ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. โคธชาดก
ชาดกที่ ๑๔๑ · เอกกนิบาตชาดก · กกัณฏกวรรค

โคธชาดก

ว่าด้วยคบคนชั่วไม่มีความสุข

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๑๔๑ · บรรทัด ๙๓๘ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ภาพวาดฉากหนึ่งจากโคธชาดก

อรรถกถาชาดก

เรื่องเล่า

พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเวฬุวันทรงปรารภภิกษุคบหาฝ่ายผิดรูปหนึ่ง ตรัสพระธรรมเทศนานี้มีคำเริ่มต้นว่า น ปาปชนสํเสวี ดังนี้. เรื่องปัจจุบัน ก็เช่นเดียวกับเรื่องที่กล่าวแล้วใน มหิฬามุข๑ชาดก นั้นแล. ในอดีตกาล ครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ในพระนครพาราณสี พระโพธิสัตว์ถือปฏิสนธิในกำเนิดเหี้ย ครั้น๑. ขุ. ชา ๒๗/๒๖. เติบใหญ่แล้ว มีเหี้ยหลายร้อยเป็นบริวาร พำนักอยู่ในโพรงใหญ่ใกล้ฝั่งแม่น้ำ บุตรของพระโพธิสัตว์นั้น ชื่อว่าโคธปิลลิกะ ทำความสนิทสนมเป็นเพื่อนเกลอกันกับกิ้งก่า (ป่อมข่าง) ตัวหนึ่งเย้าหยอกกันกับมัน ขึ้นทับมันไว้ด้วยคิดว่า เราจักกอดกิ้งก่าฝูงเหี้ยพากันบอกความสนิทสนม ระหว่างโคธปิลลิกะกับกิ้งก่านั้น ให้พญาเหี้ยทราบ พญาเหี้ยจึงเรียกบุตรมาหา กล่าวว่าลูกเอ๋ย เจ้าทำความสนิทสนมกันในที่ไม่บังควรเลย ธรรมดากิ้งก่าทั้งหลาย มีกำเนิดต่ำ ไม่ควรทำความสนิทสนมกับมัน ถ้าเจ้าขืนทำความสนิทสนมกับมัน สกุลเหี้ยแม้ทั้งหมด จักต้องพินาศเพราะอาศัยมันแน่นอน ต่อแต่นี้ไปเจ้าอย่าได้ทำความสนิทสนมกับมันเลย โคธปิลลิกะ ก็คงยังทำอยู่เช่นนั้น แม้ถึงพระโพธิสัตว์จะพูดอยู่บ่อย ๆ ก็ไม่สามารถจะห้ามความสนิทสนมระหว่างเขากับมันได้ จึงดำริว่า อาศัยกิ้งก่าตัวหนึ่ง ภัยต้องบังเกิดแก่พวกเราเป็นแน่ ควรจัดเตรียมทางหนีไว้ ในเมื่อภัยนั้นบังเกิด แล้วให้ทำปล่องลมไว้ข้างหนึ่ง ฝ่ายบุตรของพญาเหี้ยนั้นก็มีร่างกายใหญ่โตขึ้นโดยลำดับ ส่วนกิ้งก่าคงตัวเท่าเดิมโคธปิลลิกะ คิดว่าจักสวมกอดกิ้งก่า (เวลาใด) ก็โถมทับอยู่เรื่อย ๆ (เวลานั้น) เวลาที่โคธปิลลิกะโถมทับกิ้งก่า เป็นเหมือนเวลาที่ถูกยอดเขาทับฉะนั้น เมื่อกิ้งก่าได้รับความลำบาก จึงคิดว่าถ้าเหี้ยตัวนี้ กอดเราอย่างนี้สัก สอง-สามวันติดต่อกัน เราเป็นตายแน่ เราจักร่วมมือกับพรานคนหนึ่ง ล้างตระกูลเหี้ยนี้เสียให้จงได้. ครั้นวันหนึ่งในฤดูแล้ง เมื่อฝนตกแล้ว ฝูงแมลงเม่าพากันบินออกจากจอมปลวก ฝูงเหี้ยพากันออกจากที่นั้น ๆ กินฝูงแมลงเม่า พรานเหี้ยผู้หนึ่งถือจอบไปป่ากับฝูงหมา เพื่อขุดโพรงเหี้ย กิ้งก่าเห็นเขาแล้ว คิดว่า วันนี้ความหวังของเราสำเร็จแน่ ดังนี้แล้วเข้าไปหาเขา. หมอบอยู่ในที่ไม่ห่าง ถามว่า ท่านผู้เจริญ ท่านเที่ยวไปในป่าทำไม ? พรานตอบว่า เที่ยวหาฝูงเหี้ย กิ้งก่ากล่าวว่า ฉันรู้จักที่อาศัยของเหี้ยหลายร้อยตัวท่านจงหาไฟและฟางมาเถิด แล้วนำเขาไปที่นั้น ชี้แจงว่า ท่านจงใส่ไฟตรงนี้แล้วจุดไฟ ทำให้เป็นควัน วางหมาล้อมไว้ ตนเองออกไปคอยตีฝูงเหี้ยให้ตาย แล้วเอากองไว้ ครั้นบอกอย่างนี้แล้วก็คิดว่า วันนี้เป็นได้เห็นหลังศัตรูละ แล้วนอนผงกหัวอยู่ ณ ที่แห่งหนึ่ง แม้นายพรานก็จัดการสุมไฟฟาง ควันเข้าไปในโพรงฝูงเหี้ยพากันสำลักควัน ถูกมรณภัยคุกคาม ต่างรีบออกพากันหนีรนราน พรานก็จ้องตีตัวที่ออกมา ๆ ให้ตาย ที่รอดพ้นมือพรานไปได้ก็ถูกฝูงหมากัด ความพินาศอย่างใหญ่หลวงเกิดแก่ฝูงเหี้ยพระโพธิสัตว์รู้ว่า เพราะอาศัยกิ้งก่าภัยจึงบังเกิดขึ้น ตัวนี้แล้วกล่าวว่า ขึ้นชื่อว่าการคลุกคลีกับคนชั่ว ไม่พึงกระทำ ขึ้นชื่อว่าประโยชน์ย่อมไม่มีเพราะอาศัยคนชั่ว ด้วยอำนาจของกิ้งก่าชั่วตัวเดียว ความพินาศจึงเกิดแก่ฝูงเหี้ย มีประมาณเท่านี้ เมื่อจะหนีไปทางช่องลม กล่าวคาถานี้ความว่า :" ผู้คบคนชั่ว ย่อมไม่ได้ความสุข โดยส่วนเดียว เขาย่อมทำตนให้ถึงความพินาศเหมือนอย่างตระกูลเหี้ยให้ตนถึงความวอดวายเพราะกิ้งก่า ฉะนั้น" ดังนี้. ในคาถานั้น มีความสังเขปดังนี้ บุคคลผู้สร้องเสพกับคนชั่ว ย่อมไม่บรรลุ คือไม่ประสบ ไม่ได้รับความสุขที่ยั่งยืนคือความสุขที่ชื่อว่า สุขชั่วนิรันดร เหมือนอย่างอะไร ? เหมือนตระกูลเหี้ยไม่ได้ความสุข เพราะกิ้งก่าฉันใด คนที่สร้องเสพกับคนชั่ว ย่อมไม่ได้ความสุขฉันนั้น มีแต่จะพาตนให้ถึงความวอดวายกับคนชั่ว ย่อมพาตนและคนอื่น ๆ ที่อยู่กับตน ให้ถึงความพินาศไปถ่ายเดียวเท่านั้น แต่ในพระบาลีท่านเขียนไว้ว่า "กลึ ปาเปยฺย" พึงพาตนให้ถึงความวอดวาย พยัญชนะ (คือข้อความ) อย่างนั้น ไม่มีในอรรถกถา ทั้งเนื้อความของพยัญชนะนั้น ก็ไม่ถูกต้อง เหตุนั้น พึงถือเอาคำตามที่กล่าวแล้วนั่นแหละ. พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประชุมชาดกว่า กิ้งก่าในครั้งนั้น ได้มาเป็นเทวทัต บุตรพระโพธิสัตว์ชื่อโคธปิลลิกะผู้ไม่เชื่อโอวาท ได้มาเป็นภิกษุผู้คบหาฝ่ายผิดส่วนพญาเหี้ย ได้มาเป็นเราตถาคต ฉะนี้แล. จบ อรรถกถาโคธชาดกที่ ๑

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๖ หน้า ๕๖๑–๕๖๔ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

เอกกนิบาตชาดก · ๑๑ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๑ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

๑๕. กกณฺฏกวคฺควณฺณนา

-------

๑. โคธชาตกํ

น ปาปชนสํเสวีติ อิทํ สตฺถา เวฬุวเน วิหรนฺโต เอกํ วิปกฺขเสวึ ภิกฺขุํ อารพฺภ กเถสิ ฯ ปจฺจุปฺปนฺนวตฺถุํ มหิฬามุขชาตเก กถิตสทิสเมว ฯ

อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต โพธิสตฺโต โคธโยนิยํ ปฏิสนฺธึ คณฺหิ ฯ โส วยปฺปตฺโต นทีตีเร มหาพิเล อเนกโคธสตปริวาโร วาสํ กปฺเปสิ ฯ ตสฺส ปุตฺโต โคธปิลฺลิโก นาม เอเกน กกณฺฏเกน สทฺธึ มิตฺตสนฺถวํ กตฺวา เตน สทฺธึ สมฺโมทมาโน วิหรนฺโต กกณฺฏกํ ปริสฺสชิสฺสามีติ อวตฺถรติ ฯ ตสฺส เตน สทฺธึ วิสฺสาสํ โคธราชสฺส อาโรเจสุํ ฯ โคธราชา ปุตฺตํ ปกฺโกสาเปตฺวา ตาต ตฺวํ อฏฺฐาเน วิสฺสาสํ กโรสิ กกณฺฏกา นาม นีจชาติกา เตน สทฺธึ วิสฺสาโส น กตฺตพฺโพ สเจ ตฺวํ เตน สทฺธึ วิสฺสาสํ กริสฺสสิ ตํ กกณฺฏกํ นิสฺสาย สพฺพมฺเปตํ โคธกุลํ วินาสํ ปาปุณิสฺสติ อิโต ปฏฺฐาย เอเตน สทฺธึ วิสฺสาสํ มา อกาสีติ อาห ฯ โส กโรติเยว ฯ โพธิสตฺโต ปุนปฺปุนํ กเถนฺโตปิ ตสฺส เตน สทฺธึ วิสฺสาสํ วาเรตุํ อสกฺโกนฺโต อวสฺสํ อมฺหากํ เอตํ กกณฺฏกํ นิสฺสาย ภยํ อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺมึ อุปฺปนฺเน ปลายนมคฺคํ สมฺปาเทตุํ วฏฺฏตีติ เอเกน ปสฺเสน วาตพิลํ การาเปสิ ฯ ปุตฺโตปิสฺส อนุกฺกเมน มหาสรีโร อโหสิ ฯ กกณฺฏโก ปน ปุริมปฺปมาโณเยว ฯ อิตโร กกณฺฏกํ ปริสฺสชิสฺสามีติ อนฺตรนฺตรา อวตฺถรติเยว ฯ กกณฺฏกสฺส ปพฺพตกูเฏน อวตฺถรณกาโล วิย อโหสิ ฯ โส กิลมนฺโต จินฺเตสิ สเจ อยํ อญฺญานิ กติปยานิ ทิวสานิ มํ เอวํ ปริสฺสชิสฺสติ ชีวิตํ เม นตฺถิ เอเกน ลุทฺทเกน สทฺธึ เอกโต หุตฺวา อิมํ โคธกุลํ วินาเสสฺสามีติ ฯ

อเถกทิวสํ นิทาฆสมเย เมเฆ วุฏฺเฐ วมฺมิกโต มกฺขิกา อุฏฺฐหึสุ ฯ ตโต ตโต โคธา นิกฺขมิตฺวา มกฺขิกาโย ขาทนฺติ ฯ เอโก โคธลุทฺทโก โคธพิลํ ภินฺทนตฺถาย กุทฺทาลํ คเหตฺวา สุนเขหิ สทฺธึ อรญฺญํ ปาวิสิ ฯ กกณฺฏโก ตํ ทิสฺวา อชฺช อตฺตโน มโนรถํ ปูเรสฺสามีติ ตํ อุปสงฺกมิตฺวา อวิทูเร นิปชฺชิตฺวา โภ ปุริส กสฺมา อรญฺเญ วิจรสีติ ปุจฺฉิ ฯ โคธานํ อตฺถายาติ ฯ อหํ อเนกสตานํ โคธานํ อาสยํ ชานามิ อคฺคิญฺจ ปลาสญฺจ อาทาย เอหีติ ตํ ตตฺถ เนตฺวา อิมสฺมึ ฐาเน ปลาสํ ปกฺขิปิตฺวา อคฺคึ ทตฺวา ธูมํ กตฺวา สมนฺตา สุนเข ฐเปตฺวา สยํ มหามุคฺครํ คเหตฺวา นิกฺขนฺตา โคธา ปหริตฺวา มาเรตฺวา ราสึ กโรสีติ ฯ เอวญฺจ ปน วตฺวา อชฺช ปจฺจามิตฺตสฺส ปิฏฺฐึ ปสฺสิสฺสามีติ เอกสฺมึ ฐาเน สีสํ อุกฺขิปิตฺวา นิปชฺชิ ฯ ลุทฺทโกปิ ปลาสธูมมกาสิ ฯ ธูโม พิลํ ปาวิสิ ฯ โคธา ธูมนฺธา มรณภยตชฺชิตา นิกฺขมิตฺวา ปลายิตุํ อารทฺธา ฯ ลุทฺทโก นิกฺขนฺตนิกฺขนฺตํ ปหริตฺวา มาเรติ ฯ ตสฺส หตฺถโต มุตฺตา สุนขา คณฺหึสุ ฯ โคธานํ มหาวินาโส อุปฺปชฺชิ ฯ โพธิสตฺโต กกณฺฏกํ นิสฺสาย ภยํ อุปฺปนฺนนฺติ ญตฺวา ปาปปุริสสํสคฺโค นาม น กาตพฺโพ ปาเป นิสฺสาย หิตสุขํ นาม นตฺถิ เอกสฺส ปาปกกณฺฏกสฺส วเสน เอตฺตกานํ โคธานํ วินาโส ชาโตติ วาตพิเลน ปลายนฺโต อิมํ คาถมาห

น ปาปชนสํเสวี อจฺจนฺตสุขเมธติ

โคธากุลํ กกณฺฏาว กลึ ปาเปติ อตฺตานนฺติ ฯ

ตตฺรายํ สงฺเขปตฺโถ ปาปชนสํเสวี ปุคฺคโล อจฺจนฺตํ สุขํ นิรนฺตรสุขํ นาม น เอธติ น วินฺทติ น ปฏิลภติ ฯ ยถา กึ ฯ โคธากุลํ กกณฺฏาว ยถา กกณฺฏกา โคธากุลํ สุขํ น ลภติ เอวํ ปาปชนสํเสวี สุขํ น ลภติ เอกนฺเตเนว กลึ ปาเปติ อตฺตานํ กลิ วุจฺจติ วินาโส เอกนฺเตเนว ปาปเสวี อตฺตานญฺจ อญฺเญ จ อตฺตนา สทฺธึ วสนฺเต วินาสํ ปาเปตีติ ฯ ปาลิยมฺปน กลึ ปาเปยฺยาติ ลิขนฺติ ฯ ตํ พฺยญฺชนํ อฏฺฐกถายํ นตฺถิ ฯ อตฺโถปิสฺส น ยุชฺชติ ฯ ตสฺมา ยถาวุตฺตเมว คเหตพฺพํ ฯ

สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ตทา กกณฺฏโก เทวทตฺโต อโหสิ โพธิสตฺตสฺส ปุตฺโต อโนวาทกโคธปิลฺลิโก วิปกฺขเสวี ภิกฺขุ โคธราชา ปน อหเมวาติ ฯ

โคธชาตกํ ปฐมํ ฯ

ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๖

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗

ดูเล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๑๔๐. กากชาดกชาดกถัดไป๑๔๒. สิคาลชาดก