อสาตรูปชาดก
ว่าด้วยสิ่งที่ครอบงำคนประมาท
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๑๐๐ · บรรทัด ๖๕๕ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระศาสดาทรงอาศัย กุณฑิยนคร ประทับอยู่ ณ กุณฑธานวัน ทรงปรารภอุบาสิกานามว่า สุปปวาสา ผู้เป็นธิดาแห่งโกลิยกษัตริย์ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า อสาตํ สาตรูเปน ดังนี้. ความพิสดารว่า ในสมัยนั้น พระนางสุปปวาสา ต้องทรงบริหารพระครรภ์ถึง ๗ ปี แล้วยังต้องเจ็บพระครรภ์อีก ๗ วันเวทนาเป็นไปขนาดหนัก พระนางแม้จะถูกเวทนาขนาดหนักเสียดแทงถึงอย่างนี้ ก็อดกลั้นทุกข์เสียได้ด้วยวิตก ๓ ประการเหล่านี้ คือ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์ใดเล่า ทรงแสดงธรรมเพื่อการละทุกข์เห็นปานนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแท้หนอ หมู่แห่งสาวกของพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ใดเล่าปฏิบัติแล้วเพื่อการละทุกข์เห็นปานนี้ หมู่สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น นั้นเป็นผู้ปฏิบัติดีแน่หนอ ทุกข์เห็นปานนี้ไม่มีในพระนิพพานใดเล่าพระนิพพานนั้นเป็นสุขจริงหนอ พระนางตรัสเรียกพระสวามีมาแล้ว ขอให้ไปเฝ้าพระศาสดา เพื่อกราบทูลความเป็นไปของพระนาง และข่าวกราบถวายบังคม พระศาสดาทรงทราบข่าวการถวายบังคมแล้ว ตรัสว่า โกลิยธิดา สุปปวาสา จงมีความสุขเถิด จงมีความสุข ไม่มีโรค ตลอดโอรสผู้หาโรคมิได้เถิด ก็พร้อม ๆ กับพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคเจ้านั่นแหละพระนางสุปปวาสา โกลิยธิดา ก็ทรงสำราญ ปราศจากพระโรคาพาธ ประสูติพระโอรสผู้ไม่มีโรคแล้ว ครั้นพระสวามีของพระนางเสด็จถึงนิเวศน์ ทอดพระเนตรเห็นพระนางประสูติแล้วได้ทรงเกิดอัศจรรย์ หลากพระทัยว่า น่าอัศจรรย์จริงหนออานุภาพของพระตถาคตเหลือประมาณ แม้พระนางสุปปวาสาทรงประสูติพระกุมารแล้ว ก็ปรารถนาจะถวายมหาทาน แด่พระภิกษุสงฆ์ มีพระพุทธองค์เป็นประมุข จึงส่งพระสวามีกลับไป เพื่อนิมนต์ ก็สมัยนั้นเล่า อุปัฏฐากของพระมหาโมคคัลลานะ นิมนต์พระภิกษุสงฆ์มีพระพุทธองค์เป็นประมุขไว้แล้วพระศาสดาจึงส่งพระสวามีของพระนางไปสู่สำนักของพระเถระเจ้า ให้ท่านทำให้อุปัฏฐากยอมตกลง เพื่อให้โอกาสแก่ทานของพระนางสุปปวาสาแล้ว ทรงรับทานของพระนางตลอด ๗ วันกับภิกษุสงฆ์. ครั้นถึงวันที่ ๗ พระนางสุปปวาสาตกแต่งพระสีวลีกุมารผู้โอรส ให้ถวายบังคมพระศาสดา และพระภิกษุสงฆ์ เมื่อพระกุมารถูกนำเข้าไปสู่สำนักของพระเถระเจ้าโดยลำดับพระเถระเจ้าได้กระทำปฏิสันถารกับเธอว่า สีวลี เธอยังจะพอทนได้หรือ ? สีวลีกุมาร ตรัสคำเห็นปานนี้กับพระเถระเจ้าว่า ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้เจริญ กระผมจะมีความสุขที่ไหนได้เล่ากระผมนั้นต้องอยู่ในโลหกุมภีถึง ๗ ปี พระนางสุปปวาสาทรงสดับถ้อยคำนั้นของพระโอรสแล้ว ทรงโสมนัสว่า ลูกของเราเกิดได้ ๗ วัน คุยกับพระอนุพุทธรรมเสนาบดีได้ พระศาสดาตรัสว่า สุปปวาสา ยังจะปรารถนาบุตรอย่างนี้คนอื่น ๆ อีกไหมเล่า ? พระนางกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ถ้ากระหม่อมฉันพึงได้โอรสอื่น ๆ อย่างนี้ ๗ คน เกล้ากระหม่อมฉันพึงปรารถนาทีเดียวพระเจ้าค่ะ พระศาสดาทรงเปล่งพระอุทาน กระทำอนุโมทนาแล้วเสด็จหลีกไป ฝ่ายพระกุมารสีวลี พอมีพระชนม์ได้๗ พรรษาเท่านั้น ก็ทรงบวชถวายชีวิตในพระศาสนา ครั้นมีอายุครบ ก็ได้อุปสมบทเป็นผู้มีบุญ ถึงความเป็นผู้เลิศด้วยลาภและยศบรรลือลั่นตลอดพื้นปฐพี บรรลุพระอรหัตผลแล้ว ได้รับฐานะเป็นเอตทัคคะในกลุ่มแห่งท่านผู้มีบุญทั้งหลาย อยู่มาวันหนึ่งพวกภิกษุประชุมกันในธรรมสภา ตั้งข้อสนทนากันว่า ผู้มีอายุทั้งหลาย พระเถระที่มีนามว่า สีวลี มีบุญมาก มีความปรารถนาอันตั้งไว้แล้ว เป็นสัตว์อุบัติในภพสุดท้าย เห็นปานนี้ ต้องอยู่ในโลกโลหกุมภีถึง ๗ ปี แล้วยังต้องถึงความหลงครรภ์ ๗ วัน น่าสงสารพระมารดาต้องทรงเสวยทุกข์อย่างใหญ่หลวง ท่านได้กระทำกรรมอะไรไว้หนอแล พระศาสดาเสด็จไป ณ ธรรมสภานั้นตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอนั่งสนทนากันด้วยเรื่องอะไรในบัดนี้ เมื่อพวกภิกษุกราบทูลให้ทรงทราบแล้วตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย การอยู่ในโลหกุมภีถึง ๗ ปี และการถึงความหลงครรภ์อีก ๗ วัน ของสีวลีผู้มีบุญมาก มีกรรมที่ตนทำไว้เป็นมูลทีเดียว ความทุกข์ในอันบริหารครรภ์ด้วยการอุ้มท้องไว้ถึง ๗ ปี และทุกข์เพราะหลงครรภ์ถึง ๗ วัน แม้ของพระนางสุปปวาสานั้นเล่า ก็มีกรรมที่ตนกระทำไว้เป็นมูลเหมือนกันอันภิกษุทั้งหลายกราบทูลอาราธนา แล้วทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :ในอดีตกาล ครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ในกรุงพาราณสี พระโพธิสัตว์ทรงถือปฏิสนธิในพระอุทรแห่งพระมเหสีของพระเจ้าพรหมทัตพระองค์นั้น ทรงเจริญวัยแล้วทรงศึกษาสรรพศิลปวิทยา ณ เมืองตักกสิลา ครั้นพระชนกเสด็จทิวงคต ก็ทรงครองราชสมบัติโดยธรรม สมัยนั้นพระเจ้าโกศล ทรงกรีฑาพลเป็นกองทัพใหญ่ เสด็จมายึดพระนครพาราณสีได้ สำเร็จโทษพระราชาเสียแล้ว กระทำอัครมเหสีของพระราชานั้นแหละให้เป็นอัครมเหสีของพระองค์ ฝ่ายพระโอรสของพระเจ้าพาราณสี เวลาที่พระราชบิดาเสด็จสวรรคต เสด็จหนีไปทางช่องระบายน้ำ ทรงรวบรวมกำลังได้ยกมาสู่พระนครพาราณสี ประทับพักแรมในที่ไม่ไกล ทรงส่งหนังสือไปถึงพระราชานั้นว่า จงมอบราชสมบัติคืน หรือมิฉะนั้นจงรบกัน พระราชานั้นทรงตอบหนังสือไปว่า เราจะทำการยุทธฝ่ายพระราชมารดาของพระราชกุมาร ทรงสดับสาสน์นั้นแล้วลอบส่งหนังสือไปว่า ไม่ต้องทำการรบดอก จงล้อมพระนครพาราณสี ตัดการไปมาของพระนครเสียให้เด็ดขาดสัก ๗ วันแต่นั้นก็ยึดพระนครซึ่งผู้คนลำบากแล้วด้วยการสิ้นฟืน น้ำ และภัตต์ โดยไม่ต้องรบเลย พระราชกุมารฟังข่าวของพระมารดาแล้ว ก็ล้อมพระนครไว้ ตัดการไปมาเด็ดขาดตลอด ๗ วัน ชาวเมืองไปมาไม่ได้ ก็ตัดเอาเศียรของพระราชานั้นไปถวายพระกุมารในวันที่ ๗ พระราชกุมารก็เสด็จเข้าพระนครครองราชสมบัติเมื่อสิ้นพระชนมายุ ก็เสด็จไปตามยถากรรม. ในกาลบัดนี้ พระสีวลีนั้นต้องอยู่ในโลหกุมภีตลอด ๗ ปีถึงความเป็นผู้หลงครรภ์ ๗ วัน ด้วยกระแสกรรมที่ล้อมพระนครตัดการไปมาเสียเด็ดขาดถึง ๗ วัน แล้วยืดเอา ก็แต่ว่าท่านได้ให้มหาทาน กระทำความปรารถนาไว้แทบพระบาท แห่งพระปทุมุตตรพุทธเจ้าว่า ข้าพเจ้าพึงเป็นผู้เลิศกว่าบุคคลผู้มีลาภทั้งหลาย และในครั้งพระวิปัสสีพุทธเจ้า ร่วมกับชาวเมืองถวายเนยแข็ง มีมูลค่าราคาหนึ่งพัน แล้วได้กระทำความปรารถนาไว้ ด้วยอานุภาพแห่งทานนั้น จึงได้เป็นผู้เลิศกว่าผู้มีลาภทั้งหลายส่วนพระนางสุปปวาสาเล่า เพราะส่งข่าวไปว่า จงล้อมพระนครยึดเอาเถิดพ่อ จึงต้องทรงบริหารครรภ์อุ้มพระอุทรตลอด ๗ ปีแล้วยังต้องเกิดครรภ์หลงอีกถึง ๗ วัน ดังนี้แล. พระศาสดาทรงนำเอาเรื่องในอดีตนี้มาสาธกแล้ว ตรัสพระคาถานี้ เป็นอภิสัมพุทธคาถา ความว่า :" สิ่งที่ไม่น่าชื่นชม ข่มผู้ประมาทไว้ด้วยทีท่าอันน่าชื่นชม ส่งที่ไม่น่ารัก ข่มผู้ประมาทไว้ ด้วยทีท่าอันน่ารัก ทุกข์ข่มผู้ประมาทไว้ด้วยทีท่าของความสุข" ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อสาตํ สาตรูเปน ความว่าสิ่งที่ไม่น่าชื่นชม คือไม่มีรสหวานเลย ย่อมข่มผู้ประมาทด้วยทีท่าเหมือนมีรสอร่อย. บทว่า ปมตฺตมติวตฺตติ มีอธิบายว่า สิ่งทั้ง ๓ อย่างนี้คือสิ่งที่ไม่น่าชื่นชม สิ่งที่ไม่น่ารัก และ ทุกข์ ย่อมข่ม คือครอบงำบุคคลผู้ประมาทแล้ว ด้วยสามารถแห่งการอยู่ปราศจากสติด้วยอาการมีทีท่าอันน่าชื่นชมเป็นต้นนี้ เรื่องนี้พึงทราบว่า ข้อที่มารดาและบุตรเหล่านั้น ถูกสิ่งที่ไม่น่าชื่นชม กล่าวคือ การบริหารครรภ์ และการอยู่ในครรภ์เป็นต้นนี้ ครอบงำแล้ว ด้วยการเปรียบให้เห็น การปิดล้อมพระนครไว้ในครั้งก่อนเป็นต้น อันใดก็ดี ข้อที่บัดนี้อุบาสิกานั้น ยอมให้สิ่งที่ไม่น่าชื่นชม ไม่น่ารักเป็นทุกข์เห็นปานนี้ ครอบงำซ้ำอีกถึง ๗ ครั้ง ด้วยรูปเทียมอันชวนให้เข้าใจผิดว่าน่าชื่นชม กล่าวคือบุตร อันเป็นที่ตั้งแห่งความรักเป็นต้น จึงกราบทูลอย่างนั้น อันใดก็ดีพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงหมายเอาสิ่งนั้น ๆ ทั้งหมด ตรัสแล้ว. พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประชุมชาดกว่า ราชกุมารผู้ล้อมพระนคร แล้วสืบราชสมบัติในครั้งนั้นได้มาเป็นสีวลีในครั้งนี้ พระมารดาได้มาเป็นพระนางสุปปวาสาส่วนพระเจ้าพาราณสีผู้เป็นพระราชบิดา ได้มาเป็นเราตถาคตฉะนี้แล.
จบ อสาตรูปชาดกที่ ๑๐รวมชาดกที่มีในวรรคนี้ คือ๑. ลิตตชาดก ๒. มหาสารชาดก ๓. วิสสาสโภชนาชาดก๔. โลมหังสชาดก ๕. มหาสุทัสสนชาดก ๖. เตลปัตตชาดก๗. นามสิทธิชาดก ๘. กูฏวาณิชชาดก ๙. ปโรสทัสสนชาดก
๑๐. อสาตรูปชาดกจบ ลิตตวรรคที่ ๑๐
จบ มัชฌิมปัณณาสก์๑๑. ปโรสตวรรค
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๖ หน้า ๓๘๓–๓๙๐ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
เอกกนิบาตชาดก ๑๕ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๕ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน
10 Asātarūpajātakaṃ
asātaṃ sātarūpenāti idaṃ satthā kuṇḍiyanagaraṃ upanissāya kuṇḍadhānavane viharanto koliyarājadhītaraṃ suppavāsaṃ upāsikaṃ ārabbha kathesi.
Sā hi tasmiṃ samaye satta vassāni kucchinā gabbhaṃ pariharitvā sattāhaṃ mūḷhagabbhā ahosi. Adhimattā vedanā pavattiṃsu. Sā evaṃ adhimattā vedanābhitunnāpi sammāsambuddho vata so bhagavā yo evarūpassa dukkhassa pahānāya dhammaṃ desesi supaṭipanno vatassa bhagavato sāvakasaṅgho yo evarūpassa dukkhassa pahānāya paṭipanno sukhaṃ vata nibbānaṃ yattheva rūpaṃ dukkhaṃ natthīti imehi tīhi vitakkehi dukkhaṃ adhivāsesi. Sā sāmikaṃ pakkosāpetvā tañca attano pavuttiṃ vandanasāsanañca ārocetuṃ satthu santikaṃ pesesi. Satthā vandanasāsanaṃ sutvāva sukhinī hotu suppavāsā koliyadhītā sukhinī arogā arogaṃ puttaṃ vijāyatūti āha. Saha vacanāva pana bhagavato suppavāsā koliyadhītā sukhinī arogā arogaṃ puttaṃ vijāyi. Athassā sāmiko gehaṃ gantvā taṃ vijātaṃ disvā acchariyaṃ vata bhoti ativiya tathāgatassānubhāvoti acchariyabbhutacittajāto ahosi. Suppavāsāpi puttaṃ vijāyitvā sattāhaṃ buddhappamukhassa bhikkhusaṅghassa mahādānaṃ dātukāmā puna nimantanatthāya taṃ pesesi. Tena kho Pana samayena mahāmoggallānassa upaṭṭhākena buddhappamukho bhikkhusaṅgho nimantito hoti. Satthā suppavāsāya dānassa okāsadānatthāya therassa santikaṃ pesetvā taṃ saññāpetvā sattāhaṃ tassā dānaṃ paṭiggahesi saddhiṃ bhikkhusaṅghena.
Sattame pana divase suppavāsā puttaṃ sīvalikumāraṃ maṇḍetvā satthārañca bhikkhusaṅghañca vandāpesi. Tasmiṃ paṭipāṭiyā sārīputtattherassa santikaṃ nīte thero tena saddhiṃ kacci te sīvali khamanīyanti paṭisaṇṭhāraṃ akāsi. So kuto me bhante sukhaṃ svāhaṃ satta vassāni lohakumbhiyaṃ vasinti therena saddhiṃ evarūpaṃ kathaṃ kathesi. Suppavāsā tassa vacanaṃ sutvā sattāhaṃ jāto mama putto anubuddhena dhammasenāpatinā saddhiṃ mantetīti somanassappattā ahosi. Satthā api nu suppavāse aññepi evarūpe putte icchasīti āha. Sace bhante evarūpe aññe satta putte labheyyaṃ iccheyyāmevāhanti. Satthā udānaṃ udānetvā anumodanaṃ katvā pakkāmi. Sīvalikumāropi kho sattavassikakāleyeva sāsane uraṃ datvā pabbajitvā paripuṇṇavasso upasampadaṃ labhitvā puññavā lābhaggayasaggappatto hutvā paṭhaviṃ unnādetvā arahattaṃ patvā puññavantānaṃ antare etadaggaṭṭhānaṃ pāpuṇi. Athekadivasaṃ bhikkhū dhammasabhāyaṃ sannipatitvā āvuso sīvalitthero nāma evarūpo mahāpuñño paṭṭhitapaṭṭhano pacchimabhavikasatto satta vassāni lohakumbhiyaṃ vasi sattāhaṃ mūḷhagabbhabhāvaṃ āpajji aho mātā mahantaṃ dukkhaṃ anubhavi te kinnu Kho kammamakaṃsūti kathaṃ samuṭṭhāpesuṃ. Satthā tattha gantvā kāya nuttha bhikkhave etarahi kathāya sannisinnāti pucchitvā imāya nāmāti vutte bhikkhave sīvalino mahāpuññavatova satta vassāni lohakumbhiyaṃ nivāso ca sattāhaṃ mūḷhagabbhabhāvappatti ca attanā katakammamūlakāva tassā suppavāsāyapi satta vassāni kucchinā gabbhapariharaṇadukkhañca sattāhaṃ mūḷhagabbhadukkhañca attanā katakammamūlakamevāti vatvā tehi yācito atītaṃ āhari.
Atīte bārāṇasiyaṃ brahmadatte rajjaṃ kārente bodhisatto tassa aggamahesiyā kucchismiṃ paṭisandhiṃ gaṇhitvā vayappatto takkasilāyaṃ sabbasippāni uggaṇhitvā pitu accayena dhammena rajjaṃ kāresi. Tasmiṃ samaye kosalarājā mahantena balena āgantvā bārāṇasiṃ gahetvā taṃ rājānaṃ māretvā tasseva aggamahesiṃ attano aggamahesiṃ akāsi. Bārāṇasīrañño pana putto pitu maraṇakāle niddhamanadvārena palāyitvā balaṃ saṃharitvā bārāṇasiṃ āgantvā avidūre nisīditvā tassa rañño paṇṇaṃ pesesi rajjaṃ vā detu yuddhaṃ vāti. So yuddhaṃ dammīti paṭipaṇṇaṃ pesesi. Rājakumārassa pana mātā taṃ sāsanaṃ sutvā yuddhena kammaṃ natthi tassa satta divasāni sañcāraṃ pacchinditvā bārāṇasīnagaraṃ parivāretu tato dārudakabhattaparikkhayena kilantamanussaṃ nagaraṃ vināva yuddhena gaṇhissatīti paṇṇaṃ pesesi. So mātu sāsanaṃ sutvā satta divasāni sañcāraṃ pacchinditvā nagaraṃ rundhi. Nāgarā sañcāraṃ Alabhamānā sattame divase tassa rañño sīsaṃ gahetvā kumārassa adaṃsu. Kumāro nagaraṃ pavisitvā rajjaṃ gahetvā āyuhapariyosāne yathākammaṃ gato.
So etarahi satta divasāni sañcāraṃ pacchinditvā nagaraṃ rundhitvā gahitakammanissandena satta vassāni lohakumbhiyaṃ vasitvā sattāhaṃ mūḷhagabbhabhāvaṃ āpajjati yampana so padumuttarapādamūle lābhīnaṃ aggo bhaveyyanti mahādānaṃ datvā paṭṭhanaṃ akāsi yañca vipassibuddhakāle nāgarehi saddhiṃ sahassagghanikaṃ guḷadadhiṃ datvā paṭṭhanaṃ akāsi tassānubhāvena lābhīnaṃ aggo jāto. Suppavāsāpi nagaraṃ rundhitvā gaṇha tātāti pesitabhāvena satta vassāni kucchinā gabbhaṃ pariharitvā sattāhaṃ mūḷhagabbhā jātāti. Satthā imaṃ atītaṃ āharitvā abhisambuddho hutvā imaṃ gāthamāha
asātaṃ sātarūpena piyarūpena appiyaṃ
dukkhaṃ sukhassa rūpena pamattamativattatīti .
Tattha asātaṃ sātarūpenāti amadhurameva madhurappaṭirūpakena. Pamattamativattatīti asātaṃ appiyaṃ dukkhanti etaṃ tividhampi etena sātarūpādinā ākārena sativippavāsavasena pamattaṃ puggalaṃ ativattati abhibhavatīti attho. Idaṃ bhagavatā yañca te mātāputtā iminā gabbhapariharaṇagabbhavāsasaṅkhātena asātādinā pubbe nagararundhanasātādippaṭirūpakena ajjhotthaṭā yañca idāni sā upāsikā punapi sattakkhattuṃ evarūpaṃ asātaṃ appiyaṃ dukkhaṃ pemavatthubhūtena Puttasaṅkhātena sātādippaṭirūpakena ajjhotthaṭā hutvā tathā vacanaṃ sabbampi sandhāya vuttanti veditabbaṃ.
Satthā imaṃ dhammadesanaṃ āharitvā jātakaṃ samodhānesi tadā nagaraṃ rundhitvā rajjaṃ pattakumāro sīvali ahosi mātā suppavāsā pitā pana bārāṇasīrājā ahamevāti.
Asātarūpajātakaṃ dasamaṃ.
Littavaggo dasamo.
Majjhimapaṇṇāsako niṭṭhito.
@Footnote:
@*** hanṛ´ānīṛ´ā´mḗmīkhṛ´amūla ***
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน เล่มที่ ๓๖
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗