เตมิยชาดก
ว่าด้วยพระเจ้าเตมีย์ทรงบำเพ็ญเนกขัมมบารมี
เล่มที่ ๒๘ · ข้อ ๓๙๔ · บรรทัด ๒๖๐๗ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๒
อรรถกถาชาดก ตอนที่ ๑ จาก ๗
เรื่องเล่า
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงพระปรารภมหาภิเนกขัมมบารมี ตรัสพระธรรมเทศนานี้ ว่า มา ปณฺฑิจฺจยํ วิภาวยดังนี้เป็นต้น.
ความพิสดารว่า วันหนึ่ง ภิกษุทั้งหลายนั่งประชุมกัน อยู่ในโรงธรรมสภาพรรณนามหาภิเนกขัมมบารมีของพระผู้มีพระภาคเจ้า พระศาสดาทรงสดับเรื่องนั้นด้วยทิพโสต เสด็จออกจากพระคันธกุฎีมายังโรงธรรมสภา ตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ เธอทั้งหลายประชุมเจรจากันถึงเรื่องอะไร เมื่อภิกษุเหล่านั้นกราบทูลให้ทรงทราบแล้ว จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรามีบารมีเต็มแล้ว ทั้งราชสมบัติออกเพื่อคุณอันยิ่งใหญ่ในบัดนี้ ไม่น่าอัศจรรย์เลยเมื่อก่อน ญาณยังไม่แก่กล้า เขากำลังบำเพ็ญบารมีอยู่ ได้ทั้งราชสมบัติออกเพื่อคุณอันยิ่งใหญ่นั้นจึงน่าอัศจรรย์ ตรัสดังนี้แล้ว ทรงดุษณีภาพอยู่ ภิกษุเหล่านั้นกราบทูลวิงวอนให้ทรงเล่าเรื่อง จึงทรงนำอดีตนิทานมาแสดง ดังต่อไปนี้.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในอดีตกาล พระราชาพระนามว่า กาสิกราชครองราชสมบัติโดยธรรมโดยเสมอ ในกรุงพาราณสี พระองค์มีสนมนารีประมาณหนึ่งหมื่นหกพันคน บรรดาสนมนารีเหล่านั้น แม้สักคนหนึ่งก็ไม่มีโอรสหรือธิดาเลย กาลนั้นชาวพระนครกล่าวกันว่า พระราชาของพวกเราไม่มีพระโอรสแม้องค์หนึ่งที่จะสืบพระวงศ์ จึงประชุมกันที่พระลานหลวง โดยนัยอันมาแล้วในกุสราชชาดกนั่นแล กราบทูลพระราชาว่า ข้าแต่สมมติเทพ ขอพระองค์จงทรงปรารถนาพระโอรสเถิด พระราชาทรงสดับคำแห่งชาวเมืองนั้นแล้ว ตรัสเรียกสนมนารีหนึ่งหมื่นหกพันมาในขณะนั้น แล้วมีพระราชดำรัสสั่งว่า เจ้าทั้งหลายจงปรารถนาบุตร สนมนารีเหล่านั้น ทำกิจเป็นต้นว่า วิงวอนและบำรุงเทวดาทั้งหลายมีพระจันทร์เป็นต้น แม้ปรารถนาก็หาได้โอรสหรือธิดาไม่.
ฝ่ายอัครมเหสีของพระเจ้ากาสิกราช ผู้เป็นพระธิดาแห่งพระเจ้ามัททราช พระนามว่าจันทาเทวี เป็นผู้สมบูรณ์ด้วยสีลาจารวัตร พระราชามีพระราชดำรัสสั่งว่า แน่ะนางผู้เจริญ แม้เธอก็จงปรารถนาพระโอรส พระเทวีได้สดับ พระราชดำรัสของพระราชสวามีแล้ว ทรงทูลรับ ว่า สาธุ แล้วจึงสมาทานอุโบสถในวันเพ็ญ เปลื้องสรรพาภรณ์ บรรทมเหนือพระยี่ภู่น้อย ทรงอาวัชนาการถึงศีลของพระองค์ ได้ทรงกระทำสัจจกิริยาว่า ถ้าข้าพเจ้ารักษาศีลไม่ขาด ขอบุตรของข้าพเจ้าจงเกิดขึ้นด้วยสัจจวาจานี้.
ด้วยเดชานุภาพแห่งศีลของพระนางจันทาเทวีนั้น ปัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ของท้าวสักกเทวราชแสดงอาการร้อน ท้าวสักกะเมื่อทรงอาวัชนาการก็ทรงทราบเหตุนั้นว่า พระนางจันทาเทวีปรารถนาโอรส ตกลงเราจักให้โอรสแก่พระนางนั้น ทรงพิจารณาถึงโอรสที่สมควรแก่พระนาง ก็ทรงเห็นพระโพธิสัตว์ กาลนั้น พระโพธิสัตว์ครองราชสมบัติอยู่ ในกรุงพาราณสีได้ยี่สิบปีเคลื่อนจากมนุษยโลกนั้น บังเกิดในอุสสุทนรก เสวยทุกข์อยู่ในนรกนั้นแปดหมื่นปี เคลื่อนจากนรก บังเกิดในพิภพดาวดึงส์ ตั้งอยู่ในดาวดึงส์นั้นตลอดอายุ เคลื่อนจากดาวดึงส์นั้น ประสงค์จักไปเทวโลกชั้นสูง ครั้งนั้นท้าวสักกะเสด็จไปสู่สำนักของพระโพธิสัตว์ ตรัสว่า ข้าแต่ท่านผู้นิรทุกข์ เมื่อท่านเกิดในมนุษยโลก บารมีทั้งหลายของท่านจักเต็มเปี่ยม ความเจริญจักมีแก่ท่าน และแก่พระชนกชนนีของท่าน ด้วยว่าพระอัครมเหสีของพระเจ้ากาสิกราช พระนามว่า จันทาเทวี ปรารถนาโอรส ทานจงอุบัติในพระครรภ์ของพระนางนั้น แล้วท้าวสักกะถือเอาซึ่งปฏิญญาแก่พระโพธิสัตว์นั้น และแก่เทวบุตรทั้งหลาย ประมาณ ๕๐๐ องค์ผู้จักจุติ แล้วเสด็จกลับไปยังที่ประทับของพระองค์ทีเดียว พระโพธิสัตว์นั้นรับคำว่า สาธุ แล้วจุติพร้อมกับเทวบุตร๕๐๐ องค์ พระองค์เองถือปฏิสนธิในพระครรภ์ของพระนางจันทาเทวี ส่วนเทวบุตรประมาณ ๕๐๐ องค์นอกนี้ ได้ถือปฏิสนธิในครรภ์ของภริยาอมาตย์ทั้งหลาย กาลนั้น พระครรภ์ของพระนางจันทาเทวีเป็นประมาณหนึ่งเต็มไปด้วยแก้ววิเชียร พระนางทรงทราบว่าตั้งครรภ์ จึงกราบทูลแด่พระราชา พระราชาทรงทราบดังนั้น จึงได้พระราชทานครรภ์บริหารแก่พระนาง พระนางมีพระครรภ์ครบกำหนดแล้ว ก็ประสูติพระโอรสซึ่งสมบูรณ์ด้วยบุญลักษณะอันอุดม ภรรยาอมาตย์ทั้งหลายก็คลอดกุมาร ๕๐๐ ในเรือนอมาตย์ในวันนั้นเหมือนกัน ขณะนั้น พระราชาประทับอยู่ในที่เสด็จออกแวดล้อมไปด้วยหมู่อมาตย์ราชบริพาร ลำดับนั้น เจ้าหน้าที่ทั้งหลายกราบทูลให้ทรงทราบว่าพระราชโอรสของพระองค์ประสูติแล้วพระเจ้าข้า พระเจ้ากาสิกราชได้ทรงสดับคำของเจ้าหน้าที่เหล่านั้น ทรงมีความรักในพระโอรสเป็นครั้งแรกเกิดขึ้น ตัดพระฉวีจดพระอัฐิมิญชะดำรงอยู่ เกิดพระปีติซาบซ่านภายในพระกมล แม้หทัยของอมาตย์ราชบริพารทั้งหลายก็เกิดเยือกเย็นทั่วกัน พระราชาตรัสถามเหล่าอมาตย์ว่า ท่านทั้งหลายดีใจหรือ เมื่อลูกชายของเราเกิด อมาตย์เหล่านั้นกราบทูลว่า พระองค์ตรัสถามไยพระเจ้าข้า เมื่อก่อนข้าพระองค์ไร้ที่พึ่งบัดนี้พวกข้าพระองค์มีที่พึ่ง ได้เจ้านายแล้ว พระเจ้ากาสิราชได้ทรงสดับคำของเหล่าอมาตย์ก็เกิดพระปีติปลื้มพระทัย จึงตรัสเรียกมหาเสนาบดีมาตรัสสั่งว่า ท่านมหาเสนาบดีผู้เจริญ ลูกชายของฉันควรจะได้บริวาร ท่านจงไปตรวจดูว่า ในเรือนอมาตย์มีทารกเกิดในวันนี้เท่านี้ มหาเสนาบดีรับพระราชบัญชาแล้ว ไปตรวจดูเห็นทารกในเรือนอมาตย์ ๕๐๐ คน จึงกราบทูลให้ทรงทราบ พระราชาได้ทรงสดับคำของอมาตย์เหล่านั้นก็เกิดพระปีติ จึงมีตรัสสั่งให้พระราชทานเครื่องประดับสำหรับกุมาร แก่ทารกทั้ง ๕๐๐ คน และให้พระราชทานนางนม ๕๐๐ คน แต่สำหรับพระมหาสัตว์ พระราชาพระราชทานนางนม ๖๔ นาง ล้วนแต่เป็นนางนมผู้เว้นโทษมีสูงนักเป็นต้น นมไม่ยาน น้ำนมมีรสหวาน เว้นนางนมที่มีโทษเช่นนั้น เพราะเหตุไร เพราะเมื่อทารกนั่งดื่มนมข้างสตรีที่สูงนัก คือทารกจักยืดยาวเกินไป เมื่อทารกนั่งดื่มนมข้างสตรีเตี้ยนัก กระดูกคอทารกจักหดสั้น เมื่อทารกนั่งดื่มนมข้างสตรีผอมนัก ขาทั้งสองของทารกจักเสียดสีกัน เมื่อทารกนั่งดื่มนมข้างสตรีอ้วนนักเท้าทั้งสองของทารกจักเพลีย สตรีมีผิวดำนัก น้ำนมเย็นเกินไป สตรีมีผิวขาวนัก น้ำนมร้อนเกินไป เมื่อทารกดื่มนมของสตรีนมยาน จมูกจักแฟบสตรีเป็นโรคหืด มีน้ำนมเปรี้ยวนัก สตรีเป็นโรคมองคร่อ น้ำนมจักมีรสวิการต่าง ๆ มีเผ็ดจัดเป็นต้น เพราะเหตุนั้น พระเจ้ากาสิกราชทรงเว้นโทษทั้งปวงเหล่านั้น พระราชทานนางนม ๖๔ คน ที่เว้นจากโทษมีสูงนักเป็นต้น นมไม่ยาน น้ำนมมีรสหวาน ทรงทำสักการะให้ได้พระราชทานพร แม้แก่พระนางจันทาเทวี พระนางรับพระพรแล้วถวายคืนไว้ก่อน ในวันขนานพระนามพระโพธิสัตว์ พระเจ้ากาสิกราชทรงทำสักการะเป็นอันมากแก่เหล่าพราหมณ์ผู้รู้ลักษณะพยากรณ์ แล้วตรัสถามถึงอันตรายของพระมหาสัตว์ พราหมณ์ผู้รู้ลักษณะพยากรณ์เหล่านั้น เห็นพระลักษณสมบัติแห่งพระโพธิสัตว์ จึงกราบทูลว่า พระโอรสของพระองค์สมบูรณ์ด้วยบุญลักษณะอันอุดมี อย่าว่าแต่ทวีปหนึ่งเลย พระโอรสของพระองค์ทรงสามารถครองราชสมบัติ ในมหาทวีปทั้ง ๔ มีทวีปน้อย ๒,๐๐๐ เป็นบริวาร (จักรพรรดิ) อันตรายอะไร ๆ จะไม่ปรากฏแก่พระโอรสเลย พระเจ้ากาสิกราชได้ทรงสดับคำของพราหมณ์เหล่านั้น ก็ดีพระหฤทัย เมื่อทรงขนานพระนามพระกุมาร ได้ทรงขนานพระนามว่าเตมิยกุมาร เพราะเหตุในวันที่พระกุมารประสูติ ฝนตกทั่วกาสิกรัฐ และเพราะพระกุมารประสูติ เป็นเหมือนยังพระหฤทัยแห่งพระราชาและหัวใจแห่งหมู่อมาตย์และมหาชนให้ชุ่มชื่น ลำดับนั้น นางนมทั้งหลายยังพระโพธิสัตว์ผู้มีพระชนม์ได้หนึ่งเดือน ให้สนานประดับองค์แล้ว นำขึ้นเฝ้าพระราชบิดาพระราชาทอดพระเนตรเห็นพระปิโยรส ทรงสวมกอดจุมพิตที่พระเศียรแล้วให้ประทับบนพระเพลา ประทับนั่งรื่นรมย์อยู่ด้วยพระกุมาร ขณะนั้นพวกราชบุรุษนำโจร ๔ คนมาหน้าที่นั่ง พระราชาทอดพระเนตรเห็นโจรเหล่านั้นแล้ว มีพระราชดำรัสสั่งให้ลงพระอาญาโจรเหล่านั้น ให้เอาหวายทั้งหนามเฆี่ยนโจรคนหนึ่ง. ๑,๐๐๐ ที ให้จำโจรคนหนึ่งด้วยโซ่ตรวนแล้วล่งเข้าเรือนจำให้เอาหอกแทงที่สรีระของโจรคนหนึ่ง ให้เอาหลาวเสียบโจรคนหนึ่ง.
ครั้งนั้น พระมหาสัตว์ได้ทรงฟังพระดำรัสของพระบิดา ทั้งกลัวทั้งสะดุ้ง ทรงจินตนาการว่า โอ พระชนกของเราอาศัยราชสมบัติทำกรรมอันหนักเกิน ซึ่งจะไปสู่นรกวันรุ่งขึ้น พระพี่เลี้ยงนางนมทั้งหลายให้พระมหาสัตว์บรรทมเหนือพระแท่นที่สิริไสยาสน์ ซึ่งตกแต่งแล้วภายใต้เศวตฉัตร พระโพธิสัตว์บรรทมหน่อยหนึ่ง ตื่นบรรทมลืมพระเนตรทั้งสอง ทอดพระเนตรเศวตฉัตรเห็นสิริราชสมบัติอันยิ่งใหญ่ ลำดับนั้น ความกลัวอย่างเหลือเกินได้เกิดขึ้นแก่พระโพธิสัตว์ ผู้ทั้งกลัวทั้งสะดุ้งอยู่เป็นปกติแล้ว พระองค์ทรงดำริว่าเราจากที่ไหนมาสู่พระราชมณเฑียรนี้ เมื่อทรงใคร่ครวญดูก็ทรงทราบโดยทรงระลึกชาติได้ว่า มาจากเทวโลก เมื่อทรงทอดพระเนตรต่อจากนั้นไปอีก ก็ทอดพระเนตรเห็นว่าไปไหม้อยู่ในอุสสุทนรก เมื่อทรงทอดพระเนตรต่อจากนั้นไปอีก ก็ทรงทราบว่า พระองค์เป็นพระราชาในพระนครนั้นเทียว เมื่อพระโพธิสัตว์ทรงพิจารณาอยู่ว่า เราได้ครองราชสมบัติในกรุงพาราณสี ๒๐ ปีแล้วไหม้อยู่ในอุสสุทนรก ๘๐,๐๐๐ ปี บัดนี้เราเกิดในเรือนหลวงดุจเรือนโจรนี้อีก เมื่อวานนี้ เมื่อเขานำโจร ๔ คนมา พระบิดาของเราได้กล่าวผรุสวาจาเช่นนั้น ซึ่งเป็นเหตุให้ตกนรก หากว่าเราครองราชสมบัติ ก็จักบังเกิดในนรกเสวยทุกข์ใหญ่อีก ดังนี้ ได้เกิดความกลัวเป็นอันมาก พระสรีระซึ่งมีวรรณะดุจทองของพระโพธิสัตว์ ได้เหี่ยวมีวรรณะเศร้าหมอง ราวกะว่าดอกปทุมที่ถูกขยำด้วยมือ ฉะนั้น พระองค์บรรทมจินตนาการอยู่ว่า ทำอย่างไร เราจึงจะพ้น จากพระราชมณเฑียร ซึ่งดุจเรือนโจรนี้เสียได้.
คราวนั้น เทพธิดาผู้สิงอยู่ที่เศวตฉัตร เคยเป็นมารดาพระโพธิสัตว์ในอัตภาพในระหว่างอัตภาพหนึ่ง ปลอบพระโพธิสัตว์ให้สบายพระทัยแล้วกล่าวว่า พ่อเตมิยกุมาร พ่ออย่าเศร้าโศก อย่าคิด อย่ากลัวเลย ถ้าพ่อประสงค์จะพ้นจากพระราชมณเฑียรนี้ พ่อไม่เป็นคนง่อยเปลี้ยเลย ก็จงเป็นเหมือนคนง่อยเปลี้ย พ่อไม่เป็นคนหนวก ก็จงเป็นเหมือนคนหนวก พ่อไม่เป็นคนใบ้ก็จงเป็นเหมือนคนใบ้เถิด พ่อจงอธิษฐานองค์สามเหล่านั้นอย่างนี้แล้ว อย่าประกาศความที่พ่อเป็นคนฉลาด เทพธิดากล่าวแล้วจึงกล่าวคาถาที่หนึ่งว่า
พ่ออย่าแสดงว่าเป็นคนฉลาด จงให้ชนทั้งปวง รู้กันว่าพ่อเป็นคนโง่ ชนในที่นั้น ทั้งหมดจะได้ดูหมิ่น พ่อว่าเป็นคนกาลกรรณี ความปรารถนาของพ่อจัก สำเร็จได้ด้วยอุบายอย่างนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มา ปณฺฑิจฺจยํ ความว่า จงอย่าประกาศความเป็นบัณฑิตของตน อีกอย่างหนึ่ง ปาฐะว่า ปณฺฑิจฺจํ ความก็อย่างนี้แหละ. บทว่า พาลมโต แปลว่า รู้กันว่าเป็นคนโง่. บทว่า สพฺพปาณินํ ได้แก่ อันเหล่าสัตว์ทั้งปวง คือ ชนทั้งหลาย. บทว่า สพฺโพ ตฺชโน ได้แก่ ทั้งชนภายในทั้งชนภายนอกทั้งสิ้น. บทว่า โอจินายตุได้แก่ จงเข้าใจต่ำ คือจงดูหมิ่นว่า พวกท่านจงนำคนกาลกรรณีนั้นออกไป.
พระโพธิสัตว์กลับได้ความอุ่นพระหฤทัย เพราะคำของเทพธิดานั้นจึงกล่าวคาถาที่สองว่า
ดูก่อนเทพธิดา ข้าพเจ้าจะทำตามคำของท่าน ที่ท่านกล่าวกะข้าพเจ้า ข้าแต่แม่เทพธิดา ท่านเป็นผู้ ใคร่ประโยชน์ เป็นผู้ใคร่เกื้อกูลแก่ข้าพเจ้า.
ครั้นกล่าวคาถานี้แล้ว พระโพธิสัตว์ได้อธิษฐานองค์สามเหล่านั้นเทพธิดานั้นก็อันตรธานหายไป.
ลำดับนั้น พระเจ้ากาสิกราชมีพระดำริว่า ลูกควรจะได้กุมาร ๕๐๐เหล่านั้นเป็นบริวารเพื่อเป็นที่พอใจ จึงรับสั่งให้กุมารทั้ง ๕๐๐ เหล่านั้นนั่งอยู่ในสำนักของพระโพธิสัตว์ ทารกเหล่านั้นร้องไห้อยากดื่มน้ำนม ส่วนพระมหาสัตว์ถูกความกลัวนรกคุกคาม ทรงดำริว่า จำเดิมแต่วันนี้ กายของเราแม้เหือดแห้งตายเสียเลย ยังประเสริฐกว่า ดำริดังนี้ จึงไม่ทรงกันแสง นางนมทั้งหลายกราบทูลประพฤติเหตุนั้นแด่พระนางจันทาเทวี พระนางก็กราบทูลแด่พระราชาพระราชารับสั่งให้เรียกเหล่าพราหมณ์ผู้รู้ทำนายนิมิตมาตรัสถาม พราหมณ์ทั้งหลายได้กราบทูลพระราชาว่า ขอเดชะ นางนมควรจะถวายน้ำนมแด่พระกุมาร ให้ล่วงเวลาตามปกติ เมื่อทำอย่างนี้ พระกุมารจะทรงกันแสง จับนมมั่นเสวยเองทีเดียว ตั้งแต่นั้น นางนมทั้งหลายเมื่อถวายก็ถวายน้ำนมแด่พระโพธิสัตว์ ล่วงเวลาตามปกติ บางคราวถวายล่วงเวลาวาระหนึ่ง บางคราวไม่ถวายน้ำนมตลอดทั้งวัน พระโพธิสัตว์ถูกความกลัวนรกคุกคาม แม้พระกายเหี่ยวแห้ง ก็ไม่ทรงกันแสงอยากเสวยนม ลำดับนั้น พระนางจันทาเทวีเห็นพระโพธิสัตว์ไม่ทรงกันแสง ก็ทรงพระดำริว่า ลูกเราหิว จึงให้ดื่มน้ำพระถันของพระนางเอง บางคราวนางนมทั้งหลายให้ดื่มน้ำนั้น เหล่าทารกที่เหลือต่างร้องไห้ ไม่นอนในเวลาไม่ได้ดื่มน้ำนม พระโพธิสัตว์ไม่ทรงกันแสง ไม่ทรงคร่ำครวญ ไม่บรรทม ไม่คู้พระหัตถ์และพระบาท ไม่เปล่งพระวาจา ครั้งนั้นนางนมทั้งหลายคิดกันว่า ธรรมดามือและเท้าของคนง่อยเปลี้ยไม่เป็นอย่างนี้ปลายคางของคนใบ้ไม่เป็นอย่างนี้ ช่องหูของคนหนวกก็ไม่เป็นอย่างนี้ จะต้องมีเหตุในพระกุมารนี้ พวกเราจักทดลองพระกุมาร จึงไม่ถวายน้ำนมแด่พระโพธิสัตว์นั้นตลอดทั้งวัน ด้วยประสงค์ว่า จักทดลองพระกุมารด้วยเรื่องนมก่อน พระโพธิสัตว์แม้เหี่ยวแห้งก็ไม่ทรงกันแสงอยากเสวยนม ครั้งนั้นพระชนนีของพระโพธิสัตว์ตรัสสั่งให้นางนมถวายนม ด้วยพระราชเสาวนีย์ว่าลูกฉันหิว จงให้น้ำนมแก่เขา นางนมเหล่านั้น แม้ทดลองไม่ถวายน้ำนมในระหว่าง ๆ อย่างนี้เป็นเวลาปีหนึ่ง ก็ไม่เห็นความพิรุณของพระโพธิสัตว์ลำดับนั้น หมู่อมาตย์กราบทูลพระราชาว่า ขอเดชะ ธรรมดาทารกอายุขวบหนึ่งชอบกินขนมและของเคี้ยว พวกข้าพระองค์จักทดลองพระกุมารด้วยนมและของเคี้ยว กราบทูลดังนี้แล้วไห้กุมารทั้ง ๕๐๐ คนเหล่านั้น นั่งใกล้ ๆ พระราชกุมาร นำขนมและของเคี้ยวต่าง ๆ เข้าไปวางไว้ใกล้ ๆ พระมหาสัตว์ กล่าวว่าท่านทั้งหลายจงถือเอาขนมและของเคี้ยวเหล่านั้นตามชอบใจ แล้วพากันยืนแอบดูอยู่ พวกทารกที่เหลือทะเลาะยื้อแย่งกันและกัน ถือเอาขนมและของเคี้ยวมาเคี้ยวกิน ฝ่ายพระมหาสัตว์ทรงโอวาทพระองค์ว่า แน่ะพ่อเตมิยกุมาร ถ้าเจ้าประสงค์นรก ก็จงประสงค์ขนมและของเคี้ยว เป็นผู้กลัวภัยในนรก จึงไม่ทอดพระเนตรดูขนมและของเคี้ยวเลย แม้ทดลองด้วยขนมและของเคี้ยวในระหว่าง ๆ อย่างนี้เป็นเวลาปีหนึ่ง ก็ไม่เห็นความพิรุธของพระโพธิสัตว์.
แต่นั้น คณะอมาตย์กราบทูลพระราชาว่า ข้าแต่พระมหาราช ธรรมดาทารกสองขวบชอบผลไม้น้อยใหญ่ พวกข้าพระองค์จักทดลองพระกุมารด้วยผลไม้ กราบทูลดังนี้แล้ว นำผลไม้น้อยใหญ่ต่าง ๆ เข้าไปวางไว้ใกล้ ๆพระโพธิสัตว์ แล้วกล่าวว่า ท่านทั้งหลายจงถือเอาผลไม้น้อยใหญ่เหล่านั้นตามชอบใจเถิด แล้วพากันยืนแอบดูอยู่ เหล่าทารกที่เหลือต่างต่อสู้ทุบตีกันและกัน ถือเอาผลไม้เหล่านั้นเคี้ยวกินอยู่ ฝ่ายพระโพธิสัตว์ก็โอวาทพระองค์ว่าแน่ะพ่อเตมิยกุมาร ถ้าเจ้าประสงค์นรก ก็จงประสงค์ผลไม้น้อยใหญ่ทั้งหลายเป็นผู้ถูกภัยในนรกคุกคาม ไม่ทอดพระเนตรดูผลไม้น้อยใหญ่เลย แม้ทดลองด้วยผลไม้น้อยใหญ่ในระหว่าง ๆ อย่างนี้เป็นเวลาปีหนึ่ง ก็ไม่เห็นความพิรุธของพระโพธิสัตว์.
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๖๓ หน้า ๑๘–๗๔ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
มหานิบาตชาดก ๔๘ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๔๘ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
บาลีอักษรไทย ฉบับสยามรัฐ
มา ปณฺฑิจฺจยํ ๒ วิภาวย พาลมโต ภว สพฺพปาณินํ สพฺโพ ตญฺชโน โอจินายตุ เอวํ ตว อตฺโถ ภวิสฺสติ ฯ
กโรมิ เต ตํ วจนํ ยํ มํ ภณสิ เทวเต อตฺถกามาสิ เม อมฺม หิตกามาสิ เทวเต ฯ
กินฺนุ สนฺตรมาโนว กาสุํ ขณสิ สารถิ ปุฏฺโฐ เม สมฺม อกฺขาหิ กึ กาสุยา กริสฺสสิ ฯ
รญฺโญ มูโค จ ปกฺโข จ ปุตฺโต ชาโต อเจตโส โสมฺหิ รญฺญา สมชฺฌิตฺโถ ปุตฺตํ เม นิกฺขณํ วเน ฯ
น พธิโร น มูโคสฺมิ น ปกฺโข น จ ปงฺคุโล อธมฺมํ สารถิ กยิรา มญฺเจ ตฺวํ นิกฺขณํ วเน อุรู พาหู จ เม ปสฺส ภาสิตญฺจ สุโณหิ เม อธมฺมํ สารถิ กยิรา มญฺเจ ตฺวํ นิกฺขณํ วเน ฯ
เทวตา นุสิ คนฺธพฺโพ อาทู สกฺโก ปุรินฺทโท โก วา ตฺวํ กสฺส วา ปุตฺโต กถํ ชาเนมุ ตํ มยํ ฯ
นมฺหิ เทโว น คนฺธพฺโพ นาปิ สกฺโก ปุรินฺทโท กาสิรญฺโญ อหํ ปุตฺโต ยํ กาสุยา นิขญฺญสิ ๓ #๑ สี. ม. มูคปกฺขชาตกํ ฯ ๒ ยุ. ปณฺฑิจฺจิยํ ฯ ๓ สี. ยุ. นิฆญฺญสิ ฯ #นิหญฺญสิ อิติปิ ฯ ตสฺส รญฺโญ อหํ ปุตฺโต ยํ ตฺวํ สมฺมูปชีวสิ อธมฺมํ สารถิ กยิรา มญฺเจ ตฺวํ นิกฺขณํ วเน ยสฺส รุกฺขสฺส ฉายาย นิสีเทยฺย สเยยฺย วา น ตสฺส สาขํ ภญฺเชยฺย มิตฺตทุพฺโภ ๑ หิ ปาปโก ยถา รุกฺโข ตถา ราชา ยถา สาขา ตถา อหํ ยถา ฉายูปโค โปโส เอวํ ตฺวมสิ สารถิ อธมฺมํ สารถิ กยิรา มญฺเจ ตฺวํ นิกฺขณํ วเน ฯ
พหุตพฺภกฺโข ๒ ภวติ วิปฺปวุตฺโถ สกงฺฆรา พหู นํ อุปชีวนฺติ โย มิตฺตานํ น ทุพฺภติ ฯ ยํ ยํ ชนปทํ ยาติ นิคเม ราชธานิโย สพฺพตฺถ ปูชิโต โหติ โย มิตฺตานํ น ทุพฺภติ ฯ นาสฺส โจรา ปสหนฺติ ๓ นาติมญฺเญติ ขตฺติโย ๔ สพฺเพ อมิตฺเต ตรติ โย มิตฺตานํ น ทุพฺภติ ฯ อกุทฺโธ สฆรํ เอติ สภาย ปฏินนฺทิโต ญาตีนํ อุตฺตโม โหติ โย มิตฺตานํ น ทุพฺภติ ฯ สกฺกตฺวา สกฺกโต โหติ ครุ โหติ สคารโว วณฺณกิตฺติภโต โหติ โย มิตฺตานํ น ทุพฺภติ ฯ ปูชโก ลภเต ปูชํ วนฺทโก ปฏิวนฺทนํ ยโสกิตฺติญฺจ ปปฺโปติ โย มิตฺตานํ น ทุพฺภติ ฯ อคฺคิ ยถา ปชฺชลติ เทวตาว วิโรจติ #๑ สี. ยุ. มิตฺตทูโภ ฯ ๒ ม. ปหูตภกฺโข ฯ ๓ ม. ปสาหนฺติ ฯ ๔ ม. นาติพญฺญนฺติ #ขตฺติยา ฯ สิริยา อชฺชหิโต โหติ โย มิตฺตานํ น ทุพฺภติ ฯ คาโว ตสฺส ปชายนฺติ เขตฺเต วุตฺตํ วิรูหติ วุตฺตานํ ผลมสฺนาติ โย มิตฺตานํ น ทุพฺภติ ฯ ทริโต ปพฺพตาโต วา รุกฺขโต ปติโต นโร จุโต ปติฏฺฐํ ลภติ โย มิตฺตานํ น ทุพฺภติ ฯ วิรูฬฺหมูลสนฺตานํ นิโคฺรธมิว มาลุโต อมิตฺตา นปฺปสหนฺติ โย มิตฺตานํ น ทุพฺภติ ฯ
เอหิ ตํ ปฏิเนสฺสามิ ราชปุตฺต สกํ ฆรํ รชฺชํ กาเรหิ ภทฺทนฺเต กึ อรญฺเญ กริสฺสสิ ฯ
อลํ เม เตน รชฺเชน ญาตเกน ๑ ธเนน วา ยํ เม อธมฺมจริยาย รชฺชํ ลพฺเภถ สารถิ ฯ
ปุณฺณปตฺตํ มํ ลาเภหิ ๒ ราชปุตฺโต อิโต คโต ปิตา มาตา จ เม ทชฺชุํ ราชปุตฺต ตยี คเต ฯ โอโรธา จ กุมารา จ เวสิยานา จ พฺราหฺมณา เตปิ อตฺตมนา ทชฺชุํ ราชปุตฺต ตยี คเต ฯ หตฺถาโรหา อนีกฏฺฐา รถิกา ปตฺติการกา เตปิ อตฺตมนา ทชฺชุํ ๓ ราชปุตฺต ตยี คเต ฯ พหุตฺตธญฺญา ชานปทา เนคมา จ สมาคตา อุปยานานิ เม ทชฺชุํ ราชปุตฺต ตยี คเต ฯ
ปิตุ มาตุ จหํ จตฺโต รฏฺฐสฺส นิคมสฺส จ #๑ ม. ญาตเกหิ ฯ ๒ สี. ยุ. ปลาเภหิ ฯ ๓ สี. ยุ. เตปิ ทชฺชุํ ปตีตา เม ฯ อโถ สพฺพกุมารานํ นตฺถิ มยฺหํ สกํ ฆรํ ฯ อนุญฺญาโต อหํ มตฺยา สญฺจตฺโต ปิตรา อหํ เอโก อรญฺเญ ปพฺพชิโต น กาเม อภิปตฺถเย ฯ
อปิ อตรมานานํ ผลาสาว สมิชฺฌติ วิปกฺกพฺรหฺมจริโยสฺมิ เอวํ ชานาหิ สารถิ ฯ อปิ อตรมานานํ สมฺมทตฺโถ วิปจฺจติ วิปกฺกพฺรหฺมจริโยสฺมิ นิกฺขนฺโต อกุโตภโย ฯ
เอวํ วคฺคุกโถ สนฺโต วิสฺสฏฺฐวจโน จ โส ๑ กสฺมา ปิตุ จ มาตุ จ สนฺติเก น ภณี ตทา ฯ
นาหํ อสนฺธิตา ปกฺโข น พธิโร อโสตตา นาหํ อชิวฺหตา มูโค มา มํ มูคมธารยิ ฯ ปุริมํ สรามหํ ชาตึ ยตฺถ รชฺชมการยึ การยิตฺวา ตหึ รชฺชํ ปาปตฺถํ นิรยํ ภุสํ ฯ วีสติญฺเจว วสฺสานิ ตหึ รชฺชมการยึ อสีติวสฺสสหสฺสานิ นิรยมฺหิ อปจฺจสึ ๒ ฯ ตสฺส รชฺชสฺสหํ ภีโต มา มํ รชฺเชภิเสจยุํ ตสฺมา ปิตุ จ มาตุ จ สนฺติเก น ภณึ ตทา ฯ อุจฺจงฺเก มํ นิสีเทตฺวา ปิตา อตฺถานุสาสติ เอกํ หนถ พนฺธถ เอกํ ขราปติจฺฉกํ ฯ เอกํ สูลสฺมิ อุพฺเพถ อิจฺจสฺส อนุสาสติ #๑ ม. จสิ ฯ ๒ ม. อปจฺจิสํ ฯ ยุ. อปจฺจยึ ฯ ตายาหํ ผรุสํ สุตฺวา วาจาโย สมุทีริตา ฯ อมูโค มูควณฺเณน อปกฺโข ปกฺขสมฺมโต สเก มุตฺตกรีสสฺมึ อจฺฉาหํ สํปริปฺลุโต ฯ กสิรญฺจ ปริตฺตญฺจ ตญฺจ ทุกฺเขน สํยุตํ โกมํ ชีวิตมาคมฺม เวรํ กยิราถ เกนจิ ฯ ปญฺญาย จ อลาเภน ธมฺมสฺส จ อทสฺสนาh โกมํ ชีวิตมาคมฺม เวรํ กยิราถ เกนจิ ฯ อปิ อตรมานานํ ผลาสาว สมิชฺฌติ วิปกฺกพฺรหฺมจริโยสฺมิ เอวํ ชานาหิ สารถิ ฯ อปิ อตรมานานํ สมฺมทตฺโถ วิปจฺจติ วิปกฺกพฺรหฺมจริโยสฺมิ นิกฺขนฺโต อกุโตภโย ฯ
อหมฺปิ ปพฺพชิสฺสามิ ราชปุตฺต ตวนฺติเก อวฺหยสฺสุ มํ ภทฺทนฺเต ปพฺพชฺชา มม รุจฺจติ ฯ
รถํ นิยฺยาทยิตฺวาน อนโณ เอหิ สารถิ อนณสฺส หิ ปพฺพชฺชา เอตํ อิสีภิ วณฺณิตํ ฯ
ยเทว ตฺยาหํ วจนํ อกรํ ภทฺทมตฺถุ เต ตเทว เม ตฺวํ วจนํ ยาจิโต กตฺตุมรหสิ ฯ อิเธว ตาว อจฺฉสฺสุ ยาว ราชานมานเย อปฺเปว เต ปิตา ทิสฺวา ปตีโต สุมโน สิยา ฯ
กโรมิ เต ตํ วจนํ ยํ มํ ภณสิ สารถิ อหมฺปิ ทฏฺฐุกาโมสฺมิ ปิตรํ เม อิธาคตํ ฯ เอหิ สมฺม นิวตฺตสฺสุ กุสลํ วชฺชาสิ ญาตินํ มาตรํ ปิตรํ มยฺหํ วุตฺโต วชฺชาสิ วนฺทนํ ฯ
ตสฺส ปาเท คเหตฺวาน กตฺวา จ นํ ปทกฺขิณํ สารถิ รถมารุยฺห ราชทฺวารํ อุปาคมิ ฯ
สุญฺญํ มาตา รถํ ทิสฺวา เอกํ สารถิมาคตํ อสฺสุปุณฺเณหิ เนตฺเตหิ โรทนฺตี นํ อุทิกฺขติ อยํ โส สารถิ เอติ นิหนฺตฺวา มม อตฺรชํ ฯ นิหโต นูน เม ปุตฺโต ปฐพฺยา ภูมิวฑฺฒโน อมิตฺตา นูน นนฺทนฺติ ปตีตา นูน เวริโน อาคตํ สารถึ ทิสฺวา นิหนฺตฺวา มม อตฺรชํ ฯ สุญฺญํ มาตา รถํ ทิสฺวา เอกํ สารถิมาคตํ อสฺสุปุณฺเณหิ เนตฺเตหิ โรทนฺตี นํ ปริปุจฺฉติ ๑ ฯ กินฺนุ มูโค กินฺนุ ปกฺโข กินฺนุ โส วิลปี ตทา นิหญฺญมาโน ภูมิยา ตํ เม อกฺขาหิ สารถิ ฯ กถํ หตฺเถหิ ปาเทหิ มูโค ปกฺโข วิวชฺชยิ นิหญฺญมาโน ภูมิยา ตํ เม อกฺขาหิ ปุจฺฉิโต ฯ
อกฺเขยฺยนฺเต อหํ อยฺเย ทชฺชาสิ อภยํ มม ยํ เม สุตํ วา ทิฏฺฐํ วา ราชปุตฺตสฺส สนฺติเก ฯ
อภยํ สมฺม เต ทมฺมิ อภีโต ภณ สารถิ #๑ ม. โรทนฺตี ปริปุจฺฉิ นํ ฯ ยนฺเต สุตํ วา ทิฏฺฐํ วา ราชปุตฺตสฺส สนฺติเก ฯ
น โส มูโค น โส ปกฺโข วิสฏฺฐวจโน จ โส รชฺชสฺส กิร โส ภีโต อกรา ๑ อาลเย พหู ฯ ปุริมํ สรติ โส ชาตึ ยตฺถ รชฺชมการยิ การยิตฺวา ตหึ รชฺชํ ปาปตฺถํ นิรยํ ภุสํ ฯ วีสติ เจว วสฺสานิ ตหึ รชฺชมการยิ อสีติวสฺสสหสฺสานิ นิรยมฺหิ อปจฺจิ โส ฯ ตสฺส รชฺชสฺส โส ภีโต มา มํ รชฺเชภิเสจยุํ ตสฺมา ปิตุ จ มาตุ จ สนฺติเก น ภณี ตทา ฯ องฺคปจฺจงฺคสมฺปนฺโน อาโรหปริณาหวา วิสฺสฏฺฐวจโน ปญฺโญ มคฺเค สคฺคสฺส ติฏฺฐติ ฯ สเจ ตฺวํ ทฏฺฐุกามาสิ ราชปุตฺตํ ตวตฺรชํ เอหิ ตํ ปาปยิสฺสามิ ยตฺถ สมฺมติ เตมิโย ฯ
โยชยนฺตุ รเถ อสฺเส กจฺฉํ นาคานิ ๒ พนฺธถ อุทีรยนฺตุ สงฺขปณฺฑวา นทนฺตุ เอกโปกฺขรา ฯ นทนฺตุ เภรี สนฺนทฺธา วคฺคู นทนฺตุ ๓ ทุนฺทุภี เนคมา จ มํ อเนฺวนฺตุ คจฺฉํ ปุตฺตนิวาทโก ๔ ฯ โอโรธา จ กุมารา จ เวสิยานา จ พฺราหฺมณา ขิปฺปํ ยานานิ โยเชนฺตุ คจฺฉํ ปุตฺตนิวาทโก ฯ หตฺถาโรหา อนีกฏฺฐา รถิกา ปตฺติการกา #๑ สี. ยุ. อกรี ฯ ๒ ม. นาคาน ฯ ๓ ม. วาทนฺตุ ฯ ๔ ม. นิเวทโก ฯ อิโต ปรํ #อีทิสเมว ฯ ขิปฺปํ ยานานิ โยเชนฺตุ คจฺฉํ ปุตฺตนิวาทโก ฯ สมาคตา ชานปทา เนคมา จ สมาคตา ขิปฺปํ ยานานิ โยเชนฺตุ คจฺฉํ ปุตฺตนิวาทโก ฯ
อสฺเส จ สารถี ยุตฺเต สินฺธเว สีฆวาหเน ราชทฺวารํ อุปาคญฺฉฉ ยุตฺตา เทว อิเม หยา ฯ
ถูลา ชเวน หายนฺติ กีสา หายนฺติ ถามสา กีเส ถูเล วิวชฺชิตฺวา ๑ สํสฏฺฐา โยชิตา หยา ฯ
ตโต ราชา ตรมาโน ยุตฺตมารุยฺห สนฺทนํ อิตฺถาคารํ อชฺฌภาสิ สพฺพาว อนุยาถ มํ ฯ วาลวีชนิมุณฺหีสํ ขคฺคํ ฉตฺตญฺจ ปณฺฑรํ อุปาธี รถมารุยฺห สุวณฺเณหิ อลงฺกตา ฯ ตโต จ ราชา ปายาสิ ปุรกฺขิตฺวาน สารถึ ขิปฺปเมว อุปาคญฺฉิ ยตฺถ สมฺมติ เตมิโย ฯ
ตญฺจ ทิสฺวาน อายนฺตํ ชลนฺตมิว เตชสา ขตฺตสงฺฆปริพฺยูฬฺหํ เตมิโย เอตทพฺรวิ ฯ กจฺจิ นุ ตาต กุสลํ กจฺจิ ตาต อนามยํ สพฺพา จ ราชกญฺญาโย อโรคา มยฺห มาตโร ฯ
กุสลญฺเจว เม ปุตฺต อโถ ปุตฺต อนามยํ สพฺพา จ ราชกญฺญาโย อโรคา ตุยฺห มาตโร ฯ
กจฺจิ อมชฺชโป ๒ ตาต กจฺจิ เต สุรมปฺปิยํ #๑ ม. วิวชฺเชตฺวา ๒ สี. กจฺจิสฺสมชฺชโป ฯ กจฺจิ สจฺเจ จ ธมฺเม จ ทาเน เต รมตี มโน ฯ
อมชฺชโป อหํ ปุตฺต อโถ เม สุรมปฺปิยํ อโถ สจฺเจ จ ธมฺเม จ ทาเน เม รมตี มโน ฯ
กจฺจิ อโรคํ โยคฺคนฺเต กจฺจิ วหติ วาหนํ กจฺจิ เต พฺยาธิโย ๑ นตฺถิ สรีรสฺสุปตาปิยา ฯ
อโถ อโรคํ โยคฺคํ เม อโถ วหติ วาหนํ อโถ เม พฺยาธิโย ๑ นตฺถิ สรีรสฺสุปตาปิยา ฯ
กจฺจิ อนฺตา จ เต ผีตา มชฺเฌ จ พหลา ตว โกฏฺฐาคารญฺจ โกสญฺจ กจฺจิ เต ปฏิสณฺฐิตํ ๒ ฯ
อโถ อนฺตา จ เม ผีตา มชฺเฌ จ พหลา มม โกฏฺฐาคารญฺจ โกสญฺจ สพฺพํ เม ปฏิสณฺฐิตํ ๒ ฯ
สฺวาคตนฺเต มหาราช อโถ เต อทุราคตํ ปติฏฺฐาเปนฺตุ ๓ ปลฺลงฺกํ ยตฺถ ราชา นิสกฺกติ ฯ
อิเธว เต นิสินฺนสฺส ๔ นิยเต ปณฺณสนฺถเร เอตฺโต อุทกมาทาย ปาเท ปกฺขาลยสฺสุ เต ฯ
อิทมฺปิ ปณฺณกํ มยฺหํ รนฺธํ ราช อโลณกํ ปริภุญฺช มหาราช ปาหุโน เมสิ อาคโต ๕ ฯ
น จาหํ ปณฺณกํ ภุญฺเช น เหตํ มยฺห โภชนํ สาลีนํ โอทนํ ภุญฺเช สุจิมํสูปเสจนํ ฯ
อจฺเฉรกํ มํ ปฏิภาติ เอกกมฺปิ รโหคตํ #๑ ม. พฺยาธโย ฯ ๒ ม. ปฏิสนฺถตํ ฯ ๓ ม. ปติฏฺฐเปนฺตุ ฯ ๔ ม. นิสินฺทสฺสุ ฯ #๕ ม. เมสิธาคโต ฯ เอทิสํ ภุญฺชมานานํ เกน วณฺโณ ปสีทติ ฯ
เอโก ราช นิปชฺชามิ นิยเต ปณฺณสนฺถเร ตาย เม เอกเสยฺยาย ราช วณฺโณ ปสีทติ ฯ น จ เนตฺตึสพนฺธา เม ราชรกฺขา อุปฏฺฐิตา ตาย เม เอกเสยฺยาย ราช วณฺโณ ปสีทติ ฯ อตีตํ นานุโสจามิ นปฺปชปฺปามนาคตํ ปจฺจุปฺปนฺเนน ยาเปมิ เตน วณฺโณ ปสีทติ ฯ อนาคตปฺปชปฺปาย อตีตสฺสานุโสจนา เอเตน พาลา สุสฺสนฺติ นโฬว หริโต ลุโต ฯ
หตฺถานีกํ รถานีกํ อสฺเส ปตฺติญฺจ จมฺมิโน ๑ นิเวสนานิ รมฺมานิ อหํ ปุตฺต ททามิ เต ฯ อิตฺถาคารญฺจ เต ทมฺมิ สพฺพาลงฺการภูสิตํ ตา ปุตฺต ปฏิปชฺชสฺสุ ตฺวํ โน ราชา ภวิสฺสสิ ฯ กุสลา นจฺจคีตสฺส สิกฺขิตา จาตุริตฺถิโย กาเม ตํ รมยิสฺสนฺติ กึ อรญฺเญ กริสฺสสิ ฯ ปฏิราชูหิ เต กญฺญา อานยิสฺสํ อลงฺกตา ตาสุ ปุตฺเต ชเนตฺวาน อถ ปจฺฉา ปพฺพชิสฺสสิ ฯ ยุวา จ ทหโร จาปิ ๒ ปฐมุปฺปตฺติโต ๓ สุสู รชฺชํ กาเรหิ ภทฺทนฺเต กึ อรญฺเญ กริสฺสสิ ฯ
ยุวา จเร พฺรหฺมจริยํ พฺรหฺมจารี ยุวา สิยา #๑ ม. ปตฺตี จ วมฺมิโน ฯ อิโต ปรํ อีทิสเมว ฯ ๒ ม. จาสิ ฯ ๓ ม. ปฐมุปฺปตฺติโก ฯ #อิโต ปรํ อีทิสเมว ฯ ทหรสฺส หิ ปพฺพชฺชา เอตํ อิสีภิ วณฺณิตํ ฯ ยุวา จเร พฺรหฺมจริยํ พฺรหฺมจารี ยุวา สิยา พฺรหฺมจริยํ จริสฺสามิ นาหํ รชฺเชนมตฺถิโก ฯ ปสฺสามิ โวหํ ทหรํ อมฺมตาต วทนฺนรํ๕ กิจฺฉาลทฺธํ ปิยํ ปุตฺตํ อปตฺวาว ชรํ มตํ ฯ ปสฺสามิ โวหํ ทหรึ กุมารึ จารุทสฺสนึ นววํสกลีรํว ปลุตฺตํ ๑ ชีวิตกฺขยํ ๒ ฯ ทหราปิ หิ มียนฺติ นรา จ อถ นาริโย ตตฺถ โก วิสฺสเส โปโส ทหโรมฺหีติ ชีวิเต ฯ ยสฺส รตฺยา วิวสาเน อายุ อปฺปตรํ สิยา อปฺโปทเกว มจฺฉานํ กินฺนุ โกมารกํ ตหึ ฯ นิจฺจมพฺภาหโต โลโก นิจฺจญฺจ ปริวาริโต อโมฆาสุ วชนฺตีสุ กึ มํ รชฺเชภิสิญฺจสิ ฯ
เกนมพฺภาหโต โลโก เกน จ ปริวาริโต กาโย อโมฆา คจฺฉนฺติ ตํ เม อกฺขาหิ ปุจฺฉิโต ฯ
มจฺจุนาพฺภาหโต โลโก ชราย ปริวาริโต รโตฺย อโมฆา คจฺฉนฺติ เอวํ ชานาหิ ขตฺติย ฯ ยถาปิ ตนฺเต วีตนฺเต ๓ ยํ ยเทโวปวุยฺหติ ๔ อปฺปกํ โหติ เวตพฺพํ เอวํ มจฺจาน ชีวิตํ ฯ ยถา วาริวโห ปูโร คจฺฉํ น ๕ ปริวตฺตติ #๑ ม. ปลุคฺคํ ฯ ๒ สี. ยุ. ชีวิตกฺขเย ฯ ๓ ม. วิตเต ฯ ๔ ม. ยํ ยเทวูปวิยฺยติ ฯ #สี. ยุ. ยํ ยํ เทวูปวิยฺยติ ฯ ๕ ม. นุปนิวตฺตติ ฯ เอวมายุ มนุสฺสานํ คจฺฉํ น ปริวตฺตติ ๑ ฯ ยถา วาริวโห ปูโร วเห รุกฺเขปกูลเช เอวํ ชราย มรเณน วุยฺหนฺเต สพฺพปาณิโน ฯ
หตฺถานีกํ รถานีกํ อสฺเส ปตฺติญฺจ จมฺมิโน นิเวสนานิ รมฺมานิ อหํ ปุตฺต ททามิ เต ฯ อิตฺถาคารญฺจ เต ทมฺมิ สพฺพาลงฺการภูสิตํ ตา ปุตฺต ปฏิปชฺชสฺสุ ตฺวํ โน ราชา ภวิสฺสสิ ฯ กุสลา นจฺจคีตสฺส สิกฺขิตา จาตุริตฺถิโย กาเม ตํ รมยิสฺสนฺติ กึ อรญฺเญ กริสฺสสิ ฯ ปฏิราชูหิ เต กญฺญา อานยิสฺสํ อลงฺกตา ตาสุ ปุตฺเต ชเนตฺวาน อถ ปจฺฉา ปพฺพชิสฺสสิ ฯ ยุวา จ ทหโร จาปิ ปฐมุปฺปตฺติโต สุสู รชฺชํ กาเรหิ ภทฺทนฺเต กึ อรญฺเญ กริสฺสสิ ฯ โกฏฺฐาคารญฺจ โกสญฺจ วาหนานิ พลานิ จ นิเวสนานิ รมฺมานิ อหํ ปุตฺต ททามิ เต ฯ โคมณฺฑลปริพฺยูโฬฺห ทาสีสงฺฆปุรกฺขิโต ๒ รชฺชํ กาเรหิ ภทฺทนฺเต กึ อรญฺเญ กริสฺสสิ ฯ
กึ มํ ธเนน ขิยฺเยถ ๓ กึ ภริยาย มริสฺสติ กึ โยพฺพเนน ชิณฺเณน ๔ ยํ ชรายาภิภุยฺยติ ฯ ตตฺถ กา นนฺทิ กา ขิฑฺฑา กา รติ กา ธเนสนา #๑ ม. นุปนิวตฺตติ ฯ ๒ ม. ...ปุรกฺขโต ฯ อปรํปิ อีทิสเมว ฯ ๓ ม. กึ ธเนน #ยํ ขีเยถ ฯ สี. กึ ธเนน ยํ ชีเยถ ฯ ๔ สี. ยุ. จิณฺเณน ฯ กึ เม ปุตฺเตหิ ทาเรหิ ราช มุตฺโตสฺมิ พนฺธนา ฯ โยหํ ๑ เอวํ ปชานามิ มจฺจุ เม นปฺปมชฺชติ อนฺตเกนาธิปนฺนสฺส กา รติ กา ธเนสนา ฯ ผลานมิว ปกฺกานํ นิจฺจํ ปตนโต ภยํ เอวํ ชาตาน มจฺจานํ นิจฺจํ มรณโต ภยํ ฯ สายเมเก น ทิสฺสนฺติ ปาโต ทิฏฺฐา พหู ชนา ปาโต เอเก น ทิสฺสนฺติ สายํ ทิฏฺฐา พหู ชนา ฯ อชฺเชว กิจฺจมาตปฺปํ โก ชญฺญา มรณํ สุเว น หิ โน สงฺครนฺเตน มหาเสเนน มจฺจุนา ฯ โจรา ธนสฺส ปตฺเถนฺติ ราช มุตฺโตสฺมิ พนฺธนา เอหิ ราช นิวตฺตสฺสุ นาหํ รชฺเชน มตฺถิโกติ ฯm เตมิยชาตกํ ปฐมํ ฯ
ที่มา: พระไตรปิฎกบาลีอักษรไทย ฉบับสยามรัฐ เล่มที่ ๒๘ ข้อ ๓๙๔
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๘