สุธาโภชนชาดก
ว่าด้วยของกินอันเป็นทิพย์
เล่มที่ ๒๘ · ข้อ ๒๔๙ · บรรทัด ๑๕๙๘ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๒
อรรถกถาชาดก ตอนที่ ๕ จาก ๖
เรื่องเล่า
ในคาถานั้นมีคำอธิบายว่า ก็การให้ที่ประกอบด้วยเจตนามีวัตถุ ๑๐ประการ ชื่อว่าทาน. การฝึกอินทรีย์ ชื่อว่าการฝึกฝน การบริจาคไทยธรรม ชื่อว่าการบริจาค ศีล ชื่อว่าการสำรวม. คำว่า ถือเอาด้วยความเชื่ออธิบายว่า แม้ถือเอาแล้ว ก็ย่อมกระทำตามคำของบุคคลผู้กล่าวอยู่ว่า การให้ทานเป็นต้นเหล่านี้ มีอานิสงส์มาก ท่านพึงกระทำเถิด ดังนี้ เพราะความเชื่อ. คำว่า ล่อลวง ความว่า มนุษย์ทั้งหลาย ย่อมกระทำกรรมมีการโกงด้วยตาชั่งเป็นต้น หรือกรรมมีการโกงชาวบ้านเป็นต้น. คำว่า แต่มนุษย์พวกหนึ่ง มีอธิบายว่า ฝ่ายมนุษย์อีกพวกหนึ่งเชื่อถ้อยคำของชนบางพวกว่า ท่านพึงกระทำโจรกรรมเป็นต้น เพื่อประโยชน์แก่คนเหล่านั้นด้วยเหล่านี้ด้วย ในกาลทั้งหลายซึ่งเห็นปานนี้ ดังนี้ แล้วกระทำกรรมแม้เหล่านี้. คำว่า ท่านอย่าประกอบต่อไป อธิบายว่า แม้ชนเหล่าอื่นไม่เชื่อถ้อยคำของบุคคลผู้กล่าวอยู่ว่า กรรมเหล่านั้น เต็มไปด้วยโทษมีทุกข์เป็นผล ท่านไม่ควรทำดังนี้ ก็ยังขืนกระทำ กรรมนั้น ท่านอย่าได้ชักชวนต่อไป เพราะกรรมที่บุคคลกระทำด้วยอำนาจของท่านนั้น มีโทษก็มี ไม่มีโทษก็มี ด้วยประการฉะนี้. คำว่าเสมอกัน คือเป็นผู้เสมอกันด้วยชาติ โคตรและศีลเป็นต้น. คำว่า เพ่งเล็งอธิบายว่า ตัณหา ท่านกล่าวว่าความเพ่งเล็ง อธิบายว่า เป็นผู้มีความห่วงใยยังมีตัณหา. คำว่า ความพอใจ ได้แก่ เป็นผู้มีจิตรักใคร่แล้ว ย่อมกระทำความกำหนดด้วยสามารถแห่งความพอใจ. คำว่า ความเชื่อ ได้แก่ ย่อมกระทำความเชื่อตามถ้อยคำแม้ของนางกุมภทาสี จริงอยู่ เมื่อนางกุมภทาสีนั้นกล่าวอยู่ว่า ดิฉันจักกระทำอุปการะชื่อนี้แก่ท่าน ดังนี้ บุรุษนั้นเชื่อแล้วก็ทิ้งแม้หญิงผู้มีตระกูลเสีย กลับมาเห็นกับนางทาสีนั้นแล. อนึ่ง บุรุษกระทำความเชื่อตามถ้อยคำของนางกุมภทาสีว่า หญิงมีชื่อนั้น มีจิตรักใคร่ในตัวท่าน ดังนี้แล้วย่อมเสพภรรยาของชนอื่น. คำว่า ดูก่อนนางศรัทธา ตัวท่านนั่นแลให้ชนอื่นเสพในภรรยาของผู้อื่น มีอธิบายว่า เพราะเหตุที่ชนทั้งหลายเชื่อฟังคำนั้น ๆจึงเสพภรรยาของชนอื่นกระทำกรรมอันเป็นบาปละกุศลเสีย เพราะอำนาจของท่าน เพราะฉะนั้น ตัวท่านนั่นแล ชื่อว่าเป็นผู้เสพซึ่งภรรยาของชนอื่น ท่านย่อมกระทำกรรมอันเป็นบาปทั้งหลาย ย่อมละทิ้งกุศลเสีย บุคคลที่มีธรรมอันลามก ผู้ทำโลกให้ฉิบหายเหมือนกับท่านไม่มีอีกแล้ว ท่านจงไปเสียเถิด ท่านไม่เป็นที่ชอบใจแก่เรา.
นางศรัทธานั้น ก็ได้อันตรธานหายไปในที่นั้นเอง. ฝ่ายโกสิยดาบสเมื่อจะเจรจากับนางหิรีผู้ยืนอยู่ด้านทิศอุดร จึงได้กล่าวคาถา ๒ คาถาว่า
เมื่ออรุณขึ้นไปในที่สุดแห่งราตรี นางเทพธิดา ใด เป็นผู้ทรงไว้ซึ่งรูปอันงดงามปรากฏอยู่ ดูก่อน เทวดา ท่านเปรียบเหมือนนางเทพธิดานั้น จะพูดกะ เราหรือ ท่านจงบอกแก่เราว่าท่านเป็นนางอัปสรอะไร ท่านมีชื่อว่าอย่างไร ยืนอยู่ประดุจเถาวัลย์ดำในฤดูร้อน และประดุจเปลวไฟที่ห้อมล้อมอยู่ด้วยใบไม้สีแดง ถูก ลมพัดแล้วดูงามฉะนั้น ท่านเป็นผู้ราวกะว่าจะพูดแต่ มิได้เปล่งวาจาออกมา แลดูอยู่เหมือนนางเนื้อเขลา ฉะนั้น.
ในคาถานั้นมีคำอธิบายว่า คำว่า ในที่สุดแต่งราตรี หมายถึงราตรีอันเป็นที่สุดท้าย อธิบายว่า กาลเป็นที่สุดแห่งกลางคืน. คำว่า ขึ้นไป คือเมื่ออรุณขึ้นไปแล้ว. คำว่า ใด อธิบายว่า นางเทพธิดาใดเป็นผู้ทรงไว้ซึ่งรูปอันงดงาม เพราะมีผิวพรรณดังทองคำปรากฏอยู่ทางด้านทิศบูรพาในเวลากลางคืน. คำว่า ประดุจเถาวัลย์ดำในฤดูร้อน คือประหนึ่งว่า เถาวัลย์มีสีดำในสมัยแห่งฤดูร้อน ฉะนั้น. คำว่า ประดุจเปลวไฟ ได้แก่ ประดุจเปลวเพลิง แม้นางเทพธิดานั้น ยืนอยู่ประดุจเถาวัลย์คำที่งอกขึ้นอ่อน ๆ มีสีแดงดีในนาที่ไฟไหม้แล้วใหม่ ๆ. คำว่า ห้อมล้อมอยู่ด้วยใบไม้สีแดง คือมีใบไม้ต่าง ๆซึ่งมีสีแดงแวดล้อมแล้ว. คำว่า ท่านมีชื่อว่าอย่างไรยืนอยู่ อธิบายว่าเถาวัลย์คำอ่อนนั้น ถูกลมพัดแล้วไหวไปมาอยู่ดูงดงามตั้งอยู่ด้วยประการใดท่านมีชื่อว่าอย่างไร ยืนอยู่ด้วยประการนั้น. คำว่า ราวกะว่าจะพูด อธิบายว่า ท่านได้เป็นผู้ราวกะว่าปรารถนาจะพูดกับเรา แต่หาเปล่งถ้อยคำไม่.
ลำดับนั้น นางหิรีเทพธิดานั้น จึงกล่าวคาถาว่า
ข้าพเจ้ามีชื่อว่านางหิรีเทวี ได้รับการบูชาแล้ว ในหมู่มนุษย์ทั้งหลาย เป็นผู้ไม่เสพสัตว์ผู้ลามกใน กาลทุกเมื่อ มายังสำนักของท่าน เพราะวิวาทกันด้วย เรื่องสุธาโภชน์ ข้าพเจ้านั้น มิอาจที่จะขอสุธาโภชน์ กะท่านได้ เพราะการขอของหญิงดูเหมือนจะเป็นของ น่าละอาย.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า หิราห คือ ข้าพเจ้าชื่อหิรี. บทว่า สุธํปิ ความว่า ข้าพเจ้านั้นไม่อาจแม้เพื่อขอสุธาโภชน์กะท่าน. เพราะเหตุไร บทว่าโกปินรูปาวิย ยาจนิตฺถิยา ความว่า เพราะการขอของหญิงดูเหมือนจะเป็นของน่าละอาย เป็นเช่นกับการเปิดเผยอวัยวะลับ เป็นเหมือนปราศจากความละอาย.
โกสิยดาบสได้สดับคำนั้น จึงได้กล่าวคาถา ๒ คาถาว่า
ดูก่อนนางผู้มีกายงดงาม ท่านจักได้ตามธรรม ตามอุบายที่ชอบ นี้เป็นธรรมดาทีเดียว ก็สุธาโภชน์นั้น ท่านจะได้เพราะการขอก็หาไม่ เพราะฉะนั้น เราพึง เชื้อเชิญท่านผู้มิได้ขอสุราโภชน์นั้น ท่านต้องการสุธาโภชน์ใด ๆ เราจะให้สุธาโภชน์นั้น ๆ แก่ท่าน. ดูก่อน นางผู้มีสรีระคล้ายทองคำ วันนี้เราขอเชิญท่านไปใน อาศรมของเรา เราจะบูชาท่านด้วยสรรพรส ครั้นบูชา ท่านแล้ว จึงจักบริโภคสุธาโภชน์.
ในคาถานั้นมีคำอธิบายว่า คำว่า ตามธรรม คือตามสภาพ. คำว่า ตามอุบายที่ชอบ คือตามเหตุ. คำว่า สุธาโภชน์นั้นท่านจะได้เพราะการขอก็หาไม่ อธิบายว่า สุธาโภชน์นี้ ท่านจะไม่ได้เพราะการขอเลย นางเทพธิดาทั้ง๓ นอกนี้ ไม่ได้แล้วเพราะเหตุนั้นแล. คำว่า เพราะฉะนั้น คือเพราะเหตุนั้น. คำว่า ท่านต้องการสุธาโภชน์ใดๆ อธิบายว่า เรามิได้เชื้อเชิญท่านแต่อย่างเดียวเท่านั้น ก็ท่านปรารถนาสุธาโภชน์ชนิดใด เราจะให้สุธาโภชน์แม้นั้นแก่ท่าน. คำว่า นางผู้มีสรีระคล้ายทองคำ คือนางผู้มีสรีระเต็มไปด้วยสิริประดุจกองแห่งทองคำ. คำว่า บูชาแล้ว อธิบายว่า เรามิได้บูชาท่านด้วยสุธาโภชน์อย่างเดียวเท่านั้น ท่านยังเป็นผู้สมควรที่เราควรจะบูชาด้วยสรรพรส แม้เหล่าอื่นอีกด้วย. คำว่า จักบริโภค อธิบายว่า เราบูชาท่านแล้ว ส่วนที่เหลือของสุธาโภชน์จักมี เราจักบริโภคส่วนที่เหลือนั้น.
พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสว่า
ในกาลนั้น นางหิรีเทพธิดาผู้ไม่ข้องเกี่ยวกับ สัตว์ผู้ลามกในกาลทุกเมื่อนั้น เป็นผู้อันดาบสชื่อ โกสิยะ ผู้มีความรุ่งเรืองยอมให้เข้าไปสู่อาศรมอันน่า รื่นรมย์ มีน้ำและผลไม้สมบูรณ์อันท่านผู้ประเสริฐ บูชาแล้ว ณ ที่ใกล้อาศรมสถานนั้นมากไปด้วยหมู่รุกขะ ชาตินานาชนิด อันผลิดอกออกผล มีทั้งมะม่วง มะหาด ขนุน ทองกวาว มะรุม อีกทั้งต้นโลท และ บัวบก การะเกด จันทน์กะพ้อ และหมากหอมแก่ ล้วน กำลังออกดอกบานสะพรั่ง. ในที่นั้นมากไปด้วยต้นไม้ ชนิดใหญ่ ๆ คือต้นรัง ต้นกุ่ม ต้นหว้า ต้นโพธิ์ ต้น ไทร อีกทั้งมะซาง ราชพฤกษ์ แคฝอย ไม้ย่างทราย ไม้จิก และลำเจียก ต่างก็มีกิ่งอันห้อยย้อยลงมา กำลัง ส่งกลิ่นหอมฟุ้งน่ายวนใจนัก ถั่วแระ อ้อยแขม ถั่วป่า ตะโก ข้าวฟ่าง ลูกเดือย ถั่วขาวเล็ก กล้วยมีเมล็ด กล้วยไม่มีเมล็ด ข้าวสาลี ข้าวเปลือก ราชดัด และ ข้าวสารอันเกิดเอง ก็มีอยู่ในอาศรมนั้นมากมาย ก็ เบื้องหน้าด้านทิศอุดรแห่งอาศรมสถานนั้น มีสระ โบกขรณีอันงามราบรื่น มีพื้นท่าขึ้นลงเรียบเสมอกันมี น้ำใสจืดสนิทไม่มีกลิ่นเหม็น อนึ่ง ในสระโบกขรณีนั้น มีปลาต่างชนิด คือ ปลาดุก ปลากะทุงเหว ปลา กราย กุ้ง ปลาตะเพียน ปลาฉลาด ปลากา ว่าย เกลื่อนกลาดไปในสระโบกขรณีที่มีขอบคัน พากัน แหวกว่ายอย่างสบายทั้งเหยื่อก็มาก และที่ใกล้เคียง สระโบกขรณีนั้น มีนกต่างชนิด คือหงส์ นกกระเรียน นกยูง นกจากพราก นกออก กระเหว่าลาย นกยูง ทอง นกพริกและนกโพระดกมากมาย ล้วนมีขนปีก อันงดงาม พากันจับอยู่อย่างสบาย ทั้งอาหารก็มีมาก ในที่ใกล้เคียงสระโบกขรณีนั้น มีปาณชาติและหมู่เนื้อ ต่าง ๆ มากมาย คือราชสีห์ เสือโคร่ง ช้าง หมี เสือ ปลา เสือดาว แรดและโคลาน กระบือ ละมั่ง กวาง เนื้อทราย หมูป่า ระมาด หมูบ้าน กวางทอง แมว กระต่าย วัวกระทิง เป็นอันมากล้วนงามวิจิตรหลาก หลาย พื้นดินและหินเขาดารดาษงามวิจิตรไปด้วยดอก ไม้ ทั้งฝูงนกก็ส่งเสียงร้องกึกก้อง เป็นที่อาศัยของหมู่ ปักษี.
ในคาถาเหล่านั้น มีอรรถาธิบายว่า คำว่า ผู้มีความรุ่งเรือง คือเป็นผู้ถึงพร้อมแล้วด้วยอานุภาพ. คำว่า ให้เข้าไปสู่อาศรม คือ เชิญให้เข้าไปยังอาศรมบท. ย อักษรเป็นพยัญชนะสนธิ. คำว่า มีน้ำ คือ สมบูรณ์ด้วยน้ำในที่นั้น ๆ ผลไม้ คือ สมบูรณ์ด้วยผลไม้มากมาย. คำว่า พระอริยะบูชาแล้ว คือ พระอริยะทั้งหลาย ผู้มีปกติได้ฌาน ผู้เว้นแล้วจากโทษคือนิวรณ์ บูชาแล้วคือสรรเสริญแล้ว. คำว่า หมู่รุกขชาติ หมายถึงหมู่ไม้ที่กำลังผลิดอกออกผล. คำว่า มะรุม ก็คือต้นมะรุม. คำว่า อีกทั้งต้นโลทและบัวบก คือ ต้นโลทด้วย ต้นบัวบกด้วย. คำว่า การะเกด และจันทน์กะพ้อ คือ ต้นไม้ที่มีชื่ออย่างนั้นทีเดียว. คำว่า กุ่ม ก็คือต้นกุ่มนั่นแล. คำว่า ราชพฤกษ์ คือ ต้นราชพฤกษ์ (ต้นคูน). คำว่า ไม้จิกและลำเจียกได้แก่ ต้นจิกและลำเจียก ๕ ชนิด. คำว่า ถั่วแระ หมายถึงอปรัณชาติชนิดหนึ่ง. คำว่า อ้อยแขม ได้แก่ ต้นอ้อย. คำว่า ถั่วป่า ก็คือถั่วราชมาษกล้วยมีเมล็ดเรียกว่า โมจะ คำว่า ข้าวสาลี คือ ข้าวสาลีต่าง ๆ ชนิด ซึ่งอาศัยชาตสระเกิดแล้วมีประการต่าง ๆ. คำว่า ข้าวเปลือก ได้แก่ ข้าวเปลือกต่างชนิด. คำว่า ราชดัด คือต้นราชดัด (ต้นสมอ). คำว่า ข้าวสาร หมายถึงรวงข้าวสารอันเกิดขึ้นเอง ไม่มีรำและแกลบ. คำว่า อาศรมสถานนั้นอธิบายว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ในส่วนแห่งทิศอุดรของอาศรมนั้น. คำว่าสระโบกขรณี หมายถึงสระโบกขรณีที่เกิดขึ้นเอง ดารดาษไปด้วยดอกบัว๕ ชนิด. คำว่า ราบรื่น คือ เว้นจากของโสโครกมีดีปลา และสาหร่ายเป็นต้น. คำว่า มีท่าเรียบ คือ มีท่าเรียบเสมอกัน มีพื้นที่มิได้ขาด. คำว่า ไม่มีกลิ่นเหม็น คือ ประกอบด้วยน้ำ มีกลิ่นอันไม่น่ารังเกียจคือมีกลิ่นหอม. คำว่า นั้น หมายถึงในสระโบกขรณีนั้น. คำว่า สบาย คือไม่มีภัย. คำว่าปลาดุก นี้เป็นชื่อของปลาจำพวกนั้น . คำว่า กระเหว่าลาย หมายถึงจำพวกนกดุเหว่า. คำว่า งดงาม คือมีขนปีกอันงดงาน. คำว่า นกยูงทองได้แก่ นกยูงที่มีหงอนตั้งขึ้น. อีกอย่างหนึ่ง แม้นกเหล่าอื่นที่มีหงอนงอกขึ้นบนหัว ก็เรียกว่า สิขิณฑะเหมือนกัน. คำว่า มีปาณชาติ คือเหล่าสัตว์ที่มีชีวิตทั้งหลายพากันมา. คำว่า แรด หมายถึงพวกแรดต่าง ๆ. คำว่า โคลานได้แก่ พวกโคลานทั้งหลาย. คำว่า ระมาด หมายถึงสัตว์ที่มีหูเหมือนโค. คำว่า วัวกระทิง หมายถึงเนื้อที่มีเขาแหลม. คำว่า พื้นดินและหินเขาอธิบายว่า หลังแผ่นหินมีพื้นเรียบเสมอพื้นดิน ดารดาษด้วยดอกไม้อันงามวิจิตร. คำว่า ทั้งฝูงนกก็ส่งเสียงร้องกึกก้อง อธิบายว่า ภาคพื้นและภูเขาในที่นั้นมีรูปเห็นปานนี้ อันฝูงนกทั้งหลายร้องกึกก้องไปทั่วแล้ว.
พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ทรงพรรณนาอาศรมของโกสิยดาบสอย่างนี้แล้ว บัดนี้ พระองค์หวังจะทรงแสดงอาการ ที่นางหิรีเข้าไปในอาศรมนั้นเป็นต้น จึงตรัสว่า
นางหิรีเทพธิดานั้นมีผิวพรรณงาม ทัดดอกไม้ เขียว เดินเข้าไปยังอาศรมประหนึ่งมหาเมฆ ขณะ เมื่อฟ้าแลบสว่าง ฉะนั้น โกสิยดาบสได้พูดคำนี้ กะนางหิรีเทพธิดา ผู้ผูกข้องผมเรียบร้อยดีแล้วด้วย หญ้าคาอันสะอาด มีกลิ่นหอม มีเก้าอี้นั่งตั้งไว้ที่ประตู บรรณศาลา ใช้ลาดด้วยหนังเสืออชินะ เพื่อนางหิรี นั้นว่า ดูก่อนนางงาม เชิญท่านนั่งบนอาสนะนี้ตาม สบายเถิด ในกาลนั้น เมื่อนางนั่งเก้าอี้แล้ว โกสิย ดาบสมหามุนี ผู้ทรงชฎาอันรุ่งเรืองได้รีบนำสุธาโภชน์มาพร้อมกับน้ำ ด้วยใบบัวใหม่เอง เพื่อจะให้ เพียงพอตามความประสงค์ นางหิรีเทพธิดานั้น เป็นผู้นีใจเบิกบาน รับสุธาโภชนีนั้นด้วยมือทั้งสอง แล้ว จึงกล่าวกะโกสิยฤๅษีผู้ทรงชฎาว่า ข้าแต่ มุนีผู้ประเสริฐ เอาเถิด ข้าพเจ้าเป็นผู้ได้ชัยชนะที่ พระผู้เป็นเจ้าบูชาแล้ว จะพึงไปสู่ไตรทิพยสถานใน บัดนี้ นางหิรีเทพธิดานั้น เป็นผู้มัวเมาแล้วด้วยความ เมาในผิวพรรณ เป็นผู้อันโกสิยดาบส ผู้มีความรุ่งเรือง กล่าวอนุมัติแล้ว กลับไป ณ สำนักของท้าวสหัสนัยน์ ทูลว่า ข้าแต่ท้าววาสวะ สุธาโภชน์นี้โกสิยดาบส ให้แล้ว ขอพระบิดาจงประโยคทานความชำนะให้แก่ หม่อมฉันเถิด แม่ท้าวสักกะ ก็ได้ทรงบูชานางหิรีนั้น ในกาลนั้น เทวดาทั้งหลายพร้อมด้วยพระอินทร์ ได้ พากันบูชานางสุรกัญญาผู้สูงสุด นางหิรีเทพธิดานั้น ท้าวสักกะให้นั่งบนเก้าอี้ทองคำอันใหม่ ในกาลใด เป็นผู้อันเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายบูชาแล้ว ด้วยการ ประนมหัตถ์ในกาลนั้น.
ในคาถานั้นมีอรรถาธิบายว่า คำว่า มีผิวพรรณงาม คือมีผิวดี. คำว่าทัดดอกไม้เขียว ความว่า ห้อยดอกไม้สีเขียว ลูบคลำกิ่งไม้เขียวนั้น ๆ. คำว่าประหนึ่งมหาเมฆ อธิบายว่า นางหิรีเทพธิดานั้น เป็นผู้อันโกสิยดาบสนั้นเชื้อเชิญแล้ว จึงเดินเข้าไปสู่อาศรมของท่าน ประหนึ่งสายฟ้าแลบในระหว่างมหาเมฆฉะนั้น. คำว่า นั้น คือ เพื่อนางหิรีเทพธิดานั้น. คำว่า ผู้ผูกช้องผมเรียบร้อยดีแล้ว คือ ผู้มีศีรษะอันผูกไว้ดีแล้ว. คำว่า หญ้าคา คือ สำเร็จด้วยหญ้าคา เจือด้วยหญ้าไทรเป็นต้น . คำว่า มีกลิ่นหอม คือ มีกลิ่นหอมเพราะเจือด้วยหญ้าไทรและหญ้าที่มีกลิ่นหอมอย่างอื่น. คำว่า ลาดด้วยหนังเสือ ได้แก่ ใช้หนังเสืออชินะปูไว้ข้างบน. คำว่า มีเก้าอี้นั่ง คือ ลาดเก้าอี้เห็นปานนี้ ไว้ที่ประตูบรรณศาลา. คำว่า นั่งบนอาสนะนี้ตามสบายมีอธิบายว่า ท่านจงนั่งบนอาสนะนี้ตามความสุขสบายเถิด. คำว่า เพื่อจะให้เพียงพอตามความประสงค์ อธิบายว่า นางปรารถนาอยู่ซึ่งสุธาโภชน์พออิ่ม. คำว่า ด้วยใบบัวใหม่ ได้แก่ ด้วยใบบัวอันสดที่นำมาจากสระโบกขรณีในขณะนั้นเอง. คำว่า เอง คือด้วยมือของตนเอง. คำว่า พร้อมกับน้ำ คือประกอบด้วยน้ำทักษิณา. คำว่า นำสุธาโภชน์มา คือ นำสุธาโภชน์มาเฉพาะแล้ว. คำว่า รีบ คือรีบนำมาด้วยกำลังแห่งความโสมนัส. คำว่า เอาเถิดนี้เป็นนิบาตใช้ในข้อความเป็นอุปสรรค. คำว่า ผู้ได้ชัยชนะ คือเป็นผู้ถึงแล้วซึ่งความชนะ. คำว่า อนุมัติแล้ว คือ อนุญาตแล้วว่า ท่านจงไปตามความพอใจ ณ บัดนี้เถิด. คำว่า ทูล ความว่า นางหิรีนั้นกลับไปยังไตรทศบุรีแล้ว กล่าวในสำนักของท้าวสักกะว่า สุธาโภชน์นี้โกสิยดาบสให้แล้ว. คำว่านางสุรกัญญา หมายถึงนางเทพธิดา. คำว่า สูงสุด คือ ประเสริฐ. คำว่านางเป็นผู้อันเทวดาและมนุษย์บูชาแล้วด้วยประนมหัตถ์ อธิบายว่าเป็นผู้อันเทวดาทั้งหลายด้วย อันมนุษย์ทั้งหลายด้วย บูชาแล้ว ด้วยยกมือประนม. คำว่า ในกาลนั้น อธิบายว่า นางเข้าไปยังเก้าอี้ กล่าวคือตั่งทองคำใหม่ที่ท้าวสักกะประทานแล้ว เพื่อต้องการนั่งในกาลใด ในกาลนั้น ท้าวสักกะและเทวดาที่เหลือจึงพากันบูชานางผู้นั่งบนตั่งนั้น ด้วยดอกปาริฉัตตกะเป็นต้น.
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๖๒ หน้า ๔๖๒–๕๑๓ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
อสีตินิบาตชาดก ๔๗ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๔๗ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
บาลีอักษรไทย ฉบับสยามรัฐ
เนว กีณามิ น ๑ วิกฺกิณามิ น จาปิ เม สนฺนิจโย อิธตฺถิ ๒ สุกิจฺฉรูปํ วติทํ ปริตฺตํ ปตฺโถทโน นาลมยํ ทุวินฺนํ ฯ
อปฺปมฺหา อปฺปกํ ทชฺชา อนุมชฺฌโต มชฺฌกํ พหุมฺหา พหุกํ ทชฺชา อทานํ นุปปชฺชติ ฯ ตํ ตํ วทามิ โกสิย เทหิ ทานานิ ภุญฺช จ อริยมคฺคํ สมารุห ๓ เนกาสี ลภเต สุขํ ฯ
โมฆญฺจสฺส หุตํ โหติ โมฆญฺจาปิ สมีหิตํ อติถิสฺมึ โย นิสินฺนสฺมึ เอโก ภุญฺชติ โภชนํ ฯ ตํ ตํ วทามิ โกสิย เทหิ ทานานิ ภุญฺช จ อริยมคฺคํ สมารุห เนกาสี ลภเต สุขํ ฯ
สจฺจํ ตสฺส หุตํ โหติ สจฺจญฺจาปิ สมีหิตํ อติถิสฺมึ โย นิสินฺนสฺมึ เนโก ภุญฺชติ โภชนํ ฯ ตํ ตํ วทามิ โกสิย เทหิ ทานานิ ภุญฺช จ อริยมคฺคํ สมารุห เนกาสี ลภเต สุขํ ฯ
สรญฺจ ชุหติ โปโส พหุกาย คยาย จ โทเณ ติมฺพรุติตฺถสฺมึ สีฆโสเต มหาวเห ฯ อตฺร จสฺส หุตํ โหติ อตฺร จสฺส สมีหิตํ #๑ ม. นปิ ฯ ๒ ม. จ อตฺถิ ฯ ๓ ม. สมารูห ฯ สี. ยุ. อริยํ มคฺคํ ฯ อิโต ปรํ #อีทิสเมว ฯ อติถิสฺมึ โย นิสินฺนสฺมึ เนโก ภุญฺชติ โภชนํ ฯ ตํ ตํ วทามิ โกสิย เทหิ ทานานิ ภุญฺช จ อริยมคฺคํ สมารุห เนกาสี ลภเต สุขํ ฯ
พลิสํ หิ โส นิคิลติ ๑ ทีฆสุตฺตํ สพนฺธนํ อติถิสฺมึ โย นิสินฺนสฺมึ เอโก ภุญฺชติ โภชนํ ฯ ตํ ตํ วทามิ โกสิย เทหิ ทานานิ ภุญฺช จ อริยมคฺคํ สมารุห เนกาสี ลภเต สุขํ ฯ
อุฬารวณฺณา วต พฺราหฺมณา อิเม อยญฺจ โว สุนโข กิสฺส เหตุ อุจฺจาวจํ วณฺณนิภํ วิกุพฺพติ อกฺขาถ โน พฺราหฺมณา เก นุ ตุเมฺห ฯ
จนฺโท จ สุริโย จ อุโภ อิธาคตา อยํ ปน มาตลิ เทวสารถิ สกฺโกหมสฺมี ติทสานมินฺโท เอโส จ โข ปญฺจสิโขติ วุจฺจติ ฯ
ปาณิสฺสรา มุทิงฺคา จ มุรชาลมฺพรานิ จ สุตฺตเมนํ ปโพเธนฺติ ปฏิพุทฺโธ จ นนฺทติ ฯ
เยเกจิเม มจฺฉริโน กทริยา ปริภาสกา สมณพฺราหฺมณานํ อิเธว นิกฺขิปฺป สรีรเทหํ #๑ สี. ยุ. นิคฺคิลติ ฯ กายสฺส เภทา นิรยํ วชนฺติ ฯ เยเกจิเม สุคติมาสสานา ๑ ธมฺเม ฐิตา สํยเม สํวิภาเค อิเธว นิกฺขิปฺป สรีรเทหํ กายสฺส เภทา สุคตึ วชนฺติ ฯ
ตฺวํ โน ๒ ญาติ ปุริมาสุ ชาติสุ โส มจฺฉรี โกสิโย ๓ ปาปธมฺโม ตเวว อตฺถาย อิธาคตมฺหา มา ปาปธมฺโม นิรยํ อปตฺถ ๔ ฯ
อทฺธา หิ เม เต ๕ หิตกามา ยํ มํ สมนุสาสถ โสหํ ตถา กริสฺสามิ สพฺพํ วุตฺตํ หิเตสิภิ ฯ เอโสหมชฺเชว อุปารมามิ น จาปิหํ กิญฺจิ กเรยฺย ปาปํ น จาปิ เม กิญฺจิ อเทยฺยมตฺถิ น จาปิทตฺวา อุทกํ ปิวามิ ๖ ฯ เอวญฺจ เม ททโต สพฺพกาลํ โภคาปิ เม ๗ วาสว ขียิสฺสนฺติ ตโต อหํ ปพฺพชิสฺสามิ สกฺก หิตฺวา กามานิ ยโถธิกานิ ฯ
นคุตฺตเม คิริวเร คนฺธมาทเน #๑ ม. สุคฺคติมาสมานา ฯ ๒ ม. โนสิ ฯ ๓ ม. โรสโก ฯ ๔ ม. คมิตฺถ ฯ #๕ ม. มํ โว ฯ ๖ สี. อุทกมฺปหํ ปิเพ ฯ ๗ ม. โภคา อิเม ฯ โมทนฺติ ตา เทววราภิปาลิตา อถาคมา อิสิวโร สพฺพโลกคู สุปุปฺผิตํ ทุมวรสาขมาทิย ฯ สุจึ สุคนฺธํ ติทเสหิ สกฺกตํ ปุปฺผุตฺตมํ อมรวเรภิ เสวิตํ อลทฺธมญฺเญหิ ว ทานเวหิ ๑ อญฺญตฺร เทเวหิ ตทารหํ หิตํ ๒ ฯ ตโต จตสฺโส กนกตฺตจูปมา อุฏฺฐาย นาริโย ปมทาธิปา มุนึ อาสา จ สทฺธา จ สิรี ตโต หิรี อิจฺจพฺรวว นารทํ เทวพฺราหฺมณํ ฯ สเจ อนุทฺทิฏฺฐํ ตยา มหามุนิ ปุปฺผํ อิทํ ปาริฉตฺตสฺส พฺรหฺเม ททาหิ โน สพฺพา คติ เต อิชฺฌตุ ตฺวํปิ โน โหหิ ยเถว วาสโว ฯ ตํ ยาจมานาภิสเมกฺข นารโท อิจฺจาพฺรวี สงฺกลหํ อุทีรยิ น มยฺหมตฺถตฺถิ อิเมหิ โกจิ นํ ยาเยว โว เสยฺยสิ สา ปิลนฺธตุ ฯ
ตฺวํ โนตฺตเมวาภิสเมกฺข นารท #๑ ม. อลทฺธ มจฺเจหิ ว ทานเวหิ วา ฯ ๒ ม. หิทํ ฯ ยสฺสิจฺฉสิ ตสฺสมนุปฺปเวจฺฉสุ ยสฺสา หิ โน นารท ตฺวํ ปทสฺสสิ สาเยว โน เหหิติ เสฏฺฐสมฺมตา ฯ
อกลฺลเมตํ วจนํ สุคตฺเต โก พฺราหฺมโณ โก กลหํ ๑ อุทีรเย คนฺตฺวาน ภูตาธิปเมว ปุจฺฉถ สเจ น ชานาถ อิธุตฺตมธมฺมํ ฯ
ตา นารเทน ปรมปฺปโกปิตา อุทีริตา วณฺณมเทน มตฺตา สกาสํ ๒ คนฺตฺวาน สหสฺสจกฺขุโน ปุจฺฉึสุ ภูตาธิปํ กา นุ เสยฺยสิ ฯ
ตา ทิสฺวา อายตฺตมนา ปุรินฺทโท อิจฺจาพฺรวี เทววโร กตญฺชลี สพฺพาว โว โหถ สุภคฺเค ๓ สาทิสี โก เนว ๔ ภทฺเท กลหํ อทีรยิ ฯ
โย สพฺพโลกญฺจรโก ๕ มหามุนิ ธมฺเม ฐิโต นารโท สจฺจนิกฺกโม โส โน พฺรวี คิริวเร คนฺธมาทเน คนฺตฺวาน ภูตาธิปเมว ปุจฺฉถ สเจ น ชานาถ อิธุตฺตมธมฺมํ ฯ #๑ ม. สงฺกลหํ ฯ ๒ ม. สกาเส ฯ ๓ ม. สุคตฺเต ฯ ๔ โก เนธ อิติปิ ฯ #๕ ม. สพฺพโลกจฺจริโต ฯ
อสู พฺรหารญฺญจโร มหามุนิ นาทตฺวา ภตฺตํ วรคตฺเต ภุญฺชติ วิเจยฺย ทานานิ ททาติ โกสิโย ยสฺสา หิ โส ทสฺสติ สาว เสยฺยสิ ฯ
อสู หิ โส สมฺมติ ทกฺขิณํ ทิสํ คงฺคาย ตีเร หิมวนฺตปสฺสินิ ๑ ส โกสิโย ทุลฺลภปานโภชโน ตสฺส สุธํ ปาปย เทวสารถิ ฯ
โส มาตลิ เทววเรน เปสิโต สหสฺสยุตฺตํ อภิรุยฺห สนฺทนํ สุขิปฺปเมว อุปคมฺม อสฺสมํ อทิสฺสมาโน มุนิโน สุธํ อทา ฯ
อุทคฺคิหุตฺตํ อุปติฏฺฐโต หิ เม ปภงฺกรํ โลกตโมนุทุตฺตมํ สพฺพานิ ภูตานิ อธิจฺจ ๒ วาสโว โก เนว เม ปาณิสุ กึ สุโธทหิ ฯ สงฺขูปมํ เสตมตุลฺยทสฺสนํ สุจึ สุคนฺธํ ปิยรูปมพฺภุตํ อทิฏฺฐปุพฺพํ มม ชาตจกฺขุภิ ๓ กา เทวตา ปาณิสุ กึ สุโธทหิ ฯ #๑ ม. -ปสฺสนิ ฯ สี. ยุ. -ปสฺมนิ ฯ ๒ สี. ยุ. อติจฺจ ฯ ๓ ม. ชาตุ จกฺขุภิ ฯ
อหํ มหินฺเทน มเหสิ เปสิโต สุธาภิหาสึ ตุริโต มหามุนิ ชานาสิ มํ มาตลิ เทวสารถิ ภุญฺชสฺสุ ภตฺตุตฺตมํ มาภิวารยิ ๑ ฯ ภุตฺตา จ สา ทฺวาทส หนฺติ ปาปเก ขุทฺทํ ปิปาสํ อรตึ ทรถํ กิลํ ๒ โกธูปนาหญฺจ วิวาทเปสุณํ สีตุณฺหตนฺทิญฺจ รสุตฺตมํ อิทํ ฯ
น กปฺปติ มาตลิ มยฺห ภุญฺชิตุํ ปุพฺเพ อทตฺวา อิติ เม วตุตฺตมํ น จาปิ เอกาสนมรียปูชิตํ ๓ อสํวิภาคี จ สุขํ น วินฺทติ ฯ
ถีฆาตกา เยเกจิเม ๔ ปรทาริกา มิตฺตทฺทุโน เย จ สปนฺติ สุพฺพเต สพฺเพว ๕ เต มจฺฉริปญฺจมาธมา ตสฺมา อทตฺวา อุทกมฺปิ นาสฺมิเย ๖ ฯ โสหิตฺถิยา วา ปุริสสฺส วา ปน ทสฺสามิ ทานํ วิทุสมฺปวณฺณิตํ สทฺธา วทญฺญู อิธ วีตมจฺฉรา #๑ สี. ยุ. มา วิจารยิ ฯ ๒ สพฺพตฺถ โปตฺถเก ขมนฺติ ขายติ ฯ ม. ทรกฺลมํ ฯ #๓ สี. ยุ. เอกาสนํ อริยปูขิตํ ฯ ๔ ม. เย จิเม ฯ ๕ ม. จ ฯ ๖ ม. นาสฺนิเย ฯ ภวนฺติ เหเต สุจิสจฺจสมฺมตา ฯ
อโต มตา เทววเรน เปสิตา กญฺญา จตสฺโส กนกตฺตจูปมา อาสา จ สทฺธา จ สิรี ตโต หิรี ตํ อสฺสมํ อาคมุ ๑ ยตฺถ โกสิโย ฯ ตา ทิสฺวา สพฺพา ปรมปฺปโมทิตา ๒ สุเภน วณฺเณน สิขาริวคฺคิโน กญฺญา จตสฺโส จตุโร จตุทฺทิสา อิจฺจาพฺรวี มาตลิโนว ๓ สมฺมุขา ฯ ปุริมํ ทิสํ กา ตฺวํ ปภาสิ เทวเต๕ อลงฺกตา ตารวราว โอสธี ปุจฺฉามิ ตํ กญฺจนเวลฺลิวิคฺคเห อาจิกฺข เม ตฺวํ กตมาสิ เทวตา ฯ
สิราห เทวี มนุเชสุ ๔ ปูชิตา อปาปสตฺตูปนิเสวินี สทา สุธาวิวาเทน ตวนฺติมาคตา ตํ มํ สุธาย วรปญฺญ ภาชย ฯ ยสฺสาหมิจฺฉามิ สุธํ มหามุนิ โส สพฺพกาเมหิ นโร ปโมทติ สิรีติ มํ ชานาหิ ชูหตุตฺตม #๑ สี. ยุ. อาคมม ฯ ๒ ม. สพฺโพ ปรมปฺปโมทิโต ฯ ๓ ม. จ ฯ ๔ ม. มนุเชภิ ฯ ตํ มํ สุธาย วรปญฺญ ภาชย ฯ
สิปฺเปน วิชฺชาจรเณน พุทฺธิยา นรา อุเปตา ปคุณา สกมฺมุนา ตยา วิหีนา น ลภนฺติ กิญฺจิ นํ ๑ ตยิทํ น สาธุ ยทิทํ ยตา กตํ ฯ ปสฺสามิ โปสํ อลสํ มหคฺฆสํ สุทุกฺกุลีนํปิ อรูปิมํ นรํ ตยานุคุตฺโต สิริ ชาติมามปิ เปเสติ ทาสํ วิย โภควา สุขี ฯ ตนฺตํ อสจฺจํ อวิภชฺชเสวินึ ชานามิ มุฬฺหํ วิทุรานุปาตินึ น ตาทิสี อรหติ อาสนูทกํ กุโต สุธา คจฺฉ น มยฺห รุจฺจสิ ฯ
กา สุกฺกทาฐา ปฏิมุตฺตกุณฺฑลา จิตฺตงฺคทา กมฺพุวิมฏฺฐธารินี โอสิตฺตวณฺณํ ปริทยฺห โสภติ ๒ กุสคฺคิรตฺตํ อปิฬยฺห มญฺชรึ ฯ มิคีว ภนฺตา สรจาปธารินา วิราธิตา มนฺทมิว อุทิกฺขสิ โก เต ทุติโย อิธ มนฺทโลจเน #๑ ม. กิญฺจนํ ฯ ๒ ม. โสภสิ ฯ น ภายสิ เอกิกา กานเน วเน ฯ
น เม ทุติโย อิธมตฺถิ โกสิย มสกฺกสารปฺปภวมฺหิ เทวตา อาสา สุธาสาย ตวนฺติมาคตา ตํ มํ สุธาย วรปญฺญ ภาชย ฯ
อาสาย ยนฺติ วณิชา ธเนสิโน นาวํ สมารุยฺห ปเรนฺติ อณฺณเว เต ตตฺถ สีทนฺติ อโถปิ เอกทา ชินาธนา เอนฺติ วินฏฺฐปาภตา ฯ อาสาย เขตฺตานิ กสนฺติ กสฺสกา วปนฺติ พีชานิ กโรนฺตุปายโส อีตีนิปาเตน อวุฏฺฐิตาย วา ๑ น กิญฺจิ วินฺทนฺติ ตโต ผลาคมํ ฯ อถตฺตการานิ กโรนฺติ ภตฺตุสุ อาสํ ปุรกฺขตฺว นรา สุเขสิโน เต ภตฺตุรตฺถา อติคาฬฺหิตา ปุน ทิสา ปนสฺสนฺติ อลทฺธ กิญฺจิ นํ ๒ ฯ ชหิตฺว ๓ ธญฺญญฺจ ธนญฺจ ญาตเก อาสาย สคฺคาธิมนา สุเขสิโน #๑ สี. ยุ. อวฏฺฐิกาย วา ฯ ๒ ม. กิญฺจนํ ฯ ๓ ม. หิตฺวาน ฯ ตปนฺติ ลูขํปิ ตปํ จิรตฺตรํ กุมฺมคฺคมารุยฺห ปเรนฺติ ทุคฺคตึ ฯ อาสา วิสํวาทิกสมฺมตา อิเม อาเส สุธาย ๑ วินยสฺสุ อตฺตนิ น ตาทิสี อรหติ อาสนูทกํ กุโต สุธา คจฺฉ น มยฺห รุจฺจสิ ฯ
ททฺทลฺลมานา ยสสา ยสสฺสินี ชิฆญฺญนามวฺหยนํ ทิสํปติ ปุจฺฉามิ ตํ กญฺจนเวลฺลิวิคฺคเห อาจิกฺข เม ตฺวํ กตมาสิ เทวตา ฯ
สทฺธาห เทวี มนุเชสุ ๒ ปูชิตา อปาปสตฺตูปนิเสวินี สทา สุธาวิวาเทน ตวนฺติมาคตา ตํ มํ สุธาย วรปญฺญ ภาชย ฯ
ทานํ ทมํ จาคมโถปิ สํยมํ อาทาย สทฺธาย กโรนฺติ เหกทา เถยฺยํ มุสา กูฏมโถปิ เปสุณํ กโรนฺติ เหเก ปุน วิจฺจุตา ตยา ฯ ภริยาสุ โปโส สทิสีสุ เปกฺขวา สีลูปปนฺนาสุ ปติพฺพตาสุปิ #๑ ม. สุธาสํ ฯ ๒ ม. -มนุเชหิ ฯ อิโต ปรํ อีทิสเมว ฯ วิเนตฺวา ๑ ฉนฺทํ กุลิตฺถิยาสุปิ ๒ กโรติ สทฺธํ ปุน กุมฺภทาสิยา ฯ ตฺวเมว สทฺเธ ปรทารเสวินี ปาปํ กโรสี กุสลํ นิริญฺจสิ ๓ น ตาทิสี อรหติ อาสนูทกํ กุโต สุธา คจฺฉ น มยฺห รุจฺจสิ ฯ
ชิฆญฺญรตฺตึ อรุณสฺมิมูหเต ยา ทิสฺสติ อุตฺตมรูปวณฺณินี ตถูปมา มํ ปฏิภาสิ เทวเต อาจิกฺข เม ตฺวํ กตมาสิ อจฺฉรา ฯ กาฬา นิทาเฆริว อคฺคิชาริว ๔ อนิเลริตา โลหิตปตฺตมาลินี กา ติฏฺฐสี มนฺทมิคาว โลกยํ ๕ ภาเสสมานาว คิรํ น มุญฺจสิ ฯ
หิราห เทวี มนุเชสุ ปูชิตา อปาปสตฺตูปนิเสวินี สทา สุธาวิวาเทน ตวนฺติมาคตา สาหํ น สกฺโกมิ สุธํปิ ยาจิตุํ โกปินรูปา วิย ยาจนิตฺถิยา ฯ
ธมฺเมน ญาเยน สุคตฺเต ลจฺฉสิ #๑ ม. วิเนตฺวาน ฯ ๒ สี. ยุ. กุลธีติยาสุปิ ฯ ๓ ม. กุสลมฺปิ ริญฺจสิ ฯ #๔ สี. อคฺคชาติว ฯ ยุ. อคฺคิชาติว ฯ ๕ สี. ยุ. มนฺทมิวาวโลกยํ ฯ เอโส หิ ธมฺโม น หิ ยาจนา สุธา ตํ ตํ อยาจนฺติมหํ นิมนฺตเย สุธํ ยํ ๑ ยญฺจิจฺฉสิ ตํปิ ทมฺมิ เต ฯ สา ตฺวํ มยา อชฺช สกมฺหิ อสฺสเม นิมนฺติตา กญฺจนเวลฺลิวิคฺคเห ตุวญฺหิ เม สพฺพรเสหิ ปูชิตา ตํ ปูชยิตฺวาน สุธํปิ อสฺมิเย ฯ
สา โกสิเยนานุมตา ชุตีมตา อทฺธา หิรี รมฺมํ ปาวิสิยสฺสมํ อุทกวนฺตํ ผลมริยปูชิตํ อปาปสตฺตูปนิเสวินี ๒ สทา ฯ รุกฺขคฺคหนา พหุเกตฺถ ปุปฺผิตา อมฺพา ปิยาลา ปนสา จ กึสุกา โสภญฺชนา โลทฺทมโถปิ ปทฺมกา เกตกา จ ภงฺคา ติลกา จ ปุปฺผิตา ฯ สาลา กเรรี พหุเกตฺถ ชมฺพุโย อสฺสตฺถนิโคฺรธมธุกา จ เวทิสา ๓ อุทฺทาลกา ปาตลิ สินฺทุวาริตา ๔ มนุญฺญคนฺธา มุจฺจลินฺทเกตกา ฯ หเรณุกา เวลุกา เวณุติณฺฑุกา ๕ #๑ ม. สุธาย ฯ ๒ ม. -นิเสวิตํ ฯ ๓ ม. อสฺสตฺถนิโคฺรธมธุกเวตสา ฯ #๔ ม. -วารกา ฯ ๕ ม. เกณุตินฺทุกา ฯ สามากนิวารมโถปิ จีนกา โมจา กทลี พหุเกตฺถ สาลิโย ปวีหโย อาภุชิโน จ ตณฺฑุลา ฯ ตสฺส จ อุตฺตรปสฺเสน ๑ ชาตา โปกฺขรณี สิวา อกกฺกสา อปพฺภารา สาธุ อปฺปฏิคนฺธิกา ฯ ตตฺถ มจฺฉา สนฺนิรตา เขมิโน พหุโภชนา สิงฺคุสวงฺกา สกุลา ๒ สตวงฺกา จ โรหิตา อาลิคคฺครกากิณฺณา ปาฏินา กากมจฺฉกา ฯ ตตฺถ ปกฺขี สนฺนิรตา เขมิโน พหุโภชนา หํสา โกญฺจา มยูรา จ จากวากา ๓ จ กุกฺกุหา กุณาลกา พหู จิตฺรา สิขณฺฑี ชีวชีวกา ฯ ตตฺถ ปาณา สมายนฺติ นานามิคคณา พหู สีหา พฺยคฺฆา วราหา จ อจฺฉโกกตรจฺฉโย ฯ ปลสทา จ ควชา ๔ มหิสา โรหิตา รุรู เอเณยฺยา จ วราหา จ คณิโน นีกสูกรา ฯ กทลิมิคา พหูเกตฺถ วิฬารา สสกณฺณิกา ฉมาคิรี ปุปฺผวิจิตฺรสนฺถตา ทิชาภิฆุฏฺฐา ทิชสงฺฆเสวิตา ฯ
สา สุตฺตจา นีลทุมาภิลมฺพิตา วิชฺชุมหาเมฆริวานุปชฺชถ #๑ ม. ตสฺเสวุตฺตรปสฺเสน ฯ ๒ ม. สงฺกุลา ฯ ๓ ม. จกฺกวากา ฯ #๔ ม. ปลาสาทา ควชา จ ฯ ตสฺสา สุสมฺพนฺธสิรํ กุสามยํ สุจึ สุคนฺธํ อชินูปเสวิตํ อตฺริจฺฉโกจฺฉํ ๑ หิริเมตทพฺรวิ นิสีท กลฺยาณิ สุขยิทมาสนํ ฯ ตสฺสา ตทา โกจฺฉคตาย โกสิโย ยทิจฺฉมานาย ชฏาชุตินฺธโร ๒ นเวหิ ปตฺเตหิ สยํ สหูทกํ สุธาภิหาสี ตุริโต มหามุนิ ฯ สา ตํ ปฏิคฺคยฺห อุโภหิ ปาณิภิ อิจฺจาพฺรวี อตฺตมนา ชฏาธรํ หนฺทาหํ เอตรหิ ปูชิตา ตยา คจฺเฉยฺยํ พฺรหฺเม ติทิวํ ชิตาวินี ฯ สา โกสิเยนานุมตา ชุตีมตา อุทีริตา วณฺณมเทน มตฺตา สกาเส คนฺตฺวาน สหสฺสจกฺขุโน อยํ สุธา วาสว เทหิ เม ชยํ ฯ ตเมนํ สกฺโกปิ ตทา อปูชยิ สหินฺทเทวา ๓ สุรกญฺญมุตฺตมํ สา ปญฺชลี เทวมนุสฺสปูชิตา นวมฺหิ โกจฺฉมฺหิ ยทา อุปาวิสิ ฯ #๑ ม. อตฺริจฺจ โกจฺฉํ ฯ ๒ ม. ชฏาชินนฺธโร ฯ ๓ สี. ยุ. สหินฺทา จ เทวา ฯ
ตเมว อสํสี ปุนเทว มาตลึ สหสฺสเนตฺโต ติทสานมินฺโท คนฺตฺวาน วากฺยํ มม พฺรูหิ โกสิยํ อาสาย สทฺธาย สิริยา จ โกสิย หิรี สุธํ เกนมลตฺถ เหตุนา ฯ
ตํ สุปฺลวตฺถํ อุทตารยี รถํ ททฺทลฺลมานํ อุปกฺรียสาทิสํ ชมฺโพนทีสํ ตปเนยฺยสนฺนิภํ อลงฺกตํ กญฺจนจิตฺตสนฺถตํ ฯ สุวณฺณจนฺเทตฺถ พหู นิปาติตา หตฺถี ควสฺสา กึปุริสพฺยคฺฆทีปิโย เอเณยฺยกา ลงฺฆมเยตฺถ ปกฺขิโน มิเคตฺถ เวฬุริยมยา ยูถายุตา ฯ ตตฺถสฺสราชหริโย อโยชยุํ ทสสตานิ สุสุนาคสาทิเส อลงฺกเต กญฺจนชาลุรจฺฉเท อาเวลิเน สทฺทคเม อสงฺคิเต ฯ ตํ ยานเสฏฺฐํ อภิรุยฺห มาตลิ ทส ทิสา อิมา อภินาทยิตฺถ นภญฺจ เสลญฺจ วนปฺปติญฺจ สสาครํ ปพฺยตยิตฺถ ๑ เมทนึ ฯ ส ขิปฺปเมว อุปคมฺม อสฺสมํ ปาวารเมกํสกโต กตญฺชลี พหุสฺสุตํ วุฑฺฒํ วินีตวตฺตํ อิจฺจพฺรวี มาตลิ เทวพฺราหฺมณํ ฯ อินฺทสฺส วากฺยํ นิสาเมหิ โกสิย ทูโต อหํ ปุจฺฉติ ตํ ปุรินฺทโท อาสาย สทฺธาย สิริยา จ โกสิย หิรี สุธํ เกนมลตฺถ เหตุนา ฯ
อทฺธา สิรี มํ ปฏิภาติ มาตลิ สทฺธา อนิจฺจา ปน เทวสารถิ อาสา วิสํวาทิกสมฺมตา หิ เม หิรี จ อริยมฺหิ คุเณ ปติฏฺฐิตา ฯ
กุมาริโย ยาจิมา โคตฺตรกฺขิตา ชิณฺณา จ ยา จ ๒ สภตฺตุอิตฺถิโย ตา ฉนฺทราคํ ปุริเสสุ อุคฺคตํ หิริยา นิวาเรนฺติ สจิตฺตมตฺตโน ฯ สงฺคามสีเส สรสตฺติสํยุเต ปราชิตานํ ปตตํ ปลายินํ หิริยา นิวตฺตนฺติ ชหิตฺวาน ชีวิตํ #๑ ม. ปพฺยธยิตฺถ ฯ สี. ยุ. ปพฺยาถยิตฺถ ฯ ๒ ม. ยา ยา จ ฯ เต สมฺปฏิจฺฉนฺติ ปุน หิรีมนา ฯ เวลา ยถา สาครเวควาริณี อยํ หิรี ๑ ปาปชนํ นิวาริณี ตํ สพฺพโลเก หิริมรียปูชิตํ อินฺทสฺส ตํ เวทย เทวสารถิ ฯ
โก เต อิมํ โกสิย ทิฏฺฐิโมทหิ พฺรหฺมา มหินฺโท อถวา ปชาปติ หิราย เทเวสุปิ เสฏฺฐสมฺมตา ธีตา มหินฺทสฺส มเหสิ ชายถ ฯ
หนฺเทหิทานิ ติทิวํ อปกฺกม รถํ สมารุยฺห มมายิตํ อิทํ ๒ อินฺโท จ ตํ อินฺทสโคตฺต กงฺขติ อชฺเชว ตฺวํ อินฺทสหพฺยตํ วช ฯ
เอวํ วิสุชฺฌนฺติ ๓ อปาปกมฺมิโน อโถ สุจิณฺณสฺส ผลํ น นสฺสติ เยเกจิ อทฺทกฺขุํ สุธาโภชนํ ๔ สพฺเพว เต อินฺทสหพฺยตํ คตาติ ฯ
หิรี อุปฺปลวณฺณาสิ โกสิโย ทานปติ ภิกฺขุ อนุรุทฺโธ ปญฺจสิโข อานนฺโท อาสิ มาตลิ สุริโย กสฺสโป ภิกฺขุ โมคฺคลฺลาโนสิ จนฺทิมา #๑ ม. หิราย หิ ฯ ๒ ม. อิมํ ฯ ๓ สี.ยุ. สมิชฺฌนฺติ ฯ ๔ ม. มทฺทกฺขุ สุธาย โภชนํ ฯ นารโท สารีปุตฺโตสิ สมฺพุทฺโธ อาสิ วาสโวติ ฯ สุธาโภชนชาตกํ ตติยํ ฯ
ที่มา: พระไตรปิฎกบาลีอักษรไทย ฉบับสยามรัฐ เล่มที่ ๒๘ ข้อ ๒๔๙
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๘