วัฏฏกชาดก
ว่าด้วยการใช้ความคิด
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๑๑๘ · บรรทัด ๗๗๗ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหารทรงปรารภบุตรของอุตตรเศรษฐี ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า นาจินฺตยนฺโต ปุริโส ดังนี้. ได้ยินว่า ในพระนครสาวัตถี ได้มีเศรษฐีชื่อว่า อุตตระมีสมบัติมาก สัตว์ผู้มีบุญผู้หนึ่ง จุติจากพรหมโลก ถือปฏิสนธิในท้องแห่งภรรยาของท่านเศรษฐี เจริญวัย มีรูปงดงาม แจ่มใสมีผิวพรรณเพียงดังพรหม อยู่มาวันหนึ่งในพระนครสาวัตถีเมื่องานนักขัตฤกษ์ประจำเดือน ๑๒ ได้ป่าวร้องไปทั่วแล้วโลกทั้งหมดได้เป็นประเทศมีงานนักขัตฤกษ์ บุตรเศรษฐีอื่น ๆผู้เป็นสหายของเศรษฐีบุตรนั้น ได้มีภรรยากันแล้ว แต่เพราะเหตุที่บุตรของท่านอุตตรเศรษฐี อยู่ในพรหมโลกตลอดกาลนานจิตจึงไม่ชุ่มชื่นในกองกิเลส ครั้งนั้น พวกเพื่อน ๆ ของเขาปรึกษากันว่า พวกเราจักนำหญิงคนหนึ่ง มาให้บุตรท่านอุตตรเศรษฐี แล้วชวนกันเล่นนักขัตฤกษ์ เข้าไปหาเขา กล่าวว่าเพื่อนรัก ในพระนครนี้มีงานมหรสพประจำเดือน ๑๒ เขาป่าวร้องกันทั่วแล้ว พวกเราพาหญิงคนหนึ่งมาให้ท่าน จักเล่นนักขัตฤกษ์กัน แม้เมื่อเขาบอกว่า ผมไม่ต้องการผู้หญิง ก็พากันแค่นได้กระเซ้าอยู่บ่อย ๆ จนต้องยอมรับ จึงไปแต่งนางวรรณทาสีคนหนึ่ง ด้วยเครื่องประดับพร้อมสรรพ พาไปเรือนของเขากล่าวว่า เธอจงไปสู่สำนักของเศรษฐีบุตรเถิด ดังนี้แล้ว ส่งเข้าไปสู่ห้องนอน แล้วพากันออกไป แม้นางจะเข้าไปถึงห้องนอนเศรษฐีบุตรก็ไม่มองดู ไม่พูดจาด้วย นางคิดว่า ชายผู้นี้ไม่มองดูเรา ผู้สวยงาม สมบูรณ์ด้วยความเพริดพริ้ง แพรวพราว อย่างสูงเห็นปานนี้เลย ทั้งไม่ยอมพูดจาด้วย บัดนี้ เราจักทำให้เขาจ้องมองดูเรา ด้วยกระบวนมายาและการเยื้องกรายของหญิงให้ได้ดังนี้แล้ว เริ่มแสดงเสน่ห์หญิง เผยปลายฟัน ด้วยการโปรยยิ้มทำชะมดชะม้อยเอียงอาย เศรษฐีบุตรมองดูเลยยึดเอานิมิตรในกระดูกฟัน เกิดอัฏฐิกสัญญา ร่างงามนั้นแม้ทั้งหมด ก็ปรากฏเป็นเหมือนโครงกระดูก เขาจึงให้รางวัลนาง แล้วส่งตัวกลับไป. อิสระชนผู้หนึ่งเห็นนางลงมาจากเรือนนั้น ในระหว่างถนนก็ให้รางวัลพาไปสู่เรือนของตน ล่วงได้เจ็ดวัน งานนักขัตฤกษ์ก็ยุติ มารดาของนางวรรณทาสีไม่เห็นกลับมา ก็ไปหาเศรษฐีบุตรทั้งหลายถามว่า ลูกสาวของฉันไปไหน ? เศรษฐีบุตรเหล่านั้นก็พากันไปสู่เรือนของอุตตรเศรษฐีบุตร ถามว่า นางไปไหน ? เขาบอกว่า ฉันให้รางวัลนางแล้วส่งตัวกับไปขณะนั้นเองทีเดียวขณะนั้นมารดาของนางก็ร้องไห้ พลางกล่าวว่า ฉันไม่เห็นลูกสาวของฉันที่ไหนเลย พวกท่านต้องพาลูกสาวของฉันมาส่ง แล้วจับบุตรอุตตรเศรษฐีไปสู่ราชสำนัก พระราชาเมื่อทรงชำระคดีรับสั่งถามว่า เศรษฐีบุตรเหล่านี้ พานางไปให้เจ้าหรือ ? เขากราบทูลว่า พระพุทธเจ้าข้า ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ. รับสั่งถามว่า เดี๋ยวนี้นางไปไหนละ ? กราบทูลว่า ไม่ทราบเกล้าฯพระเจ้าข้า ข้าพระองค์ส่งนางกลับไปในขณะนั้นแหละ พระเจ้าข้า. รับสั่งว่า เดี๋ยวนี้เจ้าอาจพานางส่งคืนได้ไหมเล่า ? กราบทูลว่าข้าพระองค์ไม่สามารถพระเจ้าข้า พระราชาตรัสสั่งว่า ถ้าไม่อาจนำตัวมาส่งคืนได้ พวกเจ้าจงลงอาญาเขาเถิด ครั้งนั้น พวกราชบุรุษพากันมัดแขนเขาไพล่หลัง คุมตัวไปด้วยคิดว่า พวกเราจักลงพระอาญา. ได้เล่าลือกันไปทั่วพระนครว่า ได้ยินว่า พระราชารับสั่งให้ลงพระราชอาญาเศรษฐีบุตรผู้ไม่สามารถนำนางวรรณทาสีมาส่งคืนได้ มหาชนกอดอกร่ำไห้ว่า นายเอ๋ย. ทำไมเรื่องเป็นเช่นนี้ ท่านได้สิ่งไม่คู่ควรแก่ตนเลย พากันเดินร่ำไห้ไปข้างหลังของเศรษฐีบุตร เศรษฐีบุตรคิดว่า ทุกข์ขนาดนี้นี่เราได้รับเพราะการอยู่ครองเรือน ถ้าเราพ้นจากทุกข์นี้ไปได้เราจักบวชในสำนักพระมหาโคดมสัมมาสัมพุทธเจ้า. ฝ่ายนางวรรณทาสีนั้นเล่า ฟังเสียงโกลาหลนั้นแล้ว ก็ถามว่า นั่นเสียงอะไร ? ครั้นทราบเรื่องราวแล้ว รีบลงมาโดยเร็ว กล่าวว่า จงหลีกไปเถิดท่านทั้งหลาย จงให้โอกาสเราได้พบราชบุรุษเถิด แล้วแสดงตน พวกราชบุรุษเห็นนางแล้วก็ให้มารดารับตัวไป ปล่อยเศรษฐีบุตรแล้วพากันไป เขาถูกเพื่อน ๆ แวดล้อมไปสู่แม่น้ำ อาบน้ำ ดำเกล้าแล้ว จึงไปเรือนบริโภคอาหารเช้า ขอให้มารดาบิดาอนุญาตให้บรรพชา ถือเอาผ้าจีวรไปสำนักพระศาสดา ด้วยบริวารเป็นอันมาก ถวายบังคมแล้วกราบทูลขอบรรพชา ได้บรรพชาอุปสมบท มิได้ทอดทิ้งพระกรรมฐาน เจริญวิปัสสนา ไม่ช้าก็ตั้งอยู่ในพระอรหัตผลอยู่มาวันหนึ่ง ภิกษุทั้งหลายประชุมกันในธรรมสภา กล่าวถึงคุณของท่านว่า ผู้มีอายุทั้งหลาย บุตรของอุตตรเศรษฐี เมื่อภัยบังเกิดแก่ตน ทราบคุณของพระศาสดา ได้คิดว่า เมื่อเราพ้นจากทุกข์นี้จักบรรพชา ด้วยความคิดดีนั้น จึงพ้นจากมรณภัยด้วย บวชแล้วดำรงในผลอันเลิศด้วย พระศาสดาเสด็จมาตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้พวกเธอนั่งประชุมสนทนากันด้วยเรื่องอะไร ? เมื่อภิกษุทั้งหลายกราบทูลให้ทรงทราบแล้ว จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ไม่แต่บุตรของอุตตรเศรษฐีเท่านั้น ที่เมื่อภัยบังเกิดแล้ว ได้คิดว่า เราจักพ้นทุกข์นี้ด้วยอุบายนี้แม้บัณฑิตในอดีตกาล เมื่อภัยบังเกิดแก่ตนแล้ว ก็ได้คิดว่า เราจักพ้นจากทุกข์นี้ ดังนี้แล้ว ก็พ้นจากทุกข์ คือมรณภัยได้แล้วเหมือนกัน แล้วทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :ในอดีตกาล ครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ในพระนครพาราณสี พระโพธิสัตว์ เมื่อแรงกรรมผลักดันให้หมุนเวียนไปด้วยอำนาจแห่งจุติและปฏิสนธิ บังเกิดในกำเนิดนกกระจาบครั้งนั้น นายพรานนกกระจาบคนหนึ่ง นำนกกระจาบเป็นอันมากมาจากป่า ขังไว้ในเรือน เมื่อคนทั้งหลายพากันมาซื้อ ก็ขายนกกระจาบส่งให้ถึงมือ เลี้ยงชีวิต พระโพธิสัตว์ได้คิดว่า ถ้าเราบริโภคข้าวน้ำที่พรานนี้ให้แล้วไซร้ พรานนี้ก็คงจับเราให้แก่คนที่มาซื้อ ก็ถ้าเราไม่บริโภคเล่า ก็คงซูบเซียว ครั้นคนทั้งหลายเห็นเราซูบเซียว ก็จักไม่รับเอา ความปลอดภัยจักมีแก่เราด้วยอุบายอย่างนี้ เราจักกระทำอุบายอันนี้ เมื่อพระโพธิสัตว์กระทำอย่างนั้น ก็ซูบเซียวเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก พวกมนุษย์เห็นพระโพธิสัตว์แล้วไม่แตะต้องเลย นายพรานเมื่อนกกระจาบที่เหลือเว้นพระโพธิสัตว์หมดสิ้นไปแล้ว ก็นำออกจากกระเช้ายืนอยู่ที่ประตู วางพระโพธิสัตว์ไว้ที่ฝ่ามือ ปรารภเพื่อจะตรวจดูว่านกกระจาบตัวนี้เป็นอย่างไรเล่านะ ครั้นพระโพธิสัตว์รู้ว่านายพรานเผลอ ก็กางปีกบินเข้าป่าไป นกกระจาบเหล่าอื่นเห็นพระโพธิสัตว์ จึงพากันถามว่า เป็นอย่างไรไปเล่า ท่านจึงไม่ค่อยปรากฏ ท่านไปไหนเสียเล่า ? ครั้นพระโพธิสัตว์บอกว่า เราถูกนายพรานจับไป ต่างก็ชักว่า ทำอย่างไรเล่าถึงรอดมาได้พระโพธิสัตว์บอกว่า เราไม่กินอาหารที่เขาให้ ไม่ดื่มน้ำ จึงรอดมาได้ด้วยการคิดอุบาย ดังนี้แล้วกล่าวคาถานี้ ความว่า :"บุรุษเมื่อไม่คิด ก็ย่อมไม่ได้ผลพิเศษท่านจงดูผลแห่งอุบายที่เราคิดเถิด เราพ้นจากการถูกฆ่าและจองจำ ก็ด้วยอุบายนั้น" ดังนี้. ในคาถานั้นประมวลความได้ดังนี้ :- คนถึงทุกข์แล้วเมื่อไม่คิดว่า เราจักพ้นทุกข์นี้ด้วยอุบายชื่อนี้ ก็ไม่ประสบผลวิเศษ คือความรอดพ้นจากทุกข์ของตนได้ ก็บัดนี้จงดูผลแห่งกรรมที่เราคิดแล้ว ด้วยอุบายนี้เท่านั้น ที่เราพ้นจากการถูกฆ่าและถูกขังได้ คือพ้นจากความตายด้วย จากที่กักขังด้วย. พระโพธิสัตว์บอกเหตุการณ์ที่ตนกระทำแล้ว ด้วยประการฉะนี้. พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประชุมชาดกว่า ก็นกกระจาบผู้รอดพ้นได้ในครั้งนั้น ได้มาเป็นเราตถาคต ฉะนี้แล.
จบ อรรถกถาวัฏฏกชาดกที่ ๘
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๖ หน้า ๔๔๕–๔๕๐ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
เอกกนิบาตชาดก ๑๓ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๓ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน
8 Vaṭṭakajātakaṃ
nācintayanto purisoti idaṃ satthā jetavane viharanto uttaraseṭṭhiputtaṃ ārabbha kathesi.
Sāvatthiyaṃ kira uttaraseṭṭhī nāma ahosi mahāvibhavo. Tassa bhariyāya kucchiyaṃ eko puññavā satto brahmalokā cavitvā paṭisandhiṃ gahetvā vayappatto abhirūpo pāsādiko ahosi brahmavaṇṇī. Athekadivasaṃ sāvatthiyaṃ kattikacchaṇanakkhatte saṅghuṭṭhe sabbo Loko nakkhattanissito ahosi. Tassa sahāyakā aññe seṭṭhiputtā sapajāpatikā ahesuṃ. Uttaraseṭṭhiputtassa pana dīgharattaṃ brahmaloke vasitattā kilesesu cittaṃ na allīyati. Athassa sahāyakā uttaraseṭṭhiputtassāpi ekaṃ itthiṃ ānetvā nakkhattaṃ kīḷissāmāti mantayitvā taṃ upasaṅkamitvā samma imasmiṃ nagare kattikacchaṇo saṅghuṭṭho tuyahaṃpi ekaṃ itthiṃ ānetvā nakkhattaṃ kīḷissāmāti āhaṃsu. Na mamattho itthiyāti ca vuttepi naṃ punappunaṃ nibbandhitvā sampaṭicchāpetvā ekaṃ vaṇṇadāsiṃ sabbālaṅkārappaṭimaṇḍitaṃ katvā tassa gharaṃ netvā tvaṃ seṭṭhiputtassa santikaṃ gacchāhīti sayanagharaṃ pesetvā nikkhamiṃsu. Sayanagharaṃ paviṭṭhampi taṃ seṭṭhiputto na oloketi nālapati. Sā cintesi ayaṃ evarūpaṃ sobhaggappattaṃ uttamavisālasampannaṃ maṃ neva oloketi nālapati idāni naṃ attano itthīkuṭṭaitthīlīḷhāya olokāpessāmīti itthīlīḷhaṃ dassentī pahaṭṭhākārena aggadante vivaritvā hasitaṃ akāsi. Seṭṭhiputto oloketvā dantaṭṭhike nimittaṃ gaṇhi. Aṭṭhikasaññā uppajji. Sakalaṃpi taṃ sarīraṃ aṭṭhikasaṅkhalikā viya paññāyi. So tassā paribbayaṃ datvā gacchāhīti uyyojesi.
Taṃ tassā gharā otiṇṇaṃ eko issaro antaravīthiyaṃ disvā paribbayaṃ datvā attano gharaṃ nesi. Sattāhe vītivatte nakkhattaṃ ghositaṃ. Vaṇṇadāsiyā mātā dhītu āgamanaṃ adisvā seṭṭhiputtānaṃ santikaṃ gantvā kahaṃ sāti pucchi. Te uttaraseṭṭhiputtassa Gharaṃ gantvā kahaṃ sāti pucchiṃsu. Taṃ khaṇaññeva tassā paribbayaṃ datvā uyyojesinti. Athassā mātā rodantī kahaṃ dhītaraṃ me na passāmi dhītaraṃ me samānethāti uttaraseṭṭhiputtaṃ ādāya rañño santikaṃ agamāsi. Rājā aṭṭaṃ vinicchinanto ime te seṭṭhiputtā vaṇṇadāsiṃ ānetvā tuyhaṃ adaṃsūti pucchi. Āma devāti. Idāni sā kahanti. Na jānāmi taṃ khaṇaññeva naṃ uyyojesinti. Idāni tvaṃ samānetuṃ sakkosīti. Na sakkomi devāti. Rājā sace samānetuṃ na sakkoti rājāṇamassa karothāti āha. Atha naṃ pacchābāhuṃ bandhitvā rājāṇaṃ karissāmāti gahetvā pakkamiṃsu. Seṭṭhiputtaṃ kira vaṇṇadāsiṃ samānetuṃ asakkontaṃ rājāṇaṃ kāretīti sakalanagaraṃ ekakolāhalamahosi. Mahājano ure hatthe ṭhapetvā kiṃ nāmetaṃ sāmi attano vo ananucchavikaṃ laddhanti paridevati. Seṭṭhiputtassa pacchato pacchato paridevanto gacchati. Seṭṭhiputto cintesi idaṃ mayhaṃ evarūpaṃ dukkhaṃ agāre vasanabhāvena sampannaṃ sace ito muccissāmi mahāgotamasammāsambuddhassa santike pabbajissāmīti.
Sāpi kho vaṇṇadāsī taṃ kolāhalasaddaṃ sutvā kiṃsaddo nāmesoti pucchitvā taṃ pavuttiṃ sutvā vegena otaritvā ussaratha sāmi maṃ rājapurisānaṃ daṭṭhuṃ dethāti attānaṃ dasseti. Rājapurisā taṃ disvā mātaraṃ sampaṭicchāpetvā seṭṭhiputtaṃ muñcitvā pakkamiṃsu. So sahāyaparivutova nadiṃ gantvā sīsaṃ nhāyitvā gehaṃ gantvā Bhuttapātarāso mātāpitaro pabbajjaṃ anujānāpetvā cīvarasāṭake ādāya mahantena parivārena satthu santikaṃ gantvā vanditvā pabbajjaṃ yācitvā pabbajjañca upasampadañca labhitvā avissaṭṭhakammaṭṭhāno vipassanaṃ vaḍḍhetvā nacirasseva arahatte patiṭṭhāsi. Athekadivasaṃ dhammasabhāyaṃ sannipatitā bhikkhū āvuso uttaraseṭṭhiputto attano bhaye uppanne sāsanassa guṇaṃ jānitvā imamhā dukkhā muccamāno pabbajissāmīti cintetvā tena sucintitena maraṇamutto ceva pabbajito ca aggaphale patiṭṭhitoti tassa guṇakathaṃ kathesuṃ. Satthā āgantvā kāya nuttha bhikkhave etarahi kathāya sannisinnāti pucchitvā imāya nāmāti vutte na bhikkhave uttaraseṭṭhiputtova bhaye uppanne iminā upāyena imamhā dukkhā muccissāmīti cintetvā maraṇabhayā mutto atīte paṇḍitāpi attano bhaye uppanne imamhā dukkhā muccissāmīti cintetvā maraṇabhayadukkhato mucciṃsuyevāti vatvā atītaṃ āhari.
Atīte bārāṇasiyaṃ brahmadatte rajjaṃ kārente bodhisatto cutipaṭisandhivasena parivattento vaṭṭakayoniyaṃ nibbatti. Tadā eko vaṭṭakaluddako araññā bahū vaṭṭake āharitvā gehe ṭhapetvā gocaraṃ datvā manussānaṃ mūlaṃ gahetvā āgatānaṃ hatthe vaṭṭake vikkiṇanto jīvikaṃ kappeti. So ekadivasaṃ bahūhi vaṭṭakehi saddhiṃ bodhisattampi gahetvā ānesi. Bodhisatto cintesi sacāhaṃ iminā dinnaṃ gocaraṃ pānīyañca paribhuñjissāmi ayaṃ maṃ gahetvā Āgatānaṃ manussānaṃ dassati sace panāhaṃ na paribhuñjissāmi ahaṃ milāyissāmi atha maṃ milātaṃ disvā manussā na gaṇhissanti evaṃ me sotthi bhavissati imaṃ upāyaṃ karissāmīti. So tathā karonto milāyitvā aṭṭhicammamatto ahosi. Manussā taṃ disvā na gaṇhiṃsu. Luddako bodhisattaṃ ṭhapetvā sesesu vaṭṭakesu parikkhīṇesu pacchito nīharitvā dvāre ṭhapetvā bodhisattaṃ hatthatale katvā kiṃ nu kho ayaṃ vaṭṭakoti naṃ oloketuṃ āraddho. Athassa pamattabhāvaṃ ñatvā bodhisatto pakkhe pasāretvā uppatitvā araññameva gato. Aññe vaṭṭakā taṃ disvā kiṃ nu kho na paññāyasi kahaṃ gatosīti pucchitvā luddakena gahitomhīti vutte kinti katvā muttosīti pucchiṃsu. Bodhisatto ahaṃ tena dinnagocaraṃ agahetvā pānīyaṃ apivitvā upāyacintāvasena muttoti vatvā imaṃ gāthamāha
nācintayanto puriso visesamadhigacchati
cintitassa phalaṃ passa muttosmi vadhabandhanāti.
Tatrāyaṃ piṇḍattho puriso dukkhaṃ patvā iminā nāma upāyena imamhā dukkhā muccissāmīti acintayanto attano dukkhamokkhasaṅkhātaṃ visesaṃ nādhigacchati idāni pana mayā cintitakammassa phalaṃ passa teneva upāyena muttosmi vadhabandhanā maraṇato ca bandhanato ca mutto ahanti.
Evaṃ bodhisatto attanā katakāraṇaṃ ācikkhi.
Satthā imaṃ dhammadesanaṃ āharitvā jātakaṃ samodhānesi tadā muttavaṭṭako pana ahamevāti.
Vaṭṭakajātakaṃ aṭṭhamaṃ.
-------
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน เล่มที่ ๓๖
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗