ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. สิคาลชาดก
ชาดกที่ ๑๔๒ · เอกกนิบาตชาดก · กกัณฏกวรรค

สิคาลชาดก

ว่าด้วยทำอุบายนอนตาย

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๑๔๒ · บรรทัด ๙๔๔ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ภาพวาดฉากหนึ่งจากสิคาลชาดก

อรรถกถาชาดก

เรื่องเล่า

พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารชื่อว่าเวฬุวันทรงปรารภความตะเกียกตะกายเพื่อจะปลงพระชนม์พระองค์เองของพระเทวทัต ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า เอตํ หิเต ทุราชานํ ดังนี้. ความย่อว่า พระศาสดาทรงสดับถ้อยคำของภิกษุทั้งหลายในธรรมสภา แล้วตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลายมิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น ที่เทวทัตตะเกียกตะกายเพื่อจะฆ่าเรา แม้ในครั้งก่อนก็เคยตะเกียกตะกายมาแล้วเหมือนกัน แต่ไม่อาจจะฆ่าเราได้แต่ตนเอง ต้องลำบากโดยถ่ายเดียวเท่านั้น แล้วทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :ในอดีตกาล ครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ในพระนครพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดในกำเนิดหมาจิ้งจอกได้เป็นพญาสิงคาล แวดล้อมด้วยหมาจิ้งจอกอยู่ในป่าช้า โดยสมัยนั้น พระนครพาราณสี มีมหรสพ ฝูงคนพากันดื่มสุราโดยมากได้ยินว่า มหรสพนั้น ก็คือมหรสพที่จัดขึ้นเพื่อการดื่มสุรานั่นเองครั้งนั้นพวกนักเลงสุรา จำนวนมากชวนกันหาสุราและเนื้อมาเป็นอันมาก แล้วประดับตกแต่งร่างกาย พากันขับร้อง แล้วดื่มสุราไปพลาง กินเนื้อแกล้มไปพลาง พอสิ้นยามแรก ชิ้นเนื้อของพวกนั้นก็หมด แต่สุรายังเหลือมากทีเดียว ครั้งนั้นนักเลงสุราคนหนึ่งกล่าวว่า ส่งชิ้นเนื้อให้ชิ้นหนึ่งเถิด เมื่อได้รับคำตอบว่าเนื้อหมดแล้ว ก็พูดว่า เมื่อข้ายังอยู่ต้องไม่มีคำว่าเนื้อหมด แล้วกล่าวต่อไปว่า ข้าจักฆ่าหมาจิ้งจอกที่มากินเนื้อคนตายในป่าช้าผีดิบ เอาเนื้อมันมา คว้าไม้พลองออกจากพระนครทางช่องระบายน้ำ ไปสู่ป่าช้า นอนหงายถือพลองทำเป็นคนตาย ขณะนั้นพระโพธิสัตว์ แวดล้อมไปด้วยสุนัขจิ้งจอกไปในที่นั้น เห็นเขาแล้วแม้จะรู้ว่า นี่ไม่ใช่คนตาย คิดว่าต้องใคร่ครวญดูให้ละเอียดละออจึงไปยืนใต้ลมของเขา สูดกลิ่นตัว ก็ทราบความที่เขายังไม่ตายโดยแน่นอนทีเดียว คิดว่า ต้องให้เขาได้อาย แล้วจึงจะปล่อยเขาไปจึงเดินไปคาบที่ปลายพลองฉุดมา นักเลงไม่ยอมปล่อยพลอง แม้จะไม่มองดูพญาจิ้งจอกผู้เข้ามาใกล้ ก็คงยึดพลองนั้นไว้แน่นขึ้นพระโพธิสัตว์ถอยกลับไปแล้ว กล่าวว่า ดูก่อนท่านผู้เจริญ ถ้าท่านพึงเป็นคนตายแล้วจริง เมื่อเราลากพลองมา ก็ไม่น่าจะยึดไว้มั่นคงด้วยเหตุนี้ ท่านจะตาย หรือยังไม่ตาย จึงรู้ชัดได้โดยยากดังนี้แล้วกล่าวคาถานี้ ความว่า :" เหตุที่ท่านทำเป็นเหมือนคนตายนี้ รู้ได้ยากอยู่ เพราะเราคาบปลายไม้พลองฉุดไป ไม้พลองก็ยังไม่หลุดจากมือของท่าน" ดังนี้. บรรดาบทเหล่านี้ บทว่า เอตํ หิ เต ทุราชานํ ความว่าเหตุข้อนี้ของท่านรู้ได้ยากแท้. บทว่า ยํ เสสิ มตาสยํ ความว่า เหตุที่ท่านนอนเหมือนคนตายนอนอยู่นั่น (รู้แน่ได้ยากแท้). บทว่า ยสฺส เต กฑฺฒมานสฺส ความว่า ท่านผู้ใด เมื่อเราคาบปลายไม้พลองฉุดมา ไม้พลองไม่หลุดจากมือ ก็ท่านผู้นั้นจะเรียกว่าคนตายแล้วไม่ได้แน่นอน ดังนี้. เมื่อพระโพธิสัตว์กล่าวอย่างนี้แล้ว นักเลงนั้นคิดว่า สุนัขจิ้งจอกตัวนี้ รู้ความที่เรายังไม่ตาย ก็ลุกขึ้น ขว้างไม้พลองไปไม้พลองผิดเป้า นักเลงกล่าวว่า ไปเถิดมึง คราวนี้ข้าพลาดไปพระโพธิสัตว์หันกลับมาพูดว่า ดูก่อนบุรุษผู้เจริญ ถึงแม้ท่านจะพลาดเราไป ท่านก็คงไม่พลาดมหานรก ๘ ขุม อุสสทนรก๑๖ ขุมเป็นแน่นอน แล้วหลบไป นักเลงไม่ได้อะไร ออกจากป่าช้าอาบน้ำในคู เข้าสู่พระนครตามเดิม. พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประชุมชาดกว่า นักเลงในครั้งนั้น ได้มาเป็นเทวทัต ส่วนพระยาสิงคาลได้มาเป็นเราตถาคต ฉะนี้แล. จบ อรรถกถาสิคาลชาดกที่ ๒

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๖ หน้า ๕๖๕–๕๖๘ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

เอกกนิบาตชาดก · ๑๑ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๑ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน

2. Sigālajātakaṃ

etaṃ hi te durājānanti idaṃ satthā veḷuvane viharanto devadattassa vadhāya parisakkanaṃ ārabbha kathesi .pe.

Dhammasabhāyaṃ hi bhikkhūnaṃ kathaṃ sutvā satthā na bhikkhave devadatto idāneva mayhaṃ vadhāya parisakkati pubbepi parisakkiyeva na ca maṃ māretuṃ asakkhi sayameva pana kilantoyevāti vatvā atītaṃ āhari.

Atīte bārāṇasiyaṃ brahmadatte rajjaṃ kārente bodhisatto sigālayoniyaṃ nibbattitvā sigālarājā hutvā sigālagaṇaparivuto susānavane vihāsi. Tena samaye rājagahe ussavo ahosi. Yebhuyyena manussā suraṃ pivanti . Surāchaṇoyeva kireso. Athettha sambahulā dhuttā bahuṃ surañca maṃsañca āharāpetvā maṇḍitappasādhitā gāyitvā surañca pivanti maṃsañca khādanti. Tesaṃ paṭhamayāmāvasāne maṃsaṃ khīṇaṃ surā pana bahukāva. Atheko maṃsakhaṇḍaṃ dehīti āha maṃsaṃ khīṇanti ca vutte mayi ṭhite maṃsakkhayo nāma natthīti vatvā āmakasusāne matamanussamaṃsaṃ khādanatthāya āgataṃ sigālaṃ māretvā maṃsaṃ āharissāmīti muggaraṃ gahetvā niddhamanamaggena nagarā nikkhamitvā susānaṃ gantvā muggaraṃ gahetvā matako viya uttāno nipajji. Tasmiṃ khaṇe bodhisatto Sigālagaṇaparivuto tattha gato taṃ disvā nāyaṃ matakoti ñatvāpi suṭṭhutaraṃ upaparikkhissāmīti tassa adhovāte ṭhatvā sarīragandhaṃ ghāyitvā tattatovassa amatabhāvaṃ ñatvā lajjāpetvā naṃ uyyojessāmīti gantvā muggarakoṭiyaṃ ḍaṃsitvā ākaḍḍhi. Dhutto muggaraṃ na vissajjesi upasaṅkamantaṃpi na olokento naṃ gāḷhataraṃ aggahesi. Bodhisatto paṭikkamitvā bho purisa sace tvaṃ matako bhaveyyāsi na mayi muggaraṃ ākaḍḍhante gāḷhataraṃ gaṇheyyāsi iminā kāraṇena tava matabhāvo vā amatabhāvo vā dujjānoti vatvā imaṃ gāthamāha

etaṃ hi te durājānaṃ yaṃ sesi matasāyitaṃ

yassa te kaḍḍhamānassa hatthā daṇḍo na muccatīti .

Tattha etaṃ hi te durājānanti etaṃ kāraṇaṃ tava duviññeyyaṃ. Yaṃ sesi matasāyitanti yena kāraṇena tvaṃ matasāyitaṃ sesi matako viya hutvā sayasi. Yassa te kaḍḍhamānassāti yassa tava daṇḍakoṭiyaṃ gahetvā kaḍḍhiyamānassa hatthato daṇḍo na muccati so pana tvaṃ tattato matako nāma nāhosīti.

Evaṃ vutte so dhutto ayaṃ mama amatabhāvaṃ jānātīti uṭṭhāya daṇḍaṃ khipi. Daṇḍo virajjhi. Dhutto gacchasi viraddhodāni siyāti āha. Bodhisatto nivattitvā bho purisa maṃ virajjhantopi tvaṃ aṭṭha mahāniraye soḷasa ca ussadaniraye aviraddhoyevāsīti vatvā pakkāmi. Dhutto kiñci alabhitvā Susānā nikkhamitvā parikkhāyaṃ nhāyitvā āgatamaggeneva nagaraṃ pāvisi.

Satthā imaṃ dhammadesanaṃ āharitvā jātakaṃ samodhānesi tadā dhutto devadatto ahosi sigālarājā pana ahamevāti.

Sigālajātakaṃ dutiyaṃ.

-------

ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน เล่มที่ ๓๖

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗

ดูเล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๑๔๑. โคธชาดกชาดกถัดไป๑๔๓. วิโรจนชาดก