ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. สุวรรณหังสชาดก
ชาดกที่ ๑๓๖ · เอกกนิบาตชาดก · อสัมปทานวรรค

สุวรรณหังสชาดก

ว่าด้วยโลภมากลาภหาย

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๑๓๖ · บรรทัด ๙๐๑ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ภาพวาดฉากหนึ่งจากสุวรรณหังสชาดก

อรรถกถาชาดก

เรื่องเล่า

พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหารทรงปรารภภิกษุณี ชื่อ ถูลนันทา ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า ยํ ลทฺธํ เตน ตุฏพฺพํ ดังนี้. ความพิสดารว่า อุบาสกคนหนึ่งในพระนครสาวัตถีปวารณากระเทียมกับภิกษณีสงฆ์ไว้ และสั่งเสียคนเฝ้าไร่ไว้ด้วยว่าถ้าภิกษุณีทั้งหลายพากันมาเอา จงให้ไปรูปละ ๒-๓ ห่อ. จำเดิมแต่นั้นภิกษุณีทั้งหลายต้องการกระเทียม ก็พากันไปที่บ้านของเขาบ้าง ที่ไร่ของเขาบ้าง ครั้นถึงวันมหรสพวันหนึ่ง กระเทียมในเรือนของเขาหมด ภิกษุณีถูลนันทาพร้อมด้วยบริวาร พากันไปที่เรือนแล้วกล่าวว่า ผู้มีอายุ ฉันต้องการกระเทียม คนรักษากล่าวว่า กระเทียมไม่มีเลยพระแม่เจ้า กระเทียมที่เก็บตุนไว้หมดเสียแล้ว นิมนต์ไปที่ไร่เถิดขอรับ จึงพากันไปที่ไร่ ขนกระเทียมไปอย่างไม่รู้ประมาณ คนเฝ้าไร่จึงกล่าวโทษว่า เป็นอย่างไรนะ พวกภิกษุณีจึงขนกระเทียมไป อย่างไม่รู้จักประมาณฟังคำของเขาแล้ว พวกภิกษุณีที่มีความปรารถนาน้อย พากันยกโทษ พวกภิกษุเล่า ครั้นได้ยินจากภิกษุณีเหล่านั้น ก็พากันยกโทษ ครั้นแล้วก็กราบทูลความนั้น แด่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสตำหนิภิกษุณีถูลนันทา แล้วทรงแสดงธรรมที่เหมาะกับเรื่องนั้นแก่นางภิกษุณีทั้งหลาย โดยนัยมีอาทิว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ขึ้นชื่อว่า บุคคลผู้มีความปรารถนาใหญ่ มิได้เป็นที่รัก เจริญใจ แม้แก่มารดาบังเกิดเกล้า ไม่อาจจะยังผู้ไม่เลื่อมใสให้เลื่อมใส ไม่อาจจะยังผู้ที่เลื่อมใสแล้วให้เลื่อมใสยิ่งขึ้น ไม่อาจยังลาภที่ยังไม่เกิดให้บังเกิด หรือลาภที่เกิดแล้วก็ไม่อาจกระทำให้ยั่งยืนได้ ตรงกันข้าม ผู้ที่มีความปรารถนาน้อย ย่อมอาจยังลาภที่ยังไม่เกิดให้เกิด ที่เกิดแล้วก็ทำให้ยั่งยืนได้ แล้วตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้นที่ภิกษุณีถูลนันทา มีความปรารถนาใหญ่ แม้ในครั้งก่อนก็เคยมีความปรารถนาใหญ่เหมือนกัน แล้วทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :ในอดีตกาล ครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ในพระนครพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดในสกุลพราหมณ์สกุลหนึ่ง เมื่อเจริญวัยแล้ว มารดาบิดาได้ตบแต่งให้มีภรรยา มีชาติเชื้อพอสมควรกัน ได้มีธิดา ๓ คน ชื่อ นันทา นันทวดี และสุนันทา ครั้นธิดาเหล่านั้นได้สามีไปแล้วทุกคน พระโพธิสัตว์ก็ทำกาละไปเกิดในกำเนิดหงส์ทอง และมีญาณระลึกชาติได้อีกด้วย หงส์ทองนั้นเติบใหญ่แล้ว เห็นอัตภาพ อันเติบโตสมบูรณ์งดงามเต็มไปด้วยขนที่เป็นทอง ก็นึกว่า เราจุติจากไหนหนอจึงมาบังเกิดในที่นี้ ทราบว่า จากมนุษยโลก พิจารณาอีกว่าพราหมณีและเหล่าธิดาของเรา ยังมีชีวิตอยู่หรืออย่างไร ก็ได้ทราบว่า ต้องพากันไปรับจ้างคนอื่น เลี้ยงชีพด้วยความแร้นแค้นจึงคิดว่า ขนทั้งหลายในสรีระของเราเป็นทองทั้งนั้น ทนต่อการตีการเคาะ เราจักให้ขนจากสรีระนี้ แก่นางเหล่านั้น ครั้งละหนึ่งขนด้วยเหตุนั้น ภรรยา และธิดาทั้ง ๓ ของเรา จักพากันอยู่อย่างสุขสบาย พระยาหงส์ทองจึงบินไป ณ ที่นั้น เกาะที่ท้ายกระเดื่องพราหมณีและธิดาเห็นพระโพธิสัตว์แล้ว ก็พากันถามว่า พ่อคุณมาจากไหนเล่า ? หงส์ทองตอบว่า เราเป็นบิดาของพวกเจ้าตายไปเกิดเป็นหงส์ทอง มาเพื่อจะพบพวกเจ้า ตั้งแต่บัดนี้ไปพวกเจ้าไม่ต้องไปรับจ้างคนอื่นเขาเลี้ยงชีวิตอย่างลำบากอีกละเราจักให้ขนแก่พวกเจ้าครั้งละหนึ่งขน จงเอาไปขายเลี้ยงชีวิตตามสบายเถิด แล้วก็สลัดขนไว้ให้เส้นหนึ่งบินไป หงส์ทองนั้นมาเป็นระยะ ๆ สลัดขนให้ครั้งละหนึ่งขน โดยทำนองพราหมณีและลูก ๆ ค่อยมั่งคั่งขึ้น มีความสุขไปตาม ๆ กันอยู่มาวันหนึ่ง พราหมณีปรึกษากับลูก ๆ ว่า แม่หนูทั้งหลายขึ้นชื่อว่าดิรัจฉานรู้ใจได้ยาก ในบางครั้งบิดาของเจ้าไม่มาที่นี่ พวกเราจักทำอย่างไรกัน คราวนี้เวลาเขามา พวกเราช่วยกันจับถอนขนเสียให้หมดเถิดนะ พวกลูกสาวพากันพูดว่า ทำอย่างนั้นบิดาของพวกเรา จักลำบาก ต่างก็ไม่เห็นด้วย แต่นางพราหมณีเพราะมีความปรารถนาใหญ่ ครั้นวันหนึ่งเวลาพระยาหงส์ทองมา ก็พูดว่า มานี่ก่อนเถิดนายจ๋า พอพระยาหงส์ทองนั้นเข้าไปใกล้ ก็จับไว้ด้วยมือทั้งสอง ถอนขนเสียหมด แต่เพราะจับถอนเอาด้วยพลการ พระโพธิสัตว์มิได้ให้โดยสมัครใจ ขนเหล่านั้นจึงเป็นเหมือนขนนกยางไปหมด พระโพธิสัตว์ไม่สามารถจะกางปีกบินไปได้ นางพราหมณีจึงจับเอาพระยาหงส์ทองใส่ตุ่มใหญ่เลี้ยงไว้ ขนที่งอกขึ้นใหม่ของพระยาหงส์นั้น กลายเป็นขาวไปหมดพระยาหงส์นั้น ครั้นขนขึ้นเต็มที่แล้ว ก็โดดขึ้นบินไปที่อยู่ของตนทันที แล้วก็ไม่ได้มาอีกเลย. พระศาสดาทรงนำเอาเรื่องในอดีตนี้มาสาธก แล้วตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น ที่ถูลนันทามีความปรารถนาใหญ่ แม้ในครั้งก่อนก็มีความปรารถนาใหญ่เหมือนกัน และเพราะมีความปรารถนาใหญ่ จึงต้องเสื่อมจากทอง บัดนี้เล่าเพราะเหตุที่ตนมีความปรารถนาใหญ่นั่นแหละ จักต้องเสื่อมแม้แต่กระเทียม เพราะฉะนั้นตั้งแต่บัดนี้ จักไม่ได้เพื่อจะฉันกระเทียม แม้นางภิกษุณีที่เหลือทั้งหลาย ผู้อาศัยถูลนันทานั้นก็จักไม่ได้เพื่อฉันกระเทียม เหมือนอย่างถูลนันทาเช่นกัน เหตุนั้นแม้จะได้มาก ก็จักต้องรู้จักประมาณทีเดียว แต่ได้น้อย ก็ต้องพอใจตามที่ได้เท่านั้น ไม่ควรปรารถนาให้ยิ่งขึ้นไป แล้วตรัสคาถานี้ความว่า " บุคคลได้สิ่งใด ควรยินดีด้วยสิ่งนั้น

เพราะความโลภเกินประมาณ ชั่วนัก นางพราหมณี จับพระยาหงส์เสียแล้ว จึงเสื่อมจาก

ทอง" ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตุฏฺพฺพํ แปลว่า พึงยินดี. ก็พระศาสดา ครั้นตรัสพระธรรมเทศนานี้ แล้วทรงติเตียนโดยอเนกปริยาย แล้วทรงบัญญัติสิกขาบทว่า ก็นางภิกษุณีรูปใดฉันกระเทียม, ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ดังนี้แล้วประชุมชาดกว่า นางพราหมณีในครั้งนั้น ได้มาเป็นภิกษุณีถูลนันทา, ธิดาทั้งสามได้มาเป็นพี่น้องหญิงในบัดนี้, ส่วนพระยาสุวรรณหงส์ได้มาเป็นเราตถาคต ฉะนี้แล.

จบ อรรถกถาสุวรรณหงสชาดกที่ ๖

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๖ หน้า ๕๓๖–๕๔๐ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

เอกกนิบาตชาดก · ๑๐ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๐ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

๖. สุวณฺณหํสชาตกํ

ยํ ลทฺธํ เตน ตุฏฺฐพฺพนฺติ อิทํ สตฺถา เชตวเน ถุลฺลนนฺทํ ภิกฺขุนึ อารพฺภ กเถสิ ฯ

สาวตฺถิยญฺหิ อญฺญตโร อุปาสโก ภิกฺขุนีสงฺฆํ ลสุเณน ปวาเรตฺวา เขตฺตปาลํ อาณาเปสิ สเจ ภิกฺขุนิโย อาคจฺฉนฺติ เอเกกาย ภิกฺขุนิยา เทฺว ตโย ภณฺฑิเก เทหีติ ฯ ตโต ปฏฺฐาย ภิกฺขุนิโย ตสฺส เคหํปิ เขตฺตํปิ ลสุณตฺถาย คจฺฉนฺติ ฯ อเถกสฺมึ อุสฺสวทิวเส ตสฺส เคเห ลสุณํ ปริกฺขยํ อคมาสิ ฯ ถุลฺลนนฺทา ภิกฺขุนี สปริวารา เคหํ คนฺตฺวา ลสุเณน อาวุโส อตฺโถติ วตฺวา นตฺถยฺเย ยถาภตํ ลสุณํ ปริกฺขีณํ เขตฺตํ คจฺฉถาติ วุตฺตา เขตฺตํ คนฺตฺวา น มตฺตํ ชานิตฺวา ลสุณํ หราเปสิ ฯ เขตฺตปาโล อุชฺฌายิ กถํ หิ นาม ภิกฺขุนิโย น มตฺตํ ชานิตฺวา ลสุณํ หราเปสฺสนฺตีติ ฯ ตสฺส กถํ สุตฺวา ยา ตา ภิกฺขุนิโย อปฺปิจฺฉา ฯเปฯ ตาปิ ตาสํ สุตฺวา ภิกฺขูปิ อุชฺฌายึสุ อุชฺฌายิตฺวา จ ปน ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯ ภควา ถุลฺลนนฺทํ ภิกฺขุนึ ครหิตฺวา ภิกฺขเว มหิจฺโฉ ปุคฺคโล นาม วิชาตมาตุยาปิ อปฺปิโย อโหสิ อมนาโป อปฺปสนฺนานํ ปสาเทตุํ ปสนฺนานํ วา ภิยฺโยโส มตฺตาย ปสาทํ ชเนตุํ อนุปฺปนฺนํ ลาภํ อุปฺปาเทตุํ อุปฺปนฺนํ วา ปน ถิรํ กาตุํ น สกฺโกติ อปฺปิจฺโฉ ปน อปฺปสนฺนานํ ปสาเทตุํ ปสนฺนานํ ภิยฺโยโส มตฺตาย ปสาทํ ชเนตุํ อนุปฺปนฺนํ ลาภํ อุปฺปาเทตุํ อุปฺปนฺนํ วา ปน ถิรํ กาตุํ สกฺโกตีติ อาทินา นเยน ภิกฺขุนีนํ ตทนุจฺฉวิกํ ธมฺมํ กเถตฺวา น ภิกฺขเว ถุลฺลนนฺทา อิทาเนว มหิจฺฉา ปุพฺเพปิ มหิจฺฉาเยวาติ วตฺวา อตีตํ อาหริ ฯ

อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต โพธิสตฺโต อญฺญตรสฺมึ พฺราหฺมณกุเล นิพฺพตฺติ ฯ ตสฺส วยปฺปตฺตสฺส สมชาติกา กุลา ปชาปตึ อาหรึสุ ฯ ตสฺส นนฺทา นนฺทวตี สุนนฺทาติ ติสฺโส ธีตโร อเหสุํ ฯ ตาสุ ปรกุลํ คตาสุเยว โพธิสตฺโต กาลํ กตฺวา สุวณฺณหํสโยนิยํ นิพฺพตฺติ ฯ ชาติสฺสรญาณญฺจสฺส อุปฺปชฺชิ ฯ โส วยปฺปตฺโต หุตฺวา สุวณฺณปตฺตสญฺฉนฺนํ โสภคฺคปฺปตฺตํ มหนฺตํ อตฺตภาวํ ทิสฺวา กุโต นุ โข จวิตฺวา อหํ อิธูปปนฺโนติ อาวชฺเชนฺโต มนุสฺสโลกโตติ ญตฺวา ปุน กถํ นุ โข เม พฺราหฺมณี จ ธีตโร จ ชีวนฺตีติ อุปธาเรนฺโต ปเรสํ ภตึ กตฺวา กิจฺเฉน ชีวนฺตีติ จ ญตฺวา จินฺเตสิ มยฺหํ สรีเร โสวณฺณมยานิ ปตฺตานิ โกฏฺฏนฆฏฺฏนกฺขมานิ อิโต ตาสํ เอเกกํ ปตฺตํ ทสฺสามิ เตน เม ปชาปตี จ ธีตโร จ สุขํ ชีวิสฺสนฺตีติ ฯ โส ตตฺถ คนฺตฺวา ปิฏฺฐิวํสโกฏิยํ นิลียิ ฯ พฺราหฺมณี จ ธีตโร จ โพธิสตฺตํ ทิสฺวา กุโต อาคโตสิ สามีติ ปุจฺฉึสุ ฯ อหํ ตุมฺหากํ ปิตา กาลํ กตฺวา สุวณฺณหํสโยนิยํ นิพฺพตฺโต ตุมฺเห ทฏฺฐุํ อาคโต อิโต ปฏฺฐาย ตุมฺหากํ ปเรสํ ภตึ กตฺวา ทุกฺขชีวิกาย ชีวิตกิจฺจํ นตฺถิ อหํ โว เอเกกํ ปตฺตํ ทสฺสามิ ตํ วิกฺกิณิตฺวา สุเขน ชีวถาติ เอเกกํ ปตฺตํ ทตฺวา อคมาสิ ฯ โส เอเตน นิยาเมน อนฺตรนฺตรา อาคนฺตฺวา เอเกกํ ปตฺตํ เทติ ฯ พฺราหฺมณี จ ธีตโร จ อฑฺฒา สุขิตา อเหสุํ ฯ อเถกทิวสํ สา พฺราหฺมณี ธีตโร อามนฺเตสิ อมฺมา ติรจฺฉานานํ นาม จิตฺตํ ทุชฺชานํ กทาจิ โว ปิตา อิธ นาคจฺเฉยฺย กึ กริสฺสาม อิทานิสฺส อาคตกาเล สพฺพานิ ปตฺตานิ ลุญฺจิตฺวา คณฺหามาติ ฯ ตา เอวํ โน ปิตา กิลมิสฺสตีติ น สมฺปฏิจฺฉึสุ ฯ พฺราหฺมณี ปน มหิจฺฉตาย ปุเนกทิวสํ สุวณฺณราชหํสสฺส อาคตกาเล เอหิ ตาว สามีติ วตฺวา ตํ อตฺตโน สนฺติกํ อุปคตํ อุโภหิ หตฺเถหิ คเหตฺวา สพฺพปตฺตานิ ลุญฺจิ ฯ ตานิ ปน โพธิสตฺตสฺส รุจึ วินา พลกฺกาเรน คหิตตฺตา สพฺพานิ พกปตฺตสทิสานิ อเหสุํ ฯ โพธิสตฺโต ปกฺเข ปสาเรตฺวา คนฺตุํ นาสกฺขิ ฯ อถ นํ สา มหาจาฏิยา ปกฺขิปิตฺวา โปเสสิ ฯ ตสฺส ปุน อุฏฺฐหนฺตานิ ปตฺตานิ เสตานิ สมฺปชฺชึสุ ฯ โส สญฺชาตปกฺโข อุปฺปติตฺวา อตฺตโน วสนฏฺฐานเมว คนฺตฺวา น ปุน อคมาสิ ฯ

สตฺถา อิมํ อตีตํ อาหริตฺวา น ภิกฺขเว ถุลฺลนนฺทา อิทาเนว มหิจฺฉา ปุพฺเพปิ มหิจฺฉาเยว มหิจฺฉตาย จ ปน สุวณฺณมฺหา ปริหีนา อิทานิ อตฺตโน มหิจฺฉตายเอว ลสุณมฺหาปิ ปริหายิสฺสติ ตสฺมา อิโต ปฏฺฐาย ลสุณํ ขาทิตุํ น ลภิสฺสติ ยถา จ ถุลฺลนนฺทา เอวํ ตํ นิสฺสาย เสสภิกฺขุนิโยปิ ตสฺมา พหุํ ลภิตฺวาปิ ปมาณเมว ชานิตพฺพํ อปฺปํ ลภิตฺวา ปน ยถาลทฺเธเนว สนฺโตโส กาตพฺโพ อุตฺตรึ น ปฏฺเฐตพฺพนฺติ วตฺวา อิมํ คาถมาห

ยํ ลทฺธํ เตน ตุฏฺฐพฺพํ อติโลโภ หิ ปาปโก

หํสราชํ คเหตฺวาน สุวณฺณา ปริหายตีติ ฯ

ตตฺถ ตุฏฺฐพฺพนฺติ ตุสิตพฺพํ ฯ

อิทํ ปน วตฺวา สตฺถา อเนกปริยาเยน ครหิตฺวา ยา ปน ภิกฺขุนี ลสุณํ ขาเทยฺย ปาจิตฺติยนฺติ สิกฺขาปทํ ปญฺญาเปตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ตทา พฺราหฺมณี อยํ ถุลฺลนนฺทา อโหสิ ติสฺโส ธีตโร อิทานิ ติสฺโสเยว ภคินิโย สุวณฺณหํสราชา ปน อหเมวาติ ฯ

สุวณฺณหํสชาตกํ ฉฏฺฐํ ฯ

ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๖

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗

ดูเล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๑๓๕. จันทาภชาดกชาดกถัดไป๑๓๗. พัพพุชาดก