เตมิยชาดก
ว่าด้วยพระเจ้าเตมีย์ทรงบำเพ็ญเนกขัมมบารมี
เล่มที่ ๒๘ · ข้อ ๓๙๔ · บรรทัด ๒๖๐๗ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๒
อรรถกถาชาดก ตอนที่ ๔ จาก ๗
เรื่องเล่า
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นิหญฺสิ แปลว่า จักฝังพระมหาสัตว์แสดงว่า ท่านขุดหลุมด้วยหมายว่า จักฝังผู้ใดในที่นี้ เราคือผู้นั้น แม้เมื่อพระมหาสัตว์ตรัสว่า เราเป็นพระราชโอรส นายสารถีนั้นก็ยังไม่เชื่ออยู่นั่นเองแต่รู้ได้ด้วยมธุรกถาของพระมหาสัตว์นั้น จึงได้ยืนฟังธรรมอยู่. บทว่า มิตฺตทุพฺโภ ได้แก่ คนฆ่ามิตร คือคนเบียดเบียนมิตรทั้งหลาย. บทว่า รุกฺขสฺส ความว่า บุคคลหักราก ลำต้น ผล ใบ หรือหน่อ ของต้นไม้ที่มีร่มเงาอันตนได้ใช้สอยอยู่ ย่อมเป็นผู้ฆ่ามิตร คือเบียดเบียนมิตร. บทว่า ปาปโก ได้แก่เป็นคนลามก ก็จะป่วยกล่าวไปไยถึงผู้ที่ฆ่ามนุษย์. ด้วยบทว่า ฉายูปโคพระมหาสัตว์ตรัสว่า แน่ะนายสารถี ท่านอาศัยพระราชาเลี้ยงชีพอยู่ เหมือนคนเข้าไปสู่ร่มเงาของต้นไม้ เพื่อต้องการจะใช้สอยฉะนั้น เมื่อพระโพธสัตว์แม้ตรัสถึงอย่างนี้ นายสารถีก็ยังไม่เชื่ออยู่นั้นเอง ลำดับนั้น พระมหาสัตว์ทรงดำริว่า เราจักทำให้นายสารถีนั้นเชื่อ ทรงทำป่าชัฏให้บันลือลั่นด้วยเสียงสาธุการของเหล่าเทวดา และด้วยคำโฆษณาของพระองค์ เมื่อจะตรัสคาถาบูชามิตร ๑๐ คาถา จึงตรัสว่า
๑. บุคคลผู้ใดมิได้ประทุษร้ายเหล่ามิตร ชน เป็นอันมากอาศัยบุคคลผู้นั้นเลี้ยงชีพ บุคคลผู้นั้น จาก เรือนของตนไปที่ไหน ๆ ย่อมมีภักษาหารมากมาย. ๒. บุคคลผู้ใดมิได้ประทุษร้ายเหล่ามิตร บุคคล ผู้นั้นไปสู่ชนบท นิคม ราชธานีใด ๆ ย่อมเป็นผู้อัน หมู่ชนในที่นั้น ๆ ทั้งหมดบูชา. ๓. บุคคลผู้ใดมิได้ประทุษร้ายเหล่ามิตร โจร ทั้งหลายไม่ข่มเหงบุคคลผู้นั้น กษัตริย์ก็มิได้ดูหมิ่น บุคคลผู้นั้น บุคคลผู้นั้นย่อมข้ามพ้นหมู่อมิตรทั้งปวง. ๔. บุคคลผู้ใดมิได้ประทุษร้ายเหล่ามิตร บุคคล ผู้นั้น จะมาสู่เรือนของตนด้วยมิได้โกรธเคืองใคร ๆ มา ได้ความยินดีปรีดาในสภาที่ประชุม เป็นผู้สูงสุดของ หมู่ญาติ. ๕. บุคคลผู้ใดมิได้ประทุษร้ายเหล่ามิตร บุคคล ผู้นั้นสักการะคนอื่น ก็จะเป็นผู้อันคนอื่นสักการะตน เคารพคนอื่น ก็จะเป็นผู้อันคนอื่นเคารพตน ย่อม เป็นผู้ได้รับความยกย่องและเกียรติคุณ. ๖. บุคคลผู้ใดมิได้ประทุษร้ายเหล่ามิตร บุคคล ผู้นั้นบูชาผู้อื่น ก็ย่อมได้บูชาตอบ ไหว้ผู้อื่น ก็ย่อม ได้ไหว้ตอบ และย่อมถึงยศและเกียรติ. ๗. บุคคลผู้ใดมิได้ประทุษร้ายเหล่ามิตร บุคคล ผู้นั้นย่อมรุ่งเรืองดุจกองเพลิง ย่อมไพโรจน์ดุจเทวดา มีสิริประจำตัว. ๘. บุคคลผู้ใดมิได้ประทุษร้ายเหล่ามิตร โค ทั้งหลายของบุคคลผู้นั้นย่อมเกิด พืชที่หว่านไว้ในนา ย่อมงอกงาม บุคคลผู้นั้นย่อมได้บริโภคผลของพืชที่ หว่านไว้. ๙. บุคคลผู้ใดมิได้ประทุษร้ายเหล่ามิตร บุคคล ผู้นั้นตกเหว ตกภูเขา หรือตกต้นไม้ ย่อมได้ที่พึ่ง อาศัยไม่เป็นอันตราย. ๑๐. บุคคลผู้ใดมิได้ประทุษร้ายเหล่ามิตร เหล่าอมิตรย่อมย่ำยีบุคคลผู้นั้นไม่ได้ ดุจต้นไทรมีรากและ ย่อมงอกงาม พายุไม่อาจพัดพานให้ล้มได้ ฉะนั้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า พหุตพฺภกฺโข ได้แก่ ได้ภิกษามาง่าย. บทว่า สกํฆรา ได้แก่ จากเรือนของตน อีกอย่างหนึ่ง ปาฐะก็อย่างนี้แหละ. บทว่า น ทุพฺภติ แปลว่า ไม่ประทุษร้าย. บทว่า สพฺพตฺถ ปูชิโต โหตินี้ พึงพรรณนาด้วยเรื่องพระสีวลี. บทว่า นาสฺส โจรา ปสหนฺติ ความว่าพวกโจรไม่อาจทำการข่มขี่ บทนี้พึงแสดงด้วยเรื่องสังกิจจสามเณร. บทว่า นาติมญฺเติ ขตฺติโย นี้ พึงแสดงด้วยเรื่องโชติกเศรษฐี. บทว่า ตรติได้แก่ ย่อมก้าวล่วง. บทว่า สฆรํ เอติ ความว่า ผู้ประทุษร้ายมิตร แม้มาเรือนของตน ก็มีจิตหงุดหงิดโกรธมา แต่ผู้ไม่ประทุษร้ายมิตรนี้ ย่อมไม่โกรธมาเรือนของตน. บทว่า ปฏินนฺทิโต ความว่า ย่อมกล่าวคุณกถาของผู้ไม่ประทุษร้ายมิตรในสถานที่ประชุมของตนเป็นอันมาก ผู้ไม่ประทุษร้ายมิตรนั้น ย่อมเป็นผู้ชื่นชมเบิกบานด้วยเหตุนั้น. บทว่า สกฺกตฺว่า สกฺกโต โหติความว่า สักการะผู้อื่นแล้ว แม้ตนเองก็เป็นผู้อันผู้อื่นทั้งหลายสักการะ. บทว่าครุ โหติ สคารโว ความว่า มีความเคารพในผู้อื่นทั้งหลาย แม้ตนเองก็เป็นผู้อันผู้อื่นทั้งหลายเคารพ. บทว่า วณฺณกิตฺติภโต โหติ ความว่า ได้รับยกย่องและสรรเสริญ คือยกคุณความดีและเสียงสรรเสริญเที่ยวป่าวประกาศ. บทว่า ปูชโก ความว่า เป็นผู้บูชามิตรทั้งหลาย แม้ตนเองก็ย่อมได้การบูชา. บทว่า วนฺทโก ความว่า ผู้ไหว้กัลยาณมิตรทั้งหลายมีพระพุทธเจ้าเป็นต้นย่อมได้ไหว้ตอบในภพใหม่. บทว่า ยโสกิตฺตึ ความว่า ย่อมถึงอิสริยยศและบริวารยศ และเสียงสรรเสริญคุณความดี พึงกล่าวเรื่องของจิตตคฤหบดีด้วยคาถานี้. บทว่า ปชฺชลติ ความว่า ย่อมรุ่งเรืองด้วยอิสริยยศ และบริวารยศ. ในบทว่า สิริยา อชฺชหิโต โหติ นี้ ควรกล่าวเรื่องของอนาถบิณฑิกเศรษฐี. บทว่า อสฺนาติ แปลว่า ย่อมบริโภค. บทว่า ปติฏฺํ ลภติ พึงแสดงด้วยจุลปทุมชาดก. บทว่า วิรุฬฺหมูลสนฺตานํ แปลว่า มีรากและย่านเจริญ. ในบทว่า อมิตฺตา นปฺปสหนฺติ นี้ พึงกล่าวเรื่องโจรเข้าเรือนของมารดาพระโสณเถระในเรือนตระกูล.
สุนันทสารถีได้ฟังดังนั้น แม้พระมหาสัตว์ทรงแสดงธรรมด้วยคาถามีประมาณเท่านี้ ก็ยังจำพระองค์ไม่ได้ หยุดขุดหลุมด้วยคิดว่า คนนี้ใครหนอแล้วลุกขึ้นเดินไปใกล้รถ ไม่เห็นพระมหาสัตว์และห่อเครื่องประดับทั้งสองอย่าง จึงกลับมาแลดูพระองค์ก็จำพระองค์ได้ จึงหมอบลงแทบพระบาทแห่งพระมหาสัตว์ ประคองอัญชลีทูลวิงวอน กล่าวคาถานี้ว่า
ขอพระองค์เสด็จมาเถิด ข้าพระบาทจักนำ พระองค์ซึ่งเป็นพระราซโอรสกลับสู่มณเฑียรของ พระองค์ ขอพระองค์จงครองราชสมบัติ ขอพระองค์ จงทรงพระเจริญ พระองค์จักทรงทำอะไรในป่า. ลำดับนั้น พระมหาสัตว์จึงตรัสกะนายสารถีว่า แน่ะนายสารถี เราไม่ต้องการด้วยราชสมบัติที่ เราจะพึงได้ด้วยการประพฤติอธรรม พร้อมด้วยญาติ และทรัพย์. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อลํ เป็นคำปฏิเสธ. นายสารถีกราบทูลว่า ข้าแต่พระราชบุตร พระองค์เสด็จกลับจากที่นี้ จะทำให้ข้าพระองค์ได้รางวัลเครื่องยินดี เมื่อพระองค์ เสด็จกลับไปแล้ว พระชนกและพระชนนีจะพระราชทานรางวัลเครื่องยินดีแก่ข้าพระองค์ ข้าแต่ พระราชบุตร เมื่อพระองค์เสด็จกลับไปแล้ว นางสนม กุมาร พ่อค้า และพราหมณ์เหล่านั้นจะยินดีให้รางวัล แก่ข้าพระองค์ ข้าแต่พระราชบุตร เมื่อพระองค์เสด็จ กลับไปแล้ว กองทัพช้าง กองทัพม้า กองทัพรถ กองทัพราบ แม้เหล่านั้นจะยินดีให้รางวัลแก่ข้าพระองค์ ข้าแต่พระราชบุตร เมื่อพระองค์เสด็จกลับ ไปแล้ว ชาวชนบท ชาวนิคม ผู้มีธัญญาหารมาก จะประชุมกันให้เครื่องบรรณาการแก่ข้าพระองค์
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปุณฺณปตฺตํ ได้แก่ รางวัลเครื่องยินดีคือของให้ที่น่ายินดี. บทว่า ทชฺชุํ ความว่า พึงให้รางวัลเครื่องยินดีที่ทำให้ความมุ่งหมายของข้าพระองค์บริบูรณ์ ดุจหลั่งฝนคือรัตนะเจ็ดประการ ฉะนั้นนายสารถีคิดว่า อย่างไรเสีย พระกุมารนี้ก็คงเสด็จกลับเมื่ออนุเคราะห์เรา จึงได้กล่าวคำนี้. บทว่า เวสิยา แปลว่า พ่อค้า. บทว่า อุปยานานิ แปลว่าเครื่องบรรณาการ.
พระมหาสัตว์ทรงสดับดังนั้นแล้ว ตรัสว่า
พระชนกและพระชนนีสละเราแล้ว ชาว แว่นแคว้น ชาวนิคมและกุมารทั้งปวงก็สละเราแล้ว เราไม่มีเหย้าเรือนของตน พระชนนีทรงอนุญาตเรา แล้ว พระชนกก็ทรงสละเราจริง ๆ แล้ว เราจะบวช อยู่ในป่าคนเดียว ไม่ปรารถนากามคุณทั้งหลาย.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปิตุ มาตุ จ แปลว่า อันพระชนกและพระชนนี. บทว่า จตฺโต แปลว่า สละขาดแล้ว แม้ในบทนอกนี้ ก็นัยนี้เหมือนกัน. บทว่า มตฺยา ความว่า แน่ะนายสารถีเพื่อนรัก เราชื่อว่าอันพระชนนีผู้รับพรกำหนดให้ครองราชสมบัติ ๗ วัน ทรงอนุญาตแล้ว. บทว่า สญฺจตฺโต แปลว่า สละแล้วด้วยดี. บทว่า ปพฺพชิโต ความว่า ออกเพื่อต้องการบวชอยู่ในป่า.
เมื่อพระมหาสัตว์ตรัสคุณธรรมของพระองค์อยู่อย่างนี้ พระปีติได้เกิดขึ้นแล้ว แต่นั้น เมื่อทรงเปล่งพระอุทานด้วยกำลังพระปีติ จึงตรัสว่า
ความหวังผลของเหล่าบุคคลผู้ไม่รีบร้อน ย่อม สำเร็จแน่นอน เรามีพรหมจรรย์สำเร็จแล้ว ท่านจงรู้ อย่างนี้เถิด นายสารถี ประโยชน์โดยชอบของเหล่าบุคคลผู้ไม่รีบร้อน ย่อมให้ผลแน่นอน เรามี พรหมจรรย์สำเร็จแล้ว ออกบวชแล้ว จะมีภัยแต่ ไหนเล่า.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ผลาสาว ความว่า พระมหาสัตว์ตรัสอย่างนี้ เพื่อแสดงว่า ผลแห่งความมุ่งหมายของเราผู้ไม่รีบร้อน สิบหกปีจึงสำเร็จ. บทว่า วิปกฺกพฺรหฺมจริโยสฺมิ แปลว่า มีความปรารถนาถึงที่สุดแล้ว. บทว่า สมฺมทตฺโถ วิปจฺจติ ความว่า ประเภทคุณวิเศษมีฌานเป็นต้น ซึ่งเป็นกิจที่พึงทำ ย่อมสำเร็จโดยชอบ คือโดยอุบาย โดยการณ์.
นายสารถีกราบทูลว่า
พระองค์มีพระดำรัสไพเราะ และมีพระวาจา สละสลวยอย่างนี้ เหตุไฉนจึงไม่ตรัสในสำนักแห่ง พระชนกและพระชนนีในกาลนั้นเล่า.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วคฺคุกโถ แปลว่า มีพระดำรัสไพเราะคือมีพระดำรัสอ่อนหวาน.
แต่นั้น พระมหาสัตว์ตรัสว่า
เราเป็นง่อยเปลี้ย เพราะไม่มีเครื่องติดต่อก็หาไม่ เราเป็นหนวกเพราะไม่มีซ่องหูก็หาไม่ เราเป็นใบ้ เพราะไม่มีลิ้นก็หาไม่ ท่านอย่าเข้าใจว่าเราเป็นใบ้ เราระลึกชาติปางก่อนที่เราเสวยราชสมบัติได้ เราได้ เสวยราชสมบัติในกาลนั้นแล้ว ต้องไปตกนรกอัน กล้าแข็ง เราได้เสวยราชสมบัติในกาลนั้นยี่สิบปี ต้อง หมกไหม้อยู่ในนรก ๘๐,๐๐๐ ปี เรากลัวจะต้องเสวย ราชสมบัตินั้น ขอชนทั้งหลายอย่าพึงอภิเษกเราใน ราชสมบัติเลย เพราะเหตุนั้น เราจึงไม่พูดในสำนัก ของพระชนกและพระชนนีในกาลนั้น พระชนกทรง อุ้มเราให้นั่งบนพระเพลา แล้วตรัสสั่งข้อความว่า จง ฆ่าโจรคนหนึ่ง จงจองจำโจรคนหนึ่ง จงเอาหอก แทงโจรคนหนึ่ง แล้วเอาน้ำแสบราดแผล จงเสียบโจร คนหนึ่งบนหลาว ตรัสสั่งเจ้าหน้าที่นั้นอย่างนี้ เราได้ ฟังพระวาจาอันหยาบคายที่พระชนกตรัสนั้น จึงกลัว การเสวยราชสมบัติ เรามิได้เป็นใบ้ ก็ทำเหมือนเป็น ใบ้ มิได้เป็นง่อยเปลี้ย ก็ให้คนเข้าใจว่าง่อยเปลี้ย แกล้งนอนเกลือกกลิ้งอยู่ในปัสสาวะและอุจจาระของ ตน ชีวิตนั้นเป็นของลำบาก เป็นของน้อย ทั้ง ประกอบด้วยทุกข์ ใครเล่าจะอาศัยชีวิตนี้ ทำเวรด้วย เหตุการณ์หน่อยหนึ่ง ใครเล่าจะอาศัยชีวิตนี้ ทำเวร ด้วยเหตุการณ์หน่อยหนึ่ง เพราะไม่ได้ปัญญา เพราะ ไม่เห็นธรรม ความหวังผลของเหล่าบุคคลผู้ไม่ รีบร้อน ย่อมสำเร็จแน่นอน เรามีพรหมจรรย์สำเร็จ แล้ว ท่านจงรู้อย่างนี้เถิด นายสารถี ประโยชน์โดย ชอบของเหล่าบุคคลผู้ไม่รีบร้อน ย่อมให้ผลแน่นอน เรามีพรหมจรรย์สำเร็จแล้ว ออกบวชแล้ว จะมีภัย แต่ไหนเล่า.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อสนฺธิตา แปลว่า เพราะไม่มีที่ต่อ. บทว่า อโสตตา แปลว่า เพราะไม่มีโสต. บทว่า อชิวฺหตา ความว่าเรานั้นมิได้เป็นใบ้ เพราะไม่มีลิ้นสำหรับเปลี่ยนไปมาของคำพูด. บทว่า ยตฺถ ความว่า ได้เสวยราชสมบัติในกรุงพาราณสีนั่นแลในชาติได้. บทว่า ปาปตฺถํ ความว่า พระมหาสัตว์ตรัสถึงความชั่วว่า พระองค์ได้ตกมาแล้ว. บทว่า รชฺเชภิเสจยุํ แปลว่า พึงอภิเษกในราชสมบัติ. บทว่า นิสีทิตฺวา ความว่าให้นั่งแล้ว. บทว่า อตฺถานุสาสติ ความว่า ตรัสสั่งข้อความผิด. บทว่า ขาราปตจฺฉกํ ความว่า จงเอาหอกแทงแล้วราดน้ำแสบที่แผล. บทว่า อุพฺเพถ แปลว่า จงยกขึ้น คือจงเสียบ. บทว่า อิจฺจสฺส อนุสาสติความว่า ตรัสสั่งข้อความแก่มหาชนนั้นอย่างนี้. บทว่า ตายาหํ ความว่าเราได้ฟังพระวาจาเหล่านั้น. บทว่า ปกฺขสมฺมโต ความว่า ได้เป็นผู้อันชนทั้งหลายเข้าใจว่าเป็นง่อยเปลี้ย คือเป็นเหมือนคนง่อยเปลี้ย. บทว่า อจฺฉาหํ ความว่า อยู่แล้ว คือเราอยู่แล้ว. บทว่า สํปริปลุโต ความว่า เป็นผู้เกลือกกลิ้ง คือจมลงแล้ว. บทว่า กสิรํ แปลว่า เป็นทุกข์ บทว่า ปริตฺตํ แปลว่า น้อย คำนี้มีอธิบายว่า แน่ะนายสารถีเพื่อนรัก ชีวิตของสัตว์ทั้งหลายถ้าเป็นทุกข์ ก็จะพึงดังอยู่คือเป็นไปนานมาก ถ้านิดหน่อยก็จะพึงเป็นคือเป็นไปสบาย แต่ชีวิตนี้ ลำบากก็ตาม นิดหน่อยก็ตาม น้อยก็ตาม ย่อมประกอบคือเข้าไปทรงไว้พร้อมด้วยทุกข์ในวัฏฏะทั้งสิ้นทีเดียว คือ ถูกชาติ ชรา มรณะโสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัสและอุปายาสย่ำยี. บทว่า โกมํ คัดบทเป็นโก อิมํ บทว่า เวรํ ได้แก่ เวรห้าอย่างมีปาณาติบาตเป็นต้น. บทว่า เกนจิได้แก่ ด้วยเหตุไร ๆ. บทว่า กยิราถ แปลว่า พึงกระทำ. บทว่า ปญฺาย ได้แก่ วิปัสสนาปัญญา. บทว่า ธมฺมสฺส ความว่า เพราะไม่เห็นโสดาปัตติมรรค.
พระมหาสัตว์ได้ตรัสอุทานคาถาซ้ำอีก เพื่อประกาศความประสงค์ไม่เสด็จกลับ ไปพระนครเป็นมั่นคง.
สุนันทสารถีได้ฟังดังนั้น คิดว่า พระกุมารนี้ ทิ้งสิริราชสมบัติเห็นปานนี้เหมือนทิ้งซากศพ ไม่ทำลายความตั้งใจมั่นของพระองค์ เข้าป่าด้วยหวังว่าจักผนวช เราจะต้องการอะไรด้วยชีวิตอันไม่สมประกอบนี้ แม้เราก็จักบวชกับด้วยพระกุมารนั้น คิดดังนี้แล้ว จึงกล่าวคาถาว่า
ข้าแต่พระราชบุตร แม้ข้าพระองค์ก็จักบวชใน สำนักของพระองค์ ขอพระองค์ได้โปรดตรัสเรียกให้ ข้าพระองค์บวชด้วยเถิด ขอพระองค์จงทรงพระเจริญ ข้าพระองค์ชอบบวช.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตวนฺติเก แปลว่า ในสำนักของท่านบทว่า อวฺหยสฺสุ ความว่า ขอพระองค์โปรดตรัสเรียกข้าพระองค์ว่า เจ้าจงมาบวชเถิด.
แม้นายสารถีทูลวิงวอนอย่างนี้ พระมหาสัตว์ทรงพระดำริว่า หากเราให้นายสารถีบวชในบัดนี้ทีเดียว พระชนกพระชนนีของเราก็จักไม่เสด็จมาในทีนี้ เมื่อเป็นเช่นนี้ ความเสื่อมจักมีแก่พระชนกและพระชนนีทั้งสอง ม้า รถและเครื่องประดับ เหล่านี้ ก็จักพินาศ แม้ความครหาก็จักเกิดขึ้นแก่เราว่า นายสารถีนั้นถูกพระราชกุมารผู้เป็นยักษ์กินเสียแล้ว ทรงพิจารณาเพื่อจะเปลื้องความครหาของพระองค์ และพิจารณาถึงความเจริญแห่งพระชนกและพระชนนีเมื่อทรงแสดงม้ารถและเครื่องประดับ ทำให้เป็นหนี้ของนายสารถีนั้น จึงตรัสคาถาว่า
แน่ะนายสารถี ท่านจงไปมอบคืนรถ แล้วเป็น ผู้ไม่มีหนี้เถิด เพราะผู้ไม่มีหนี้จึงบวชได้ การบวชนั้น ท่านผู้แสวงหาคุณอันยิ่งสรรเสริญแล้ว.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เอตํ ได้แก่ การกระทำการบรรพชานั้น. บทว่า อิสีภิ วณฺณตํ ความว่า ท่านผู้แสวงหาคุณอันยิ่งมีพระพุทธเจ้าเป็นต้นสรรเสริญแล้ว.
นายสารถีได้ฟังดังนั้น คิดว่า เมื่อเราไปสู่พระนคร ถ้าพระกุมารนี้จะพึงเสด็จไปที่อื่น พระราชบิดาได้ทรงสดับข่าวนี้แล้ว เสด็จมาตรัสว่า จงแสดงลูกของเรา มิได้ทอดพระเนตรเห็นพระกุมารนี้ จะพึงลงราชทัณฑ์แก่เราเพราะฉะนั้น. เราจะกล่าวคุณของตนแก่พระกุมารนี้ จักถือเอาคำปฏิญญาเพื่อไม่เสด็จไปที่อื่น คิดดังนี้แล้ว จึงกล่าวคาถา ๒ คาถาว่า
ข้าพระองค์ได้ทำตามพระดำรัส ขอพระองค์จง ทรงพระเจริญ พระองค์ควรจะทรงทำตามคำที่ข้าพระองค์ทูลวิงวอน ขอพระองค์จงประทับรออยู่ ณ ที่นี้ จนกว่าข้าพระองค์จะนำพระราชาเสด็จมา อย่าง ไรเสีย พระราชบิดาของพระองค์ทอดพระเนตรเห็น แล้ว คงทรงพระปีติโสมนัสเป็นแน่.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เต ความว่า ขอพระองค์จงทรงพระเจริญพระดำรัสใดที่พระองค์ตรัสแล้ว แก่ข้าพระองค์ ข้าพระองค์ได้กระทำตามพระดำรัสนั้นแล้ว พระองค์อันข้าพระองค์วิงวอนแล้ว ควรจะกระทำตามคำนั้นเท่านั้น.
แต่นั้น พระมหาสัตว์ตรัสว่า
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๖๓ หน้า ๑๘–๗๔ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
มหานิบาตชาดก ๔๘ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๔๘ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
บาลีอักษรไทย ฉบับสยามรัฐ
มา ปณฺฑิจฺจยํ ๒ วิภาวย พาลมโต ภว สพฺพปาณินํ สพฺโพ ตญฺชโน โอจินายตุ เอวํ ตว อตฺโถ ภวิสฺสติ ฯ
กโรมิ เต ตํ วจนํ ยํ มํ ภณสิ เทวเต อตฺถกามาสิ เม อมฺม หิตกามาสิ เทวเต ฯ
กินฺนุ สนฺตรมาโนว กาสุํ ขณสิ สารถิ ปุฏฺโฐ เม สมฺม อกฺขาหิ กึ กาสุยา กริสฺสสิ ฯ
รญฺโญ มูโค จ ปกฺโข จ ปุตฺโต ชาโต อเจตโส โสมฺหิ รญฺญา สมชฺฌิตฺโถ ปุตฺตํ เม นิกฺขณํ วเน ฯ
น พธิโร น มูโคสฺมิ น ปกฺโข น จ ปงฺคุโล อธมฺมํ สารถิ กยิรา มญฺเจ ตฺวํ นิกฺขณํ วเน อุรู พาหู จ เม ปสฺส ภาสิตญฺจ สุโณหิ เม อธมฺมํ สารถิ กยิรา มญฺเจ ตฺวํ นิกฺขณํ วเน ฯ
เทวตา นุสิ คนฺธพฺโพ อาทู สกฺโก ปุรินฺทโท โก วา ตฺวํ กสฺส วา ปุตฺโต กถํ ชาเนมุ ตํ มยํ ฯ
นมฺหิ เทโว น คนฺธพฺโพ นาปิ สกฺโก ปุรินฺทโท กาสิรญฺโญ อหํ ปุตฺโต ยํ กาสุยา นิขญฺญสิ ๓ #๑ สี. ม. มูคปกฺขชาตกํ ฯ ๒ ยุ. ปณฺฑิจฺจิยํ ฯ ๓ สี. ยุ. นิฆญฺญสิ ฯ #นิหญฺญสิ อิติปิ ฯ ตสฺส รญฺโญ อหํ ปุตฺโต ยํ ตฺวํ สมฺมูปชีวสิ อธมฺมํ สารถิ กยิรา มญฺเจ ตฺวํ นิกฺขณํ วเน ยสฺส รุกฺขสฺส ฉายาย นิสีเทยฺย สเยยฺย วา น ตสฺส สาขํ ภญฺเชยฺย มิตฺตทุพฺโภ ๑ หิ ปาปโก ยถา รุกฺโข ตถา ราชา ยถา สาขา ตถา อหํ ยถา ฉายูปโค โปโส เอวํ ตฺวมสิ สารถิ อธมฺมํ สารถิ กยิรา มญฺเจ ตฺวํ นิกฺขณํ วเน ฯ
พหุตพฺภกฺโข ๒ ภวติ วิปฺปวุตฺโถ สกงฺฆรา พหู นํ อุปชีวนฺติ โย มิตฺตานํ น ทุพฺภติ ฯ ยํ ยํ ชนปทํ ยาติ นิคเม ราชธานิโย สพฺพตฺถ ปูชิโต โหติ โย มิตฺตานํ น ทุพฺภติ ฯ นาสฺส โจรา ปสหนฺติ ๓ นาติมญฺเญติ ขตฺติโย ๔ สพฺเพ อมิตฺเต ตรติ โย มิตฺตานํ น ทุพฺภติ ฯ อกุทฺโธ สฆรํ เอติ สภาย ปฏินนฺทิโต ญาตีนํ อุตฺตโม โหติ โย มิตฺตานํ น ทุพฺภติ ฯ สกฺกตฺวา สกฺกโต โหติ ครุ โหติ สคารโว วณฺณกิตฺติภโต โหติ โย มิตฺตานํ น ทุพฺภติ ฯ ปูชโก ลภเต ปูชํ วนฺทโก ปฏิวนฺทนํ ยโสกิตฺติญฺจ ปปฺโปติ โย มิตฺตานํ น ทุพฺภติ ฯ อคฺคิ ยถา ปชฺชลติ เทวตาว วิโรจติ #๑ สี. ยุ. มิตฺตทูโภ ฯ ๒ ม. ปหูตภกฺโข ฯ ๓ ม. ปสาหนฺติ ฯ ๔ ม. นาติพญฺญนฺติ #ขตฺติยา ฯ สิริยา อชฺชหิโต โหติ โย มิตฺตานํ น ทุพฺภติ ฯ คาโว ตสฺส ปชายนฺติ เขตฺเต วุตฺตํ วิรูหติ วุตฺตานํ ผลมสฺนาติ โย มิตฺตานํ น ทุพฺภติ ฯ ทริโต ปพฺพตาโต วา รุกฺขโต ปติโต นโร จุโต ปติฏฺฐํ ลภติ โย มิตฺตานํ น ทุพฺภติ ฯ วิรูฬฺหมูลสนฺตานํ นิโคฺรธมิว มาลุโต อมิตฺตา นปฺปสหนฺติ โย มิตฺตานํ น ทุพฺภติ ฯ
เอหิ ตํ ปฏิเนสฺสามิ ราชปุตฺต สกํ ฆรํ รชฺชํ กาเรหิ ภทฺทนฺเต กึ อรญฺเญ กริสฺสสิ ฯ
อลํ เม เตน รชฺเชน ญาตเกน ๑ ธเนน วา ยํ เม อธมฺมจริยาย รชฺชํ ลพฺเภถ สารถิ ฯ
ปุณฺณปตฺตํ มํ ลาเภหิ ๒ ราชปุตฺโต อิโต คโต ปิตา มาตา จ เม ทชฺชุํ ราชปุตฺต ตยี คเต ฯ โอโรธา จ กุมารา จ เวสิยานา จ พฺราหฺมณา เตปิ อตฺตมนา ทชฺชุํ ราชปุตฺต ตยี คเต ฯ หตฺถาโรหา อนีกฏฺฐา รถิกา ปตฺติการกา เตปิ อตฺตมนา ทชฺชุํ ๓ ราชปุตฺต ตยี คเต ฯ พหุตฺตธญฺญา ชานปทา เนคมา จ สมาคตา อุปยานานิ เม ทชฺชุํ ราชปุตฺต ตยี คเต ฯ
ปิตุ มาตุ จหํ จตฺโต รฏฺฐสฺส นิคมสฺส จ #๑ ม. ญาตเกหิ ฯ ๒ สี. ยุ. ปลาเภหิ ฯ ๓ สี. ยุ. เตปิ ทชฺชุํ ปตีตา เม ฯ อโถ สพฺพกุมารานํ นตฺถิ มยฺหํ สกํ ฆรํ ฯ อนุญฺญาโต อหํ มตฺยา สญฺจตฺโต ปิตรา อหํ เอโก อรญฺเญ ปพฺพชิโต น กาเม อภิปตฺถเย ฯ
อปิ อตรมานานํ ผลาสาว สมิชฺฌติ วิปกฺกพฺรหฺมจริโยสฺมิ เอวํ ชานาหิ สารถิ ฯ อปิ อตรมานานํ สมฺมทตฺโถ วิปจฺจติ วิปกฺกพฺรหฺมจริโยสฺมิ นิกฺขนฺโต อกุโตภโย ฯ
เอวํ วคฺคุกโถ สนฺโต วิสฺสฏฺฐวจโน จ โส ๑ กสฺมา ปิตุ จ มาตุ จ สนฺติเก น ภณี ตทา ฯ
นาหํ อสนฺธิตา ปกฺโข น พธิโร อโสตตา นาหํ อชิวฺหตา มูโค มา มํ มูคมธารยิ ฯ ปุริมํ สรามหํ ชาตึ ยตฺถ รชฺชมการยึ การยิตฺวา ตหึ รชฺชํ ปาปตฺถํ นิรยํ ภุสํ ฯ วีสติญฺเจว วสฺสานิ ตหึ รชฺชมการยึ อสีติวสฺสสหสฺสานิ นิรยมฺหิ อปจฺจสึ ๒ ฯ ตสฺส รชฺชสฺสหํ ภีโต มา มํ รชฺเชภิเสจยุํ ตสฺมา ปิตุ จ มาตุ จ สนฺติเก น ภณึ ตทา ฯ อุจฺจงฺเก มํ นิสีเทตฺวา ปิตา อตฺถานุสาสติ เอกํ หนถ พนฺธถ เอกํ ขราปติจฺฉกํ ฯ เอกํ สูลสฺมิ อุพฺเพถ อิจฺจสฺส อนุสาสติ #๑ ม. จสิ ฯ ๒ ม. อปจฺจิสํ ฯ ยุ. อปจฺจยึ ฯ ตายาหํ ผรุสํ สุตฺวา วาจาโย สมุทีริตา ฯ อมูโค มูควณฺเณน อปกฺโข ปกฺขสมฺมโต สเก มุตฺตกรีสสฺมึ อจฺฉาหํ สํปริปฺลุโต ฯ กสิรญฺจ ปริตฺตญฺจ ตญฺจ ทุกฺเขน สํยุตํ โกมํ ชีวิตมาคมฺม เวรํ กยิราถ เกนจิ ฯ ปญฺญาย จ อลาเภน ธมฺมสฺส จ อทสฺสนาh โกมํ ชีวิตมาคมฺม เวรํ กยิราถ เกนจิ ฯ อปิ อตรมานานํ ผลาสาว สมิชฺฌติ วิปกฺกพฺรหฺมจริโยสฺมิ เอวํ ชานาหิ สารถิ ฯ อปิ อตรมานานํ สมฺมทตฺโถ วิปจฺจติ วิปกฺกพฺรหฺมจริโยสฺมิ นิกฺขนฺโต อกุโตภโย ฯ
อหมฺปิ ปพฺพชิสฺสามิ ราชปุตฺต ตวนฺติเก อวฺหยสฺสุ มํ ภทฺทนฺเต ปพฺพชฺชา มม รุจฺจติ ฯ
รถํ นิยฺยาทยิตฺวาน อนโณ เอหิ สารถิ อนณสฺส หิ ปพฺพชฺชา เอตํ อิสีภิ วณฺณิตํ ฯ
ยเทว ตฺยาหํ วจนํ อกรํ ภทฺทมตฺถุ เต ตเทว เม ตฺวํ วจนํ ยาจิโต กตฺตุมรหสิ ฯ อิเธว ตาว อจฺฉสฺสุ ยาว ราชานมานเย อปฺเปว เต ปิตา ทิสฺวา ปตีโต สุมโน สิยา ฯ
กโรมิ เต ตํ วจนํ ยํ มํ ภณสิ สารถิ อหมฺปิ ทฏฺฐุกาโมสฺมิ ปิตรํ เม อิธาคตํ ฯ เอหิ สมฺม นิวตฺตสฺสุ กุสลํ วชฺชาสิ ญาตินํ มาตรํ ปิตรํ มยฺหํ วุตฺโต วชฺชาสิ วนฺทนํ ฯ
ตสฺส ปาเท คเหตฺวาน กตฺวา จ นํ ปทกฺขิณํ สารถิ รถมารุยฺห ราชทฺวารํ อุปาคมิ ฯ
สุญฺญํ มาตา รถํ ทิสฺวา เอกํ สารถิมาคตํ อสฺสุปุณฺเณหิ เนตฺเตหิ โรทนฺตี นํ อุทิกฺขติ อยํ โส สารถิ เอติ นิหนฺตฺวา มม อตฺรชํ ฯ นิหโต นูน เม ปุตฺโต ปฐพฺยา ภูมิวฑฺฒโน อมิตฺตา นูน นนฺทนฺติ ปตีตา นูน เวริโน อาคตํ สารถึ ทิสฺวา นิหนฺตฺวา มม อตฺรชํ ฯ สุญฺญํ มาตา รถํ ทิสฺวา เอกํ สารถิมาคตํ อสฺสุปุณฺเณหิ เนตฺเตหิ โรทนฺตี นํ ปริปุจฺฉติ ๑ ฯ กินฺนุ มูโค กินฺนุ ปกฺโข กินฺนุ โส วิลปี ตทา นิหญฺญมาโน ภูมิยา ตํ เม อกฺขาหิ สารถิ ฯ กถํ หตฺเถหิ ปาเทหิ มูโค ปกฺโข วิวชฺชยิ นิหญฺญมาโน ภูมิยา ตํ เม อกฺขาหิ ปุจฺฉิโต ฯ
อกฺเขยฺยนฺเต อหํ อยฺเย ทชฺชาสิ อภยํ มม ยํ เม สุตํ วา ทิฏฺฐํ วา ราชปุตฺตสฺส สนฺติเก ฯ
อภยํ สมฺม เต ทมฺมิ อภีโต ภณ สารถิ #๑ ม. โรทนฺตี ปริปุจฺฉิ นํ ฯ ยนฺเต สุตํ วา ทิฏฺฐํ วา ราชปุตฺตสฺส สนฺติเก ฯ
น โส มูโค น โส ปกฺโข วิสฏฺฐวจโน จ โส รชฺชสฺส กิร โส ภีโต อกรา ๑ อาลเย พหู ฯ ปุริมํ สรติ โส ชาตึ ยตฺถ รชฺชมการยิ การยิตฺวา ตหึ รชฺชํ ปาปตฺถํ นิรยํ ภุสํ ฯ วีสติ เจว วสฺสานิ ตหึ รชฺชมการยิ อสีติวสฺสสหสฺสานิ นิรยมฺหิ อปจฺจิ โส ฯ ตสฺส รชฺชสฺส โส ภีโต มา มํ รชฺเชภิเสจยุํ ตสฺมา ปิตุ จ มาตุ จ สนฺติเก น ภณี ตทา ฯ องฺคปจฺจงฺคสมฺปนฺโน อาโรหปริณาหวา วิสฺสฏฺฐวจโน ปญฺโญ มคฺเค สคฺคสฺส ติฏฺฐติ ฯ สเจ ตฺวํ ทฏฺฐุกามาสิ ราชปุตฺตํ ตวตฺรชํ เอหิ ตํ ปาปยิสฺสามิ ยตฺถ สมฺมติ เตมิโย ฯ
โยชยนฺตุ รเถ อสฺเส กจฺฉํ นาคานิ ๒ พนฺธถ อุทีรยนฺตุ สงฺขปณฺฑวา นทนฺตุ เอกโปกฺขรา ฯ นทนฺตุ เภรี สนฺนทฺธา วคฺคู นทนฺตุ ๓ ทุนฺทุภี เนคมา จ มํ อเนฺวนฺตุ คจฺฉํ ปุตฺตนิวาทโก ๔ ฯ โอโรธา จ กุมารา จ เวสิยานา จ พฺราหฺมณา ขิปฺปํ ยานานิ โยเชนฺตุ คจฺฉํ ปุตฺตนิวาทโก ฯ หตฺถาโรหา อนีกฏฺฐา รถิกา ปตฺติการกา #๑ สี. ยุ. อกรี ฯ ๒ ม. นาคาน ฯ ๓ ม. วาทนฺตุ ฯ ๔ ม. นิเวทโก ฯ อิโต ปรํ #อีทิสเมว ฯ ขิปฺปํ ยานานิ โยเชนฺตุ คจฺฉํ ปุตฺตนิวาทโก ฯ สมาคตา ชานปทา เนคมา จ สมาคตา ขิปฺปํ ยานานิ โยเชนฺตุ คจฺฉํ ปุตฺตนิวาทโก ฯ
อสฺเส จ สารถี ยุตฺเต สินฺธเว สีฆวาหเน ราชทฺวารํ อุปาคญฺฉฉ ยุตฺตา เทว อิเม หยา ฯ
ถูลา ชเวน หายนฺติ กีสา หายนฺติ ถามสา กีเส ถูเล วิวชฺชิตฺวา ๑ สํสฏฺฐา โยชิตา หยา ฯ
ตโต ราชา ตรมาโน ยุตฺตมารุยฺห สนฺทนํ อิตฺถาคารํ อชฺฌภาสิ สพฺพาว อนุยาถ มํ ฯ วาลวีชนิมุณฺหีสํ ขคฺคํ ฉตฺตญฺจ ปณฺฑรํ อุปาธี รถมารุยฺห สุวณฺเณหิ อลงฺกตา ฯ ตโต จ ราชา ปายาสิ ปุรกฺขิตฺวาน สารถึ ขิปฺปเมว อุปาคญฺฉิ ยตฺถ สมฺมติ เตมิโย ฯ
ตญฺจ ทิสฺวาน อายนฺตํ ชลนฺตมิว เตชสา ขตฺตสงฺฆปริพฺยูฬฺหํ เตมิโย เอตทพฺรวิ ฯ กจฺจิ นุ ตาต กุสลํ กจฺจิ ตาต อนามยํ สพฺพา จ ราชกญฺญาโย อโรคา มยฺห มาตโร ฯ
กุสลญฺเจว เม ปุตฺต อโถ ปุตฺต อนามยํ สพฺพา จ ราชกญฺญาโย อโรคา ตุยฺห มาตโร ฯ
กจฺจิ อมชฺชโป ๒ ตาต กจฺจิ เต สุรมปฺปิยํ #๑ ม. วิวชฺเชตฺวา ๒ สี. กจฺจิสฺสมชฺชโป ฯ กจฺจิ สจฺเจ จ ธมฺเม จ ทาเน เต รมตี มโน ฯ
อมชฺชโป อหํ ปุตฺต อโถ เม สุรมปฺปิยํ อโถ สจฺเจ จ ธมฺเม จ ทาเน เม รมตี มโน ฯ
กจฺจิ อโรคํ โยคฺคนฺเต กจฺจิ วหติ วาหนํ กจฺจิ เต พฺยาธิโย ๑ นตฺถิ สรีรสฺสุปตาปิยา ฯ
อโถ อโรคํ โยคฺคํ เม อโถ วหติ วาหนํ อโถ เม พฺยาธิโย ๑ นตฺถิ สรีรสฺสุปตาปิยา ฯ
กจฺจิ อนฺตา จ เต ผีตา มชฺเฌ จ พหลา ตว โกฏฺฐาคารญฺจ โกสญฺจ กจฺจิ เต ปฏิสณฺฐิตํ ๒ ฯ
อโถ อนฺตา จ เม ผีตา มชฺเฌ จ พหลา มม โกฏฺฐาคารญฺจ โกสญฺจ สพฺพํ เม ปฏิสณฺฐิตํ ๒ ฯ
สฺวาคตนฺเต มหาราช อโถ เต อทุราคตํ ปติฏฺฐาเปนฺตุ ๓ ปลฺลงฺกํ ยตฺถ ราชา นิสกฺกติ ฯ
อิเธว เต นิสินฺนสฺส ๔ นิยเต ปณฺณสนฺถเร เอตฺโต อุทกมาทาย ปาเท ปกฺขาลยสฺสุ เต ฯ
อิทมฺปิ ปณฺณกํ มยฺหํ รนฺธํ ราช อโลณกํ ปริภุญฺช มหาราช ปาหุโน เมสิ อาคโต ๕ ฯ
น จาหํ ปณฺณกํ ภุญฺเช น เหตํ มยฺห โภชนํ สาลีนํ โอทนํ ภุญฺเช สุจิมํสูปเสจนํ ฯ
อจฺเฉรกํ มํ ปฏิภาติ เอกกมฺปิ รโหคตํ #๑ ม. พฺยาธโย ฯ ๒ ม. ปฏิสนฺถตํ ฯ ๓ ม. ปติฏฺฐเปนฺตุ ฯ ๔ ม. นิสินฺทสฺสุ ฯ #๕ ม. เมสิธาคโต ฯ เอทิสํ ภุญฺชมานานํ เกน วณฺโณ ปสีทติ ฯ
เอโก ราช นิปชฺชามิ นิยเต ปณฺณสนฺถเร ตาย เม เอกเสยฺยาย ราช วณฺโณ ปสีทติ ฯ น จ เนตฺตึสพนฺธา เม ราชรกฺขา อุปฏฺฐิตา ตาย เม เอกเสยฺยาย ราช วณฺโณ ปสีทติ ฯ อตีตํ นานุโสจามิ นปฺปชปฺปามนาคตํ ปจฺจุปฺปนฺเนน ยาเปมิ เตน วณฺโณ ปสีทติ ฯ อนาคตปฺปชปฺปาย อตีตสฺสานุโสจนา เอเตน พาลา สุสฺสนฺติ นโฬว หริโต ลุโต ฯ
หตฺถานีกํ รถานีกํ อสฺเส ปตฺติญฺจ จมฺมิโน ๑ นิเวสนานิ รมฺมานิ อหํ ปุตฺต ททามิ เต ฯ อิตฺถาคารญฺจ เต ทมฺมิ สพฺพาลงฺการภูสิตํ ตา ปุตฺต ปฏิปชฺชสฺสุ ตฺวํ โน ราชา ภวิสฺสสิ ฯ กุสลา นจฺจคีตสฺส สิกฺขิตา จาตุริตฺถิโย กาเม ตํ รมยิสฺสนฺติ กึ อรญฺเญ กริสฺสสิ ฯ ปฏิราชูหิ เต กญฺญา อานยิสฺสํ อลงฺกตา ตาสุ ปุตฺเต ชเนตฺวาน อถ ปจฺฉา ปพฺพชิสฺสสิ ฯ ยุวา จ ทหโร จาปิ ๒ ปฐมุปฺปตฺติโต ๓ สุสู รชฺชํ กาเรหิ ภทฺทนฺเต กึ อรญฺเญ กริสฺสสิ ฯ
ยุวา จเร พฺรหฺมจริยํ พฺรหฺมจารี ยุวา สิยา #๑ ม. ปตฺตี จ วมฺมิโน ฯ อิโต ปรํ อีทิสเมว ฯ ๒ ม. จาสิ ฯ ๓ ม. ปฐมุปฺปตฺติโก ฯ #อิโต ปรํ อีทิสเมว ฯ ทหรสฺส หิ ปพฺพชฺชา เอตํ อิสีภิ วณฺณิตํ ฯ ยุวา จเร พฺรหฺมจริยํ พฺรหฺมจารี ยุวา สิยา พฺรหฺมจริยํ จริสฺสามิ นาหํ รชฺเชนมตฺถิโก ฯ ปสฺสามิ โวหํ ทหรํ อมฺมตาต วทนฺนรํ๕ กิจฺฉาลทฺธํ ปิยํ ปุตฺตํ อปตฺวาว ชรํ มตํ ฯ ปสฺสามิ โวหํ ทหรึ กุมารึ จารุทสฺสนึ นววํสกลีรํว ปลุตฺตํ ๑ ชีวิตกฺขยํ ๒ ฯ ทหราปิ หิ มียนฺติ นรา จ อถ นาริโย ตตฺถ โก วิสฺสเส โปโส ทหโรมฺหีติ ชีวิเต ฯ ยสฺส รตฺยา วิวสาเน อายุ อปฺปตรํ สิยา อปฺโปทเกว มจฺฉานํ กินฺนุ โกมารกํ ตหึ ฯ นิจฺจมพฺภาหโต โลโก นิจฺจญฺจ ปริวาริโต อโมฆาสุ วชนฺตีสุ กึ มํ รชฺเชภิสิญฺจสิ ฯ
เกนมพฺภาหโต โลโก เกน จ ปริวาริโต กาโย อโมฆา คจฺฉนฺติ ตํ เม อกฺขาหิ ปุจฺฉิโต ฯ
มจฺจุนาพฺภาหโต โลโก ชราย ปริวาริโต รโตฺย อโมฆา คจฺฉนฺติ เอวํ ชานาหิ ขตฺติย ฯ ยถาปิ ตนฺเต วีตนฺเต ๓ ยํ ยเทโวปวุยฺหติ ๔ อปฺปกํ โหติ เวตพฺพํ เอวํ มจฺจาน ชีวิตํ ฯ ยถา วาริวโห ปูโร คจฺฉํ น ๕ ปริวตฺตติ #๑ ม. ปลุคฺคํ ฯ ๒ สี. ยุ. ชีวิตกฺขเย ฯ ๓ ม. วิตเต ฯ ๔ ม. ยํ ยเทวูปวิยฺยติ ฯ #สี. ยุ. ยํ ยํ เทวูปวิยฺยติ ฯ ๕ ม. นุปนิวตฺตติ ฯ เอวมายุ มนุสฺสานํ คจฺฉํ น ปริวตฺตติ ๑ ฯ ยถา วาริวโห ปูโร วเห รุกฺเขปกูลเช เอวํ ชราย มรเณน วุยฺหนฺเต สพฺพปาณิโน ฯ
หตฺถานีกํ รถานีกํ อสฺเส ปตฺติญฺจ จมฺมิโน นิเวสนานิ รมฺมานิ อหํ ปุตฺต ททามิ เต ฯ อิตฺถาคารญฺจ เต ทมฺมิ สพฺพาลงฺการภูสิตํ ตา ปุตฺต ปฏิปชฺชสฺสุ ตฺวํ โน ราชา ภวิสฺสสิ ฯ กุสลา นจฺจคีตสฺส สิกฺขิตา จาตุริตฺถิโย กาเม ตํ รมยิสฺสนฺติ กึ อรญฺเญ กริสฺสสิ ฯ ปฏิราชูหิ เต กญฺญา อานยิสฺสํ อลงฺกตา ตาสุ ปุตฺเต ชเนตฺวาน อถ ปจฺฉา ปพฺพชิสฺสสิ ฯ ยุวา จ ทหโร จาปิ ปฐมุปฺปตฺติโต สุสู รชฺชํ กาเรหิ ภทฺทนฺเต กึ อรญฺเญ กริสฺสสิ ฯ โกฏฺฐาคารญฺจ โกสญฺจ วาหนานิ พลานิ จ นิเวสนานิ รมฺมานิ อหํ ปุตฺต ททามิ เต ฯ โคมณฺฑลปริพฺยูโฬฺห ทาสีสงฺฆปุรกฺขิโต ๒ รชฺชํ กาเรหิ ภทฺทนฺเต กึ อรญฺเญ กริสฺสสิ ฯ
กึ มํ ธเนน ขิยฺเยถ ๓ กึ ภริยาย มริสฺสติ กึ โยพฺพเนน ชิณฺเณน ๔ ยํ ชรายาภิภุยฺยติ ฯ ตตฺถ กา นนฺทิ กา ขิฑฺฑา กา รติ กา ธเนสนา #๑ ม. นุปนิวตฺตติ ฯ ๒ ม. ...ปุรกฺขโต ฯ อปรํปิ อีทิสเมว ฯ ๓ ม. กึ ธเนน #ยํ ขีเยถ ฯ สี. กึ ธเนน ยํ ชีเยถ ฯ ๔ สี. ยุ. จิณฺเณน ฯ กึ เม ปุตฺเตหิ ทาเรหิ ราช มุตฺโตสฺมิ พนฺธนา ฯ โยหํ ๑ เอวํ ปชานามิ มจฺจุ เม นปฺปมชฺชติ อนฺตเกนาธิปนฺนสฺส กา รติ กา ธเนสนา ฯ ผลานมิว ปกฺกานํ นิจฺจํ ปตนโต ภยํ เอวํ ชาตาน มจฺจานํ นิจฺจํ มรณโต ภยํ ฯ สายเมเก น ทิสฺสนฺติ ปาโต ทิฏฺฐา พหู ชนา ปาโต เอเก น ทิสฺสนฺติ สายํ ทิฏฺฐา พหู ชนา ฯ อชฺเชว กิจฺจมาตปฺปํ โก ชญฺญา มรณํ สุเว น หิ โน สงฺครนฺเตน มหาเสเนน มจฺจุนา ฯ โจรา ธนสฺส ปตฺเถนฺติ ราช มุตฺโตสฺมิ พนฺธนา เอหิ ราช นิวตฺตสฺสุ นาหํ รชฺเชน มตฺถิโกติ ฯm เตมิยชาตกํ ปฐมํ ฯ
ที่มา: พระไตรปิฎกบาลีอักษรไทย ฉบับสยามรัฐ เล่มที่ ๒๘ ข้อ ๓๙๔
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๘