สุธาโภชนชาดก
ว่าด้วยของกินอันเป็นทิพย์
เล่มที่ ๒๘ · ข้อ ๒๔๙ · บรรทัด ๑๕๙๘ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๒
อรรถกถาชาดก ตอนที่ ๑ จาก ๖
เรื่องเล่า
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงพระปรารภภิกษุผู้มีอัธยาศัยในการบำเพ็ญทานรูปหนึ่ง ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า นคุตฺตเม คิริวเร คนฺธมาทเน ดังนี้.
ได้ยินว่า ภิกษุรูปนั้นเป็นกุลบุตรคนหนึ่งในเมืองสาวัตถี ได้ฟังพระธรรมเทศนาของพระศาสดา จิตเลื่อมใสแล้ว จึงออกบวชกระทำศีลให้บริบูรณ์ประกอบด้วยธุดงคคุณ มีเมตตาจิตแผ่ไปในเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลายเป็นผู้ไม่ประมาทในการบำรุงพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ วันละ๓ ครั้ง เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยมรรยาท มีอัธยาศัยชอบในการให้ทานได้บำเพ็ญสาราณียธรรมจนครบบริบูรณ์แล้ว ภิกษุรูปนั้นเมื่อปฏิคาหกทั้งหลายยังมีอยู่ย่อมให้สิ่งของที่ตนได้แล้วจนหมดสิ้น แม้ตนเองถึงกับอดอาหาร เพราะฉะนั้นเธอจึงได้ปรากฏในหมู่ภิกษุว่า เป็นผู้มีอัธยาศัยในการจำแนกทาน ยินดียิ่งในทาน. ต่อมาวันหนึ่ง ภิกษุทั้งหลายสนทนากันในโรงธรรมสภาว่า ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุชื่อโน้นเป็นผู้มีอัทธยาศัยในการจำแนกทาน ยินดียิ่งแล้วในทานตัดความโลภเสียได้แล้ว มีน้ำประมาณเพียงซองมือหนึ่งที่ตนได้มา ก็ถวายแก่เพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลายจนหมด เธอมีอัธยาศัยดุจพระโพธิสัตว์ พระศาสดาทรงได้ยินถ้อยคำนั้นด้วยพระโสตธาตุเพียงดังทิพย์ จึงเสด็จออกจากพระคันธกุฎีเสด็จมาตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้พวกเธอนั่งประชุมสนทนากันด้วยเรื่องอะไร เมื่อภิกษุเหล่านั้นกราบทูลให้ทรงทราบแล้ว จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุนี้เมื่อชาติก่อน เป็นผู้ไม่ให้ทานเป็นประจำเป็นผู้ตระหนี่ ไม่ให้ของอะไร ๆ แก่ใคร ๆ แม้หยาดน้ำมันด้วยปลายหญ้าต่อมาเราได้ทรมานเธอกระทำให้หมดพยศ พรรณนาผลแห่งทาน ให้ตั้งอยู่ในทานแล้ว เธอได้รับพรในสำนักแห่งเราว่า แม้ได้น้ำมาเล็กน้อยเพียงซองมือหนึ่ง ยังมิได้ให้ทานแล้ว ก็จักไม่ดื่มน้ำนั้น ด้วยผลแห่งการที่ได้รับพรในสำนักของเรานี้ เธอจึงเป็นผู้มีอัธยาศัยในการจำแนกทาน เป็นผู้ยินดียิ่งแล้วในทานครั้นตรัสฉะนี้แล้ว ทรงดุษณีภาพนิ่งอยู่ เมื่อพวกภิกษุผู้ฉลาดด้วยอนุสนธิในเรื่องเทศนาเหล่านั้น กราบทูลอาราธนา จึงทรงนำอดีตนิทานมาตรัสดังต่อไปนี้
ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติ ในพระนครพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดเป็นคฤหบดีคนหนึ่ง เป็นผู้มั่งคั่งมีทรัพย์มากมีโภคสมบัติประมาณ ๘๐ โกฏิ ภายหลังพระราชาได้ทรงพระราชทานตำแหน่งเศรษฐีแก่พระโพธิสัตว์นั้น เศรษฐีนั้นได้เป็นผู้อันพระราชาทรงบูชาแล้วและอันชาวเมืองชาวชนบทนับถือบูชาแล้ว วันหนึ่ง เธอแลดูสมบัติของตนแล้วคิดว่า ยศนี้เรามิได้นอนหลับอยู่ได้แล้ว หรือว่าเราทำกายที่จริตเป็นต้นไว้ในอดีตภพแล้วได้มาก็หามิได้ เขาบำเพ็ญกายสุจริตเป็นต้นให้บริบูรณ์แล้วจึงได้มา แม้ในอนาคตกาลเล่า เราก็ควรจะกระทำที่พึ่งของเรา เธอจึงไปยังสำนักของพระราชากราบทูลว่า ขอเดชะ ทรัพย์ในเรือนของข้าพระองค์มีอยู่ถึง ๘๐โกฏิ ขอพระองค์จงรับทรัพย์นั้นไว้ เมื่อพระราชาตรัสสั่งว่า เราไม่มีความต้องการทรัพย์ของท่าน ทรัพย์ของเราก็มากมายอยู่แล้ว ตั้งแต่นี้ไป ท่านปรารถนาสิ่งใด ก็จงถือเอาสิ่งนั้นเถิด จึงกราบทูลว่า ขอเดชะ ข้าพระองค์จะได้ให้ทรัพย์ของข้าพระองค์เป็นประโยชน์อย่างไรดีหนอ ลำดับนั้น พระราชาจึงตรัสว่า ท่านจงกระทำตามความพอใจเถิด ดังนี้ เธอจึงให้สร้างศาลาทานขึ้น ๖ แห่ง คือที่ประตูพระนคร ๔ แห่ง ที่ท่ามกลางพระนคร ๑ แห่ง และที่ประตูเรือนของตน ๑ แห่ง กระทำการบริจาคทรัพย์วันละหกแสน บำเพ็ญมหาทานอยู่ทุก ๆ วัน เธอให้ทานอยู่อย่างนี้จนตลอดชีวิต แล้วสั่งสอนพวกลูก ๆ ว่า เจ้าอย่าได้ตัดทานวงศ์นี้ของเราเสีย ครั้นสิ้นชีวิตแล้วได้ไปบังเกิดเป็นท้าวสักกเทวราช แม้บุตรของเศรษฐีนั้นก็ให้ทานเหมือนบิดาฉะนั้น ครั้นทำลายขันธ์ก็ไปบังเกิดเป็นพระจันทเทพบุตร บุตรของพระจันทเทพบุตรก็บำเพ็ญทานเหมือนบิดา ได้บังเกิดเป็นสุริยเทพบุตรแล้ว บุตรแห่งสุริยเทพบุตรนั้นบำเพ็ญทานเหมือนบิดาก็ได้บังเกิดเป็นพระมาตลีเทพบุตร บุตรแห่งพระมาตลีก็บำเพ็ญทานเหมือนบิดา บังเกิดเป็นปัญจสิขเทพบุตร.
ส่วนบุตรคนที่ ๖ แห่งปัญจสิขเทพบุตรนั้นได้เป็นเศรษฐีมีนามว่ามัจฉริยโกสิยะ มีทรัพย์สมบัติถึง ๘๐ โกฏิ เศรษฐีนั้นเป็นคนตระหนี่เหนียวแน่นมานึกว่า บิดาและปู่ของเราเป็นคนพาล ทิ้งทรัพย์ที่แสวงหามาด้วยความลำบากเสียแล้ว ส่วนเราจักรักษาทรัพย์ไว้ จักไม่ให้อะไร ๆ แก่ใคร ๆ เลย จึงให้รื้อโรงทานทั้ง ๖ แห่งนั้นเผาไฟเสียสิ้น ลำดับนั้น พวกยาจกมาประชุมกันที่ประตูเรือนของเศรษฐีนั้น ยกแขนทั้งสองขึ้นร้องคร่ำครวญด้วยเสียงอันดังว่า ข้าแต่มหาเศรษฐีขอท่านจงอย่ากระทำทานวงศ์แห่งบิดาและปู่ของตนให้ฉิบหายเสียเลยท่านจงให้ทานเถิด มหาชนได้ยินก็พากันติเตียนเศรษฐีนั้นว่า มัจฉริยโกสิยเศรษฐีตัดทานวงศ์ของตนเสียแล้ว เศรษฐีนั้นก็มีความละอายได้ตั้งคนรักษาไว้เพื่อคอยห้ามยาจกผู้มาที่ประตูเรือน พวกยาจกเหล่านั้นหมดที่พึ่งก็มิได้มองดูประตูเรือนของเศรษฐีนั้นอีกเลย จำเดิมแต่นั้นมา เขาก็รวบรวมทรัพย์เองทีเดียว ไม่บริโภคด้วยตนเอง ทั้งไม่ให้บุตรและภรรยาเป็นต้นบริโภคอีกด้วย ตนเองบริโภคข้าวปลายเกรียนปนรำ มีน้ำส้มพะอูมเป็นกับข้าว นุ่งผ้าเนื้อหยาบที่ช่างหูกทอสักว่าเป็นดังรากไม้ผลไม้ กั้นร่มใบตาล ใช้รถเก่าคร่ำคร่าเทียมด้วยโคแก่เป็นยานพาหนะ ทรัพย์อันเป็นของเศรษฐีผู้เป็นอสัตบุรุษนั้นได้เป็นดังสุนัขได้ผลมะพร้าวด้วยประการฉะนี้.
วันหนึ่ง มัจฉริยโกสิยเศรษฐีนั้น เมื่อจะไปสู่ที่เฝ้าพระราชาคิดว่าเราจะไปชวนอนุเศรษฐีไปด้วย จึงได้ไปยังเรือนของอนุเศรษฐีนั้น ในขณะนั้น อนุเศรษฐีแวดล้อมด้วยบุตรธิดา กำลังบริโภคข้าวปายาสที่ปรุงด้วยของที่เจือด้วยเนยใสใหม่ น้ำผึ้งสุกและน้ำตาลกรวด อนุเศรษฐีนั้นครั้นเห็นมัจฉริยโกสิยเศรษฐีมาจึงลุกจากอาสนะ กล่าวว่า เชิญท่านมหาเศรษฐีมานั่งที่บัลลังก์นี้ เชิญบริโภคข้าวปายาสด้วยกัน มหาเศรษฐีพอเห็นข้าวปายาสนั้นก็เกิดน้ำลายไหล อยากจะใคร่บริโภคบ้าง แต่มาคิดอย่างนี้ว่า ถ้าเราบริโภคเราก็จะต้องกระทำสักการะตอบแทนในเวลาที่อนุเศรษฐีไปยังเรือนของเรา เมื่อเป็นเช่นนี้ทรัพย์ของเราก็จักพินาศ เราจักไม่บริโภคละ ลำดับนั้นมหาเศรษฐีแม้ถูกอนุเศรษฐีอ้อนวอนอยู่บ่อย ๆ จึงกล่าวกะอนุเศรษฐีนั้นว่า เราพึ่งบริโภคมาเดี๋ยวนี้เอง เรายังอิ่มอยู่ แล้วมิได้ปรารถนาจะบริโภค แต่เมื่ออนุเศรษฐีบริโภคอยู่ มหาเศรษฐีนั่งมองดูอยู่มีน้ำลายไหลออกจากปาก เมื่อเสร็จภัตกิจของอนุเศรษฐี จึงไปยังพระราชนิเวศน์ด้วยกัน กลับจากพระราชนิเวศน์มาถึงเรือนของตน ถูกความอยากในรสแห่งข้าวปายาสบีบคั้นอยู่ จึงคิดว่า ถ้าเราจักพูดว่า เราอยากบริโภคข้าวปายาส มหาชนก็จะพลอยอยากบริโภคกับเราด้วยสิ่งของเป็นอันมากมีข้าวสารเป็นต้นก็จักหมดเปลืองไป เราจักไม่บอกแก่ใคร ๆมหาเศรษฐีนั้นคิดถึงแต่ข้าวปายาสอยู่อย่างเดียว ทำคืนและวันให้ล่วงไป มิได้บอกแก่ใคร ๆ เพราะกลัวทรัพย์จะหมด อดกลั้นความอยากไว้ เมื่อไม่อาจจะอดกลั้นโดยลำดับได้ ก็เป็นผู้มีโรคผอมเหลืองเกิดขึ้น แม้เมื่อเป็นเช่นนี้มหาเศรษฐีก็ไม่บอกใครเพราะกลัวทรัพย์จะหมดไป ในเวลาต่อมาก็เป็นผู้หมดกำลัง จึงเข้าไปสู่ที่นอนแล้วแอบซ่อนนอนอยู่.
ลำดับนั้น ภรรยาจึงเข้าไปใกล้มหาเศรษฐีนั้นแล้วเอามือบีบนวดพลางถามว่า ข้าแต่นาย ท่านไม่สบายเป็นอะไรไปหรือ. ไม่เป็นอะไรหรอกนางผู้เจริญ. ความไม่สบายในร่างกายของท่านเองมีอยู่หรือ. ความไม่สบายในร่างกายของเราก็ไม่มี. ข้าแต่นาย ท่านเป็นผู้ผอมเหลืองเกิดขึ้นแล้วท่านมีความคิดอะไรบ้างหรือ หรือว่าพระราชากริ้วท่านหรือพวกลูก ๆกระทำการดูหมิ่น หรือความอยากอะไรบังเกิดขึ้นแล้วแก่ท่าน. เออความอยากเกิดขึ้นแล้วแก่เรา. ถ้าเช่นนั้นขอท่านจงบอกมาเถิด. ท่านจักอาจรักษาถ้อยคำของเราไว้ได้หรือ. ถ้าเป็นวาจาที่ข้าพเจ้าควรจะรักษา ข้าพเจ้าก็จักรักษาไว้ แม้เมื่อภรรยากล่าวรับรองอยู่อย่างนี้ มหาเศรษฐีก็ไม่อาจจะบอกได้เพราะกลัวเสียทรัพย์ ครั้นถูกภรรยารบเร้าอยู่บ่อย ๆ จึงได้บอกว่าดูก่อนนางผู้เจริญ วันหนึ่ง เราเห็นอนุเศรษฐีบริโภคข้าวปายาสที่ปรุงด้วยของอันเจือด้วยเนยใสใหม่น้ำผึ้งน้ำตาลกรวด จำเดิมแต่วันนั้นมา ก็เกิดอยากจะบริโภคข้าวปายาสอย่างนั้นบ้าง. ดูก่อนท่านผู้เป็นอสัตบุรุษ ตัวท่านยากจนนักหรือ ข้าพเจ้าจักหุงข้าวปายาสให้เพียงพอแก่ชาวพระนครทั้งสิ้น. คราวนั้นได้เป็นดุจดังว่ากาลที่มหาเศรษฐีถูกตีที่ศีรษะด้วยท่อนไม้ เขาโกรธภรรยามากกล่าวว่า เรารู้อยู่ว่าท่านเป็นผู้มีทรัพย์มาก ถ้าว่าทรัพย์ที่นำมาจากเรือนสกุลของท่านมีอยู่ ท่านจงหุงข้าวปายาสแจกแก่ชาวเมืองทั้งหลายเถิด. ถ้าเช่นนั้นข้าพเจ้าจะหุงให้พอแก่ชาวบ้านผู้อยู่ในถนนเดียวกัน. ประโยชน์อะไรด้วยชนเหล่านั้นแก่ท่าน พวกเขาก็จงกินของของตนเองซิ. ถ้าอย่างนั้นข้าพเจ้าจะหุงให้พอแก่ชนผ้อยู่รอบเรือนข้างละเจ็ด ๆ ตั้งแต่เรือนนี้ไป. ท่านจะประโยชน์อะไรด้วยชนเหล่านั้น . ถ้าอย่างนั้น ข้าพเจ้าจะหุงให้เฉพาะท่านและข้าพเจ้าเพียงสองคนเท่านั้น. ตัวท่านเป็นอะไรเล่า ข้าวปายาสนี้ไม่สมควรแก่ท่าน. ครั้นภรรยากล่าวว่า ถ้าอย่างนั้น ข้าพเจ้าจะหุงให้พอแก่ท่านคนเดียวเท่านั้น.
มหาเศรษฐีจึงกล่าวว่า ก็ถ้าท่านจะหุงเฉพาะเราคนเดียวแล้ว จงอย่าหุงในเรือนนี้เลย ด้วยว่าเมื่อท่านหุงในเรือนนี้ ชนมากมายก็คอยหวังจะบริโภคก็ท่านจงเอาแป้งข้าวสารของเราแบ่งออกเป็น ๔ ส่วน น้ำตาลกรวดสักหยิบมือหนึ่ง นมเนยและน้ำผึ้งอย่างละขวดกับภาชนะสำหรับหุงใบหนึ่งให้แก่เรา เราจักเข้าไปสู่ป่า หุงในที่นั้นแล้วบริโภค ภรรยาได้กระทำตามคำสั่งทุกประการ เศรษฐีให้คนใช้เอาผ้าห่อของนั้นทั้งหมดแล้วให้ถือไปส่ง แล้วกล่าวว่า เจ้าจงไปยืนอยู่ในที่โน้น ส่งคนใช้ไปข้างหน้าแล้วไปแต่ผู้เดียว เอาผ้าคลุมแปลงเพศไม่ให้ใครรู้จักไปถึงที่ป่านั้น ให้คนใช้ทำเตาที่โคนกอไม้แห่งหนึ่งริมแม่น้ำ ให้หาฟืนและน้ำมาแล้วบอกว่า เจ้าจงไปยืนอยู่ที่หนทางแห่งหนึ่ง ถ้าเห็นใคร ๆ มาพึงให้สัญญาแก่เรา อนึ่ง เมื่อเวลาที่เราร้องเรียกเจ้าจึงค่อยมา ส่งคนใช้ไปแล้วจึงคิดไฟหุงข้าวปายาส.
ในขณะนั้น ท้าวสักกเทวราชทรงทอดพระเนตรสิริสมบัติของพระองค์อย่างนี้คือ เทพนครอันประดับแล้วประมาณหมื่นโยชน์ ถนนแล้วด้วยทองคำหกสิบโยชน์ เวชยันตปราสาทสูงพันโยชน์ สุธรรมาสภากว้างห้าร้อยโยชน์ อาสน์หินอ่อนมีสีเหลืองดุจผ้ากัมพลเหลืองกว้างใหญ่หกสิบโยชน์เศวตฉัตรมีพวงดอกไม้ทองเวียนรอบห้าร้อยโยชน์ นางเทพอัปสรนับได้สองโกฏิครึ่ง และอัตภาพอันประดับตกแต่งแล้ว ครั้นทรงเห็นฉะนี้จึงใคร่ครวญว่ายศนี้เราได้มาเพราะกระทำอะไรหนอ จึงได้ทรงเห็นทานที่พระองค์บำเพ็ญให้เป็นไป เมื่อเป็นเศรษฐีในเมืองพาราณสี ในลำดับนั้น จึงทรงตรวจดูต่อไปว่าชนทั้งหลายมีบุตรของเราเป็นต้นเกิดแล้วในที่ไหน ได้ทอดพระเนตรเห็นที่เกิดของชนทั้งปวงคือ บุตรของเราได้เกิดเป็นจันทเทพบุตร บุตรของจันทเทพบุตรเกิดเป็นสุริยะ บุตรของสุริยะเกิดเป็นมาตลี บุตรของมาตลีเกิดเป็นปัญจสิขคันธัพพเทพบุตร จึงทรงตรวจดูต่อไปว่า บุตรของปัญจสิขเทพบุตรเป็นเช่นไร ก็ได้ทรงเห็นบุตรของปัญจสิขเทพบุตรเป็นผู้เข้าไปตัดวงศ์ทานของพระองค์เสีย ลำดับนั้น พระองค์จึงทรงปริวิตกว่า ผู้นี้เป็นอสัตบุรุษ เป็นผู้ตระหนี่ มิได้บริโภคด้วยตนเอง ทั้งไม่ให้แก่ชนเหล่าอื่นด้วย เข้าไปตัดทานวงศ์ของเราเสีย ทำกาลกิริยาแล้วจักไปบังเกิดในนรก เราจักให้โอวาทแก่เขา จักให้ประดิษฐานทานวงศ์ของเราต่อไป จักทำเหตุอันจะให้เขามาเกิดในเทพนครนี้ท้าวเธอจึงให้เรียกจันทเทพบุตรเป็นต้นมา แล้วจึงมีบัญชาสั่งว่า เธอทั้งหลายจงมา เราจักไปยังมนุษยโลกด้วยกัน มัจฉริยโกสิยเศรษฐีเข้าไปตัดวงศ์ของพวกเราเสียแล้ว ให้เผาโรงทานเสียสิ้น ตนเองก็ไม่บริโภค พวกชนเหล่าอื่นก็ไม่ให้เขาเลย ก็บัดนี้เขาเป็นผู้ใคร่จะบริโภคข้าวปายาส คิดว่า เมื่อหุงข้าวปายาสในเรือนก็จะต้องให้ข้าวปายาสแก่คนอื่นบ้าง จึงเข้าป่าหุงกินแต่คนเดียว เราจักทรมานเศรษฐีนี้ กระทำให้รู้จักผลของทานแล้วจักกลับมา ก็แต่ว่าเศรษฐีนี้เมื่อถูกพวกเราทั้งหมดขออยู่พร้อม ๆ กัน ก็จะพึงตายเสียในที่นั้นทีเดียว ในเวลาที่เราไปขอข้าวปายาสนั่งอยู่ก่อนแล้ว พวกท่านพึงแปลงเป็นพราหมณ์ไปขอโดยลำดับเถิด ครั้นสั่งแล้วท้าวเธอก็เนรมิตเพศเป็นพราหมณ์เข้าไปหาเศรษฐีนั้นก่อน แล้วถามว่า หนทางที่จะไปยังเมืองพาราณสีไปทางไหน ท่านผู้เจริญ.
ลำดับนั้น มัจฉริยโกสิยเศรษฐีจึงกล่าวกะท้าวเธอว่า ท่านเป็นคนบ้าหรือ จึงไม่รู้จักแม้จนกระทั่งทางไปเมืองพาราณสี จะมาทำอะไรทางนี้เล่าจงไปทางโน้นซิ ท้าวสักกะทรงสดับถ้อยคำของเขาแล้ว ทำเป็นเหมือนไม่ได้ในตรัสถามว่า ท่านพูดว่าอย่างไร แล้วก็เดินกระเถิบเข้าไปใกล้เขาอีก แม้เศรษฐีนั้นก็ร้องตะโกนว่า แน่ะพราหมณ์หูหนวกคนร้าย ท่านจะมาทำไมทางนี้เล่า จงไปข้างหน้าซิ ลำดับนั้นท้าวสักกะจงกล่าวกะเขาว่า ดูก่อนท่านผู้เจริญ ท่านร้องเอะอะทำไม ควันและไฟยังปรากฏอยู่ ท่านคงหุงข้าวปายาสสุกแล้ว ชะรอยว่าคงจะนิมนต์พราหมณ์ทั้งหลายมาฉันในที่นี้ ในเวลาที่พวกพราหมณ์ฉันแล้วแม้ข้าพเจ้าก็จักพลอยได้บริโภคสักหน่อยหนึ่ง ท่านไม่นิมนต์ข้าพเจ้าบ้างหรือเศรษฐีตอบว่า การนิมนต์พวกพราหมณ์ในที่นี้ไม่มีเลย ท่านจงไปข้างหน้าเถิดท้าวสักกะจึงกล่าวว่า ถ้าอย่างนั้นท่านโกรธข้าพเจ้าทำไม ในเวลาที่ท่านบริโภคแล้ว ข้าพเจ้าก็คงจักได้บริโภคบ้างสักเล็กน้อย ลำดับนั้นเศรษฐีหมายเอาอาหารที่ตนขอภรรยาได้มาแล้ว จึงกล่าวกะท้าวสักกะนั้นว่า ข้าพเจ้าจักไม่ให้แม้เพียงเมล็ดเดียวแก่ท่าน ภัตนี้มีน้อยพอข้าพเจ้าบริโภคเพียงคนเดียวเท่านั้น อนึ่งก็ภัตนี้ข้าพเจ้าก็ต้องขอเขาจึงได้มา ท่านจงแสวงหาอาหารของท่านจากที่อื่นเถิด แล้วกล่าวคาถาว่า
ข้าพเจ้าจะไม่ซื้อ จะไม่ขาย อนึ่ง แม้ความสั่ง สมของข้าพเจ้า ในที่นี้ก็ไม่มีเลย ภัตนมีนิดหน่อย ทั้งหาได้แสนยากยิ่งนัก ข้าวสุกแล่งหนึ่งนิทาพอแก่เรา สองคนไม่.
ท้าวสักกะได้ทรงสดับคำนั้น จึงรับสั่งว่า ข้าพเจ้าจักกล่าวโศลกสักบทหนึ่งด้วยเสียงอันไพเราะให้ท่าน ขอท่านจงฟังโศลกคาถาสรรเสริญคุณนั้น เมื่อเศรษฐีนั้นกำลังคัดค้านห้ามปรามอยู่ที่เดียวว่า ข้าพเจ้ามิได้มีความต้องการด้วยโศลกคาถาสรรเสริญของท่าน ท้าวเธอก็ได้กล่าวคาถาสองคาถาว่า
บุคคลควรแบ่งของน้อยให้ตามน้อย ควรแบ่ง ของส่วนกลางให้ตามส่วนกลาง ควรแบ่งของมากให้ ตามมาก การไม่ให้เสียเลยหาควรไม่ ดูก่อนโกสิยเศรษฐี เพราะเหตุฉะนั้น ข้าพเจ้าจะบอกกะท่าน ท่าน จงขึ้นสู่หนทางของพระอริยเจ้า จงให้ทานและจง บริโภค เพราะผู้บริโภคคนเดียวหาได้ความสุขไม่.
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๖๒ หน้า ๔๖๒–๕๑๓ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
อสีตินิบาตชาดก ๔๗ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๔๗ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
บาลีอักษรไทย ฉบับสยามรัฐ
เนว กีณามิ น ๑ วิกฺกิณามิ น จาปิ เม สนฺนิจโย อิธตฺถิ ๒ สุกิจฺฉรูปํ วติทํ ปริตฺตํ ปตฺโถทโน นาลมยํ ทุวินฺนํ ฯ
อปฺปมฺหา อปฺปกํ ทชฺชา อนุมชฺฌโต มชฺฌกํ พหุมฺหา พหุกํ ทชฺชา อทานํ นุปปชฺชติ ฯ ตํ ตํ วทามิ โกสิย เทหิ ทานานิ ภุญฺช จ อริยมคฺคํ สมารุห ๓ เนกาสี ลภเต สุขํ ฯ
โมฆญฺจสฺส หุตํ โหติ โมฆญฺจาปิ สมีหิตํ อติถิสฺมึ โย นิสินฺนสฺมึ เอโก ภุญฺชติ โภชนํ ฯ ตํ ตํ วทามิ โกสิย เทหิ ทานานิ ภุญฺช จ อริยมคฺคํ สมารุห เนกาสี ลภเต สุขํ ฯ
สจฺจํ ตสฺส หุตํ โหติ สจฺจญฺจาปิ สมีหิตํ อติถิสฺมึ โย นิสินฺนสฺมึ เนโก ภุญฺชติ โภชนํ ฯ ตํ ตํ วทามิ โกสิย เทหิ ทานานิ ภุญฺช จ อริยมคฺคํ สมารุห เนกาสี ลภเต สุขํ ฯ
สรญฺจ ชุหติ โปโส พหุกาย คยาย จ โทเณ ติมฺพรุติตฺถสฺมึ สีฆโสเต มหาวเห ฯ อตฺร จสฺส หุตํ โหติ อตฺร จสฺส สมีหิตํ #๑ ม. นปิ ฯ ๒ ม. จ อตฺถิ ฯ ๓ ม. สมารูห ฯ สี. ยุ. อริยํ มคฺคํ ฯ อิโต ปรํ #อีทิสเมว ฯ อติถิสฺมึ โย นิสินฺนสฺมึ เนโก ภุญฺชติ โภชนํ ฯ ตํ ตํ วทามิ โกสิย เทหิ ทานานิ ภุญฺช จ อริยมคฺคํ สมารุห เนกาสี ลภเต สุขํ ฯ
พลิสํ หิ โส นิคิลติ ๑ ทีฆสุตฺตํ สพนฺธนํ อติถิสฺมึ โย นิสินฺนสฺมึ เอโก ภุญฺชติ โภชนํ ฯ ตํ ตํ วทามิ โกสิย เทหิ ทานานิ ภุญฺช จ อริยมคฺคํ สมารุห เนกาสี ลภเต สุขํ ฯ
อุฬารวณฺณา วต พฺราหฺมณา อิเม อยญฺจ โว สุนโข กิสฺส เหตุ อุจฺจาวจํ วณฺณนิภํ วิกุพฺพติ อกฺขาถ โน พฺราหฺมณา เก นุ ตุเมฺห ฯ
จนฺโท จ สุริโย จ อุโภ อิธาคตา อยํ ปน มาตลิ เทวสารถิ สกฺโกหมสฺมี ติทสานมินฺโท เอโส จ โข ปญฺจสิโขติ วุจฺจติ ฯ
ปาณิสฺสรา มุทิงฺคา จ มุรชาลมฺพรานิ จ สุตฺตเมนํ ปโพเธนฺติ ปฏิพุทฺโธ จ นนฺทติ ฯ
เยเกจิเม มจฺฉริโน กทริยา ปริภาสกา สมณพฺราหฺมณานํ อิเธว นิกฺขิปฺป สรีรเทหํ #๑ สี. ยุ. นิคฺคิลติ ฯ กายสฺส เภทา นิรยํ วชนฺติ ฯ เยเกจิเม สุคติมาสสานา ๑ ธมฺเม ฐิตา สํยเม สํวิภาเค อิเธว นิกฺขิปฺป สรีรเทหํ กายสฺส เภทา สุคตึ วชนฺติ ฯ
ตฺวํ โน ๒ ญาติ ปุริมาสุ ชาติสุ โส มจฺฉรี โกสิโย ๓ ปาปธมฺโม ตเวว อตฺถาย อิธาคตมฺหา มา ปาปธมฺโม นิรยํ อปตฺถ ๔ ฯ
อทฺธา หิ เม เต ๕ หิตกามา ยํ มํ สมนุสาสถ โสหํ ตถา กริสฺสามิ สพฺพํ วุตฺตํ หิเตสิภิ ฯ เอโสหมชฺเชว อุปารมามิ น จาปิหํ กิญฺจิ กเรยฺย ปาปํ น จาปิ เม กิญฺจิ อเทยฺยมตฺถิ น จาปิทตฺวา อุทกํ ปิวามิ ๖ ฯ เอวญฺจ เม ททโต สพฺพกาลํ โภคาปิ เม ๗ วาสว ขียิสฺสนฺติ ตโต อหํ ปพฺพชิสฺสามิ สกฺก หิตฺวา กามานิ ยโถธิกานิ ฯ
นคุตฺตเม คิริวเร คนฺธมาทเน #๑ ม. สุคฺคติมาสมานา ฯ ๒ ม. โนสิ ฯ ๓ ม. โรสโก ฯ ๔ ม. คมิตฺถ ฯ #๕ ม. มํ โว ฯ ๖ สี. อุทกมฺปหํ ปิเพ ฯ ๗ ม. โภคา อิเม ฯ โมทนฺติ ตา เทววราภิปาลิตา อถาคมา อิสิวโร สพฺพโลกคู สุปุปฺผิตํ ทุมวรสาขมาทิย ฯ สุจึ สุคนฺธํ ติทเสหิ สกฺกตํ ปุปฺผุตฺตมํ อมรวเรภิ เสวิตํ อลทฺธมญฺเญหิ ว ทานเวหิ ๑ อญฺญตฺร เทเวหิ ตทารหํ หิตํ ๒ ฯ ตโต จตสฺโส กนกตฺตจูปมา อุฏฺฐาย นาริโย ปมทาธิปา มุนึ อาสา จ สทฺธา จ สิรี ตโต หิรี อิจฺจพฺรวว นารทํ เทวพฺราหฺมณํ ฯ สเจ อนุทฺทิฏฺฐํ ตยา มหามุนิ ปุปฺผํ อิทํ ปาริฉตฺตสฺส พฺรหฺเม ททาหิ โน สพฺพา คติ เต อิชฺฌตุ ตฺวํปิ โน โหหิ ยเถว วาสโว ฯ ตํ ยาจมานาภิสเมกฺข นารโท อิจฺจาพฺรวี สงฺกลหํ อุทีรยิ น มยฺหมตฺถตฺถิ อิเมหิ โกจิ นํ ยาเยว โว เสยฺยสิ สา ปิลนฺธตุ ฯ
ตฺวํ โนตฺตเมวาภิสเมกฺข นารท #๑ ม. อลทฺธ มจฺเจหิ ว ทานเวหิ วา ฯ ๒ ม. หิทํ ฯ ยสฺสิจฺฉสิ ตสฺสมนุปฺปเวจฺฉสุ ยสฺสา หิ โน นารท ตฺวํ ปทสฺสสิ สาเยว โน เหหิติ เสฏฺฐสมฺมตา ฯ
อกลฺลเมตํ วจนํ สุคตฺเต โก พฺราหฺมโณ โก กลหํ ๑ อุทีรเย คนฺตฺวาน ภูตาธิปเมว ปุจฺฉถ สเจ น ชานาถ อิธุตฺตมธมฺมํ ฯ
ตา นารเทน ปรมปฺปโกปิตา อุทีริตา วณฺณมเทน มตฺตา สกาสํ ๒ คนฺตฺวาน สหสฺสจกฺขุโน ปุจฺฉึสุ ภูตาธิปํ กา นุ เสยฺยสิ ฯ
ตา ทิสฺวา อายตฺตมนา ปุรินฺทโท อิจฺจาพฺรวี เทววโร กตญฺชลี สพฺพาว โว โหถ สุภคฺเค ๓ สาทิสี โก เนว ๔ ภทฺเท กลหํ อทีรยิ ฯ
โย สพฺพโลกญฺจรโก ๕ มหามุนิ ธมฺเม ฐิโต นารโท สจฺจนิกฺกโม โส โน พฺรวี คิริวเร คนฺธมาทเน คนฺตฺวาน ภูตาธิปเมว ปุจฺฉถ สเจ น ชานาถ อิธุตฺตมธมฺมํ ฯ #๑ ม. สงฺกลหํ ฯ ๒ ม. สกาเส ฯ ๓ ม. สุคตฺเต ฯ ๔ โก เนธ อิติปิ ฯ #๕ ม. สพฺพโลกจฺจริโต ฯ
อสู พฺรหารญฺญจโร มหามุนิ นาทตฺวา ภตฺตํ วรคตฺเต ภุญฺชติ วิเจยฺย ทานานิ ททาติ โกสิโย ยสฺสา หิ โส ทสฺสติ สาว เสยฺยสิ ฯ
อสู หิ โส สมฺมติ ทกฺขิณํ ทิสํ คงฺคาย ตีเร หิมวนฺตปสฺสินิ ๑ ส โกสิโย ทุลฺลภปานโภชโน ตสฺส สุธํ ปาปย เทวสารถิ ฯ
โส มาตลิ เทววเรน เปสิโต สหสฺสยุตฺตํ อภิรุยฺห สนฺทนํ สุขิปฺปเมว อุปคมฺม อสฺสมํ อทิสฺสมาโน มุนิโน สุธํ อทา ฯ
อุทคฺคิหุตฺตํ อุปติฏฺฐโต หิ เม ปภงฺกรํ โลกตโมนุทุตฺตมํ สพฺพานิ ภูตานิ อธิจฺจ ๒ วาสโว โก เนว เม ปาณิสุ กึ สุโธทหิ ฯ สงฺขูปมํ เสตมตุลฺยทสฺสนํ สุจึ สุคนฺธํ ปิยรูปมพฺภุตํ อทิฏฺฐปุพฺพํ มม ชาตจกฺขุภิ ๓ กา เทวตา ปาณิสุ กึ สุโธทหิ ฯ #๑ ม. -ปสฺสนิ ฯ สี. ยุ. -ปสฺมนิ ฯ ๒ สี. ยุ. อติจฺจ ฯ ๓ ม. ชาตุ จกฺขุภิ ฯ
อหํ มหินฺเทน มเหสิ เปสิโต สุธาภิหาสึ ตุริโต มหามุนิ ชานาสิ มํ มาตลิ เทวสารถิ ภุญฺชสฺสุ ภตฺตุตฺตมํ มาภิวารยิ ๑ ฯ ภุตฺตา จ สา ทฺวาทส หนฺติ ปาปเก ขุทฺทํ ปิปาสํ อรตึ ทรถํ กิลํ ๒ โกธูปนาหญฺจ วิวาทเปสุณํ สีตุณฺหตนฺทิญฺจ รสุตฺตมํ อิทํ ฯ
น กปฺปติ มาตลิ มยฺห ภุญฺชิตุํ ปุพฺเพ อทตฺวา อิติ เม วตุตฺตมํ น จาปิ เอกาสนมรียปูชิตํ ๓ อสํวิภาคี จ สุขํ น วินฺทติ ฯ
ถีฆาตกา เยเกจิเม ๔ ปรทาริกา มิตฺตทฺทุโน เย จ สปนฺติ สุพฺพเต สพฺเพว ๕ เต มจฺฉริปญฺจมาธมา ตสฺมา อทตฺวา อุทกมฺปิ นาสฺมิเย ๖ ฯ โสหิตฺถิยา วา ปุริสสฺส วา ปน ทสฺสามิ ทานํ วิทุสมฺปวณฺณิตํ สทฺธา วทญฺญู อิธ วีตมจฺฉรา #๑ สี. ยุ. มา วิจารยิ ฯ ๒ สพฺพตฺถ โปตฺถเก ขมนฺติ ขายติ ฯ ม. ทรกฺลมํ ฯ #๓ สี. ยุ. เอกาสนํ อริยปูขิตํ ฯ ๔ ม. เย จิเม ฯ ๕ ม. จ ฯ ๖ ม. นาสฺนิเย ฯ ภวนฺติ เหเต สุจิสจฺจสมฺมตา ฯ
อโต มตา เทววเรน เปสิตา กญฺญา จตสฺโส กนกตฺตจูปมา อาสา จ สทฺธา จ สิรี ตโต หิรี ตํ อสฺสมํ อาคมุ ๑ ยตฺถ โกสิโย ฯ ตา ทิสฺวา สพฺพา ปรมปฺปโมทิตา ๒ สุเภน วณฺเณน สิขาริวคฺคิโน กญฺญา จตสฺโส จตุโร จตุทฺทิสา อิจฺจาพฺรวี มาตลิโนว ๓ สมฺมุขา ฯ ปุริมํ ทิสํ กา ตฺวํ ปภาสิ เทวเต๕ อลงฺกตา ตารวราว โอสธี ปุจฺฉามิ ตํ กญฺจนเวลฺลิวิคฺคเห อาจิกฺข เม ตฺวํ กตมาสิ เทวตา ฯ
สิราห เทวี มนุเชสุ ๔ ปูชิตา อปาปสตฺตูปนิเสวินี สทา สุธาวิวาเทน ตวนฺติมาคตา ตํ มํ สุธาย วรปญฺญ ภาชย ฯ ยสฺสาหมิจฺฉามิ สุธํ มหามุนิ โส สพฺพกาเมหิ นโร ปโมทติ สิรีติ มํ ชานาหิ ชูหตุตฺตม #๑ สี. ยุ. อาคมม ฯ ๒ ม. สพฺโพ ปรมปฺปโมทิโต ฯ ๓ ม. จ ฯ ๔ ม. มนุเชภิ ฯ ตํ มํ สุธาย วรปญฺญ ภาชย ฯ
สิปฺเปน วิชฺชาจรเณน พุทฺธิยา นรา อุเปตา ปคุณา สกมฺมุนา ตยา วิหีนา น ลภนฺติ กิญฺจิ นํ ๑ ตยิทํ น สาธุ ยทิทํ ยตา กตํ ฯ ปสฺสามิ โปสํ อลสํ มหคฺฆสํ สุทุกฺกุลีนํปิ อรูปิมํ นรํ ตยานุคุตฺโต สิริ ชาติมามปิ เปเสติ ทาสํ วิย โภควา สุขี ฯ ตนฺตํ อสจฺจํ อวิภชฺชเสวินึ ชานามิ มุฬฺหํ วิทุรานุปาตินึ น ตาทิสี อรหติ อาสนูทกํ กุโต สุธา คจฺฉ น มยฺห รุจฺจสิ ฯ
กา สุกฺกทาฐา ปฏิมุตฺตกุณฺฑลา จิตฺตงฺคทา กมฺพุวิมฏฺฐธารินี โอสิตฺตวณฺณํ ปริทยฺห โสภติ ๒ กุสคฺคิรตฺตํ อปิฬยฺห มญฺชรึ ฯ มิคีว ภนฺตา สรจาปธารินา วิราธิตา มนฺทมิว อุทิกฺขสิ โก เต ทุติโย อิธ มนฺทโลจเน #๑ ม. กิญฺจนํ ฯ ๒ ม. โสภสิ ฯ น ภายสิ เอกิกา กานเน วเน ฯ
น เม ทุติโย อิธมตฺถิ โกสิย มสกฺกสารปฺปภวมฺหิ เทวตา อาสา สุธาสาย ตวนฺติมาคตา ตํ มํ สุธาย วรปญฺญ ภาชย ฯ
อาสาย ยนฺติ วณิชา ธเนสิโน นาวํ สมารุยฺห ปเรนฺติ อณฺณเว เต ตตฺถ สีทนฺติ อโถปิ เอกทา ชินาธนา เอนฺติ วินฏฺฐปาภตา ฯ อาสาย เขตฺตานิ กสนฺติ กสฺสกา วปนฺติ พีชานิ กโรนฺตุปายโส อีตีนิปาเตน อวุฏฺฐิตาย วา ๑ น กิญฺจิ วินฺทนฺติ ตโต ผลาคมํ ฯ อถตฺตการานิ กโรนฺติ ภตฺตุสุ อาสํ ปุรกฺขตฺว นรา สุเขสิโน เต ภตฺตุรตฺถา อติคาฬฺหิตา ปุน ทิสา ปนสฺสนฺติ อลทฺธ กิญฺจิ นํ ๒ ฯ ชหิตฺว ๓ ธญฺญญฺจ ธนญฺจ ญาตเก อาสาย สคฺคาธิมนา สุเขสิโน #๑ สี. ยุ. อวฏฺฐิกาย วา ฯ ๒ ม. กิญฺจนํ ฯ ๓ ม. หิตฺวาน ฯ ตปนฺติ ลูขํปิ ตปํ จิรตฺตรํ กุมฺมคฺคมารุยฺห ปเรนฺติ ทุคฺคตึ ฯ อาสา วิสํวาทิกสมฺมตา อิเม อาเส สุธาย ๑ วินยสฺสุ อตฺตนิ น ตาทิสี อรหติ อาสนูทกํ กุโต สุธา คจฺฉ น มยฺห รุจฺจสิ ฯ
ททฺทลฺลมานา ยสสา ยสสฺสินี ชิฆญฺญนามวฺหยนํ ทิสํปติ ปุจฺฉามิ ตํ กญฺจนเวลฺลิวิคฺคเห อาจิกฺข เม ตฺวํ กตมาสิ เทวตา ฯ
สทฺธาห เทวี มนุเชสุ ๒ ปูชิตา อปาปสตฺตูปนิเสวินี สทา สุธาวิวาเทน ตวนฺติมาคตา ตํ มํ สุธาย วรปญฺญ ภาชย ฯ
ทานํ ทมํ จาคมโถปิ สํยมํ อาทาย สทฺธาย กโรนฺติ เหกทา เถยฺยํ มุสา กูฏมโถปิ เปสุณํ กโรนฺติ เหเก ปุน วิจฺจุตา ตยา ฯ ภริยาสุ โปโส สทิสีสุ เปกฺขวา สีลูปปนฺนาสุ ปติพฺพตาสุปิ #๑ ม. สุธาสํ ฯ ๒ ม. -มนุเชหิ ฯ อิโต ปรํ อีทิสเมว ฯ วิเนตฺวา ๑ ฉนฺทํ กุลิตฺถิยาสุปิ ๒ กโรติ สทฺธํ ปุน กุมฺภทาสิยา ฯ ตฺวเมว สทฺเธ ปรทารเสวินี ปาปํ กโรสี กุสลํ นิริญฺจสิ ๓ น ตาทิสี อรหติ อาสนูทกํ กุโต สุธา คจฺฉ น มยฺห รุจฺจสิ ฯ
ชิฆญฺญรตฺตึ อรุณสฺมิมูหเต ยา ทิสฺสติ อุตฺตมรูปวณฺณินี ตถูปมา มํ ปฏิภาสิ เทวเต อาจิกฺข เม ตฺวํ กตมาสิ อจฺฉรา ฯ กาฬา นิทาเฆริว อคฺคิชาริว ๔ อนิเลริตา โลหิตปตฺตมาลินี กา ติฏฺฐสี มนฺทมิคาว โลกยํ ๕ ภาเสสมานาว คิรํ น มุญฺจสิ ฯ
หิราห เทวี มนุเชสุ ปูชิตา อปาปสตฺตูปนิเสวินี สทา สุธาวิวาเทน ตวนฺติมาคตา สาหํ น สกฺโกมิ สุธํปิ ยาจิตุํ โกปินรูปา วิย ยาจนิตฺถิยา ฯ
ธมฺเมน ญาเยน สุคตฺเต ลจฺฉสิ #๑ ม. วิเนตฺวาน ฯ ๒ สี. ยุ. กุลธีติยาสุปิ ฯ ๓ ม. กุสลมฺปิ ริญฺจสิ ฯ #๔ สี. อคฺคชาติว ฯ ยุ. อคฺคิชาติว ฯ ๕ สี. ยุ. มนฺทมิวาวโลกยํ ฯ เอโส หิ ธมฺโม น หิ ยาจนา สุธา ตํ ตํ อยาจนฺติมหํ นิมนฺตเย สุธํ ยํ ๑ ยญฺจิจฺฉสิ ตํปิ ทมฺมิ เต ฯ สา ตฺวํ มยา อชฺช สกมฺหิ อสฺสเม นิมนฺติตา กญฺจนเวลฺลิวิคฺคเห ตุวญฺหิ เม สพฺพรเสหิ ปูชิตา ตํ ปูชยิตฺวาน สุธํปิ อสฺมิเย ฯ
สา โกสิเยนานุมตา ชุตีมตา อทฺธา หิรี รมฺมํ ปาวิสิยสฺสมํ อุทกวนฺตํ ผลมริยปูชิตํ อปาปสตฺตูปนิเสวินี ๒ สทา ฯ รุกฺขคฺคหนา พหุเกตฺถ ปุปฺผิตา อมฺพา ปิยาลา ปนสา จ กึสุกา โสภญฺชนา โลทฺทมโถปิ ปทฺมกา เกตกา จ ภงฺคา ติลกา จ ปุปฺผิตา ฯ สาลา กเรรี พหุเกตฺถ ชมฺพุโย อสฺสตฺถนิโคฺรธมธุกา จ เวทิสา ๓ อุทฺทาลกา ปาตลิ สินฺทุวาริตา ๔ มนุญฺญคนฺธา มุจฺจลินฺทเกตกา ฯ หเรณุกา เวลุกา เวณุติณฺฑุกา ๕ #๑ ม. สุธาย ฯ ๒ ม. -นิเสวิตํ ฯ ๓ ม. อสฺสตฺถนิโคฺรธมธุกเวตสา ฯ #๔ ม. -วารกา ฯ ๕ ม. เกณุตินฺทุกา ฯ สามากนิวารมโถปิ จีนกา โมจา กทลี พหุเกตฺถ สาลิโย ปวีหโย อาภุชิโน จ ตณฺฑุลา ฯ ตสฺส จ อุตฺตรปสฺเสน ๑ ชาตา โปกฺขรณี สิวา อกกฺกสา อปพฺภารา สาธุ อปฺปฏิคนฺธิกา ฯ ตตฺถ มจฺฉา สนฺนิรตา เขมิโน พหุโภชนา สิงฺคุสวงฺกา สกุลา ๒ สตวงฺกา จ โรหิตา อาลิคคฺครกากิณฺณา ปาฏินา กากมจฺฉกา ฯ ตตฺถ ปกฺขี สนฺนิรตา เขมิโน พหุโภชนา หํสา โกญฺจา มยูรา จ จากวากา ๓ จ กุกฺกุหา กุณาลกา พหู จิตฺรา สิขณฺฑี ชีวชีวกา ฯ ตตฺถ ปาณา สมายนฺติ นานามิคคณา พหู สีหา พฺยคฺฆา วราหา จ อจฺฉโกกตรจฺฉโย ฯ ปลสทา จ ควชา ๔ มหิสา โรหิตา รุรู เอเณยฺยา จ วราหา จ คณิโน นีกสูกรา ฯ กทลิมิคา พหูเกตฺถ วิฬารา สสกณฺณิกา ฉมาคิรี ปุปฺผวิจิตฺรสนฺถตา ทิชาภิฆุฏฺฐา ทิชสงฺฆเสวิตา ฯ
สา สุตฺตจา นีลทุมาภิลมฺพิตา วิชฺชุมหาเมฆริวานุปชฺชถ #๑ ม. ตสฺเสวุตฺตรปสฺเสน ฯ ๒ ม. สงฺกุลา ฯ ๓ ม. จกฺกวากา ฯ #๔ ม. ปลาสาทา ควชา จ ฯ ตสฺสา สุสมฺพนฺธสิรํ กุสามยํ สุจึ สุคนฺธํ อชินูปเสวิตํ อตฺริจฺฉโกจฺฉํ ๑ หิริเมตทพฺรวิ นิสีท กลฺยาณิ สุขยิทมาสนํ ฯ ตสฺสา ตทา โกจฺฉคตาย โกสิโย ยทิจฺฉมานาย ชฏาชุตินฺธโร ๒ นเวหิ ปตฺเตหิ สยํ สหูทกํ สุธาภิหาสี ตุริโต มหามุนิ ฯ สา ตํ ปฏิคฺคยฺห อุโภหิ ปาณิภิ อิจฺจาพฺรวี อตฺตมนา ชฏาธรํ หนฺทาหํ เอตรหิ ปูชิตา ตยา คจฺเฉยฺยํ พฺรหฺเม ติทิวํ ชิตาวินี ฯ สา โกสิเยนานุมตา ชุตีมตา อุทีริตา วณฺณมเทน มตฺตา สกาเส คนฺตฺวาน สหสฺสจกฺขุโน อยํ สุธา วาสว เทหิ เม ชยํ ฯ ตเมนํ สกฺโกปิ ตทา อปูชยิ สหินฺทเทวา ๓ สุรกญฺญมุตฺตมํ สา ปญฺชลี เทวมนุสฺสปูชิตา นวมฺหิ โกจฺฉมฺหิ ยทา อุปาวิสิ ฯ #๑ ม. อตฺริจฺจ โกจฺฉํ ฯ ๒ ม. ชฏาชินนฺธโร ฯ ๓ สี. ยุ. สหินฺทา จ เทวา ฯ
ตเมว อสํสี ปุนเทว มาตลึ สหสฺสเนตฺโต ติทสานมินฺโท คนฺตฺวาน วากฺยํ มม พฺรูหิ โกสิยํ อาสาย สทฺธาย สิริยา จ โกสิย หิรี สุธํ เกนมลตฺถ เหตุนา ฯ
ตํ สุปฺลวตฺถํ อุทตารยี รถํ ททฺทลฺลมานํ อุปกฺรียสาทิสํ ชมฺโพนทีสํ ตปเนยฺยสนฺนิภํ อลงฺกตํ กญฺจนจิตฺตสนฺถตํ ฯ สุวณฺณจนฺเทตฺถ พหู นิปาติตา หตฺถี ควสฺสา กึปุริสพฺยคฺฆทีปิโย เอเณยฺยกา ลงฺฆมเยตฺถ ปกฺขิโน มิเคตฺถ เวฬุริยมยา ยูถายุตา ฯ ตตฺถสฺสราชหริโย อโยชยุํ ทสสตานิ สุสุนาคสาทิเส อลงฺกเต กญฺจนชาลุรจฺฉเท อาเวลิเน สทฺทคเม อสงฺคิเต ฯ ตํ ยานเสฏฺฐํ อภิรุยฺห มาตลิ ทส ทิสา อิมา อภินาทยิตฺถ นภญฺจ เสลญฺจ วนปฺปติญฺจ สสาครํ ปพฺยตยิตฺถ ๑ เมทนึ ฯ ส ขิปฺปเมว อุปคมฺม อสฺสมํ ปาวารเมกํสกโต กตญฺชลี พหุสฺสุตํ วุฑฺฒํ วินีตวตฺตํ อิจฺจพฺรวี มาตลิ เทวพฺราหฺมณํ ฯ อินฺทสฺส วากฺยํ นิสาเมหิ โกสิย ทูโต อหํ ปุจฺฉติ ตํ ปุรินฺทโท อาสาย สทฺธาย สิริยา จ โกสิย หิรี สุธํ เกนมลตฺถ เหตุนา ฯ
อทฺธา สิรี มํ ปฏิภาติ มาตลิ สทฺธา อนิจฺจา ปน เทวสารถิ อาสา วิสํวาทิกสมฺมตา หิ เม หิรี จ อริยมฺหิ คุเณ ปติฏฺฐิตา ฯ
กุมาริโย ยาจิมา โคตฺตรกฺขิตา ชิณฺณา จ ยา จ ๒ สภตฺตุอิตฺถิโย ตา ฉนฺทราคํ ปุริเสสุ อุคฺคตํ หิริยา นิวาเรนฺติ สจิตฺตมตฺตโน ฯ สงฺคามสีเส สรสตฺติสํยุเต ปราชิตานํ ปตตํ ปลายินํ หิริยา นิวตฺตนฺติ ชหิตฺวาน ชีวิตํ #๑ ม. ปพฺยธยิตฺถ ฯ สี. ยุ. ปพฺยาถยิตฺถ ฯ ๒ ม. ยา ยา จ ฯ เต สมฺปฏิจฺฉนฺติ ปุน หิรีมนา ฯ เวลา ยถา สาครเวควาริณี อยํ หิรี ๑ ปาปชนํ นิวาริณี ตํ สพฺพโลเก หิริมรียปูชิตํ อินฺทสฺส ตํ เวทย เทวสารถิ ฯ
โก เต อิมํ โกสิย ทิฏฺฐิโมทหิ พฺรหฺมา มหินฺโท อถวา ปชาปติ หิราย เทเวสุปิ เสฏฺฐสมฺมตา ธีตา มหินฺทสฺส มเหสิ ชายถ ฯ
หนฺเทหิทานิ ติทิวํ อปกฺกม รถํ สมารุยฺห มมายิตํ อิทํ ๒ อินฺโท จ ตํ อินฺทสโคตฺต กงฺขติ อชฺเชว ตฺวํ อินฺทสหพฺยตํ วช ฯ
เอวํ วิสุชฺฌนฺติ ๓ อปาปกมฺมิโน อโถ สุจิณฺณสฺส ผลํ น นสฺสติ เยเกจิ อทฺทกฺขุํ สุธาโภชนํ ๔ สพฺเพว เต อินฺทสหพฺยตํ คตาติ ฯ
หิรี อุปฺปลวณฺณาสิ โกสิโย ทานปติ ภิกฺขุ อนุรุทฺโธ ปญฺจสิโข อานนฺโท อาสิ มาตลิ สุริโย กสฺสโป ภิกฺขุ โมคฺคลฺลาโนสิ จนฺทิมา #๑ ม. หิราย หิ ฯ ๒ ม. อิมํ ฯ ๓ สี.ยุ. สมิชฺฌนฺติ ฯ ๔ ม. มทฺทกฺขุ สุธาย โภชนํ ฯ นารโท สารีปุตฺโตสิ สมฺพุทฺโธ อาสิ วาสโวติ ฯ สุธาโภชนชาตกํ ตติยํ ฯ
ที่มา: พระไตรปิฎกบาลีอักษรไทย ฉบับสยามรัฐ เล่มที่ ๒๘ ข้อ ๒๔๙
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๘