ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. นิโครธมิคชาดก
ชาดกที่ ๑๒ · เอกกนิบาตชาดก · สีลวรรค

นิโครธมิคชาดก

ว่าด้วยการเลือกคบ

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๑๒ · บรรทัด ๗๘ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ภาพวาดฉากหนึ่งจากนิโครธมิคชาดก

อรรถกถาชาดก · ตอนที่ ๑ จาก ๒

เรื่องเล่า

พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ในพระวิหารเชตวัน ทรงปรารภภิกษุณีผู้เป็นมารดาของพระกุมารกัสสปเถระ จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า นิโคฺรธเมว เสวยฺย ดังนี้.

ได้ยินว่า ภิกษุณีนั้น ได้เป็นธิดาของเศรษฐีผู้มีทรัพย์มากในนครราชคฤห์ มีกุศลมูลหนาแน่น มีสังขารอันย่ำยีแล้ว เป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ (สัตว์ผู้มีภพสุดท้าย) อุปนิสัยแห่งพระอรหัตโพลงอยู่ในหทัยของนาง เหมือนประทีปโพลงอยู่ภายในหม้อ ฉะนั้น. ครั้งนั้น จำเดิมแต่กาลที่รู้จักตนแล้วธิดาของเศรษฐีนั้น ไม่ยินดีในเรือน มีความประสงค์จะบวช จึงกล่าวกะบิดามารดาว่า ข้าแต่คุณพ่อและคุณแม่ จิตใจของข้าพเจ้าไม่ยินดีในฆราวาสข้าพเจ้ามีความประสงค์จะบวชในพระพุทธศาสนาอันเป็นเครื่องนำออกจากทุกข์ท่านทั้งหลายจงให้ข้าพเจ้าบวชเถิด. บิดามารดากล่าวว่า แม่ เจ้าพูดอะไรตระกูลนี้มีทรัพย์สมบัติมาก และเจ้าก็เป็นธิดาคนเดียวของเราทั้งหลาย เจ้าไม่ควรจะบวช. นางแม้จะอ้อนวอนอยู่บ่อย ๆ ก็ไม่ได้การบรรพชาจากสำนักของบิดามารดา จึงคิดว่า ช่างเถอะ เราไปตระกูลสามียังสามีให้โปรดปรานแล้วจักบวช. นางเจริญวัยแล้วไปยังตระกูลสามี เป็นผู้มีศีลมีกัลยาณธรรมครองเหย้า. เรือน. ลำดับนั้น เพราะอาศัยการอยู่ร่วม นางก็ตั้งครรภ์. นางไม่รู้ว่าตั้งครรภ์. ครั้งนั้น เขาโฆษณางานนักขัตฤกษ์ในพระนคร ชาวพระนครทั้งสิ้นพากันเล่นงานนักขัตฤกษ์. พระนครได้มีการประดับตกแต่งเหมือนดังเทพนครก็เมื่อการเล่นนักขัตฤกษ์แม้จะใหญ่ยิ่งเพียงนั้น เป็นไปอยู่ นางก็ไม่ลูบไล้ร่างกายของตน ไม่ประดับประดา เที่ยวไปด้วยเพศตามปกตินั่นเอง. ลำดับนั้นสามีกล่าวกะนางว่า นางผู้เจริญ นครทั้งสิ้นอาศัยนักขัตฤกษ์ แต่เธอไม่ปฏิบัติร่างกาย ไม่ทำการตกแต่ง เพราะเหตุไร. นางจึงกล่าวว่า ข้าแต่ลุกเจ้าร่างกายเต็มด้วยซากศพ ๓๒ ประการทีเดียว ประโยชน์อะไรด้วยร่างกายนี้ที่ประดับแล้ว เพราะกายนี้ เทวดา พรหมไม่ได้นิรมิต ไม่ใช่สำเร็จด้วยทองด้วยแก้วมณี ด้วยจันทน์เหลือง ไม่ใช่เกิดจากห้องแห่งดอกบุณฑริก ดอกโกมุท และดอกอุบลเขียว แต่เต็มไปด้วยคูถ ไม่สะอาด ไม่ใช่เต็มด้วยอมฤตโอสถ โดยที่แท้ เกิดในซากศพ มีมารดาบิดาเป็นแดนเกิด มีการขัดสีและการนวดฟั้นเป็นนิตย์ และมีการแตกทำลายและการกระจัดกระจายไปเป็นธรรมดา รกป่าช้า อันตัณหายึดจับ เป็นเหตุแห่งความโศก เป็นวัตถุที่ตั้งแห่งความร่ำไร เป็นที่อยู่อาศัยแห่งโรคทั้งปวง เป็นที่รับเครื่องกรรมกรของเสียภายใน ไหลออกภายนอกเป็นนิตย์ เป็นที่อยู่ของหมู่หนอนหลายตระกูลจะไปยังป่าช้า มีความตายเป็นที่สุด แม้จะเปลี่ยนแปลงไปในคลองจักษุของชาวโลกทั้งปวง

กายประกอบด้วยกระดูกและเอ็น ฉาบทาด้วย หนังและเนื้อ เป็นกายที่ถูกผัวหนึ่งปกปิดไว้ ไม่ ปรากฏตามความเป็นจริง เต็มด้วยลำไส้ใหญ่ เต็มด้วย ท้องด้วยตับ หัวไส้ เนื้อหัวใจ ปอด ไต ม้าม น้ำมูก นำลาย เหงื่อ มันข้นเลือด ไขข้อ ดี และมันเหลว เมื่อเป็นเช่นนั้น ของไม่สะอาดย่อมไหลออกจากช่อง ทั้ง ๙ ของกายนั้นทุกเมื่อ คือ ขี้ตาไหลออกจากตา ขี้หูไหลออกจากหู และน้ำมูกไหลออกจากจมูก บาง คราวออกทางปาก ดีและเสมหะย่อมไหลออกจากกาย เป็นหยดเหงื่อ เมื่อเป็นอย่างนั้นศีรษะของกายนั้นเป็น โพรงเต็มด้วยมันสมอง คนพาลถูกอวิชชาห่อหุ้ม จึง สำคัญโดยความเป็นของงดงาม กายมีโทษอนันต์ เปรียบเสมอด้วยต้นไม้พิษเป็นที่อยู่ของสรรพโรคล้วน เป็นของทุกข์ ถ้ากลับเอาภายในของกายนี้ออกข้าง นอก ก็จะต้องถือท่อนไม้คอยไล่กาและสุนัขเป็นแน่. กายไม่สะอาด มีกลิ่นเหม็น เป็นดังซากศพ เปรียบ เหมือนส้วม ผู้มีจักษุติเตียน แต่คนเขลาเพลิดเพลินอัน หนังสดปกปิดไว้ไม้ทวาร ๙ แผลใหญ่ ของไม่สะอาด มีกลิ่นเหม็น ไหลออกรอบด้าน ก็ในกาลใดกายนั้น นอนตายขึ้นพองมีสีเขียวคล้ำ ถูกทอดทิ้งไว้ในสุสาน ในกาลนั้น ญาติทั้งหลายย่อมไม่ห่วงอาลัย สุนัขบ้าน สุนัขจิ้งจอกย่อมเคี้ยวกินกายนั้น และนกตะกรุม หนอน กา แร้ง และสัตว์ทั้งปวงอื่น ๆ ย่อมเคี้ยวกิน ก็ภิกษุผู้มีญาณในศาสนานี้นั่นแล ได้ฟังพระพุทธพจน์ แล้ว ย่อมรู้แจ้งกายนั้น ย่อมเห็นตามเป็นจริงแลว่า ร่างกายนี้ฉันใด ร่างกายนั่นก็ฉันนั้น ร่างกายนั่นฉันใด ร่างกายนี้ก็ฉันนั้น ข้าพเจ้าคายความเพลิดเพลินใน

กายทั้งกายในและภายนอกเสียแล้ว. ข้าแต่พระลูกเจ้า ข้าพเจ้าจักประดับประดาร่างกายนี้ทำอะไร การกระทำความประดับกายนี้ ย่อมเป็นเหมือนกระทำจิตรกรรมภายนอกหม้อ ซึ่งเต็มด้วยคูถเศรษฐีบุตรได้ฟังคำของนางดังนั้นจึงกล่าวว่า นางผู้เจริญ เธอเห็นโทษทั้งหลายอย่างนี้แห่งร่างกายนี้ เพราะเหตุไรจึงไม่บวช. นางกล่าวว่า ข้าแด่พระลูกเจ้าข้าพเจ้าเมื่อได้บวช จะบวชวันนี้แหละ. เศรษฐีบุตรกล่าวว่า ดีแล้ว ฉันจักให้เธอบวช. แล้วบำเพ็ญมหาทาน กระทำมหาสักการะ แล้วนำไปสำนักของภิกษุณีด้วยบริวารใหญ่ เมื่อจะให้นางบวช ได้ให้บวชในสำนักของภิกษุณีผู้เป็นผูกฝ่ายของพระเทวทัต. นางได้บรรพชาแล้วมีความดำริเต็มบริบูรณ์ ดีใจแล้ว. ครั้งนั้น เมื่อครรภ์ของนางแก่แล้ว ภิกษุณีทั้งหลายเห็นความที่อินทรีย์ทั้งหลายแปรเป็นอื่นไป ความที่หลังมือและเท้าบวม และความที่พื้นต้องใหญ่จึงถามนางว่า แม่เจ้า เธอปรากฏเหมือนมีครรภ์ ที่อะไรกัน ? ภิกษุณีนั้นกล่าวว่า แม่เจ้าทั้งหลาย ข้าพเจ้าก็ไม่รู้ว่า เหตุชื่อนี้ แต่ศีลของข้าพเจ้ายังบริบูรณ์อยู่. ลำดับนั้น ภิกษุณีเหล่านั้นจึงนำนางภิกษุณีนั้นไปยังสำนักของพระเทวทัต ถามพระเทวทัตว่า ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า กุลธิดานี้ยังสามีให้โปรดปรานได้โดยยาก จึงได้บรรพชา ก็บัดนี้ ครรภ์ของนางปรากฏ ข้าพเจ้าทั้งหลายย่อมไม่รู้ว่ากุลธิดานี้ได้ตั้งครรภ์ในเวลาเป็นคฤหัสถ์ หรือในเวลาบวชแล้ว บัดนี้ ข้าพเจ้าทั้งหลายจะกระทำอย่างไร. เพราะความที่คนไม่รู้ และเพราะขันติ เมตตา และความเอ็นดูไม่มี พระเทวทัตจึงคิดอย่างนี้ว่า ความครหานินทาจักเกิดแก่เราว่า ภิกษุณีผู้อยู่ในฝ่ายของพระเทวทัตมีครรภ์ แต่พระเทวทัตกลับเพิกเฉยเสีย เราให้ภิกษุณีนี้สึกจึงจะควร. พระเทวทัตนั้นไม่พิจารณา แล่นออกไปเหมือนกลิ้งก้อนหิน กล่าวว่า พวกท่านจงให้ภิกษุณีนั้นสึก ภิกษุณีเหล่านั้นฟังคำของพระเทวทัตแล้ว ลุกขึ้นไหว้แล้วไปยังสำนักลำดับนั้น ภิกษุณีสาวนั้นกล่าวกะภิกษุณีทั้งหลายว่า แม่เจ้าทั้งหลาย พระเทวทัตเถระไม่ใช่พระพุทธเจ้า การบรรพชาของเราในสำนักของพระเทวทัตนั้น ก็หามิได้ก็บรรพชาของเราในสำนักของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้เป็นบุคคลเลิศขึ้นโลก อนึ่ง บรรพชานั้น เราได้โดยยาก ท่านทั้งหลายอย่าทำให้การบรรพชานั้นอันตรธานหายไปเสียเลย มาเถิดท่านทั้งหลาย จงพาเราไปยังพระเชตวัน ในสำนักของพระศาสดา ภิกษุณีทั้งหลายจึงพาภิกษุณีสาวนั้นไปจากกรุงราชคฤห์สิ้นหนทาง ๔๕ โยชน์ถึงพระเชตวันมหาวิหารโดยลำดับถวายบังคมพระศาสดาแล้วกราบทูลเรื่องนั้นให้ทรงทราบ.

พระศาสดาทรงพระดำริว่า ภิกษุณีนี้ตั้งครรภ์ในเวลาเป็นคฤหัสถ์โดยแท้ แม้เมื่อเป็นอย่างนั้น พวกเดียรถีย์จักได้โอกาสว่า พระสมณโคดมพาภิกษุณีที่พระเทวทัตทิ้งแล้วเที่ยวไปอยู่ เพราะฉะนั้น เพื่อจะตัดถ้อยคำนี้ควรจะวินิจฉัยอธิกรณ์นี้ในท่ามกลางบริษัทซึ่งมีพระราชา ในวันรุ่งขึ้น จึงให้ทูลเชิญพระเจ้าโกศล และเชิญมหาอนาถบิณฑิกเศรษฐี จูฬอนาถบิณฑิกเศรษฐีนางวิสาขามหาอุบาสิกา และตระกูลใหญ่ ๆ อื่น ๆ ที่มีชื่อเสียง ในเวลาเย็นเมื่อบริษัททั้ง ๔ ประชุมกันแล้ว จึงตรัสเรียกพระอุบาลีเถระมาว่า เธอจงไปชำระกรรมของภิกษุณีสาวนี้ ในท่ามกลางบริษัท ๔. พระเถระทูลรับพระดำรัสแล้ว จึงไปยังท่ามกลางบริษัท นั่งบนอาสนะที่เขาตกแต่งไว้เพื่อตน แล้วให้เรียกนางวิสาขาอุบาสิกามาตรงเบื้องพระพักตร์ของพระราชา ให้รับอธิกรณ์นี้ว่า ดูก่อนวิสาขา ท่านจงไป จงรู้โดยถ่องแท้ว่า ภิกษุณีสาวนี้บวชในเดือนโน้น วันโน้น แล้วจงรู้ว่าเธอได้มีครรภ์นี้ก่อนหรือหลังบวช มหาอุบาสิการับคำแล้วจึงให้วงม่าน ตรวจดูที่สุดมือ เท้า สะดือ และต้องของภิกษุณีสาวภายในม่าน นับเดือนและวัน รู้ว่านางได้ตั้งครรภ์ในภาวะเป็นคฤหัสถ์โดยถ่องแท้ จึงไปยังสำนักของพระเถระแล้วบอกเนื้อความนั้น. พระเถระได้กระทำภิกษุณีนั้นให้เป็นผู้บริสุทธิ์ ในท่ามกลางบริษัท ๔. ภิกษุณีนั้นเป็นผู้บริสุทธิ์แล้วไหว้ภิกษุสงฆ์และถวายบังคมพระศาสดา แล้วไปยังสำนักนั่นแล พร้อมกับภิกษุณีทั้งหลาย ภิกษุณีนั้น อาศัยครรภ์แก่แล้ว ได้ตลอดบุตรมีอานุภาพมาก ผู้ตั้งความปรารถนาไว้แทบบาทมูลของพระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ.

ครั้นวันหนึ่ง พระราชาเสด็จไปโดยใกล้ ๆ สำนักของภิกษุณี ได้ทรงสดับเสียงทารก จึงตรัสถามอำมาตย์ทั้งหลาย. อำมาตย์ทั้งหลายรู้เหตุนั้นจึงกราบทูลว่า ข้าแต่สมมติเทพ ภิกษุณีสาวนั้น ตลอดบุตรแล้ว นั่นเสียงของบุตรภิกษุณีสาวนั้นนั่นเอง. พระราชาตรัสว่า แน่ะพนาย ชื่อว่าการปรนนิบัติทารกเป็นเครื่องกังวลสำหรับภิกษุณีทั้งหลาย พวกเราจักปรนนิบัติทารกนั้นพระราชาทรงไห้มอบทารกนั้นแก่หญิงฟ้อนทั้งหลาย ให้เติบโตโดยการบริหารดูแลอย่างกุมาร. ก็ในวันตั้งชื่อกุมารนั้น ได้ตั้งชื่อว่ากัสสป ครั้งนั้น คนทั้งหลายรู้กันว่า กุมารกัสสป เพราะเจริญเติบโต ด้วยการบริหารอย่างกุมารในเวลามีอายุได้ ๗ ขวบ กุมารกัสสปนั้นบวชในสำนักของพระศาสดา พอมีอายุ ๒๐ ปีบริบูรณ์ก็ได้อุปสมบท เมื่อกาลเวลาล่วงไป ได้เป็นผู้กล่าวธรรมอันวิจิตร ในบรรดาพระธรรมกถึกทั้งหลาย. ลำดับนั้น พระศาสดาทรงตั้งพระกุมารกัสสนั้น ไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะ ด้วยพระดำรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กุมารกัสสปนี้ เป็นเลิศแห่งสาวกทั้งหลายของเรา ผู้กล่าวธรรมอันวิจิตร ภายหลังพระกุมารกัสสปนั้นบรรลุพระอรหัต ในเพราะวัมมิกสูตร. แม้ภิกษุณีผู้เป็นมารดาของพระกุมารกัสสปนั้น เห็นแจ้งแล้วบรรลุพระอรหัต. พระกุมารกัสสปเถระปรากฏในพระพุทธศาสนา ประดุจพระจันทร์เพ็ญในท่ามกลางท้องฟ้าฉะนั้น.

อยู่มาวันหนึ่ง พระตถาคตเสด็จกลับจากบิณฑบาต ภายหลังภัตประทานโอวาทแก่ภิกษุทั้งหลายแล้วเสด็จเข้าพระคันธกุฎี ภิกษุทั้งหลายรับพระโอวาทแล้ว ให้ภาคกลางวันหมดไปในที่เป็นที่พักกลางคืนและที่พักกลางวันของตน ๆ ในเวลาเย็น ประชุมกันในโรงธรรมสภา นั่งพรรณนาพระพุทธคุณว่า ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย พระเทวทัตทำคนทั้งสอง คือ พระกุมารกัสสปเถระและพระเถรีให้พินาศ เพราะความที่ตนไม่รู้ และเพราะความไม่มีขันติและเมตตาเป็นต้น แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเป็นปัจจัยแก่ท่านทั้งสองนั้น เพราะพระองค์เป็นพระธรรมราชา และเพราะทรงถึงพร้อมด้วยพระขันติพระเมตตา และความเอ็นดู. พระศาสดาเสด็จมายังโรงธรรมสภาด้วยพุทธลีลาประทับนั่งบนอาสนะที่เขาปูลาดไว้ แล้วตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลายบัดนี้พวกเธอนั่งสนทนากันด้วยเรื่องอะไรหนอ ? ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่าด้วยเรื่องพระคุณของพระองค์เท่านั้น แล้วกราบทูลเรื่องทั้งปวงให้ทรงทราบพระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ตถาคตเป็นปัจจัยและเป็นที่พึ่งแก่ชนทั้งสองนี้ ในบัดนี้เท่านั้น หามิได้ แม้ในกาลก่อน ก็ได้เป็นแล้วเหมือนกัน. ภิกษุทั้งหลายจึงทูลอ้อนวอนพระผู้มีพระภาคเจ้า เพื่อต้องการให้เรื่องนั้นแจ่มแจ้ง. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงกระทำเหตุอันระหว่างภพปกปิดไว้ให้ปรากฏดังต่อไปนี้.

ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติในนครพาราณสีฝ่ายพระโพธิสัตว์ทรงถือปฏิสนธิตนกำเนิดมฤคชาติ. พระโพธิสัตว์เมื่อออกจากท้องของมารดา ได้มีสีเหมือนดังสีทอง นัยน์ตาทั้งสองของเนื้อนั้น ได้เป็นเช่นกับลูกแก้วมณีกลม เขาทั้งคู่มีวรรณะดังเงิน หน้ามีวรรณะดังกองผ้ากัมพลแดง ปลายเท้าหน้าและเท้าหลัง เหมือนทำบริกรรมด้วยรสน้ำครั้ง ขนหางได้เป็นเหมือนขนจามรี ก็ร่างกายของเนื้อนั้นใหญ่มีขนาดเท่าลูกน้ำ เนื้อนั้นมีบริวาร ๕๐๐. โดยชื่อ มีชื่อว่า นิโครธมิคราช สำเร็จการอยู่ในป่า. ก็ในที่ไม่ไกลแห่งพระยาเนื้อนิโครธนั้น มีเนื้อแม้อื่นซึ่งมีเนื้อ ๕๐๐ เป็นบริวาร มีช่อว่า สาขะ อาศัยอยู่ แม้เนื้อสาขะก็มีวรรณะดุจสีทอง. สมัยนั้น พระเจ้าพาราณสีทรงขวนขวายในการฆ่าเนื้อ เว้นเนื้อไม่เสวย ทรงกระทำพวกมนุษย์ให้ขาดการงาน ยังชาวนิคมและชนบททั้งปวงให้ประชุมกัน แล้วเสด็จไปฆ่าเนื้อทุกวัน. พวกมนุษย์คิดกันว่า พระราชานี้ทรงทำพวกเราให้ขาดการงานถ้ากระไร พวกเราวางเหยื่อของเนื้อไว้ในพระราชอุทยาน จัดน้ำดื่มไว้ให้พร้อม ต้อนเนื้อเป็นอันมากให้เข้าไปยังพระราชอุทยานแล้วปิดประตูมอบถวายพระราชา มนุษย์เหล่านั้นทั้งหมดจึงปลูกผักที่เป็นเหยื่อของเนื้อไว้ในพระราชอุทยาน จัดน้ำดื่มไว้ให้พร้อม แล้วประกอบประตู ถือบ่วง มือถืออาวุธนานาชนิดมีค้อนเป็นต้น เข้าป่าแสวงหาเนื้อ คิดว่า พวกเราจักจับเนื้อทั้งหลายที่อยู่ตรงกลาง จึงล้อมที่ประมาณ ๑ โยชน์ เมื่อร่นเข้ามาได้ล้อมที่เป็นที่อยู่ของเนื้อนิโครธและเนื้อสาขะไว้ตรงกลาง ครั้น เห็นหมู่เนื้อนั้นจึงเอาไม้ค้อนดีต้นไม้ พุ่มไม้เป็นต้น และดีพื้นดิน ไล่หมู่เนื้อออกจากที่รกชัฎ พากันเงื้ออาวุธทั้งหลายมีดาบ หอกและธนูเป็นต้น บันลือเสียงดัง ต้อนหมู่เนื้อนั้นให้เข้าพระราชอุทยานแล้วปิดประตู พากันเข้าไปเฝ้าพระราชาแล้วกราบทูลว่าข้าแต่สมมติเทพ เมื่อพระองค์เสด็จไปทรงฆ่าเนื้อเป็นประจำ ทรงทำการงานของข้าพระองค์ทั้งหลายให้เสียหาย พวกข้าพระองค์ อันเนื้อทั้งหลายมาจากป่าเต็มพระราชอุทยานของพระองค์ ตั้งแต่นี้ไป พระองค์จะได้เสวยเนื้อของมฤคเหล่านั้น แล้วทูลลาพระราชาพากันหลีกไป.

ตอนที่ ๑ / ๒ตอนถัดไป

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๕ หน้า ๒๓๓–๒๔๕ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

เอกกนิบาตชาดก · ๔๗ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๔๗ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

๒ นิโคฺรธมิคชาตกํ

นิโคฺรธเมว เสเวยฺยาติ อิมํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต กุมารกสฺสปตฺเถรสฺส มาตรํ ภิกฺขุนึ อารพฺภ กเถสิ ฯ

สา กิร ราชคหนคเร มหาวิภวสฺส เสฏฺฐิโน ธีตา อโหสิ อุสฺสนฺนกุสลมูลา ปริมทฺทิตสงฺขารา ปจฺฉิมภวิกสตฺตา ฯ อนฺโตกูเฏ ปทีโป วิย ตสฺสา หทเย อรหตฺตูปนิสฺสโย ชลติ ฯ อถ สา อตฺตานํ ชานนกาลโต ปฏฺฐาย เคเห อนภิรตา ปพฺพชิตุกามา หุตฺวา มาตาปิตโร อาห อมฺมตาตา มยฺหํ ฆราวาเส จิตฺตํ นาภิรมติ อหํ นิยฺยานิเก พุทฺธสาสเน ปพฺพชิตุกามา ปพฺพาเชถ มนฺติ ฯ อมฺม กึ วเทสิ อิมํ กุลํ พหุวิภวํ ตฺวญฺจ อมฺหากํ เอกธีตา น ลพฺภา ตยา ปพฺพชิตุนฺติ ฯ สา ปุนปฺปุนํ ยาจิตฺวาปิ มาตาปิตูนํ สนฺติกา ปพฺพชฺชํ อลภมานา จินฺเตสิ โหตุ ปติกุลํ คตา สามิกํ อาราเธตฺวา ปพฺพชิสฺสามีติ ฯ สา วยปฺปตฺตา ปติกุลํ คนฺตฺวา สีลวตี กลฺยาณธมฺมา อคารํ อชฺฌาวสิ ฯ อถสฺสา สํวาสมนฺวาย กุจฺฉิยํ คพฺโภ ปติฏฺฐหิ ฯ สา คพฺภสฺส ปติฏฺฐิตภาวํ น อญฺญาสิ ฯ อถ ตสฺมึ นคเร นกฺขตฺตํ โฆสยึสุ ฯ สกลนครวาสิโน นกฺขตฺตํ กีฬึสุ ฯ นครํ เทวนครํ วิย อลงฺกตปฏิยตฺตํ อโหสิ ฯ สา ปน ตาว อุฬารายปิ นกฺขตฺตกีฬาย วตฺตมานาย อตฺตโน สรีรํ น วิลิมฺปติ นาลงฺกโรติ ปกติเวเสเนว จรติ ฯ อถ นํ สามิโก อาห ภทฺเท สกลนครํ นกฺขตฺตนิสฺสิตํ ตฺวํ ปน สรีรํ น ปฏิชคฺคสิ อลงฺการํ น กโรสิ กึการณาติ ฯ สา อาห อยฺยปุตฺต ทฺวตฺตึสายเมว กุณเปหิ ปูริตํ สรีรํ กึ อิมินา อลงฺกเตน อยํ หิ กาโย เนว เทวตานิมฺมิโต น พฺรหฺมนิมฺมิโต น สุวณฺณมโย น มณิมโย น หริจนฺทนมโย น ปุณฺฑรีกกุมุทนีลุปฺปลคพฺภสมฺภูโต คูถปริปุณฺโณ อสุจิ น อมโตสธปริปูริโต อถ โข กุณเป ชาโต มาตาเปติกสมฺภโว นิจฺจุจฺฉาทนปริมทฺทน- เภทนวิทฺธํสนธมฺโม กฏสิวฑฺฒโน ตณฺหุปาทินฺโน โสกานํ นิทานํ ปริเทวานํ วตฺถุ สพฺพโรคานํ อาสโย กมฺมกรณานํ ปฏิคฺคโห อนฺโตปูติ พหิ นิจฺจํ ปคฺฆรติ กิมิกุลานํ อาวาโส สีวตฺถิกปายาโต มรณปริโยสาโน สพฺพโลกสฺส จกฺขุปเถ ปริวตฺตมาโนปิ

อฏฺฐินหารุสํยุตฺโต ตจมํสวิเลปโน

ฉวิยา กาโย ปฏิจฺฉนฺโน ยถาภูตํ น ทิสฺสติ

อนฺตปูโร อุทรปูโร ยกเปฬสฺส วตฺถิโน

หทยสฺส ปปฺผาสสฺส วกฺกสฺส ปิหกสฺส จ

สิงฺฆาณิกาย เขฬสฺส เสทสฺส เมทกสฺส จ

โลหิตสฺส ลสิกาย ปิตฺตสฺส จ วสาย จ ฯ

อถสฺส นวหิ โสเตหิ อสูจิ สวติ สพฺพทา

อกฺขิมฺหา อกฺขิคูถโก กณฺณมฺหา กณฺณคูถโก

สิงฺฆาณิกา จ นาสาโต มุเขน วมติ เอกทา

ปิตฺตํ เสมฺหญฺจ วมติ กายมฺหา เสทชลฺลิกา ฯ

อถสฺส สุสิรํ สีสํ มตฺถลุงฺเคน ปูริตํ ฯ

สุภโต มญฺญตี พาโล อวิชฺชาย ปุรกฺขโต ฯ

อนนฺตาทีนโว กาโย วิสรุกฺขสมูปโม

อาวาโส สพฺพโรคานํ ปุญฺโช ทุกฺขสฺส เกวโล ฯ

สเจ อิมสฺส กายสฺส อนฺโต พาหิรโต สิยา

ทณฺฑํ นูน คเหตฺวาน กากโสเณ นิวารเย ฯ

ทุคฺคนฺโธ อสุจีกาโย กุณโป อุกฺกรูปโม

นินฺทิโต จกฺขุภูเตหิ กาโย พาลาภินนฺทิโต

อลฺลจมฺมปฏิจฺฉนฺโน นวทฺวาโร มหาวโณ

สมนฺตโต ปคฺฆรติ อสุจิปูติคนฺธิโย ฯ

ยทา จ โส มโต เสติ อุทฺธุมาโต วินีลโก

อปวิฏฺโฐ สุสานสฺมึ อนเปกฺขา โหนฺติ ญาตโย

ขาทนฺติ นํ สุวาณา จ สิงฺคาลา จ พกา กิมิ

กากา คิชฺฌา จ ขาทนฺติ เย จญฺเญ สพฺพปาณิโน ฯ

สุตฺวาน พุทฺธวจนํ ภิกฺขุ จ ญาณวา อิธ

โส โข นํ อภิชานาติ ยถาภูตํ หิ ปสฺสติ

ยถา อิทํ ตถา เอตํ ยถา เอตํ ตถา อิทํ

อชฺฌตฺตญฺจ พหิทฺธา จ กาเย นนฺทํ วิรชฺชหํ ฯ อยฺยปุตฺต อิมํ กายํ อลงฺกริตฺวา กึ กริสฺสามิ นนุ อิมสฺส อลงฺกตกรณํ คูถปุณฺณฆฏสฺส พหิจิตฺตกมฺมกรณํ วิย โหตีติ ฯ เสฏฺฐิปุตฺโต ตํ ตสฺสา วจนํ สุตฺวา อาห ภทฺเท ตฺวํ อิมสฺส สรีรสฺส เอวํ โทเส ปสฺสมานา กสฺมา น ปพฺพชิสฺสสีติ ฯ อยฺยปุตฺต อหํ ปพฺพชฺชํ ลภมานา อชฺเชว ปพฺพเชยฺยนฺติ ฯ เสฏฺฐิปุตฺโต สาธุ อหํ ตํ ปพฺพาเชสฺสามีติ วตฺวา มหาทานํ ปวตฺเตตฺวา มหาสกฺการํ กตฺวา มหนฺเตน ปริวาเรน ภิกฺขุนูปสฺสยํ เนตฺวา นํ ปพฺพาเชนฺโต เทวทตฺตปกฺขิยานํ ภิกฺขุนีนํ สนฺติเก ปพฺพาเชสิ ฯ สา ปพฺพชฺชํ ลภิตฺวา ปริปุณฺณสงฺกปฺปา อตฺตมนา อโหสิ ฯ อถสฺสา คพฺเภ ปริปากํ คจฺฉนฺเต อินฺทฺริยานํ อญฺญถตฺตํ หตฺถปาทปิฏฺฐีนํ พหลตฺตํ อุทรปฏลสฺส จ มหตฺตํ ทิสฺวา ภิกฺขุนิโย ตํ ปุจฺฉึสุ อยฺเย ตฺวํ คพฺภินี วิย ปญฺญายสิ กึ เอตนฺติ ฯ อยฺยา อิทํ นาม การณนฺติ น ชานามิ สีลมฺปน เม ปริปุณฺณนฺติ ฯ อถ นํ ตา ภิกฺขุนิโย เทวทตฺตสฺส สนฺติกํ เนตฺวา เทวทตฺตํ ปุจฺฉึสุ อยฺย อยํ กุลธีตา กิจฺเฉน สามิกํ อาราเธตฺวา ปพฺพชฺชํ ลภิ อิทานิ ปนสฺสา คพฺโภ ปญฺญายติ มยํ อิมสฺส คพฺภสฺส คิหิกาเล วา ปพฺพชิตกาเล วา ลทฺธภาวํ น ชานาม กึทานิ กโรมาติ ฯ เทวทตฺโต อตฺตโน อพุทฺธภาเวน ขนฺติเมตฺตานุทยานญฺจ นตฺถิตาย เอวํ จินฺเตสิ เทวทตฺตสฺส ปกฺขิกา ภิกฺขุนี กุจฺฉิยา คพฺภํ ปริหรติ เทวทตฺโต ปน อชฺฌุเปกฺขติเยวาติ มยฺหํ ครหา อุปฺปชฺชิสฺสติ มยา อิมํ อุปฺปพฺพาเชตุํ วฏฺฏตีติ ฯ โส อวีมํสิตฺวา เสลคุฬํ ปวฏฺฏยมาโน วิย ปกฺขนฺทิตฺวา คจฺฉถ อิมํ อุปพฺพาเชถาติ อาห ฯ ตา ตสฺส วจนํ สุตฺวา อุฏฺฐาย วนฺทิตฺวา อุปสฺสยํ คตา ฯ อถ สา ทหรา ภิกฺขุนิโย อาห อยฺยา น เทวทตฺตตฺเถโร พุทฺโธ นปิ ตสฺส สนฺติเก มยฺหํ ปพฺพชฺชา โลเก ปน อคฺคปุคฺคลสฺส สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส สนฺติเก มยฺหํ ปพฺพชฺชา สา ปน เม ทุกฺเขน ลทฺธา มา นํ อนฺตรธาเปถ เอถ มํ คเหตฺวา สตฺถุ สนฺติเก เชตวนํ คจฺฉถาติ ฯ ตา ตํ อาทาย ราชคหา ปญฺจจตฺตาฬีสโยชนิกมคฺคํ อติกฺกมฺม อนุปุพฺเพน เชตวนํ ปตฺวา สตฺถารํ วนฺทิตฺวา ตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯ

สตฺถา จินฺเตสิ กิญฺจาปิ คิหิกาเล เอติสฺสา คพฺโภ ปติฏฺฐิโต เอวํ สนฺเตปิ สมโณ โคตโม เทวทตฺเตน ชหิติกํ อาทาย จรตีติ อญฺญติตฺถิยานํ โอกาโส ภวิสฺสติ ตสฺมา อิมํ กถํ ปจฺฉินฺทิตุํ สราชิกาย ปริสาย มชฺเฌ อิมํ อธิกรณํ วินิจฺฉิตุํ วฏฺฏตีติ ฯ ปุนทิวเส ราชานํ ปเสนทิโกสลํ มหาอนาถปิณฺฑิกํ จูฬอนาถปิณฺฑิกํ วิสาขํ มหาอุปาสิกํ อญฺญานิ จ อภิญฺญาตานิ มหากุลานิ ปกฺโกสาเปตฺวา สายณฺหสมเย จตูสุ ปริสาสุ สนฺนิปติตาสุ อุปาลิตฺเถรํ อามนฺเตสิ คจฺฉ จตุปฺปริสมชฺเฌ อิมิสฺสา ทหรภิกฺขุนิยา กมฺมํ โสเธหีติ ฯ สาธุ ภนฺเตติ เถโร ปริสมชฺฌํ คนฺตฺวา อตฺตโน ปญฺญตฺตาสเน นิสีทิตฺวา รญฺโญ ปุรโต วิสาขํ อุปาสิกํ ปกฺโกสาเปตฺวา อิมํ อธิกรณํ ปฏิจฺฉาเปสิ คจฺฉ วิสาเข อยํ ทหรา อสุกมาเส อสุกทิวเส ปพฺพชิตาติ ตตฺตโต ญตฺวา อิมสฺส คพฺภสฺส ปุเร วา ปจฺฉา วา ลทฺธภาวํ ชานาหีติ ฯ อุปาสิกา สาธูติ สมฺปฏิจฺฉิตฺวา สาณึ ปริกฺขิปาเปตฺวา อนฺโตสาณิยํ ทหรภิกฺขุนิยา หตฺถปาทนาภิอุทรปริโยสานานิ โอโลเกตฺวา มาสทิวเส สมาเนตฺวา คิหิภาเว คพฺภสฺส ลทฺธภาวํ ตตฺตโต ญตฺวา เถรสฺส สนฺติกํ คนฺตฺวา ตมตฺถํ อาโรเจสิ ฯ เถโร จตุปริสมชฺเฌ ตํ ภิกฺขุนึ สุทฺธมกาสิ ฯ สา สุทฺธา หุตฺวา ภิกฺขุสงฺฆญฺจ สตฺถารญฺจ วนฺทิตฺวา ภิกฺขุนีหิ สทฺธึ อุปสฺสยเมว คตา ฯ สา คพฺภสฺส ปริปากมนฺวาย ปทุมุตฺตรปาทมูเล ปติฏฺฐิตปฏฺฐนํ มหานุภาวํ ปุตฺตํ วิชายิ ฯ อเถกทิวสํ ราชา ภิกฺขุนีอุปสฺสยสมีเปน คจฺฉนฺโต ทารกสทฺทํ สุตฺวา อมจฺเจ ปุจฺฉิ ฯ อมจฺจา ตํ การณํ ญตฺวา เทว สา ทหรภิกฺขุนี ปุตฺตํ วิชายิ ตสฺเสว โส สทฺโทติ อาหํสุ ฯ ภิกฺขุนีนํ ภเณ ทารกชคฺคนนฺนาม ปลิโพโธ มยํ นํ ปฏิชคฺคิสฺสามาติ ฯ ราชา ตํ ทารกํ นาฏกิตฺถีนํ ทาเปตฺวา กุมารปริหาเรน วฑฺฒาเปสิ ฯ นามคหณทิวเส จสฺส กสฺสโปติ นามํ อกํสุ ฯ อถ นํ กุมารปริหาเรน วฑฺฒิตตฺตา กุมารกสฺสโปติ สญฺชานึสุ ฯ โส สตฺตวสฺสิกกาเล สตฺถุ สนฺติเก ปพฺพชิตฺวา ปริปุณฺณวีสติวสฺโส อุปสมฺปทํ ลภิตฺวา คจฺฉนฺเต กาเล ธมฺมกถิเกสุ จิตฺรกถิโก อโหสิ ฯ อถ นํ สตฺถา เอตทคฺคํ ภิกฺขเว มม สาวกานํ จิตฺรกถิกานํ ยทิทํ กุมารกสฺสโปติ เอตทคฺเค ฐเปสิ ฯ โส ปจฺฉา วมฺมิกสุตฺเต อรหตฺตํ ปาปุณิ ฯ มาตาปิสฺส ภิกฺขุนี วิปสฺสิตฺวา มคฺคผลํ ปตฺตา ฯ กุมารกสฺสปตฺเถโร พุทฺธสาสเน คคนมชฺเฌ ปุณฺณจนฺโท วิย ปากโฏ ชาโต ฯ

อเถกทิวสํ ตถาคโต ปจฺฉาภตฺเต ปิณฺฑปาตปฏิกฺกนฺโต ภิกฺขูนํ โอวาทํ ทตฺวา คนฺธกุฏึ ปาวิสิ ฯ ภิกฺขู โอวาทํ คเหตฺวา อตฺตโน อตฺตโน รตฺติฏฺฐานทิวาฏฺฐาเนสุ ทิวสภาคํ เขเปตฺวา สายณฺหสมเย ธมฺมสภายํ สนฺนิปติตฺวา อาวุโส เทวทตฺเตน อตฺตโน อพุทฺธภาเวน เจว ขนฺติเมตฺตาทีนญฺจ อภาเวน กุมารกสฺสปตฺเถโร จ เถรี จ อุโภ นาสิตา สมฺมาสมฺพุทฺโธ ปน อตฺตโน ธมฺมราชตาย เจว ขนฺติเมตฺตานุทยสมฺปตฺติยา จ อุภินฺนํ เตสํ ปจฺจโย ชาโตติ พุทฺธคุเณ วณฺณยมานา นิสีทึสุ ฯ สตฺถา พทฺธลีฬฺหาย ธมฺมสภํ อาคนฺตฺวา ปญฺญตฺตาสเน นิสีทิตฺวา กาย นุตฺถ ภิกฺขเว เอตรหิ กถาย สนฺนิสินฺนาติ ปุจฺฉิ ฯ ภนฺเต ตุมฺหากเมว คุณกถายาติ สพฺพํ อาโรจยึสุ ฯ น ภิกฺขเว ตถาคโต อิทาเนว อิเมสํ อุภินฺนํ ปจฺจโย จ ปติฏฺฐา จ ชาโต ปุพฺเพปิ อโหสิเยวาติ ฯ ภิกฺขู ตสฺสตฺถสฺสาวิภาวตฺถาย ภควนฺตํ ยาจึสุ ฯ ภควา ภวนฺตเรน ปฏิจฺฉนฺนํ การณํ ปากฏํ อกาสิ ฯ

อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ การยมาเน โพธิสตฺโตปิ มิคโยนิยํ ปฏิสนฺธึ คณฺหิ ฯ โส มาตุ กุจฺฉิโต นิกฺขมนฺโต สุวณฺณวณฺโณ อโหสิ ฯ อกฺขีนิสฺส มณิคุฬสทิสานิ อเหสุํ สิงฺคานิ รชตวณฺณานิ มุขํ รตฺตกมฺพลปุญฺชวณฺณํ หตฺถปาทปริยนฺตา ลาขารสปริกมฺมกตา วิย พาลธิ จามริ วิย อโหสิ ฯ สรีรมฺปนสฺส มหนฺตํ อสฺสโปตกปฺปมาณํ อโหสิ ฯ โส ปญฺจสตปริวาโร อรญฺเญ วาสํ กปฺเปสิ นาเมน นิโคฺรธมิคราชา นาม ฯ อวิทูเร ปนสฺส อญฺโญปิ ปญฺจมิคสตปริวาโร สาขมิโค นาม วสติ ฯ โสปิ สุวณฺณวณฺโณ อโหสิ ฯ เตน สมเยน พาราณสิราชา มิควธปสุโต โหติ วินา มํเสน น ภุญฺชติ ฯ มนุสฺสานํ กมฺมจฺเฉทํ กตฺวา สพฺเพ เนคมชนปเท สนฺนิปาเตตฺวา เทวสิกํ มิควธํ คจฺฉติ ฯ มนุสฺสา จินฺเตสุํ อยํ ราชา อมฺหากํ กมฺมจฺเฉทํ กโรติ ยนฺนูน มยํ อุยฺยาเน มิคานํ นิวาปํ ฐปยิตฺวา ปานียํ สมฺปาเทตฺวา พหู มิเค อุยฺยานํ ปเวเสตฺวา ทฺวารํ พนฺธิตฺวา รญฺโญ นิยฺยาเทยฺยามาติ ฯ เต สพฺเพ อุยฺยาเน มิคานํ นิวาปติณํ โรเปตฺวา อุทฺกํ สมฺปาเทตฺวา ทฺวารํ โยเชตฺวา วาคุรานิ อาทาย มุคฺคราทินานาวุธหตฺถา อรญฺญํ ปวิสิตฺวา มิเค ปริเยสมานา มชฺเฌ ฐิเต มิเค คณฺหิสฺสามาติ โยชนมตฺตํ ฐานํ ปริกฺขิปิตฺวา สงฺขิปมานา นิโคฺรธมิคสาขมิคานํ วสนฏฺฐานํ มชฺเฌ จ กตฺวา ปริกฺขิปึสุ ฯ อถ นํ มิคคณํ ทิสฺวา รุกฺขคุมฺพาทโย จ ภูมึ จ มุคฺคเรหิ ปหรนฺตา มิคคณํ คหนฏฺฐานโต นีหริตฺวา อสิสตฺติธนุอาทีนิ อาวุธานิ อุคฺคิริตฺวา มหานาทํ นทนฺตา ตํ มิคคณํ อุยฺยานํ ปเวเสตฺวา ทวารํ ปิธาย ราชานํ อุปสงฺกมิตฺวา เทว นิวทฺธํ มิควธํ คจฺฉนฺตา อมฺหากํ กมฺมํ นาเสถ อมฺเหหิ อรญฺญโต มิเค อาเนตฺวา ตุมฺหากํ อุยฺยานํ ปูริตํ อิโต ปฏฺฐาย เตสํ มํสํ ขาทถาติ ราชานํ อาปุจฺฉิตฺวา ปกฺกมึสุ ฯ

ราชา เตสํ วจนํ สุตฺวา อุยฺยานํ คนฺตฺวา มิเค โอโลเกนฺโต เทฺว สุวณฺณมิเค ทิสฺวา เตสํ อภยํ อทาสิ ฯ ตโต ปฏฺฐาย ปน กทาจิ สามํ คนฺตฺวา เอกํ มิคํ วิชฺฌิตฺวา อาเนติ ฯ กทาจิสฺส ภตฺตการโก คนฺตฺวา วิชฺฌิตฺวา อาหรติ ฯ มิคา ธนุํ ทิสฺวาว มรณภเยน ตชฺชิตา ปลายนฺติ เทฺว ตโย ปหาเร ลภิตฺวา กิลมนฺติปิ คิลานาปิ โหนฺติ มรณํปิ ปาปุณนฺติ ฯ มิคคณา ตํ ปวุตฺตึ โพธิสตฺตสฺส อาโรเจสุํ ฯ โส สาขํ ปกฺโกสาเปตฺวา อาห สมฺม พหู มิคา นสฺสนฺติ เอกํเสน มริตพฺเพ สติ อิโต ปฏฺฐาย มา กณฺเฑน มิเค วิชฺฌนฺตุ ธมฺมคณฺฐิกฏฺฐาเน มิคานํ วาโร โหตุ เอกทิวสํ มม ปริสาย วาโร ปาปุณาตุ เอกทิวสํ ตว ปริสาย ปาปุณาตุ วารปฺปตฺโต มิโค คนฺตฺวา ธมฺมคณฺฐิกาย สีสํ ฐเปตฺวา นิปชฺชตุ เอวํ สนฺเตปิ มิคา ภีตา น ภวิสฺสนฺตีติ ฯ โส สาธูติ สมฺปฏิจฺฉิ ฯ ตโต ปฏฺฐาย วารปฺปตฺโต มิโค คนฺตฺวา ธมฺมคณฺฐิกาย คีวํ ฐเปตฺวา นิปชฺชติ ฯ ภตฺตการโก อาคนฺตฺวา ตตฺถ นิปนฺนกเมว คเหตฺวา คจฺฉติ ฯ อเถกทิวสํ สาขมิคสฺส ปริสาย เอกิสฺสา คพฺภินิมิคิยา วาโร ปาปุณาติ ฯ สา สาขํ อุปสงฺกมิตฺวา สามิ อหํ คมฺภินี ปุตฺตกํ วิชายิตฺวา เทฺว ชนา วารํ คมิสฺสาม มยฺหํ วารํ อติกฺกาเมหีติ อาห ฯ โส น สกฺกา ตว วารํ อญฺเญสํ ปาเปตุํ ตฺวเมว ตุยฺหํ ปุตฺตํ ชานิสฺสสิ คจฺฉาหีติ อาห ฯ สา ตสฺส สนฺติกา อนุคฺคหํ อลภมานา โพธิสตฺตํ อุปสงฺกมิตฺวา เอตมตฺถํ อาโรเจสิ ฯ โส ตสฺสา วจนํ สุตฺวา จินฺเตสิ ปุพฺเพ โพธิสตฺตา หิ ปเรสํ ทุกฺขํ ทิสฺวา อตฺตโน ชีวิตํ นาเปกฺขนฺติ อตฺตหิตโต ปรหิตเมว เตสํ ครุตรํ โหติ

สยํ ชีวนฺติ สกุณา ปสู สพฺเพ วเน มิคา

ชีวยนฺติ ปเร ธีรา สนฺโต สตฺตหิเต รตา

วิตฺตํ องฺคญฺจ ปาณญฺจ จตฺตํ เตหิ หิตาย จ ฯ

โส สมตฺโถ พหู สตฺเต สนฺตาเรสฺสํ สเทวเก

อิมินา สารหีเนน กาเยน จ อปุญฺญตา

อหนฺเต นูน ยํ ลาภํ ลภิสฺสามิ สยํ ธุวนฺติ ฯ อิติ จินฺเตตฺวา อาห โหตุ คจฺฉ ตฺวํ อหนฺเต วารํ อติกฺกมิสฺสามีติ ฯ สยํ คนฺตฺวา ธมฺมคณฺฐิกาย สีสํ กตฺวา นิปชฺชิ ฯ ภตฺตการโก ตํ ทิสฺวา ลทฺธาภโย มิคราชา คณฺฐิกาย นิปนฺโน กินฺนุ โข การณนฺติ เวเคน คนฺตฺวา รญฺโญ อาโรเจสิ ฯ ราชา ตาวเทว รถํ อารุยฺห มหนฺเตน ปริวาเรน คนฺตฺวา โพธิสตฺตํ ทิสฺวา อาห สมฺม มิคราช นนุ มยา ตุมฺหากํ อภยํ ทินฺนํ กสฺมา ตฺวํ อิธ นิปนฺโนสีติ ฯ มหาราช คพฺภินี มิคี อาคนฺตฺวา มม วารํ อญฺญสฺส มิคสฺส ปาเปหีติ อาห น สกฺกา โข ปน มยา เอกสฺส มรณทุกขํ อญฺญสฺส อุปริ ขิปิตุํ สฺวาหํ อตฺตโน ชีวิตํ ตสฺสา ทตฺวา ตสฺสา สนฺตกํ มรณํ คเหตฺวา อิธ นิปนฺโน มา อญฺญํ กิญฺจิ อาสงฺกิตฺถ มหาราชาติ ฯ ราชา อาห สามิ สุวณฺณมิคราช มยา น ตาทิโส ขนฺติเมตฺตานุทยสมฺปนฺโน มนุสฺเสสุปิ ทิฏฺฐปุพฺโพ เตน เต ปสนฺโนสฺมิ อุฏฺเฐหิ ตุยฺหญฺจ ตสฺสา จ อภยํ ทมฺมีติ ฯ ทฺวีหิ อภเย ลทฺเธ อวเสสา กึ กริสฺสนฺติ นรินฺทาติ ฯ อวเสสานมฺปิ อภยํ ทมฺมิ สามีติ ฯ มหาราช เอวํปิ อุยฺยาเนเยว มิคา อภยํ ลภิสฺสนฺติ เสสา กึ กริสฺสนฺตีติ ฯ เอเตสมฺปิ อภยํ ทมฺมิ สามีติ ฯ มหาราช มิคา ตาว อภยํ ลภนฺติ เสสา จตุปฺปาทา กึ กริสฺสนฺตีติ ฯ เอเตสมฺปิ อภยํ ทมฺมิ สามีติ ฯ มหาราช จตุปฺปาทา ตาว อภยํ ลภนฺติ ทิชคณา กึ กริสฺสนฺตีติ ฯ เอเตสมฺปิ อภยํ ทมฺมิ สามีติ ฯ มหาราช ทิชคณา ตาว อภยํ ลภิสฺสนฺติ อุทเก วสนกมจฺฉา กึ กริสฺสนฺตีติ ฯ เอเตสมฺปิ อภยํ ทมฺมิ สามีติ ฯ เอวํ มหาสตฺโต ราชานํ สพฺพสตฺตานํ อภยํ ยาจิตฺวา อุฏฺฐาย ราชานํ ปญฺจสุ สีเลสุ ปติฏฺฐาเปตฺวา ธมฺมญฺจร มหาราช มาตาปิตูสุ ปุตฺตธีตาสุ พฺราหฺมณคหปติเกสุ เนคมชานปเทสุ ธมฺเม จรนฺโต สมํ จรนฺโต กายสฺส เภทา ปรมฺมรณา สุคตึ สคฺคํ โลกํ คมิสฺสสีติ รญฺโญ พุทฺธลีฬฺหาย ธมฺมํ เทเสตฺวา กติปาหํ อุยฺยาเน วสิตฺวา รญฺโญ โอวาทํ ทตฺวา มิคคณปริวุโต อรญฺญํ ปาวิสิ ฯ สาปิ โข มิคเธนุ ปุปฺผกณฺณิกสทิสํ ปุตฺตํ วิชายิ ฯ โส กีฬมาโน สาขมิคสฺส สนฺติกํ คจฺฉติ ฯ อถ นํ มาตา ตสฺส สนฺติกํ คจฺฉนฺตํ ทิสฺวา ปุตฺต อิโต ปฏฺฐาย มา เอตสฺส สนฺติกํ คจฺฉ นิโคฺรธสฺเสว สนฺติกํ คจฺเฉยฺยาสีติ โอวทนฺตี อิมํ คาถมาห

นิโคฺรธเมว เสเวยฺย น สาขํ อุปสํวเส

นิโคฺรธสฺมึ มตํ เสยฺโย ยญฺเจ สาขสฺมิ ชีวิตนฺติ ฯ

ตตฺถ นิโคฺรธเมว เสเวยฺยาติ ตาต ตฺวํ วา อญฺโญ วา อตฺตโน หิตกาโม นิโคฺรธเมว เสเวยฺย ภเชยฺย นํ อุปสงฺกเมยฺย ฯ น สาขํ อุปสํวเสติ สาขมิคํ ปน น อุปสํวเส อุปคมฺม น สํวเสยฺย เอตํ นิสฺสาย ชีวิตํ น กปฺเปยฺย ฯ นิโคฺรธสฺมึ มตํ เสยฺโยติ นิโคฺรธรญฺโญ ปาทมูเล มรณมฺปิ เสยฺโย วรํ อุตฺตมํ ฯ ยญฺเจ สาขสฺมิ ชีวิตนฺติ ยมฺปน สาขสฺส สนฺติเก ชีวิตํ ตํ เนว เสยฺโย น วรํ อุตฺตมนฺติ อตฺโถ ฯ

ตโต ปฏฺฐาย ปน อภยลทฺธกา มิคา มนุสฺสานํ สสฺสานิ ขาทนฺติ ฯ มนุสฺสา ลทฺธาภยา อิเมติ มิเค ปหริตุํ วา ปลาเปตุํ วา น วิสหนฺติ ฯ เต ราชงฺคเณ สนฺนิปติตฺวา รญฺโญ ตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯ ราชา มยา ปสนฺเนน นิโคฺรธมิคราชสฺส วโร ทินฺโน อหํ รชฺชํ ชเหยฺยํ น จ ตํ ปฏิญฺญํ ภินฺทามิ คจฺฉถ น โกจิ มม วิชิเต มิเค ปหริตุํ ลภตีติ อาห ฯ นิโคฺรธมิโค ตํ ปวุตฺตึ สุตฺวา มิคคณํ สนฺนิปาตาเปตฺวา อิโต ปฏฺฐาย ปเรสํ สสฺสํ ขาทิตุํ น ลภถาติ มิเค โอวทิตฺวา มนุสฺสานํ อาโรจาเปสิ อิโต ปฏฺฐาย สสฺสการกา มนุสฺสา สสฺสรกฺขนตฺถํ วตึ มา กโรนฺตุ เขตฺตํ ปน อาวิชฺฌิตฺวา ปณฺณสญฺญํ พนฺธนฺตูติ ฯ ตโต ปฏฺฐาย กิร เขตฺเตสุ ปณฺณพนฺธนสญฺญา อุทปาทิ ฯ ตโต ปฏฺฐาย ปณฺณสญฺญํ อติกฺกมนกมิโค นาม นตฺถิ ฯ อยํ กิร เนสํ โพธิสตฺตโต ลทฺธโอวาโท ฯ เอวํ มิคคณํ โอวทิตฺวา โพธิสตฺโต ยาวตายุกํ ฐตฺวา สทฺธึ มิเคหิ ยถากมฺมงฺคโต ฯ ราชาปิ โพธิสตฺตสฺส โอวาเท ฐตฺวา ปุญฺญานิ กตฺวา ยถากมฺมงฺคโต ฯ

สตฺถา น ภิกฺขเว อิทาเนวาหํ เถริยา จ กุมารกสฺสปสฺส จ อวสฺสโย ชาโต ปุพฺเพปิ อวสฺสโยเยวาติ อิมญฺจ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา จตุสฺสจฺจเทสนํ วินิวฏฺเฏตฺวา เทฺว วตฺถูนิ กเถตฺวา อนุสนฺธึ ฆเฏตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ตทา สาขมิโค เทวทตฺโต อโหสิ ปริสาปิสฺส เทวทตฺตปริสาว มิคเธนุ เถรี อโหสิ ปุตฺโต กุมารกสฺสโป ราชา อานนฺโท นิโคฺรธมิคราชา ปน อหเมว อโหสีติ ฯ

นิโคฺรธชาตกํ ทุติยํ ฯ

ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๕

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗

ดูเล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๑๑. ลักขณชาดกชาดกถัดไป๑๓. กัณฑินชาดก