วัฏฏกชาดก
ว่าด้วยการใช้ความคิด
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๑๑๘ · บรรทัด ๗๗๗ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหารทรงปรารภบุตรของอุตตรเศรษฐี ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า นาจินฺตยนฺโต ปุริโส ดังนี้. ได้ยินว่า ในพระนครสาวัตถี ได้มีเศรษฐีชื่อว่า อุตตระมีสมบัติมาก สัตว์ผู้มีบุญผู้หนึ่ง จุติจากพรหมโลก ถือปฏิสนธิในท้องแห่งภรรยาของท่านเศรษฐี เจริญวัย มีรูปงดงาม แจ่มใสมีผิวพรรณเพียงดังพรหม อยู่มาวันหนึ่งในพระนครสาวัตถีเมื่องานนักขัตฤกษ์ประจำเดือน ๑๒ ได้ป่าวร้องไปทั่วแล้วโลกทั้งหมดได้เป็นประเทศมีงานนักขัตฤกษ์ บุตรเศรษฐีอื่น ๆผู้เป็นสหายของเศรษฐีบุตรนั้น ได้มีภรรยากันแล้ว แต่เพราะเหตุที่บุตรของท่านอุตตรเศรษฐี อยู่ในพรหมโลกตลอดกาลนานจิตจึงไม่ชุ่มชื่นในกองกิเลส ครั้งนั้น พวกเพื่อน ๆ ของเขาปรึกษากันว่า พวกเราจักนำหญิงคนหนึ่ง มาให้บุตรท่านอุตตรเศรษฐี แล้วชวนกันเล่นนักขัตฤกษ์ เข้าไปหาเขา กล่าวว่าเพื่อนรัก ในพระนครนี้มีงานมหรสพประจำเดือน ๑๒ เขาป่าวร้องกันทั่วแล้ว พวกเราพาหญิงคนหนึ่งมาให้ท่าน จักเล่นนักขัตฤกษ์กัน แม้เมื่อเขาบอกว่า ผมไม่ต้องการผู้หญิง ก็พากันแค่นได้กระเซ้าอยู่บ่อย ๆ จนต้องยอมรับ จึงไปแต่งนางวรรณทาสีคนหนึ่ง ด้วยเครื่องประดับพร้อมสรรพ พาไปเรือนของเขากล่าวว่า เธอจงไปสู่สำนักของเศรษฐีบุตรเถิด ดังนี้แล้ว ส่งเข้าไปสู่ห้องนอน แล้วพากันออกไป แม้นางจะเข้าไปถึงห้องนอนเศรษฐีบุตรก็ไม่มองดู ไม่พูดจาด้วย นางคิดว่า ชายผู้นี้ไม่มองดูเรา ผู้สวยงาม สมบูรณ์ด้วยความเพริดพริ้ง แพรวพราว อย่างสูงเห็นปานนี้เลย ทั้งไม่ยอมพูดจาด้วย บัดนี้ เราจักทำให้เขาจ้องมองดูเรา ด้วยกระบวนมายาและการเยื้องกรายของหญิงให้ได้ดังนี้แล้ว เริ่มแสดงเสน่ห์หญิง เผยปลายฟัน ด้วยการโปรยยิ้มทำชะมดชะม้อยเอียงอาย เศรษฐีบุตรมองดูเลยยึดเอานิมิตรในกระดูกฟัน เกิดอัฏฐิกสัญญา ร่างงามนั้นแม้ทั้งหมด ก็ปรากฏเป็นเหมือนโครงกระดูก เขาจึงให้รางวัลนาง แล้วส่งตัวกลับไป. อิสระชนผู้หนึ่งเห็นนางลงมาจากเรือนนั้น ในระหว่างถนนก็ให้รางวัลพาไปสู่เรือนของตน ล่วงได้เจ็ดวัน งานนักขัตฤกษ์ก็ยุติ มารดาของนางวรรณทาสีไม่เห็นกลับมา ก็ไปหาเศรษฐีบุตรทั้งหลายถามว่า ลูกสาวของฉันไปไหน ? เศรษฐีบุตรเหล่านั้นก็พากันไปสู่เรือนของอุตตรเศรษฐีบุตร ถามว่า นางไปไหน ? เขาบอกว่า ฉันให้รางวัลนางแล้วส่งตัวกับไปขณะนั้นเองทีเดียวขณะนั้นมารดาของนางก็ร้องไห้ พลางกล่าวว่า ฉันไม่เห็นลูกสาวของฉันที่ไหนเลย พวกท่านต้องพาลูกสาวของฉันมาส่ง แล้วจับบุตรอุตตรเศรษฐีไปสู่ราชสำนัก พระราชาเมื่อทรงชำระคดีรับสั่งถามว่า เศรษฐีบุตรเหล่านี้ พานางไปให้เจ้าหรือ ? เขากราบทูลว่า พระพุทธเจ้าข้า ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ. รับสั่งถามว่า เดี๋ยวนี้นางไปไหนละ ? กราบทูลว่า ไม่ทราบเกล้าฯพระเจ้าข้า ข้าพระองค์ส่งนางกลับไปในขณะนั้นแหละ พระเจ้าข้า. รับสั่งว่า เดี๋ยวนี้เจ้าอาจพานางส่งคืนได้ไหมเล่า ? กราบทูลว่าข้าพระองค์ไม่สามารถพระเจ้าข้า พระราชาตรัสสั่งว่า ถ้าไม่อาจนำตัวมาส่งคืนได้ พวกเจ้าจงลงอาญาเขาเถิด ครั้งนั้น พวกราชบุรุษพากันมัดแขนเขาไพล่หลัง คุมตัวไปด้วยคิดว่า พวกเราจักลงพระอาญา. ได้เล่าลือกันไปทั่วพระนครว่า ได้ยินว่า พระราชารับสั่งให้ลงพระราชอาญาเศรษฐีบุตรผู้ไม่สามารถนำนางวรรณทาสีมาส่งคืนได้ มหาชนกอดอกร่ำไห้ว่า นายเอ๋ย. ทำไมเรื่องเป็นเช่นนี้ ท่านได้สิ่งไม่คู่ควรแก่ตนเลย พากันเดินร่ำไห้ไปข้างหลังของเศรษฐีบุตร เศรษฐีบุตรคิดว่า ทุกข์ขนาดนี้นี่เราได้รับเพราะการอยู่ครองเรือน ถ้าเราพ้นจากทุกข์นี้ไปได้เราจักบวชในสำนักพระมหาโคดมสัมมาสัมพุทธเจ้า. ฝ่ายนางวรรณทาสีนั้นเล่า ฟังเสียงโกลาหลนั้นแล้ว ก็ถามว่า นั่นเสียงอะไร ? ครั้นทราบเรื่องราวแล้ว รีบลงมาโดยเร็ว กล่าวว่า จงหลีกไปเถิดท่านทั้งหลาย จงให้โอกาสเราได้พบราชบุรุษเถิด แล้วแสดงตน พวกราชบุรุษเห็นนางแล้วก็ให้มารดารับตัวไป ปล่อยเศรษฐีบุตรแล้วพากันไป เขาถูกเพื่อน ๆ แวดล้อมไปสู่แม่น้ำ อาบน้ำ ดำเกล้าแล้ว จึงไปเรือนบริโภคอาหารเช้า ขอให้มารดาบิดาอนุญาตให้บรรพชา ถือเอาผ้าจีวรไปสำนักพระศาสดา ด้วยบริวารเป็นอันมาก ถวายบังคมแล้วกราบทูลขอบรรพชา ได้บรรพชาอุปสมบท มิได้ทอดทิ้งพระกรรมฐาน เจริญวิปัสสนา ไม่ช้าก็ตั้งอยู่ในพระอรหัตผลอยู่มาวันหนึ่ง ภิกษุทั้งหลายประชุมกันในธรรมสภา กล่าวถึงคุณของท่านว่า ผู้มีอายุทั้งหลาย บุตรของอุตตรเศรษฐี เมื่อภัยบังเกิดแก่ตน ทราบคุณของพระศาสดา ได้คิดว่า เมื่อเราพ้นจากทุกข์นี้จักบรรพชา ด้วยความคิดดีนั้น จึงพ้นจากมรณภัยด้วย บวชแล้วดำรงในผลอันเลิศด้วย พระศาสดาเสด็จมาตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้พวกเธอนั่งประชุมสนทนากันด้วยเรื่องอะไร ? เมื่อภิกษุทั้งหลายกราบทูลให้ทรงทราบแล้ว จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ไม่แต่บุตรของอุตตรเศรษฐีเท่านั้น ที่เมื่อภัยบังเกิดแล้ว ได้คิดว่า เราจักพ้นทุกข์นี้ด้วยอุบายนี้แม้บัณฑิตในอดีตกาล เมื่อภัยบังเกิดแก่ตนแล้ว ก็ได้คิดว่า เราจักพ้นจากทุกข์นี้ ดังนี้แล้ว ก็พ้นจากทุกข์ คือมรณภัยได้แล้วเหมือนกัน แล้วทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :ในอดีตกาล ครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ในพระนครพาราณสี พระโพธิสัตว์ เมื่อแรงกรรมผลักดันให้หมุนเวียนไปด้วยอำนาจแห่งจุติและปฏิสนธิ บังเกิดในกำเนิดนกกระจาบครั้งนั้น นายพรานนกกระจาบคนหนึ่ง นำนกกระจาบเป็นอันมากมาจากป่า ขังไว้ในเรือน เมื่อคนทั้งหลายพากันมาซื้อ ก็ขายนกกระจาบส่งให้ถึงมือ เลี้ยงชีวิต พระโพธิสัตว์ได้คิดว่า ถ้าเราบริโภคข้าวน้ำที่พรานนี้ให้แล้วไซร้ พรานนี้ก็คงจับเราให้แก่คนที่มาซื้อ ก็ถ้าเราไม่บริโภคเล่า ก็คงซูบเซียว ครั้นคนทั้งหลายเห็นเราซูบเซียว ก็จักไม่รับเอา ความปลอดภัยจักมีแก่เราด้วยอุบายอย่างนี้ เราจักกระทำอุบายอันนี้ เมื่อพระโพธิสัตว์กระทำอย่างนั้น ก็ซูบเซียวเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก พวกมนุษย์เห็นพระโพธิสัตว์แล้วไม่แตะต้องเลย นายพรานเมื่อนกกระจาบที่เหลือเว้นพระโพธิสัตว์หมดสิ้นไปแล้ว ก็นำออกจากกระเช้ายืนอยู่ที่ประตู วางพระโพธิสัตว์ไว้ที่ฝ่ามือ ปรารภเพื่อจะตรวจดูว่านกกระจาบตัวนี้เป็นอย่างไรเล่านะ ครั้นพระโพธิสัตว์รู้ว่านายพรานเผลอ ก็กางปีกบินเข้าป่าไป นกกระจาบเหล่าอื่นเห็นพระโพธิสัตว์ จึงพากันถามว่า เป็นอย่างไรไปเล่า ท่านจึงไม่ค่อยปรากฏ ท่านไปไหนเสียเล่า ? ครั้นพระโพธิสัตว์บอกว่า เราถูกนายพรานจับไป ต่างก็ชักว่า ทำอย่างไรเล่าถึงรอดมาได้พระโพธิสัตว์บอกว่า เราไม่กินอาหารที่เขาให้ ไม่ดื่มน้ำ จึงรอดมาได้ด้วยการคิดอุบาย ดังนี้แล้วกล่าวคาถานี้ ความว่า :"บุรุษเมื่อไม่คิด ก็ย่อมไม่ได้ผลพิเศษท่านจงดูผลแห่งอุบายที่เราคิดเถิด เราพ้นจากการถูกฆ่าและจองจำ ก็ด้วยอุบายนั้น" ดังนี้. ในคาถานั้นประมวลความได้ดังนี้ :- คนถึงทุกข์แล้วเมื่อไม่คิดว่า เราจักพ้นทุกข์นี้ด้วยอุบายชื่อนี้ ก็ไม่ประสบผลวิเศษ คือความรอดพ้นจากทุกข์ของตนได้ ก็บัดนี้จงดูผลแห่งกรรมที่เราคิดแล้ว ด้วยอุบายนี้เท่านั้น ที่เราพ้นจากการถูกฆ่าและถูกขังได้ คือพ้นจากความตายด้วย จากที่กักขังด้วย. พระโพธิสัตว์บอกเหตุการณ์ที่ตนกระทำแล้ว ด้วยประการฉะนี้. พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประชุมชาดกว่า ก็นกกระจาบผู้รอดพ้นได้ในครั้งนั้น ได้มาเป็นเราตถาคต ฉะนี้แล.
จบ อรรถกถาวัฏฏกชาดกที่ ๘
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๖ หน้า ๔๔๕–๔๕๐ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
เอกกนิบาตชาดก ๑๓ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๓ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
๘ วฏฺฏกชาตกํ
นาจินฺตยนฺโต ปุริโสติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต อุตฺตรเสฏฺฐิปุตฺตํ อารพฺภ กเถสิ ฯ
สาวตฺถิยํ กิร อุตฺตรเสฏฺฐี นาม อโหสิ มหาวิภโว ฯ ตสฺส ภริยาย กุจฺฉิยํ เอโก ปุญฺญวา สตฺโต พฺรหฺมโลกา จวิตฺวา ปฏิสนฺธึ คเหตฺวา วยปฺปตฺโต อภิรูโป ปาสาทิโก อโหสิ พฺรหฺมวณฺณี ฯ อเถกทิวสํ สาวตฺถิยํ กตฺติกจฺฉณนกฺขตฺเต สงฺฆุฏฺเฐ สพฺโพ โลโก นกฺขตฺตนิสฺสิโต อโหสิ ฯ ตสฺส สหายกา อญฺเญ เสฏฺฐิปุตฺตา สปชาปติกา อเหสุํ ฯ อุตฺตรเสฏฺฐิปุตฺตสฺส ปน ทีฆรตฺตํ พฺรหฺมโลเก วสิตตฺตา กิเลเสสุ จิตฺตํ น อลฺลียติ ฯ อถสฺส สหายกา อุตฺตรเสฏฺฐิปุตฺตสฺสาปิ เอกํ อิตฺถึ อาเนตฺวา นกฺขตฺตํ กีฬิสฺสามาติ มนฺตยิตฺวา ตํ อุปสงฺกมิตฺวา สมฺม อิมสฺมึ นคเร กตฺติกจฺฉโณ สงฺฆุฏฺโฐ ตุยหํปิ เอกํ อิตฺถึ อาเนตฺวา นกฺขตฺตํ กีฬิสฺสามาติ อาหํสุ ฯ น มมตฺโถ อิตฺถิยาติ จ วุตฺเตปิ นํ ปุนปฺปุนํ นิพฺพนฺธิตฺวา สมฺปฏิจฺฉาเปตฺวา เอกํ วณฺณทาสึ สพฺพาลงฺการปฺปฏิมณฺฑิตํ กตฺวา ตสฺส ฆรํ เนตฺวา ตฺวํ เสฏฺฐิปุตฺตสฺส สนฺติกํ คจฺฉาหีติ สยนฆรํ เปเสตฺวา นิกฺขมึสุ ฯ สยนฆรํ ปวิฏฺฐมฺปิ ตํ เสฏฺฐิปุตฺโต น โอโลเกติ นาลปติ ฯ สา จินฺเตสิ อยํ เอวรูปํ โสภคฺคปฺปตฺตํ อุตฺตมวิสาลสมฺปนฺนํ มํ เนว โอโลเกติ นาลปติ อิทานิ นํ อตฺตโน อิตฺถีกุฏฺฏอิตฺถีลีฬฺหาย โอโลกาเปสฺสามีติ อิตฺถีลีฬฺหํ ทสฺเสนฺตี ปหฏฺฐากาเรน อคฺคทนฺเต วิวริตฺวา หสิตํ อกาสิ ฯ เสฏฺฐิปุตฺโต โอโลเกตฺวา ทนฺตฏฺฐิเก นิมิตฺตํ คณฺหิ ฯ อฏฺฐิกสญฺญา อุปฺปชฺชิ ฯ สกลํปิ ตํ สรีรํ อฏฺฐิกสงฺขลิกา วิย ปญฺญายิ ฯ โส ตสฺสา ปริพฺพยํ ทตฺวา คจฺฉาหีติ อุยฺโยเชสิ ฯ
ตํ ตสฺสา ฆรา โอติณฺณํ เอโก อิสฺสโร อนฺตรวีถิยํ ทิสฺวา ปริพฺพยํ ทตฺวา อตฺตโน ฆรํ เนสิ ฯ สตฺตาเห วีติวตฺเต นกฺขตฺตํ โฆสิตํ ฯ วณฺณทาสิยา มาตา ธีตุ อาคมนํ อทิสฺวา เสฏฺฐิปุตฺตานํ สนฺติกํ คนฺตฺวา กหํ สาติ ปุจฺฉิ ฯ เต อุตฺตรเสฏฺฐิปุตฺตสฺส ฆรํ คนฺตฺวา กหํ สาติ ปุจฺฉึสุ ฯ ตํ ขณญฺเญว ตสฺสา ปริพฺพยํ ทตฺวา อุยฺโยเชสินฺติ ฯ อถสฺสา มาตา โรทนฺตี กหํ ธีตรํ เม น ปสฺสามิ ธีตรํ เม สมาเนถาติ อุตฺตรเสฏฺฐิปุตฺตํ อาทาย รญฺโญ สนฺติกํ อคมาสิ ฯ ราชา อฏฺฏํ วินิจฺฉินนฺโต อิเม เต เสฏฺฐิปุตฺตา วณฺณทาสึ อาเนตฺวา ตุยฺหํ อทํสูติ ปุจฺฉิ ฯ อาม เทวาติ ฯ อิทานิ สา กหนฺติ ฯ น ชานามิ ตํ ขณญฺเญว นํ อุยฺโยเชสินฺติ ฯ อิทานิ ตฺวํ สมาเนตุํ สกฺโกสีติ ฯ น สกฺโกมิ เทวาติ ฯ ราชา สเจ สมาเนตุํ น สกฺโกติ ราชาณมสฺส กโรถาติ อาห ฯ อถ นํ ปจฺฉาพาหุํ พนฺธิตฺวา ราชาณํ กริสฺสามาติ คเหตฺวา ปกฺกมึสุ ฯ เสฏฺฐิปุตฺตํ กิร วณฺณทาสึ สมาเนตุํ อสกฺโกนฺตํ ราชาณํ กาเรตีติ สกลนครํ เอกโกลาหลมโหสิ ฯ มหาชโน อุเร หตฺเถ ฐเปตฺวา กึ นาเมตํ สามิ อตฺตโน โว อนนุจฺฉวิกํ ลทฺธนฺติ ปริเทวติ ฯ เสฏฺฐิปุตฺตสฺส ปจฺฉโต ปจฺฉโต ปริเทวนฺโต คจฺฉติ ฯ เสฏฺฐิปุตฺโต จินฺเตสิ อิทํ มยฺหํ เอวรูปํ ทุกฺขํ อคาเร วสนภาเวน สมฺปนฺนํ สเจ อิโต มุจฺจิสฺสามิ มหาโคตมสมฺมาสมฺพุทฺธสฺส สนฺติเก ปพฺพชิสฺสามีติ ฯ
สาปิ โข วณฺณทาสี ตํ โกลาหลสทฺทํ สุตฺวา กึสทฺโท นาเมโสติ ปุจฺฉิตฺวา ตํ ปวุตฺตึ สุตฺวา เวเคน โอตริตฺวา อุสฺสรถ สามิ มํ ราชปุริสานํ ทฏฺฐุํ เทถาติ อตฺตานํ ทสฺเสติ ฯ ราชปุริสา ตํ ทิสฺวา มาตรํ สมฺปฏิจฺฉาเปตฺวา เสฏฺฐิปุตฺตํ มุญฺจิตฺวา ปกฺกมึสุ ฯ โส สหายปริวุโตว นทึ คนฺตฺวา สีสํ นฺหายิตฺวา เคหํ คนฺตฺวา ภุตฺตปาตราโส มาตาปิตโร ปพฺพชฺชํ อนุชานาเปตฺวา จีวรสาฏเก อาทาย มหนฺเตน ปริวาเรน สตฺถุ สนฺติกํ คนฺตฺวา วนฺทิตฺวา ปพฺพชฺชํ ยาจิตฺวา ปพฺพชฺชญฺจ อุปสมฺปทญฺจ ลภิตฺวา อวิสฺสฏฺฐกมฺมฏฺฐาโน วิปสฺสนํ วฑฺเฒตฺวา นจิรสฺเสว อรหตฺเต ปติฏฺฐาสิ ฯ อเถกทิวสํ ธมฺมสภายํ สนฺนิปติตา ภิกฺขู อาวุโส อุตฺตรเสฏฺฐิปุตฺโต อตฺตโน ภเย อุปฺปนฺเน สาสนสฺส คุณํ ชานิตฺวา อิมมฺหา ทุกฺขา มุจฺจมาโน ปพฺพชิสฺสามีติ จินฺเตตฺวา เตน สุจินฺติเตน มรณมุตฺโต เจว ปพฺพชิโต จ อคฺคผเล ปติฏฺฐิโตติ ตสฺส คุณกถํ กเถสุํ ฯ สตฺถา อาคนฺตฺวา กาย นุตฺถ ภิกฺขเว เอตรหิ กถาย สนฺนิสินฺนาติ ปุจฺฉิตฺวา อิมาย นามาติ วุตฺเต น ภิกฺขเว อุตฺตรเสฏฺฐิปุตฺโตว ภเย อุปฺปนฺเน อิมินา อุปาเยน อิมมฺหา ทุกฺขา มุจฺจิสฺสามีติ จินฺเตตฺวา มรณภยา มุตฺโต อตีเต ปณฺฑิตาปิ อตฺตโน ภเย อุปฺปนฺเน อิมมฺหา ทุกฺขา มุจฺจิสฺสามีติ จินฺเตตฺวา มรณภยทุกฺขโต มุจฺจึสุเยวาติ วตฺวา อตีตํ อาหริ ฯ
อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต โพธิสตฺโต จุติปฏิสนฺธิวเสน ปริวตฺเตนฺโต วฏฺฏกโยนิยํ นิพฺพตฺติ ฯ ตทา เอโก วฏฺฏกลุทฺทโก อรญฺญา พหู วฏฺฏเก อาหริตฺวา เคเห ฐเปตฺวา โคจรํ ทตฺวา มนุสฺสานํ มูลํ คเหตฺวา อาคตานํ หตฺเถ วฏฺฏเก วิกฺกิณนฺโต ชีวิกํ กปฺเปติ ฯ โส เอกทิวสํ พหูหิ วฏฺฏเกหิ สทฺธึ โพธิสตฺตมฺปิ คเหตฺวา อาเนสิ ฯ โพธิสตฺโต จินฺเตสิ สจาหํ อิมินา ทินฺนํ โคจรํ ปานียญฺจ ปริภุญฺชิสฺสามิ อยํ มํ คเหตฺวา อาคตานํ มนุสฺสานํ ทสฺสติ สเจ ปนาหํ น ปริภุญฺชิสฺสามิ อหํ มิลายิสฺสามิ อถ มํ มิลาตํ ทิสฺวา มนุสฺสา น คณฺหิสฺสนฺติ เอวํ เม โสตฺถิ ภวิสฺสติ อิมํ อุปายํ กริสฺสามีติ ฯ โส ตถา กโรนฺโต มิลายิตฺวา อฏฺฐิจมฺมมตฺโต อโหสิ ฯ มนุสฺสา ตํ ทิสฺวา น คณฺหึสุ ฯ ลุทฺทโก โพธิสตฺตํ ฐเปตฺวา เสเสสุ วฏฺฏเกสุ ปริกฺขีเณสุ ปจฺฉิโต นีหริตฺวา ทฺวาเร ฐเปตฺวา โพธิสตฺตํ หตฺถตเล กตฺวา กึ นุ โข อยํ วฏฺฏโกติ นํ โอโลเกตุํ อารทฺโธ ฯ อถสฺส ปมตฺตภาวํ ญตฺวา โพธิสตฺโต ปกฺเข ปสาเรตฺวา อุปฺปติตฺวา อรญฺญเมว คโต ฯ อญฺเญ วฏฺฏกา ตํ ทิสฺวา กึ นุ โข น ปญฺญายสิ กหํ คโตสีติ ปุจฺฉิตฺวา ลุทฺทเกน คหิโตมฺหีติ วุตฺเต กินฺติ กตฺวา มุตฺโตสีติ ปุจฺฉึสุ ฯ โพธิสตฺโต อหํ เตน ทินฺนโคจรํ อคเหตฺวา ปานียํ อปิวิตฺวา อุปายจินฺตาวเสน มุตฺโตติ วตฺวา อิมํ คาถมาห
นาจินฺตยนฺโต ปุริโส วิเสสมธิคจฺฉติ
จินฺติตสฺส ผลํ ปสฺส มุตฺโตสฺมิ วธพนฺธนาติ ฯ
ตตฺรายํ ปิณฺฑตฺโถ ปุริโส ทุกฺขํ ปตฺวา อิมินา นาม อุปาเยน อิมมฺหา ทุกฺขา มุจฺจิสฺสามีติ อจินฺตยนฺโต อตฺตโน ทุกฺขโมกฺขสงฺขาตํ วิเสสํ นาธิคจฺฉติ อิทานิ ปน มยา จินฺติตกมฺมสฺส ผลํ ปสฺส เตเนว อุปาเยน มุตฺโตสฺมิ วธพนฺธนา มรณโต จ พนฺธนโต จ มุตฺโต อหนฺติ ฯ
เอวํ โพธิสตฺโต อตฺตนา กตการณํ อาจิกฺขิ ฯ
สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ตทา มุตฺตวฏฺฏโก ปน อหเมวาติ ฯ
วฏฺฏกชาตกํ อฏฺฐมํ ฯ
-------
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๖
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗