สุวรรณหังสชาดก
ว่าด้วยโลภมากลาภหาย
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๑๓๖ · บรรทัด ๙๐๑ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหารทรงปรารภภิกษุณี ชื่อ ถูลนันทา ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า ยํ ลทฺธํ เตน ตุฏพฺพํ ดังนี้. ความพิสดารว่า อุบาสกคนหนึ่งในพระนครสาวัตถีปวารณากระเทียมกับภิกษณีสงฆ์ไว้ และสั่งเสียคนเฝ้าไร่ไว้ด้วยว่าถ้าภิกษุณีทั้งหลายพากันมาเอา จงให้ไปรูปละ ๒-๓ ห่อ. จำเดิมแต่นั้นภิกษุณีทั้งหลายต้องการกระเทียม ก็พากันไปที่บ้านของเขาบ้าง ที่ไร่ของเขาบ้าง ครั้นถึงวันมหรสพวันหนึ่ง กระเทียมในเรือนของเขาหมด ภิกษุณีถูลนันทาพร้อมด้วยบริวาร พากันไปที่เรือนแล้วกล่าวว่า ผู้มีอายุ ฉันต้องการกระเทียม คนรักษากล่าวว่า กระเทียมไม่มีเลยพระแม่เจ้า กระเทียมที่เก็บตุนไว้หมดเสียแล้ว นิมนต์ไปที่ไร่เถิดขอรับ จึงพากันไปที่ไร่ ขนกระเทียมไปอย่างไม่รู้ประมาณ คนเฝ้าไร่จึงกล่าวโทษว่า เป็นอย่างไรนะ พวกภิกษุณีจึงขนกระเทียมไป อย่างไม่รู้จักประมาณฟังคำของเขาแล้ว พวกภิกษุณีที่มีความปรารถนาน้อย พากันยกโทษ พวกภิกษุเล่า ครั้นได้ยินจากภิกษุณีเหล่านั้น ก็พากันยกโทษ ครั้นแล้วก็กราบทูลความนั้น แด่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสตำหนิภิกษุณีถูลนันทา แล้วทรงแสดงธรรมที่เหมาะกับเรื่องนั้นแก่นางภิกษุณีทั้งหลาย โดยนัยมีอาทิว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ขึ้นชื่อว่า บุคคลผู้มีความปรารถนาใหญ่ มิได้เป็นที่รัก เจริญใจ แม้แก่มารดาบังเกิดเกล้า ไม่อาจจะยังผู้ไม่เลื่อมใสให้เลื่อมใส ไม่อาจจะยังผู้ที่เลื่อมใสแล้วให้เลื่อมใสยิ่งขึ้น ไม่อาจยังลาภที่ยังไม่เกิดให้บังเกิด หรือลาภที่เกิดแล้วก็ไม่อาจกระทำให้ยั่งยืนได้ ตรงกันข้าม ผู้ที่มีความปรารถนาน้อย ย่อมอาจยังลาภที่ยังไม่เกิดให้เกิด ที่เกิดแล้วก็ทำให้ยั่งยืนได้ แล้วตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้นที่ภิกษุณีถูลนันทา มีความปรารถนาใหญ่ แม้ในครั้งก่อนก็เคยมีความปรารถนาใหญ่เหมือนกัน แล้วทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :ในอดีตกาล ครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ในพระนครพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดในสกุลพราหมณ์สกุลหนึ่ง เมื่อเจริญวัยแล้ว มารดาบิดาได้ตบแต่งให้มีภรรยา มีชาติเชื้อพอสมควรกัน ได้มีธิดา ๓ คน ชื่อ นันทา นันทวดี และสุนันทา ครั้นธิดาเหล่านั้นได้สามีไปแล้วทุกคน พระโพธิสัตว์ก็ทำกาละไปเกิดในกำเนิดหงส์ทอง และมีญาณระลึกชาติได้อีกด้วย หงส์ทองนั้นเติบใหญ่แล้ว เห็นอัตภาพ อันเติบโตสมบูรณ์งดงามเต็มไปด้วยขนที่เป็นทอง ก็นึกว่า เราจุติจากไหนหนอจึงมาบังเกิดในที่นี้ ทราบว่า จากมนุษยโลก พิจารณาอีกว่าพราหมณีและเหล่าธิดาของเรา ยังมีชีวิตอยู่หรืออย่างไร ก็ได้ทราบว่า ต้องพากันไปรับจ้างคนอื่น เลี้ยงชีพด้วยความแร้นแค้นจึงคิดว่า ขนทั้งหลายในสรีระของเราเป็นทองทั้งนั้น ทนต่อการตีการเคาะ เราจักให้ขนจากสรีระนี้ แก่นางเหล่านั้น ครั้งละหนึ่งขนด้วยเหตุนั้น ภรรยา และธิดาทั้ง ๓ ของเรา จักพากันอยู่อย่างสุขสบาย พระยาหงส์ทองจึงบินไป ณ ที่นั้น เกาะที่ท้ายกระเดื่องพราหมณีและธิดาเห็นพระโพธิสัตว์แล้ว ก็พากันถามว่า พ่อคุณมาจากไหนเล่า ? หงส์ทองตอบว่า เราเป็นบิดาของพวกเจ้าตายไปเกิดเป็นหงส์ทอง มาเพื่อจะพบพวกเจ้า ตั้งแต่บัดนี้ไปพวกเจ้าไม่ต้องไปรับจ้างคนอื่นเขาเลี้ยงชีวิตอย่างลำบากอีกละเราจักให้ขนแก่พวกเจ้าครั้งละหนึ่งขน จงเอาไปขายเลี้ยงชีวิตตามสบายเถิด แล้วก็สลัดขนไว้ให้เส้นหนึ่งบินไป หงส์ทองนั้นมาเป็นระยะ ๆ สลัดขนให้ครั้งละหนึ่งขน โดยทำนองพราหมณีและลูก ๆ ค่อยมั่งคั่งขึ้น มีความสุขไปตาม ๆ กันอยู่มาวันหนึ่ง พราหมณีปรึกษากับลูก ๆ ว่า แม่หนูทั้งหลายขึ้นชื่อว่าดิรัจฉานรู้ใจได้ยาก ในบางครั้งบิดาของเจ้าไม่มาที่นี่ พวกเราจักทำอย่างไรกัน คราวนี้เวลาเขามา พวกเราช่วยกันจับถอนขนเสียให้หมดเถิดนะ พวกลูกสาวพากันพูดว่า ทำอย่างนั้นบิดาของพวกเรา จักลำบาก ต่างก็ไม่เห็นด้วย แต่นางพราหมณีเพราะมีความปรารถนาใหญ่ ครั้นวันหนึ่งเวลาพระยาหงส์ทองมา ก็พูดว่า มานี่ก่อนเถิดนายจ๋า พอพระยาหงส์ทองนั้นเข้าไปใกล้ ก็จับไว้ด้วยมือทั้งสอง ถอนขนเสียหมด แต่เพราะจับถอนเอาด้วยพลการ พระโพธิสัตว์มิได้ให้โดยสมัครใจ ขนเหล่านั้นจึงเป็นเหมือนขนนกยางไปหมด พระโพธิสัตว์ไม่สามารถจะกางปีกบินไปได้ นางพราหมณีจึงจับเอาพระยาหงส์ทองใส่ตุ่มใหญ่เลี้ยงไว้ ขนที่งอกขึ้นใหม่ของพระยาหงส์นั้น กลายเป็นขาวไปหมดพระยาหงส์นั้น ครั้นขนขึ้นเต็มที่แล้ว ก็โดดขึ้นบินไปที่อยู่ของตนทันที แล้วก็ไม่ได้มาอีกเลย. พระศาสดาทรงนำเอาเรื่องในอดีตนี้มาสาธก แล้วตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น ที่ถูลนันทามีความปรารถนาใหญ่ แม้ในครั้งก่อนก็มีความปรารถนาใหญ่เหมือนกัน และเพราะมีความปรารถนาใหญ่ จึงต้องเสื่อมจากทอง บัดนี้เล่าเพราะเหตุที่ตนมีความปรารถนาใหญ่นั่นแหละ จักต้องเสื่อมแม้แต่กระเทียม เพราะฉะนั้นตั้งแต่บัดนี้ จักไม่ได้เพื่อจะฉันกระเทียม แม้นางภิกษุณีที่เหลือทั้งหลาย ผู้อาศัยถูลนันทานั้นก็จักไม่ได้เพื่อฉันกระเทียม เหมือนอย่างถูลนันทาเช่นกัน เหตุนั้นแม้จะได้มาก ก็จักต้องรู้จักประมาณทีเดียว แต่ได้น้อย ก็ต้องพอใจตามที่ได้เท่านั้น ไม่ควรปรารถนาให้ยิ่งขึ้นไป แล้วตรัสคาถานี้ความว่า " บุคคลได้สิ่งใด ควรยินดีด้วยสิ่งนั้น
เพราะความโลภเกินประมาณ ชั่วนัก นางพราหมณี จับพระยาหงส์เสียแล้ว จึงเสื่อมจาก
ทอง" ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตุฏฺพฺพํ แปลว่า พึงยินดี. ก็พระศาสดา ครั้นตรัสพระธรรมเทศนานี้ แล้วทรงติเตียนโดยอเนกปริยาย แล้วทรงบัญญัติสิกขาบทว่า ก็นางภิกษุณีรูปใดฉันกระเทียม, ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ดังนี้แล้วประชุมชาดกว่า นางพราหมณีในครั้งนั้น ได้มาเป็นภิกษุณีถูลนันทา, ธิดาทั้งสามได้มาเป็นพี่น้องหญิงในบัดนี้, ส่วนพระยาสุวรรณหงส์ได้มาเป็นเราตถาคต ฉะนี้แล.
จบ อรรถกถาสุวรรณหงสชาดกที่ ๖
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๖ หน้า ๕๓๖–๕๔๐ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
เอกกนิบาตชาดก ๑๐ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๐ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน
6. Suvaṇṇahaṃsajātakaṃ
yaṃ laddhaṃ tena tuṭṭhabbanti idaṃ satthā jetavane thullanandaṃ bhikkhuniṃ ārabbha kathesi.
Sāvatthiyañhi aññataro upāsako bhikkhunīsaṅghaṃ lasuṇena pavāretvā khettapālaṃ āṇāpesi sace bhikkhuniyo āgacchanti ekekāya bhikkhuniyā dve tayo bhaṇḍike dehīti. Tato paṭṭhāya bhikkhuniyo tassa gehaṃpi khettaṃpi lasuṇatthāya gacchanti. Athekasmiṃ ussavadivase tassa gehe lasuṇaṃ parikkhayaṃ agamāsi. Thullanandā bhikkhunī saparivārā gehaṃ gantvā lasuṇena āvuso atthoti vatvā natthayye yathābhataṃ lasuṇaṃ parikkhīṇaṃ khettaṃ gacchathāti vuttā khettaṃ gantvā na mattaṃ jānitvā lasuṇaṃ harāpesi. Khettapālo Ujjhāyi kathaṃ hi nāma bhikkhuniyo na mattaṃ jānitvā lasuṇaṃ harāpessantīti. Tassa kathaṃ sutvā yā tā bhikkhuniyo appicchā .pe. Tāpi tāsaṃ sutvā bhikkhūpi ujjhāyiṃsu ujjhāyitvā ca pana bhagavato etamatthaṃ ārocesuṃ. Bhagavā thullanandaṃ bhikkhuniṃ garahitvā bhikkhave mahiccho puggalo nāma vijātamātuyāpi appiyo ahosi amanāpo appasannānaṃ pasādetuṃ pasannānaṃ vā bhiyyoso mattāya pasādaṃ janetuṃ anuppannaṃ lābhaṃ uppādetuṃ uppannaṃ vā pana thiraṃ kātuṃ na sakkoti appiccho pana appasannānaṃ pasādetuṃ pasannānaṃ bhiyyoso mattāya pasādaṃ janetuṃ anuppannaṃ lābhaṃ uppādetuṃ uppannaṃ vā pana thiraṃ kātuṃ sakkotīti ādinā nayena bhikkhunīnaṃ tadanucchavikaṃ dhammaṃ kathetvā na bhikkhave thullanandā idāneva mahicchā pubbepi mahicchāyevāti vatvā atītaṃ āhari.
Atīte bārāṇasiyaṃ brahmadatte rajjaṃ kārente bodhisatto aññatarasmiṃ brāhmaṇakule nibbatti. Tassa vayappattassa samajātikā kulā pajāpatiṃ āhariṃsu. Tassa nandā nandavatī sunandāti tisso dhītaro ahesuṃ. Tāsu parakulaṃ gatāsuyeva bodhisatto kālaṃ katvā suvaṇṇahaṃsayoniyaṃ nibbatti. Jātissarañāṇañcassa uppajji. So vayappatto hutvā suvaṇṇapattasañchannaṃ sobhaggappattaṃ mahantaṃ attabhāvaṃ disvā kuto nu kho cavitvā ahaṃ idhūpapannoti āvajjento manussalokatoti ñatvā puna kathaṃ nu kho me brāhmaṇī Ca dhītaro ca jīvantīti upadhārento paresaṃ bhatiṃ katvā kicchena jīvantīti ca ñatvā cintesi mayhaṃ sarīre sovaṇṇamayāni pattāni koṭṭanaghaṭṭanakkhamāni ito tāsaṃ ekekaṃ pattaṃ dassāmi tena me pajāpatī ca dhītaro ca sukhaṃ jīvissantīti. So tattha gantvā piṭṭhivaṃsakoṭiyaṃ nilīyi. Brāhmaṇī ca dhītaro ca bodhisattaṃ disvā kuto āgatosi sāmīti pucchiṃsu. Ahaṃ tumhākaṃ pitā kālaṃ katvā suvaṇṇahaṃsayoniyaṃ nibbatto tumhe daṭṭhuṃ āgato ito paṭṭhāya tumhākaṃ paresaṃ bhatiṃ katvā dukkhajīvikāya jīvitakiccaṃ natthi ahaṃ vo ekekaṃ pattaṃ dassāmi taṃ vikkiṇitvā sukhena jīvathāti ekekaṃ pattaṃ datvā agamāsi. So etena niyāmena antarantarā āgantvā ekekaṃ pattaṃ deti. Brāhmaṇī ca dhītaro ca aḍḍhā sukhitā ahesuṃ. Athekadivasaṃ sā brāhmaṇī dhītaro āmantesi ammā tiracchānānaṃ nāma cittaṃ dujjānaṃ kadāci vo pitā idha nāgaccheyya kiṃ karissāma idānissa āgatakāle sabbāni pattāni luñcitvā gaṇhāmāti. Tā evaṃ no pitā kilamissatīti na sampaṭicchiṃsu. Brāhmaṇī pana mahicchatāya punekadivasaṃ suvaṇṇarājahaṃsassa āgatakāle ehi tāva sāmīti vatvā taṃ attano santikaṃ upagataṃ ubhohi hatthehi gahetvā sabbapattāni luñci. Tāni pana bodhisattassa ruciṃ vinā balakkārena gahitattā sabbāni bakapattasadisāni ahesuṃ. Bodhisatto pakkhe pasāretvā gantuṃ nāsakkhi. Atha naṃ sā mahācāṭiyā pakkhipitvā posesi. Tassa puna uṭṭhahantāni pattāni Setāni sampajjiṃsu. So sañjātapakkho uppatitvā attano vasanaṭṭhānameva gantvā na puna agamāsi.
Satthā imaṃ atītaṃ āharitvā na bhikkhave thullanandā idāneva mahicchā pubbepi mahicchāyeva mahicchatāya ca pana suvaṇṇamhā parihīnā idāni attano mahicchatāyaeva lasuṇamhāpi parihāyissati tasmā ito paṭṭhāya lasuṇaṃ khādituṃ na labhissati yathā ca thullanandā evaṃ taṃ nissāya sesabhikkhuniyopi tasmā bahuṃ labhitvāpi pamāṇameva jānitabbaṃ appaṃ labhitvā pana yathāladdheneva santoso kātabbo uttariṃ na paṭṭhetabbanti vatvā imaṃ gāthamāha
yaṃ laddhaṃ tena tuṭṭhabbaṃ atilobho hi pāpako
haṃsarājaṃ gahetvāna suvaṇṇā parihāyatīti.
Tattha tuṭṭhabbanti tusitabbaṃ.
Idaṃ pana vatvā satthā anekapariyāyena garahitvā yā pana bhikkhunī lasuṇaṃ khādeyya pācittiyanti sikkhāpadaṃ paññāpetvā jātakaṃ samodhānesi tadā brāhmaṇī ayaṃ thullanandā ahosi tisso dhītaro idāni tissoyeva bhaginiyo suvaṇṇahaṃsarājā pana ahamevāti.
Suvaṇṇahaṃsajātakaṃ chaṭṭhaṃ.
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน เล่มที่ ๓๖
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗