โคธชาดก
ว่าด้วยคบคนชั่วไม่มีความสุข
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๑๔๑ · บรรทัด ๙๓๘ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเวฬุวันทรงปรารภภิกษุคบหาฝ่ายผิดรูปหนึ่ง ตรัสพระธรรมเทศนานี้มีคำเริ่มต้นว่า น ปาปชนสํเสวี ดังนี้. เรื่องปัจจุบัน ก็เช่นเดียวกับเรื่องที่กล่าวแล้วใน มหิฬามุข๑ชาดก นั้นแล. ในอดีตกาล ครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ในพระนครพาราณสี พระโพธิสัตว์ถือปฏิสนธิในกำเนิดเหี้ย ครั้น๑. ขุ. ชา ๒๗/๒๖. เติบใหญ่แล้ว มีเหี้ยหลายร้อยเป็นบริวาร พำนักอยู่ในโพรงใหญ่ใกล้ฝั่งแม่น้ำ บุตรของพระโพธิสัตว์นั้น ชื่อว่าโคธปิลลิกะ ทำความสนิทสนมเป็นเพื่อนเกลอกันกับกิ้งก่า (ป่อมข่าง) ตัวหนึ่งเย้าหยอกกันกับมัน ขึ้นทับมันไว้ด้วยคิดว่า เราจักกอดกิ้งก่าฝูงเหี้ยพากันบอกความสนิทสนม ระหว่างโคธปิลลิกะกับกิ้งก่านั้น ให้พญาเหี้ยทราบ พญาเหี้ยจึงเรียกบุตรมาหา กล่าวว่าลูกเอ๋ย เจ้าทำความสนิทสนมกันในที่ไม่บังควรเลย ธรรมดากิ้งก่าทั้งหลาย มีกำเนิดต่ำ ไม่ควรทำความสนิทสนมกับมัน ถ้าเจ้าขืนทำความสนิทสนมกับมัน สกุลเหี้ยแม้ทั้งหมด จักต้องพินาศเพราะอาศัยมันแน่นอน ต่อแต่นี้ไปเจ้าอย่าได้ทำความสนิทสนมกับมันเลย โคธปิลลิกะ ก็คงยังทำอยู่เช่นนั้น แม้ถึงพระโพธิสัตว์จะพูดอยู่บ่อย ๆ ก็ไม่สามารถจะห้ามความสนิทสนมระหว่างเขากับมันได้ จึงดำริว่า อาศัยกิ้งก่าตัวหนึ่ง ภัยต้องบังเกิดแก่พวกเราเป็นแน่ ควรจัดเตรียมทางหนีไว้ ในเมื่อภัยนั้นบังเกิด แล้วให้ทำปล่องลมไว้ข้างหนึ่ง ฝ่ายบุตรของพญาเหี้ยนั้นก็มีร่างกายใหญ่โตขึ้นโดยลำดับ ส่วนกิ้งก่าคงตัวเท่าเดิมโคธปิลลิกะ คิดว่าจักสวมกอดกิ้งก่า (เวลาใด) ก็โถมทับอยู่เรื่อย ๆ (เวลานั้น) เวลาที่โคธปิลลิกะโถมทับกิ้งก่า เป็นเหมือนเวลาที่ถูกยอดเขาทับฉะนั้น เมื่อกิ้งก่าได้รับความลำบาก จึงคิดว่าถ้าเหี้ยตัวนี้ กอดเราอย่างนี้สัก สอง-สามวันติดต่อกัน เราเป็นตายแน่ เราจักร่วมมือกับพรานคนหนึ่ง ล้างตระกูลเหี้ยนี้เสียให้จงได้. ครั้นวันหนึ่งในฤดูแล้ง เมื่อฝนตกแล้ว ฝูงแมลงเม่าพากันบินออกจากจอมปลวก ฝูงเหี้ยพากันออกจากที่นั้น ๆ กินฝูงแมลงเม่า พรานเหี้ยผู้หนึ่งถือจอบไปป่ากับฝูงหมา เพื่อขุดโพรงเหี้ย กิ้งก่าเห็นเขาแล้ว คิดว่า วันนี้ความหวังของเราสำเร็จแน่ ดังนี้แล้วเข้าไปหาเขา. หมอบอยู่ในที่ไม่ห่าง ถามว่า ท่านผู้เจริญ ท่านเที่ยวไปในป่าทำไม ? พรานตอบว่า เที่ยวหาฝูงเหี้ย กิ้งก่ากล่าวว่า ฉันรู้จักที่อาศัยของเหี้ยหลายร้อยตัวท่านจงหาไฟและฟางมาเถิด แล้วนำเขาไปที่นั้น ชี้แจงว่า ท่านจงใส่ไฟตรงนี้แล้วจุดไฟ ทำให้เป็นควัน วางหมาล้อมไว้ ตนเองออกไปคอยตีฝูงเหี้ยให้ตาย แล้วเอากองไว้ ครั้นบอกอย่างนี้แล้วก็คิดว่า วันนี้เป็นได้เห็นหลังศัตรูละ แล้วนอนผงกหัวอยู่ ณ ที่แห่งหนึ่ง แม้นายพรานก็จัดการสุมไฟฟาง ควันเข้าไปในโพรงฝูงเหี้ยพากันสำลักควัน ถูกมรณภัยคุกคาม ต่างรีบออกพากันหนีรนราน พรานก็จ้องตีตัวที่ออกมา ๆ ให้ตาย ที่รอดพ้นมือพรานไปได้ก็ถูกฝูงหมากัด ความพินาศอย่างใหญ่หลวงเกิดแก่ฝูงเหี้ยพระโพธิสัตว์รู้ว่า เพราะอาศัยกิ้งก่าภัยจึงบังเกิดขึ้น ตัวนี้แล้วกล่าวว่า ขึ้นชื่อว่าการคลุกคลีกับคนชั่ว ไม่พึงกระทำ ขึ้นชื่อว่าประโยชน์ย่อมไม่มีเพราะอาศัยคนชั่ว ด้วยอำนาจของกิ้งก่าชั่วตัวเดียว ความพินาศจึงเกิดแก่ฝูงเหี้ย มีประมาณเท่านี้ เมื่อจะหนีไปทางช่องลม กล่าวคาถานี้ความว่า :" ผู้คบคนชั่ว ย่อมไม่ได้ความสุข โดยส่วนเดียว เขาย่อมทำตนให้ถึงความพินาศเหมือนอย่างตระกูลเหี้ยให้ตนถึงความวอดวายเพราะกิ้งก่า ฉะนั้น" ดังนี้. ในคาถานั้น มีความสังเขปดังนี้ บุคคลผู้สร้องเสพกับคนชั่ว ย่อมไม่บรรลุ คือไม่ประสบ ไม่ได้รับความสุขที่ยั่งยืนคือความสุขที่ชื่อว่า สุขชั่วนิรันดร เหมือนอย่างอะไร ? เหมือนตระกูลเหี้ยไม่ได้ความสุข เพราะกิ้งก่าฉันใด คนที่สร้องเสพกับคนชั่ว ย่อมไม่ได้ความสุขฉันนั้น มีแต่จะพาตนให้ถึงความวอดวายกับคนชั่ว ย่อมพาตนและคนอื่น ๆ ที่อยู่กับตน ให้ถึงความพินาศไปถ่ายเดียวเท่านั้น แต่ในพระบาลีท่านเขียนไว้ว่า "กลึ ปาเปยฺย" พึงพาตนให้ถึงความวอดวาย พยัญชนะ (คือข้อความ) อย่างนั้น ไม่มีในอรรถกถา ทั้งเนื้อความของพยัญชนะนั้น ก็ไม่ถูกต้อง เหตุนั้น พึงถือเอาคำตามที่กล่าวแล้วนั่นแหละ. พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประชุมชาดกว่า กิ้งก่าในครั้งนั้น ได้มาเป็นเทวทัต บุตรพระโพธิสัตว์ชื่อโคธปิลลิกะผู้ไม่เชื่อโอวาท ได้มาเป็นภิกษุผู้คบหาฝ่ายผิดส่วนพญาเหี้ย ได้มาเป็นเราตถาคต ฉะนี้แล. จบ อรรถกถาโคธชาดกที่ ๑
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๖ หน้า ๕๖๑–๕๖๔ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
เอกกนิบาตชาดก ๑๑ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๑ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน
15. Kakaṇṭakavaggavaṇṇanā
-------
1. Godhajātakaṃ
na pāpajanasaṃsevīti idaṃ satthā veḷuvane viharanto ekaṃ vipakkhaseviṃ bhikkhuṃ ārabbha kathesi. Paccuppannavatthuṃ mahiḷāmukhajātake kathitasadisameva.
Atīte bārāṇasiyaṃ brahmadatte rajjaṃ kārente bodhisatto godhayoniyaṃ paṭisandhiṃ gaṇhi. So vayappatto nadītīre mahābile anekagodhasataparivāro vāsaṃ kappesi. Tassa putto godhapilliko nāma ekena kakaṇṭakena saddhiṃ mittasanthavaṃ katvā tena saddhiṃ sammodamāno viharanto kakaṇṭakaṃ parissajissāmīti avattharati. Tassa tena saddhiṃ vissāsaṃ godharājassa ārocesuṃ. Godharājā puttaṃ pakkosāpetvā tāta tvaṃ aṭṭhāne vissāsaṃ karosi kakaṇṭakā nāma nīcajātikā tena saddhiṃ vissāso na kattabbo sace tvaṃ tena saddhiṃ vissāsaṃ karissasi taṃ kakaṇṭakaṃ nissāya sabbampetaṃ godhakulaṃ vināsaṃ pāpuṇissati ito paṭṭhāya etena saddhiṃ vissāsaṃ mā akāsīti āha. So karotiyeva. Bodhisatto punappunaṃ kathentopi tassa tena saddhiṃ vissāsaṃ vāretuṃ asakkonto avassaṃ amhākaṃ etaṃ kakaṇṭakaṃ nissāya bhayaṃ uppajjissati tasmiṃ Uppanne palāyanamaggaṃ sampādetuṃ vaṭṭatīti ekena passena vātabilaṃ kārāpesi. Puttopissa anukkamena mahāsarīro ahosi. Kakaṇṭako pana purimappamāṇoyeva. Itaro kakaṇṭakaṃ parissajissāmīti antarantarā avattharatiyeva. Kakaṇṭakassa pabbatakūṭena avattharaṇakālo viya ahosi. So kilamanto cintesi sace ayaṃ aññāni katipayāni divasāni maṃ evaṃ parissajissati jīvitaṃ me natthi ekena luddakena saddhiṃ ekato hutvā imaṃ godhakulaṃ vināsessāmīti.
Athekadivasaṃ nidāghasamaye meghe vuṭṭhe vammikato makkhikā uṭṭhahiṃsu. Tato tato godhā nikkhamitvā makkhikāyo khādanti. Eko godhaluddako godhabilaṃ bhindanatthāya kuddālaṃ gahetvā sunakhehi saddhiṃ araññaṃ pāvisi. Kakaṇṭako taṃ disvā ajja attano manorathaṃ pūressāmīti taṃ upasaṅkamitvā avidūre nipajjitvā bho purisa kasmā araññe vicarasīti pucchi. Godhānaṃ atthāyāti. Ahaṃ anekasatānaṃ godhānaṃ āsayaṃ jānāmi aggiñca palāsañca ādāya ehīti taṃ tattha netvā imasmiṃ ṭhāne palāsaṃ pakkhipitvā aggiṃ datvā dhūmaṃ katvā samantā sunakhe ṭhapetvā sayaṃ mahāmuggaraṃ gahetvā nikkhantā godhā paharitvā māretvā rāsiṃ karosīti. Evañca pana vatvā ajja paccāmittassa piṭṭhiṃ passissāmīti ekasmiṃ ṭhāne sīsaṃ ukkhipitvā nipajji. Luddakopi palāsadhūmamakāsi. Dhūmo bilaṃ pāvisi. Godhā dhūmandhā maraṇabhayatajjitā nikkhamitvā palāyituṃ āraddhā. Luddako nikkhantanikkhantaṃ paharitvā māreti. Tassa hatthato muttā sunakhā gaṇhiṃsu. Godhānaṃ mahāvināso uppajji. Bodhisatto kakaṇṭakaṃ nissāya bhayaṃ uppannanti ñatvā pāpapurisasaṃsaggo nāma na kātabbo pāpe nissāya hitasukhaṃ nāma natthi ekassa pāpakakaṇṭakassa vasena ettakānaṃ godhānaṃ vināso jātoti vātabilena palāyanto imaṃ gāthamāha
na pāpajanasaṃsevī accantasukhamedhati
godhākulaṃ kakaṇṭāva kaliṃ pāpeti attānanti.
Tatrāyaṃ saṅkhepattho pāpajanasaṃsevī puggalo accantaṃ sukhaṃ nirantarasukhaṃ nāma na edhati na vindati na paṭilabhati. Yathā kiṃ. Godhākulaṃ kakaṇṭāva yathā kakaṇṭakā godhākulaṃ sukhaṃ na labhati evaṃ pāpajanasaṃsevī sukhaṃ na labhati ekanteneva kaliṃ pāpeti attānaṃ kali vuccati vināso ekanteneva pāpasevī attānañca aññe ca attanā saddhiṃ vasante vināsaṃ pāpetīti. Pāliyampana kaliṃ pāpeyyāti likhanti. Taṃ byañjanaṃ aṭṭhakathāyaṃ natthi. Atthopissa na yujjati. Tasmā yathāvuttameva gahetabbaṃ.
Satthā imaṃ dhammadesanaṃ āharitvā jātakaṃ samodhānesi tadā kakaṇṭako devadatto ahosi bodhisattassa putto anovādakagodhapilliko vipakkhasevī bhikkhu godharājā pana ahamevāti.
Godhajātakaṃ paṭhamaṃ.
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน เล่มที่ ๓๖
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗