ. |166.2| Sohaṃ dhammaṃ apekkhāno dhammā catthaṃ samuṭṭhitaṃ @Footnote: 1 Ma. baddhe . 2 Ma. baddhassa . 3 Ma. kañcanadepiñcha . 4 Ma. kamattha .... Bhattiñca tayi sampassaṃ nāvakaṅkhāmi jīvitaṃ. |166.3| Addhā eso sataṃ dhammo yo mitto mittamāpade na caje jīvitassāpi hetu dhammamanussaraṃ.
|167.1| Svāyaṃ dhammo ca te ciṇṇo bhatti ca viditā mayi kāmaṃ karassu mayhetaṃ gacchevānumato mayā. |167.2| Apitvevaṃ gate kāle yaṃ khaṇḍaṃ 1- ñātinaṃ mayā tayā taṃ buddhisampanna 2- assa paramasaṃvutaṃ.
|168.1| Iccevaṃ mantayantānaṃ ariyānaṃ ariyavuttinaṃ paccadissatha nesādo āturānamivantako. |168.2| Te sattumabhisañcikkha dīgharattaṃ hitā dijā tuṇhī māsittha ubhayo na sañcalesumāsanā. |168.3| Dhataraṭṭhe ca disvāna samuḍḍente tato tato abhikkamatha vegena dijasattu dijādhipe. |168.4| So ca vegenabhikkamma āsajja parame dije paccakampittha 3- nesādo bandhā iti vicintayaṃ. |168.5| Ekañca bandhamāsīnaṃ abandhañca punāparaṃ āsajja bandhamāsīnaṃ pekkhamānamadīnavaṃ. |168.6| Tato so vimatoyeva paṇḍare ajjhabhāsatha pavaḍḍhakāye āsīne dijasaṅghagaṇādhipe. |168.7| Yannu pāsena mahatā bandho na kurute disaṃ @Footnote: 1 Sī. baddhaṃ. Yu. bandhaṃ . 2 Ma. buddhisampannaṃ . 3 Ma. paccakamittha. Atha kasmā abandho tvaṃ balī pakkhī na gacchasi. |168.8| Kiṃ nu tyāyaṃ dijo hoti mutto bandhaṃ upāsasi ohāya sakuṇā yanti kiṃ eko avahīyasi.
Rājā me so dijāmitta sakhā pāṇasamo ca me neva naṃ vijahissāmi yāva kālapariyāyaṃ 1- .
Kathaṃ panāyaṃ vihaṅgo nāddasa pāsamoḍḍitaṃ padaṃ hetaṃ mahantānaṃ boddhumarahanti āpadaṃ.
Yadā parābhavo hoti poso jīvitasaṅkhaye atha jālañca pāsañca āsajjāpi na bujjhati.
Api tveva mahāpañña pāsā bahuvidhā katā guyhamāsajja 2- bajjhanti athevaṃ jīvitakkhaye.
Api nāyaṃ tayā saddhiṃ saṃvāsassa 3- sukhudrayo api no anumaññāsi api no jīvitaṃ dade.
Na ceva me tvaṃ bandhosi napi icchāmi te vadhaṃ kāmaṃ khippamito gantvā jīva tvaṃ anigho ciraṃ.
|175.1| Nevāhametamicchāmi aññatretassa jīvitā sace ekena tuṭṭhosi muñcetaṃ mañca bhakkhaya. |175.2| Ārohapariṇāhena tulyasmā vayasā ubho na te lābhena jinatthi 4- etena niminā tuvaṃ. @Footnote: 1 kālaparissayantipi . 2 Sī. Yu. gūḷhamāsajja . 3 Sī. Yu. sambhāsassa. @ 4 Ma. jīvatthi. onatātipi. |175.3| Tadiṅgha samapekkhassu 1- hotu giddhi tavasmasu 2- maṃ pubbe bandhapāsena pacchā muñca dijādhipaṃ. |175.4| Tāvadeva ca te lābho katassa 3- yācanāya ca mitti ca dhataraṭṭhehi yāva jīvāya te siyā.
|176.1| Passantu no mahāsaṅghā tayā muttaṃ ito gataṃ mittāmaccā ca bhaccā ca puttadārā ca bandhavā. |176.2| Na ca te tādisā mittā bahūnaṃ idha vijjare yathā tvaṃ dhataraṭṭhassa pāṇasādhāraṇo sakhā. |176.3| So te sahāyaṃ muñcāmi hoti rājā tavānugo kāmaṃ khippamito gantvā ñātimajjhe virocatha.
|177.1| So patīto pamuttena bhattunā bhattugāravo ajjhabhāsatha vaṅkaṅgo vācaṃ kaṇṇasukhaṃ bhaṇaṃ |177.2| evaṃ luddaka nandassu saha sabbehi ñātibhi yathāhamajja nandāmi muttaṃ disvā dijādhipaṃ.
|178.1| Ehi taṃ anusikkhāmi yathā tvamapi lacchase lābhaṃ tavāyaṃ dhataraṭṭho pāpaṃ kiñci na dakkhati. |178.2| Khippamantepuraṃ gantvā 4- rañño dassehi no ubho abandhe pakatībhūte kāje ubhayato ṭhite. |178.3| Dhataraṭṭhā mahārāja haṃsādhipatino ime @Footnote: 1 Sī. Yu. samavekkhassu . 2 Ma. tavamhasu . 3 Ma. katāssa . 4 Ma. netvā. Ayaṃ hi rājā haṃsānaṃ ayaṃ senāpatītaro. |178.4| Asaṃsayaṃ imaṃ disvā haṃsarājaṃ narādhipo patīto sumano vitto bahuṃ dassati te dhanaṃ.
|179.1| Tassa taṃ vacanaṃ sutvā kammunā upapādayi khippamantepuraṃ gantvā rañño haṃse adassayi abandhe pakatībhūte kāje ubhayato ṭhite. |179.2| Dhataraṭṭhā mahārāja haṃsādhipatino ime ayaṃ hi rājā haṃsānaṃ ayaṃ senāpatītaro.
Kathaṃ panime vihaṅgā tava hatthatthamāgatā 1- kathaṃ luddo mahantānaṃ issare idha ajjhagā.
|181.1| Vihitā santime pāsā pallalesu janādhipa yaṃ yadāyatanaṃ maññe dijānaṃ pāṇarodhanaṃ. |181.2| Tādisaṃ pāsamāsajja haṃsarājā abajjhatha taṃ abandho upāsīno mamāyaṃ ajjhabhāsatha. |181.3| Sudukkaraṃ anariyehi dahate bhāvamuttamaṃ bhatturatthe parakkanto dhammayutto vihaṅgamo. |181.4| Attanoyaṃ 2- cajitvāna jīvitaṃ jīvitāraho anutthunanto āsīno bhattu yācittha jīvitaṃ. |181.5| Tassa taṃ vacanaṃ sutvā pasādamahamajjhagā tato naṃ pāmuciṃ pāsā anuññāsiṃ sukhena ca. @Footnote: 1 Ma. hatthattamāgatā . 2 Ma. attanāyaṃ. |181.6| So patīto pamuttena bhattunā bhattugāravo ajjhabhāsatha vaṅkaṅgo vācaṃ kaṇṇasukhaṃ bhaṇaṃ. |181.7| Evaṃ luddaka nandassu saha sabbehi ñātibhi yathāhamajja nandāmi muttaṃ disvā dijādhipaṃ. |181.8| Ehi taṃ anusikkhāmi yathā tvamapi lacchase lābhaṃ tyāyaṃ 1- dhataraṭṭho pāpaṃ kiñci na dakkhati. |181.9| Khippamantepuraṃ gantvā 2- rañño dassehi no ubho abandhe pakatībhūte kāje ubhayato ṭhite. |181.10| Dhataraṭṭhā mahārāja haṃsādhipatino ime ayañhi rājā haṃsānaṃ ayaṃ senāpatītaro. |181.11| Asaṃsayaṃ imaṃ disvā haṃsarājaṃ narādhipo patīto sumano vitto bahuṃ dassati te dhanaṃ. |181.12| Evametassa vacanā ānītāme ubho mayā ettheva hi ime assu 3- ubho anumatā mayā. |181.13| Soyaṃ evaṅgato pakkhī dijo paramadhammiko mādisassa hi luddassa janayeyyātha maddavaṃ. |181.14| Upayānañca te deva nāññaṃ passāmi edisaṃ sabbasākuṇikagāme 4- taṃ passa manujādhipa.
|182.1| Disvā nisinnaṃ rājānaṃ pīṭhe sovaṇṇaye subhe ajjhabhāsatha vaṅkaṅgo vācaṃ kaṇṇasukhaṃ bhaṇaṃ. @Footnote: 1 Ma. tavāyaṃ . 2 Ma. netvā . 3 Ma. āsuṃ . 4 Ma...kuṇikāgāme. |182.2| Kacci nu bhoto kusalaṃ kacci bhoto anāmayaṃ kacci raṭṭhamidaṃ phītaṃ dhammena manusāsasi.
Kusalañceva me haṃsa atho haṃsa anāmayaṃ atho raṭṭhamidaṃ phītaṃ dhammena manusāsahaṃ.
Kacci nu te 1- amaccesu doso koci na vijjati kacci ca te tavatthesu nāvakaṅkhanti jīvitaṃ.
Athopi me amaccesu doso koci na vijjati athopi te mamatthesu nāvakaṅkhanti jīvitaṃ.
Kacci te sādisī bhariyā assavā piyabhāṇinī puttarūpayasūpetā tava chandavasānugā.
Atho me sādisī bhariyā assavā piyabhāṇinī puttarūpayasūpetā mama chandavasānugā.
|188.1| Bhavannu 2- kacci nu mahā- sattuhatthatthataṃ 3- gato dukkhamāpajja 4- vipulaṃ tasmiṃ paṭhamamāpade. |188.2| Kacci yannāpatitvāna daṇḍena samapothayi evametesaṃ jammānaṃ pātikaṃ bhavati tāvade.
|189.1| Khemamāsi mahārāja evamāpariyāsati 5- na cāyaṃ kiñcirasmāsu sattūva samapajjatha. |189.2| Paccakampittha 6- nesādo pubbeva ajjhabhāsatha tadāyaṃ sumukhoyeva paṇḍito paccabhāsatha. @Footnote: 1 Ma. kacci bhoto . 2 Ma. bhavantaṃ. Sī. Yu. bhavaṃ tu . 3 Ma. ...sattuhatthattaṃ. @ 4 Ma. dukkhamāpajji . 5 Ma. evamāpadiyā sati . Sī. Yu. evamāpadi saṃsati. @ 6 Ma. paccakamittha. |189.3| Tassa taṃ vacanaṃ sutvā pasādamayamajjhagā tato maṃ pāmuci pāsā anuññāsi sukhena ca. |189.4| Idañca sumukheneva etadatthāya cintitaṃ bhoto sakāse āgamanaṃ etassa dhanamicchatā.
Svāgatañcevidaṃ bhavataṃ patīto casmi dassanā eso cāpi bahuvittaṃ labhataṃ yāvadicchati.
Santappayitvā nesādaṃ bhogehi manujādhipo ajjhabhāsatha vaṅkaṅgo 1- vācaṃ kaṇṇasukhaṃ bhaṇaṃ.
|192.1| Yaṃ khalu dhammamādhīnaṃ vaso vattati kiñci naṃ 2- sabbatthissariyaṃ bhavataṃ pasāsatha yadicchatha. |192.2| Dānatthaṃ upabhottuṃ vā yañcaññaṃ upakappati etaṃ dadāmi vo vittaṃ issariyaṃ vissajāmi vo.
Yathā ca myāyaṃ sumukho ajjhabhāseyya paṇḍito kāmasā buddhisampanno tamassa 3- paramappiyaṃ.
|194.1| Ahaṃ khalu mahārāja nāgarājārivantaraṃ paṭivattuṃ na sakkomi na me so vinayo siyā. |194.2| Amhākañceva so 4- seṭṭho tvañca uttamasattavo bhūmipālo manussindo pūjā bahūhi hetubhi. |194.3| Tesaṃ ubhinnaṃ bhaṇataṃ vattamāne vinicchaye nantaraṃ 5- paṭivattabbaṃ pessena manujādhipa. @Footnote: 1 Ma. vakukaṅgaṃ . 2 Ma. kiñcanaṃ . 3 Ma. taṃ myāssa . 4 Sī. Yu. yo. @ 5 Sī. Yu. nāntaraṃ.
|195.1| Dhammena kira nesādo paṇḍito aṇḍajo iti na heva akatattassa nayo etādiso siyā. |195.2| Evaṃ aggapakatimā evaṃ uttamasattavo yāvatatthi mayā diṭṭhā nāññaṃ passāmi edisaṃ. |195.3| Tuṭṭhosmi vo pakatiyā vākyena madhurena ca eso cāpi mamacchando ciraṃ passeyya vo ubho.
|196.1| Yaṃ kiccaṃ parame mitte katamasmāsu taṃ tayā pattā nissaṃsayaṃ tyamhā bhattirasmāsu yā tava. |196.2| Aduñca nūna sumahā- ñātisaṅghassamantaraṃ adassanena asmākaṃ dukkhaṃ bahūsu pakkhisu. |196.3| Tesaṃ sokavighātāya tayā anumatā mayaṃ taṃ padakkhiṇato katvā ñātī passemurindama. |196.4| Addhāhaṃ vipulaṃ pītiṃ bhavataṃ vindāmi dassanā eso vāpi mahāattho ñātivissāsanā siyā.
|197.1| Idaṃ vatvā dhataraṭṭho haṃsarājā narādhipaṃ uttamaṃ javamanvāya ñātisaṅghamupāgamuṃ. |197.2| Te aroge anuppatte disvāna parame dije kekātimakaruṃ haṃsā puthusaddo ajāyatha. |197.3| Te patītā pamuttena bhattunā bhattugāravā samantā parikariṃsu 1- aṇḍajā laddhapaccayā. @Footnote: 1 Ma. parikiriṃsu.
Evaṃ mittavataṃ atthā sabbe honti padakkhiṇā haṃsā yathā dhataraṭṭhā ñātisaṅghamupāgamunti. Cullahaṃsajātakaṃ paṭhamaṃ.
ที่มา: พระไตรปิฎกบาลีอักษรโรมัน ฉบับสยามรัฐ เล่มที่ ๒๘ ข้อ ๑๖๓
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๘