อสาตรูปชาดก
ว่าด้วยสิ่งที่ครอบงำคนประมาท
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๑๐๐ · บรรทัด ๖๕๕ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระศาสดาทรงอาศัย กุณฑิยนคร ประทับอยู่ ณ กุณฑธานวัน ทรงปรารภอุบาสิกานามว่า สุปปวาสา ผู้เป็นธิดาแห่งโกลิยกษัตริย์ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า อสาตํ สาตรูเปน ดังนี้. ความพิสดารว่า ในสมัยนั้น พระนางสุปปวาสา ต้องทรงบริหารพระครรภ์ถึง ๗ ปี แล้วยังต้องเจ็บพระครรภ์อีก ๗ วันเวทนาเป็นไปขนาดหนัก พระนางแม้จะถูกเวทนาขนาดหนักเสียดแทงถึงอย่างนี้ ก็อดกลั้นทุกข์เสียได้ด้วยวิตก ๓ ประการเหล่านี้ คือ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์ใดเล่า ทรงแสดงธรรมเพื่อการละทุกข์เห็นปานนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแท้หนอ หมู่แห่งสาวกของพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ใดเล่าปฏิบัติแล้วเพื่อการละทุกข์เห็นปานนี้ หมู่สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น นั้นเป็นผู้ปฏิบัติดีแน่หนอ ทุกข์เห็นปานนี้ไม่มีในพระนิพพานใดเล่าพระนิพพานนั้นเป็นสุขจริงหนอ พระนางตรัสเรียกพระสวามีมาแล้ว ขอให้ไปเฝ้าพระศาสดา เพื่อกราบทูลความเป็นไปของพระนาง และข่าวกราบถวายบังคม พระศาสดาทรงทราบข่าวการถวายบังคมแล้ว ตรัสว่า โกลิยธิดา สุปปวาสา จงมีความสุขเถิด จงมีความสุข ไม่มีโรค ตลอดโอรสผู้หาโรคมิได้เถิด ก็พร้อม ๆ กับพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคเจ้านั่นแหละพระนางสุปปวาสา โกลิยธิดา ก็ทรงสำราญ ปราศจากพระโรคาพาธ ประสูติพระโอรสผู้ไม่มีโรคแล้ว ครั้นพระสวามีของพระนางเสด็จถึงนิเวศน์ ทอดพระเนตรเห็นพระนางประสูติแล้วได้ทรงเกิดอัศจรรย์ หลากพระทัยว่า น่าอัศจรรย์จริงหนออานุภาพของพระตถาคตเหลือประมาณ แม้พระนางสุปปวาสาทรงประสูติพระกุมารแล้ว ก็ปรารถนาจะถวายมหาทาน แด่พระภิกษุสงฆ์ มีพระพุทธองค์เป็นประมุข จึงส่งพระสวามีกลับไป เพื่อนิมนต์ ก็สมัยนั้นเล่า อุปัฏฐากของพระมหาโมคคัลลานะ นิมนต์พระภิกษุสงฆ์มีพระพุทธองค์เป็นประมุขไว้แล้วพระศาสดาจึงส่งพระสวามีของพระนางไปสู่สำนักของพระเถระเจ้า ให้ท่านทำให้อุปัฏฐากยอมตกลง เพื่อให้โอกาสแก่ทานของพระนางสุปปวาสาแล้ว ทรงรับทานของพระนางตลอด ๗ วันกับภิกษุสงฆ์. ครั้นถึงวันที่ ๗ พระนางสุปปวาสาตกแต่งพระสีวลีกุมารผู้โอรส ให้ถวายบังคมพระศาสดา และพระภิกษุสงฆ์ เมื่อพระกุมารถูกนำเข้าไปสู่สำนักของพระเถระเจ้าโดยลำดับพระเถระเจ้าได้กระทำปฏิสันถารกับเธอว่า สีวลี เธอยังจะพอทนได้หรือ ? สีวลีกุมาร ตรัสคำเห็นปานนี้กับพระเถระเจ้าว่า ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้เจริญ กระผมจะมีความสุขที่ไหนได้เล่ากระผมนั้นต้องอยู่ในโลหกุมภีถึง ๗ ปี พระนางสุปปวาสาทรงสดับถ้อยคำนั้นของพระโอรสแล้ว ทรงโสมนัสว่า ลูกของเราเกิดได้ ๗ วัน คุยกับพระอนุพุทธรรมเสนาบดีได้ พระศาสดาตรัสว่า สุปปวาสา ยังจะปรารถนาบุตรอย่างนี้คนอื่น ๆ อีกไหมเล่า ? พระนางกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ถ้ากระหม่อมฉันพึงได้โอรสอื่น ๆ อย่างนี้ ๗ คน เกล้ากระหม่อมฉันพึงปรารถนาทีเดียวพระเจ้าค่ะ พระศาสดาทรงเปล่งพระอุทาน กระทำอนุโมทนาแล้วเสด็จหลีกไป ฝ่ายพระกุมารสีวลี พอมีพระชนม์ได้๗ พรรษาเท่านั้น ก็ทรงบวชถวายชีวิตในพระศาสนา ครั้นมีอายุครบ ก็ได้อุปสมบทเป็นผู้มีบุญ ถึงความเป็นผู้เลิศด้วยลาภและยศบรรลือลั่นตลอดพื้นปฐพี บรรลุพระอรหัตผลแล้ว ได้รับฐานะเป็นเอตทัคคะในกลุ่มแห่งท่านผู้มีบุญทั้งหลาย อยู่มาวันหนึ่งพวกภิกษุประชุมกันในธรรมสภา ตั้งข้อสนทนากันว่า ผู้มีอายุทั้งหลาย พระเถระที่มีนามว่า สีวลี มีบุญมาก มีความปรารถนาอันตั้งไว้แล้ว เป็นสัตว์อุบัติในภพสุดท้าย เห็นปานนี้ ต้องอยู่ในโลกโลหกุมภีถึง ๗ ปี แล้วยังต้องถึงความหลงครรภ์ ๗ วัน น่าสงสารพระมารดาต้องทรงเสวยทุกข์อย่างใหญ่หลวง ท่านได้กระทำกรรมอะไรไว้หนอแล พระศาสดาเสด็จไป ณ ธรรมสภานั้นตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอนั่งสนทนากันด้วยเรื่องอะไรในบัดนี้ เมื่อพวกภิกษุกราบทูลให้ทรงทราบแล้วตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย การอยู่ในโลหกุมภีถึง ๗ ปี และการถึงความหลงครรภ์อีก ๗ วัน ของสีวลีผู้มีบุญมาก มีกรรมที่ตนทำไว้เป็นมูลทีเดียว ความทุกข์ในอันบริหารครรภ์ด้วยการอุ้มท้องไว้ถึง ๗ ปี และทุกข์เพราะหลงครรภ์ถึง ๗ วัน แม้ของพระนางสุปปวาสานั้นเล่า ก็มีกรรมที่ตนกระทำไว้เป็นมูลเหมือนกันอันภิกษุทั้งหลายกราบทูลอาราธนา แล้วทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :ในอดีตกาล ครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ในกรุงพาราณสี พระโพธิสัตว์ทรงถือปฏิสนธิในพระอุทรแห่งพระมเหสีของพระเจ้าพรหมทัตพระองค์นั้น ทรงเจริญวัยแล้วทรงศึกษาสรรพศิลปวิทยา ณ เมืองตักกสิลา ครั้นพระชนกเสด็จทิวงคต ก็ทรงครองราชสมบัติโดยธรรม สมัยนั้นพระเจ้าโกศล ทรงกรีฑาพลเป็นกองทัพใหญ่ เสด็จมายึดพระนครพาราณสีได้ สำเร็จโทษพระราชาเสียแล้ว กระทำอัครมเหสีของพระราชานั้นแหละให้เป็นอัครมเหสีของพระองค์ ฝ่ายพระโอรสของพระเจ้าพาราณสี เวลาที่พระราชบิดาเสด็จสวรรคต เสด็จหนีไปทางช่องระบายน้ำ ทรงรวบรวมกำลังได้ยกมาสู่พระนครพาราณสี ประทับพักแรมในที่ไม่ไกล ทรงส่งหนังสือไปถึงพระราชานั้นว่า จงมอบราชสมบัติคืน หรือมิฉะนั้นจงรบกัน พระราชานั้นทรงตอบหนังสือไปว่า เราจะทำการยุทธฝ่ายพระราชมารดาของพระราชกุมาร ทรงสดับสาสน์นั้นแล้วลอบส่งหนังสือไปว่า ไม่ต้องทำการรบดอก จงล้อมพระนครพาราณสี ตัดการไปมาของพระนครเสียให้เด็ดขาดสัก ๗ วันแต่นั้นก็ยึดพระนครซึ่งผู้คนลำบากแล้วด้วยการสิ้นฟืน น้ำ และภัตต์ โดยไม่ต้องรบเลย พระราชกุมารฟังข่าวของพระมารดาแล้ว ก็ล้อมพระนครไว้ ตัดการไปมาเด็ดขาดตลอด ๗ วัน ชาวเมืองไปมาไม่ได้ ก็ตัดเอาเศียรของพระราชานั้นไปถวายพระกุมารในวันที่ ๗ พระราชกุมารก็เสด็จเข้าพระนครครองราชสมบัติเมื่อสิ้นพระชนมายุ ก็เสด็จไปตามยถากรรม. ในกาลบัดนี้ พระสีวลีนั้นต้องอยู่ในโลหกุมภีตลอด ๗ ปีถึงความเป็นผู้หลงครรภ์ ๗ วัน ด้วยกระแสกรรมที่ล้อมพระนครตัดการไปมาเสียเด็ดขาดถึง ๗ วัน แล้วยืดเอา ก็แต่ว่าท่านได้ให้มหาทาน กระทำความปรารถนาไว้แทบพระบาท แห่งพระปทุมุตตรพุทธเจ้าว่า ข้าพเจ้าพึงเป็นผู้เลิศกว่าบุคคลผู้มีลาภทั้งหลาย และในครั้งพระวิปัสสีพุทธเจ้า ร่วมกับชาวเมืองถวายเนยแข็ง มีมูลค่าราคาหนึ่งพัน แล้วได้กระทำความปรารถนาไว้ ด้วยอานุภาพแห่งทานนั้น จึงได้เป็นผู้เลิศกว่าผู้มีลาภทั้งหลายส่วนพระนางสุปปวาสาเล่า เพราะส่งข่าวไปว่า จงล้อมพระนครยึดเอาเถิดพ่อ จึงต้องทรงบริหารครรภ์อุ้มพระอุทรตลอด ๗ ปีแล้วยังต้องเกิดครรภ์หลงอีกถึง ๗ วัน ดังนี้แล. พระศาสดาทรงนำเอาเรื่องในอดีตนี้มาสาธกแล้ว ตรัสพระคาถานี้ เป็นอภิสัมพุทธคาถา ความว่า :" สิ่งที่ไม่น่าชื่นชม ข่มผู้ประมาทไว้ด้วยทีท่าอันน่าชื่นชม ส่งที่ไม่น่ารัก ข่มผู้ประมาทไว้ ด้วยทีท่าอันน่ารัก ทุกข์ข่มผู้ประมาทไว้ด้วยทีท่าของความสุข" ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อสาตํ สาตรูเปน ความว่าสิ่งที่ไม่น่าชื่นชม คือไม่มีรสหวานเลย ย่อมข่มผู้ประมาทด้วยทีท่าเหมือนมีรสอร่อย. บทว่า ปมตฺตมติวตฺตติ มีอธิบายว่า สิ่งทั้ง ๓ อย่างนี้คือสิ่งที่ไม่น่าชื่นชม สิ่งที่ไม่น่ารัก และ ทุกข์ ย่อมข่ม คือครอบงำบุคคลผู้ประมาทแล้ว ด้วยสามารถแห่งการอยู่ปราศจากสติด้วยอาการมีทีท่าอันน่าชื่นชมเป็นต้นนี้ เรื่องนี้พึงทราบว่า ข้อที่มารดาและบุตรเหล่านั้น ถูกสิ่งที่ไม่น่าชื่นชม กล่าวคือ การบริหารครรภ์ และการอยู่ในครรภ์เป็นต้นนี้ ครอบงำแล้ว ด้วยการเปรียบให้เห็น การปิดล้อมพระนครไว้ในครั้งก่อนเป็นต้น อันใดก็ดี ข้อที่บัดนี้อุบาสิกานั้น ยอมให้สิ่งที่ไม่น่าชื่นชม ไม่น่ารักเป็นทุกข์เห็นปานนี้ ครอบงำซ้ำอีกถึง ๗ ครั้ง ด้วยรูปเทียมอันชวนให้เข้าใจผิดว่าน่าชื่นชม กล่าวคือบุตร อันเป็นที่ตั้งแห่งความรักเป็นต้น จึงกราบทูลอย่างนั้น อันใดก็ดีพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงหมายเอาสิ่งนั้น ๆ ทั้งหมด ตรัสแล้ว. พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประชุมชาดกว่า ราชกุมารผู้ล้อมพระนคร แล้วสืบราชสมบัติในครั้งนั้นได้มาเป็นสีวลีในครั้งนี้ พระมารดาได้มาเป็นพระนางสุปปวาสาส่วนพระเจ้าพาราณสีผู้เป็นพระราชบิดา ได้มาเป็นเราตถาคตฉะนี้แล.
จบ อสาตรูปชาดกที่ ๑๐รวมชาดกที่มีในวรรคนี้ คือ๑. ลิตตชาดก ๒. มหาสารชาดก ๓. วิสสาสโภชนาชาดก๔. โลมหังสชาดก ๕. มหาสุทัสสนชาดก ๖. เตลปัตตชาดก๗. นามสิทธิชาดก ๘. กูฏวาณิชชาดก ๙. ปโรสทัสสนชาดก
๑๐. อสาตรูปชาดกจบ ลิตตวรรคที่ ๑๐
จบ มัชฌิมปัณณาสก์๑๑. ปโรสตวรรค
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๖ หน้า ๓๘๓–๓๙๐ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
เอกกนิบาตชาดก ๑๕ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๕ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
๑๐ อสาตรูปชาตกํ
อสาตํ สาตรูเปนาติ อิทํ สตฺถา กุณฺฑิยนครํ อุปนิสฺสาย กุณฺฑธานวเน วิหรนฺโต โกลิยราชธีตรํ สุปฺปวาสํ อุปาสิกํ อารพฺภ กเถสิ ฯ
สา หิ ตสฺมึ สมเย สตฺต วสฺสานิ กุจฺฉินา คพฺภํ ปริหริตฺวา สตฺตาหํ มูฬฺหคพฺภา อโหสิ ฯ อธิมตฺตา เวทนา ปวตฺตึสุ ฯ สา เอวํ อธิมตฺตา เวทนาภิตุนฺนาปิ สมฺมาสมฺพุทฺโธ วต โส ภควา โย เอวรูปสฺส ทุกฺขสฺส ปหานาย ธมฺมํ เทเสสิ สุปฏิปนฺโน วตสฺส ภควโต สาวกสงฺโฆ โย เอวรูปสฺส ทุกฺขสฺส ปหานาย ปฏิปนฺโน สุขํ วต นิพฺพานํ ยตฺเถว รูปํ ทุกฺขํ นตฺถีติ อิเมหิ ตีหิ วิตกฺเกหิ ทุกฺขํ อธิวาเสสิ ฯ สา สามิกํ ปกฺโกสาเปตฺวา ตญฺจ อตฺตโน ปวุตฺตึ วนฺทนสาสนญฺจ อาโรเจตุํ สตฺถุ สนฺติกํ เปเสสิ ฯ สตฺถา วนฺทนสาสนํ สุตฺวาว สุขินี โหตุ สุปฺปวาสา โกลิยธีตา สุขินี อโรคา อโรคํ ปุตฺตํ วิชายตูติ อาห ฯ สห วจนาว ปน ภควโต สุปฺปวาสา โกลิยธีตา สุขินี อโรคา อโรคํ ปุตฺตํ วิชายิ ฯ อถสฺสา สามิโก เคหํ คนฺตฺวา ตํ วิชาตํ ทิสฺวา อจฺฉริยํ วต โภติ อติวิย ตถาคตสฺสานุภาโวติ อจฺฉริยพฺภุตจิตฺตชาโต อโหสิ ฯ สุปฺปวาสาปิ ปุตฺตํ วิชายิตฺวา สตฺตาหํ พุทฺธปฺปมุขสฺส ภิกฺขุสงฺฆสฺส มหาทานํ ทาตุกามา ปุน นิมนฺตนตฺถาย ตํ เปเสสิ ฯ เตน โข ปน สมเยน มหาโมคฺคลฺลานสฺส อุปฏฺฐาเกน พุทฺธปฺปมุโข ภิกฺขุสงฺโฆ นิมนฺติโต โหติ ฯ สตฺถา สุปฺปวาสาย ทานสฺส โอกาสทานตฺถาย เถรสฺส สนฺติกํ เปเสตฺวา ตํ สญฺญาเปตฺวา สตฺตาหํ ตสฺสา ทานํ ปฏิคฺคเหสิ สทฺธึ ภิกฺขุสงฺเฆน ฯ
สตฺตเม ปน ทิวเส สุปฺปวาสา ปุตฺตํ สีวลิกุมารํ มณฺเฑตฺวา สตฺถารญฺจ ภิกฺขุสงฺฆญฺจ วนฺทาเปสิ ฯ ตสฺมึ ปฏิปาฏิยา สารีปุตฺตตฺเถรสฺส สนฺติกํ นีเต เถโร เตน สทฺธึ กจฺจิ เต สีวลิ ขมนียนฺติ ปฏิสณฺฐารํ อกาสิ ฯ โส กุโต เม ภนฺเต สุขํ สฺวาหํ สตฺต วสฺสานิ โลหกุมฺภิยํ วสินฺติ เถเรน สทฺธึ เอวรูปํ กถํ กเถสิ ฯ สุปฺปวาสา ตสฺส วจนํ สุตฺวา สตฺตาหํ ชาโต มม ปุตฺโต อนุพุทฺเธน ธมฺมเสนาปตินา สทฺธึ มนฺเตตีติ โสมนสฺสปฺปตฺตา อโหสิ ฯ สตฺถา อปิ นุ สุปฺปวาเส อญฺเญปิ เอวรูเป ปุตฺเต อิจฺฉสีติ อาห ฯ สเจ ภนฺเต เอวรูเป อญฺเญ สตฺต ปุตฺเต ลเภยฺยํ อิจฺเฉยฺยาเมวาหนฺติ ฯ สตฺถา อุทานํ อุทาเนตฺวา อนุโมทนํ กตฺวา ปกฺกามิ ฯ สีวลิกุมาโรปิ โข สตฺตวสฺสิกกาเลเยว สาสเน อุรํ ทตฺวา ปพฺพชิตฺวา ปริปุณฺณวสฺโส อุปสมฺปทํ ลภิตฺวา ปุญฺญวา ลาภคฺคยสคฺคปฺปตฺโต หุตฺวา ปฐวึ อุนฺนาเทตฺวา อรหตฺตํ ปตฺวา ปุญฺญวนฺตานํ อนฺตเร เอตทคฺคฏฺฐานํ ปาปุณิ ฯ อเถกทิวสํ ภิกฺขู ธมฺมสภายํ สนฺนิปติตฺวา อาวุโส สีวลิตฺเถโร นาม เอวรูโป มหาปุญฺโญ ปฏฺฐิตปฏฺฐโน ปจฺฉิมภวิกสตฺโต สตฺต วสฺสานิ โลหกุมฺภิยํ วสิ สตฺตาหํ มูฬฺหคพฺภภาวํ อาปชฺชิ อโห มาตา มหนฺตํ ทุกฺขํ อนุภวิ เต กินฺนุ โข กมฺมมกํสูติ กถํ สมุฏฺฐาเปสุํ ฯ สตฺถา ตตฺถ คนฺตฺวา กาย นุตฺถ ภิกฺขเว เอตรหิ กถาย สนฺนิสินฺนาติ ปุจฺฉิตฺวา อิมาย นามาติ วุตฺเต ภิกฺขเว สีวลิโน มหาปุญฺญวโตว สตฺต วสฺสานิ โลหกุมฺภิยํ นิวาโส จ สตฺตาหํ มูฬฺหคพฺภภาวปฺปตฺติ จ อตฺตนา กตกมฺมมูลกาว ตสฺสา สุปฺปวาสายปิ สตฺต วสฺสานิ กุจฺฉินา คพฺภปริหรณทุกฺขญฺจ สตฺตาหํ มูฬฺหคพฺภทุกฺขญฺจ อตฺตนา กตกมฺมมูลกเมวาติ วตฺวา เตหิ ยาจิโต อตีตํ อาหริ ฯ
อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต โพธิสตฺโต ตสฺส อคฺคมเหสิยา กุจฺฉิสฺมึ ปฏิสนฺธึ คณฺหิตฺวา วยปฺปตฺโต ตกฺกสิลายํ สพฺพสิปฺปานิ อุคฺคณฺหิตฺวา ปิตุ อจฺจเยน ธมฺเมน รชฺชํ กาเรสิ ฯ ตสฺมึ สมเย โกสลราชา มหนฺเตน พเลน อาคนฺตฺวา พาราณสึ คเหตฺวา ตํ ราชานํ มาเรตฺวา ตสฺเสว อคฺคมเหสึ อตฺตโน อคฺคมเหสึ อกาสิ ฯ พาราณสีรญฺโญ ปน ปุตฺโต ปิตุ มรณกาเล นิทฺธมนทฺวาเรน ปลายิตฺวา พลํ สํหริตฺวา พาราณสึ อาคนฺตฺวา อวิทูเร นิสีทิตฺวา ตสฺส รญฺโญ ปณฺณํ เปเสสิ รชฺชํ วา เทตุ ยุทฺธํ วาติ ฯ โส ยุทฺธํ ทมฺมีติ ปฏิปณฺณํ เปเสสิ ฯ ราชกุมารสฺส ปน มาตา ตํ สาสนํ สุตฺวา ยุทฺเธน กมฺมํ นตฺถิ ตสฺส สตฺต ทิวสานิ สญฺจารํ ปจฺฉินฺทิตฺวา พาราณสีนครํ ปริวาเรตุ ตโต ทารุทกภตฺตปริกฺขเยน กิลนฺตมนุสฺสํ นครํ วินาว ยุทฺเธน คณฺหิสฺสตีติ ปณฺณํ เปเสสิ ฯ โส มาตุ สาสนํ สุตฺวา สตฺต ทิวสานิ สญฺจารํ ปจฺฉินฺทิตฺวา นครํ รุนฺธิ ฯ นาครา สญฺจารํ อลภมานา สตฺตเม ทิวเส ตสฺส รญฺโญ สีสํ คเหตฺวา กุมารสฺส อทํสุ ฯ กุมาโร นครํ ปวิสิตฺวา รชฺชํ คเหตฺวา อายุหปริโยสาเน ยถากมฺมํ คโต ฯ
โส เอตรหิ สตฺต ทิวสานิ สญฺจารํ ปจฺฉินฺทิตฺวา นครํ รุนฺธิตฺวา คหิตกมฺมนิสฺสนฺเทน สตฺต วสฺสานิ โลหกุมฺภิยํ วสิตฺวา สตฺตาหํ มูฬฺหคพฺภภาวํ อาปชฺชติ ยมฺปน โส ปทุมุตฺตรปาทมูเล ลาภีนํ อคฺโค ภเวยฺยนฺติ มหาทานํ ทตฺวา ปฏฺฐนํ อกาสิ ยญฺจ วิปสฺสิพุทฺธกาเล นาคเรหิ สทฺธึ สหสฺสคฺฆนิกํ คุฬทธึ ทตฺวา ปฏฺฐนํ อกาสิ ตสฺสานุภาเวน ลาภีนํ อคฺโค ชาโต ฯ สุปฺปวาสาปิ นครํ รุนฺธิตฺวา คณฺห ตาตาติ เปสิตภาเวน สตฺต วสฺสานิ กุจฺฉินา คพฺภํ ปริหริตฺวา สตฺตาหํ มูฬฺหคพฺภา ชาตาติ ฯ สตฺถา อิมํ อตีตํ อาหริตฺวา อภิสมฺพุทฺโธ หุตฺวา อิมํ คาถมาห
อสาตํ สาตรูเปน ปิยรูเปน อปฺปิยํ
ทุกฺขํ สุขสฺส รูเปน ปมตฺตมติวตฺตตีติ ฯ
ตตฺถ อสาตํ สาตรูเปนาติ อมธุรเมว มธุรปฺปฏิรูปเกน ฯ ปมตฺตมติวตฺตตีติ อสาตํ อปฺปิยํ ทุกฺขนฺติ เอตํ ติวิธมฺปิ เอเตน สาตรูปาทินา อากาเรน สติวิปฺปวาสวเสน ปมตฺตํ ปุคฺคลํ อติวตฺตติ อภิภวตีติ อตฺโถ ฯ อิทํ ภควตา ยญฺจ เต มาตาปุตฺตา อิมินา คพฺภปริหรณคพฺภวาสสงฺขาเตน อสาตาทินา ปุพฺเพ นครรุนฺธนสาตาทิปฺปฏิรูปเกน อชฺโฌตฺถฏา ยญฺจ อิทานิ สา อุปาสิกา ปุนปิ สตฺตกฺขตฺตุํ เอวรูปํ อสาตํ อปฺปิยํ ทุกฺขํ เปมวตฺถุภูเตน ปุตฺตสงฺขาเตน สาตาทิปฺปฏิรูปเกน อชฺโฌตฺถฏา หุตฺวา ตถา วจนํ สพฺพมฺปิ สนฺธาย วุตฺตนฺติ เวทิตพฺพํ ฯ
สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ตทา นครํ รุนฺธิตฺวา รชฺชํ ปตฺตกุมาโร สีวลิ อโหสิ มาตา สุปฺปวาสา ปิตา ปน พาราณสีราชา อหเมวาติ ฯ
อสาตรูปชาตกํ ทสมํ ฯ
ลิตฺตวคฺโค ทสโม ฯ
มชฺฌิมปณฺณาสโก นิฏฺฐิโต ฯ
@เชิงอรรถ:
@*** หน้านี้ไม่มีข้อมูล ***
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๖
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗