สิคาลชาดก
ว่าด้วยทำอุบายนอนตาย
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๑๔๒ · บรรทัด ๙๔๔ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารชื่อว่าเวฬุวันทรงปรารภความตะเกียกตะกายเพื่อจะปลงพระชนม์พระองค์เองของพระเทวทัต ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า เอตํ หิเต ทุราชานํ ดังนี้. ความย่อว่า พระศาสดาทรงสดับถ้อยคำของภิกษุทั้งหลายในธรรมสภา แล้วตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลายมิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น ที่เทวทัตตะเกียกตะกายเพื่อจะฆ่าเรา แม้ในครั้งก่อนก็เคยตะเกียกตะกายมาแล้วเหมือนกัน แต่ไม่อาจจะฆ่าเราได้แต่ตนเอง ต้องลำบากโดยถ่ายเดียวเท่านั้น แล้วทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :ในอดีตกาล ครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ในพระนครพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดในกำเนิดหมาจิ้งจอกได้เป็นพญาสิงคาล แวดล้อมด้วยหมาจิ้งจอกอยู่ในป่าช้า โดยสมัยนั้น พระนครพาราณสี มีมหรสพ ฝูงคนพากันดื่มสุราโดยมากได้ยินว่า มหรสพนั้น ก็คือมหรสพที่จัดขึ้นเพื่อการดื่มสุรานั่นเองครั้งนั้นพวกนักเลงสุรา จำนวนมากชวนกันหาสุราและเนื้อมาเป็นอันมาก แล้วประดับตกแต่งร่างกาย พากันขับร้อง แล้วดื่มสุราไปพลาง กินเนื้อแกล้มไปพลาง พอสิ้นยามแรก ชิ้นเนื้อของพวกนั้นก็หมด แต่สุรายังเหลือมากทีเดียว ครั้งนั้นนักเลงสุราคนหนึ่งกล่าวว่า ส่งชิ้นเนื้อให้ชิ้นหนึ่งเถิด เมื่อได้รับคำตอบว่าเนื้อหมดแล้ว ก็พูดว่า เมื่อข้ายังอยู่ต้องไม่มีคำว่าเนื้อหมด แล้วกล่าวต่อไปว่า ข้าจักฆ่าหมาจิ้งจอกที่มากินเนื้อคนตายในป่าช้าผีดิบ เอาเนื้อมันมา คว้าไม้พลองออกจากพระนครทางช่องระบายน้ำ ไปสู่ป่าช้า นอนหงายถือพลองทำเป็นคนตาย ขณะนั้นพระโพธิสัตว์ แวดล้อมไปด้วยสุนัขจิ้งจอกไปในที่นั้น เห็นเขาแล้วแม้จะรู้ว่า นี่ไม่ใช่คนตาย คิดว่าต้องใคร่ครวญดูให้ละเอียดละออจึงไปยืนใต้ลมของเขา สูดกลิ่นตัว ก็ทราบความที่เขายังไม่ตายโดยแน่นอนทีเดียว คิดว่า ต้องให้เขาได้อาย แล้วจึงจะปล่อยเขาไปจึงเดินไปคาบที่ปลายพลองฉุดมา นักเลงไม่ยอมปล่อยพลอง แม้จะไม่มองดูพญาจิ้งจอกผู้เข้ามาใกล้ ก็คงยึดพลองนั้นไว้แน่นขึ้นพระโพธิสัตว์ถอยกลับไปแล้ว กล่าวว่า ดูก่อนท่านผู้เจริญ ถ้าท่านพึงเป็นคนตายแล้วจริง เมื่อเราลากพลองมา ก็ไม่น่าจะยึดไว้มั่นคงด้วยเหตุนี้ ท่านจะตาย หรือยังไม่ตาย จึงรู้ชัดได้โดยยากดังนี้แล้วกล่าวคาถานี้ ความว่า :" เหตุที่ท่านทำเป็นเหมือนคนตายนี้ รู้ได้ยากอยู่ เพราะเราคาบปลายไม้พลองฉุดไป ไม้พลองก็ยังไม่หลุดจากมือของท่าน" ดังนี้. บรรดาบทเหล่านี้ บทว่า เอตํ หิ เต ทุราชานํ ความว่าเหตุข้อนี้ของท่านรู้ได้ยากแท้. บทว่า ยํ เสสิ มตาสยํ ความว่า เหตุที่ท่านนอนเหมือนคนตายนอนอยู่นั่น (รู้แน่ได้ยากแท้). บทว่า ยสฺส เต กฑฺฒมานสฺส ความว่า ท่านผู้ใด เมื่อเราคาบปลายไม้พลองฉุดมา ไม้พลองไม่หลุดจากมือ ก็ท่านผู้นั้นจะเรียกว่าคนตายแล้วไม่ได้แน่นอน ดังนี้. เมื่อพระโพธิสัตว์กล่าวอย่างนี้แล้ว นักเลงนั้นคิดว่า สุนัขจิ้งจอกตัวนี้ รู้ความที่เรายังไม่ตาย ก็ลุกขึ้น ขว้างไม้พลองไปไม้พลองผิดเป้า นักเลงกล่าวว่า ไปเถิดมึง คราวนี้ข้าพลาดไปพระโพธิสัตว์หันกลับมาพูดว่า ดูก่อนบุรุษผู้เจริญ ถึงแม้ท่านจะพลาดเราไป ท่านก็คงไม่พลาดมหานรก ๘ ขุม อุสสทนรก๑๖ ขุมเป็นแน่นอน แล้วหลบไป นักเลงไม่ได้อะไร ออกจากป่าช้าอาบน้ำในคู เข้าสู่พระนครตามเดิม. พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประชุมชาดกว่า นักเลงในครั้งนั้น ได้มาเป็นเทวทัต ส่วนพระยาสิงคาลได้มาเป็นเราตถาคต ฉะนี้แล. จบ อรรถกถาสิคาลชาดกที่ ๒
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๖ หน้า ๕๖๕–๕๖๘ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
เอกกนิบาตชาดก ๑๑ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๑ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
๒. สิคาลชาตกํ
เอตํ หิ เต ทุราชานนฺติ อิทํ สตฺถา เวฬุวเน วิหรนฺโต เทวทตฺตสฺส วธาย ปริสกฺกนํ อารพฺภ กเถสิ ฯเปฯ
ธมฺมสภายํ หิ ภิกฺขูนํ กถํ สุตฺวา สตฺถา น ภิกฺขเว เทวทตฺโต อิทาเนว มยฺหํ วธาย ปริสกฺกติ ปุพฺเพปิ ปริสกฺกิเยว น จ มํ มาเรตุํ อสกฺขิ สยเมว ปน กิลนฺโตเยวาติ วตฺวา อตีตํ อาหริ ฯ
อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต โพธิสตฺโต สิคาลโยนิยํ นิพฺพตฺติตฺวา สิคาลราชา หุตฺวา สิคาลคณปริวุโต สุสานวเน วิหาสิ ฯ เตน สมเย ราชคเห อุสฺสโว อโหสิ ฯ เยภุยฺเยน มนุสฺสา สุรํ ปิวนฺติ ฯ สุราฉโณเยว กิเรโส ฯ อเถตฺถ สมฺพหุลา ธุตฺตา พหุํ สุรญฺจ มํสญฺจ อาหราเปตฺวา มณฺฑิตปฺปสาธิตา คายิตฺวา สุรญฺจ ปิวนฺติ มํสญฺจ ขาทนฺติ ฯ เตสํ ปฐมยามาวสาเน มํสํ ขีณํ สุรา ปน พหุกาว ฯ อเถโก มํสขณฺฑํ เทหีติ อาห มํสํ ขีณนฺติ จ วุตฺเต มยิ ฐิเต มํสกฺขโย นาม นตฺถีติ วตฺวา อามกสุสาเน มตมนุสฺสมํสํ ขาทนตฺถาย อาคตํ สิคาลํ มาเรตฺวา มํสํ อาหริสฺสามีติ มุคฺครํ คเหตฺวา นิทฺธมนมคฺเคน นครา นิกฺขมิตฺวา สุสานํ คนฺตฺวา มุคฺครํ คเหตฺวา มตโก วิย อุตฺตาโน นิปชฺชิ ฯ ตสฺมึ ขเณ โพธิสตฺโต สิคาลคณปริวุโต ตตฺถ คโต ตํ ทิสฺวา นายํ มตโกติ ญตฺวาปิ สุฏฺฐุตรํ อุปปริกฺขิสฺสามีติ ตสฺส อโธวาเต ฐตฺวา สรีรคนฺธํ ฆายิตฺวา ตตฺตโตวสฺส อมตภาวํ ญตฺวา ลชฺชาเปตฺวา นํ อุยฺโยเชสฺสามีติ คนฺตฺวา มุคฺครโกฏิยํ ฑํสิตฺวา อากฑฺฒิ ฯ ธุตฺโต มุคฺครํ น วิสฺสชฺเชสิ อุปสงฺกมนฺตํปิ น โอโลเกนฺโต นํ คาฬฺหตรํ อคฺคเหสิ ฯ โพธิสตฺโต ปฏิกฺกมิตฺวา โภ ปุริส สเจ ตฺวํ มตโก ภเวยฺยาสิ น มยิ มุคฺครํ อากฑฺฒนฺเต คาฬฺหตรํ คณฺเหยฺยาสิ อิมินา การเณน ตว มตภาโว วา อมตภาโว วา ทุชฺชาโนติ วตฺวา อิมํ คาถมาห
เอตํ หิ เต ทุราชานํ ยํ เสสิ มตสายิตํ
ยสฺส เต กฑฺฒมานสฺส หตฺถา ทณฺโฑ น มุจฺจตีติ ฯ
ตตฺถ เอตํ หิ เต ทุราชานนฺติ เอตํ การณํ ตว ทุวิญฺเญยฺยํ ฯ ยํ เสสิ มตสายิตนฺติ เยน การเณน ตฺวํ มตสายิตํ เสสิ มตโก วิย หุตฺวา สยสิ ฯ ยสฺส เต กฑฺฒมานสฺสาติ ยสฺส ตว ทณฺฑโกฏิยํ คเหตฺวา กฑฺฒิยมานสฺส หตฺถโต ทณฺโฑ น มุจฺจติ โส ปน ตฺวํ ตตฺตโต มตโก นาม นาโหสีติ ฯ
เอวํ วุตฺเต โส ธุตฺโต อยํ มม อมตภาวํ ชานาตีติ อุฏฺฐาย ทณฺฑํ ขิปิ ฯ ทณฺโฑ วิรชฺฌิ ฯ ธุตฺโต คจฺฉสิ วิรทฺโธทานิ สิยาติ อาห ฯ โพธิสตฺโต นิวตฺติตฺวา โภ ปุริส มํ วิรชฺฌนฺโตปิ ตฺวํ อฏฺฐ มหานิรเย โสฬส จ อุสฺสทนิรเย อวิรทฺโธเยวาสีติ วตฺวา ปกฺกามิ ฯ ธุตฺโต กิญฺจิ อลภิตฺวา สุสานา นิกฺขมิตฺวา ปริกฺขายํ นฺหายิตฺวา อาคตมคฺเคเนว นครํ ปาวิสิ ฯ
สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ตทา ธุตฺโต เทวทตฺโต อโหสิ สิคาลราชา ปน อหเมวาติ ฯ
สิคาลชาตกํ ทุติยํ ฯ
-------
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๖
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗