ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. โมรชาดก
ชาดกที่ ๑๕๙ · ทุกนิบาตชาดก · ทัฬหวรรค

โมรชาดก

ว่าด้วยนกยูงเจริญพระปริตต์

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๑๖๗ · บรรทัด ๑๐๘๖ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ภาพวาดฉากหนึ่งจากโมรชาดก

อรรถกถาชาดก

เรื่องเล่า

พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหารทรงปรารภภิกษุผู้กระสัน ตรัสพระธรรมเทศนานี้มีคำเริ่มต้นว่า อุเทตยญฺจกฺขุมา เอกราชา ดังนี้.

ภิกษุทั้งหลายนำภิกษุนั้นไปเฝ้าพระศาสดา เมื่อพระองค์ตรัสถามว่า เธอกระสันจริงหรือ ภิกษุกราบทูลว่า จริงพระเจ้าข้าเมื่อตรัสถามว่า เธอเห็นอะไรจึงกระสัน กราบทูลว่า เห็นมาตุคามคนหนึ่งซึ่งประดับตกแต่งกาย. พระศาสดารับสั่งกะภิกษุนั้นว่าดูก่อนภิกษุ ขึ้นชื่อว่ามาตุคามทำไมจักไม่รบกวนจิตคนเช่นเธอแม้บัณฑิตแต่ก่อน พอได้ยินเสียงมาตุคาม กิเลสที่สงบมาเจ็ดร้อยปีได้โอกาสยังกำเริบได้ทันที สัตว์ทั้งหลายแม้บริสุทธิ์ ยังเศร้าหมองได้ แม้สัตว์ผู้เปี่ยมด้วยยศสูง ยังถึงความพินาศได้ จะกล่าวไปทำไมถึงสัตว์ผู้ไม่บริสุทธิ์ แล้วทรงนำเรื่องในอดีตมาตรัสเล่า

ในอดีตกาลครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติในกรุงพาราณสี พระโพธิสัตว์ถือปฏิสนธิในกำเนิดนกยูง ในเวลาเป็นฟอง มีกระเปาะฟองคล้ายสีดอกกรรณิการ์ตูม ครั้นเจาะกระเปาะฟองออกมาแล้ว มีสีดุจทองคำ น่าดู น่าเลื่อมใส มีสายแดงพาดในระหว่างปีก. นกยูงนั้นคอยระวังชีวิตของตน อาศัยอยู่ ณพื้นที่เขาทัณฑกหิรัญแห่งหนึ่ง ใกล้แนวเขาที่สี่เลยแนวเขาที่สามไป. ตอนสว่างนกยูงทองจับอยู่บนยอดเขา มองดูพระอาทิตย์กำลังขึ้น เมื่อจะผูกมนต์อันประเสริฐ เพื่อรักษาป้องกันตัว ณภูมิภาคที่หาอาหาร จึงกล่าวคาถาเป็นต้นว่า :-

พระอาทิตย์ได้เป็นดวงตาของโลก เป็น เจ้าแห่งแสงสว่างอย่างเอก กำลังอุทัยขึ้นมาทอ แสงอร่ามสว่างไปทั่วปฐพี เพราะเหตุนั้นข้าพเจ้า ขอนอบน้อมพระอาทิตย์นั้น ซึ่งทอแสงอร่าม สว่างไปทั่วปฐพี ข้าพเจ้าอันท่านช่วยคุ้มกัน แล้วในวันนี้ พึงอยู่เป็นสุขตลอดวัน.

ในบทเหล่านั้น บทว่า อุเทติ ได้แก่พระอาทิตย์ขึ้นจากทิศปราจีน. บทว่า จกฺขุมา ได้แก่ มีดวงตาด้วยดวงตาที่ให้แก่ประชาชนเพราะกำจัดความมืด ทำให้ผู้อยู่ในจักรวาลทั้งสิ้นได้ดวงตาบทว่า เอกราชา ความว่า ชื่อว่าเป็นเอกราช เพราะประเสริฐที่สุด ในระหว่างสิ่งที่ทำให้โลกสว่าง ในจักรวาลทั้งสิ้น บทว่า หริสฺสวณโณ คือมีสีดุจทอง อธิบายว่า มีสีงามยิ่งนัก. บทว่า ปฐวิปฺปภาโส คือมีแสงสว่างเหนือแผ่นดิน. บทว่า ตํ ตํ นมสฺสามิ คือข้าพเจ้าขอนอบน้อม คือไหว้ท่านผู้เจริญเช่นนั้น. บทว่า ตยชฺช คุตฺตา วิหเรมุ ทิวสํ ได้แก่ ขอให้ท่านรักษาคุ้มครองในวันนี้ ข้าพเจ้าพึงอยู่เป็นสุขตลอดวันนี้ ด้วยการอยู่ในอิริยาบถทั้งสี่.

พระโพธิสัตว์ครั้นนอบน้อมพระอาทิตย์ด้วยคาถานี้ อย่างนี้แล้ว จึงนมัสการพระพุทธเจ้าซึ่งเสด็จปรินิพพานไปแล้วในอดีต และพระคุณของพระพุทธเจ้า ด้วยคาถาที่สองว่า :-

พราหมณ์เหล่าใด ผู้ถึงฝั่งแห่งเวทในธรรม ทั้งปวง ขอพราหมณ์เหล่านั้น จงรับความนอบ น้อมของข้าพเจ้า และขอจงคุ้มครองข้าพเจ้าด้วย. ข้าพเจ้าขอนอบน้อมแด่พระพุทธเจ้าทั้งหลาย ขอนอบน้อมแด่พระโพธิญาณ ขอนอบน้อมแด่ผู้ หลุดพ้นแล้ว ขอนอบน้อมแด่วิมุตติธรรมของท่าน ผู้หลุดพ้นแล้ว นกยูงนั้นเชิญพระปริตรนี้แล้ว จึงเที่ยวไปแสวงหาอาหาร.

ในบทเหล่านั้นบทว่า เย พฺราหฺมณา ได้แก่พราหมณ์ผู้บริสุทธิ์ลอยบาปเสียแล้วเหล่าใด. บทว่า เวทคู ความว่าชื่อว่าผู้รู้ไตรเพท เพราะถึงฝั่งแห่งพระเวท. อนึ่งเพราะถึงฝั่งด้วยพระเวทบ้าง. แต่ในที่นี้มีอธิบายว่า พราหมณ์เหล่าใดกระทำสังขตธรรมและอสังขตธรรมทั้งปวงที่ตนรู้แล้ว ปรากฏแล้ว ทำลายยอดมารทั้งสาม ยังหมื่นโลกธาตุให้บรรลือ บรรลุสัมมาสัมโพธิญาณที่ควงไม้โพธิล่วงฝั่งแห่งสงสารได้แล้ว. บทว่า เต เม นโม คือขอพราหมณ์เหล่านั้นจงรับความนอบน้อมนี้ของข้าพเจ้า. บทว่าเต จ มํ ปาลยนฺตุ ความว่า อนึ่งขอท่านผู้เจริญเหล่านั้นที่ข้าพเจ้านอบน้อมแล้วอย่างนี้ จงรักษา คือ ดูแลคุ้มครองข้าพเจ้า. บทว่า นมตฺถุ พุทฺธานํ ฯเปฯ นโมวิมุตฺติยา ความว่า ขอความนอบน้อมของข้าพเจ้านี้ จงมีแด่พระพุทธเจ้าทั้งหลาย ซึ่งเสด็จปรินิพพานล่วงไปแล้ว. คือขอจงมีแต่พระปรีชาตรัสรู้อันได้แก่ ญาณในมรรคสี่ ผลสี่ของพระพุทธเจ้าเหล่านั้น. อีกอย่างหนึ่ง ขอจงมีแด่พระองค์ผู้หลุดพ้นแล้วด้วยความหลุดพ้น คือพระอรหัตผลของพระองค์. และความหลุดพ้นห้าอย่างของพระองค์ คือ ตทังควิมุตติ พ้นชั่วคราว ๑ วิกขัมภนวิมุตติ พ้นด้วยการข่มไว้ ๑ สมุจเฉทวิมุตติ พ้นเด็ดขาด ๑ ปฏิปัสสัทธิวิมุตติ พ้นด้วยสงบ ๑ นิสสรณวิมุตติ พ้นด้วยออกไป ๑. ขอความนอบน้อมของข้าพเจ้านี้ จงมีแก่ความหลุดพ้นห้าอย่างของพระองค์เหล่านั้น.

หลายบทว่า อิมํ โส ปริตฺตํ กตฺวา โมโร จรติ เอลน นี้พระศาสดาตรัสเมื่อได้บรรลุพระอภิสัมโพธิญาณแล้ว. บทนั้นมีอธิบายว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นกยูงนั้นครั้นเจริญปริตรนี้คือการป้องกันนี้แล้ว จึงเที่ยวไปแสวงหาอาหารนานาชนิดเพื่อต้องการดอกไม้ผลไม้เป็นต้นในที่หาอาหารของตน.

นกยูงครั้นเที่ยวไปตลอดวันอย่างนี้แล้ว ตอนเย็นก็จับอยู่บนยอดเขามองดูดวงอาทิตย์ซึ่งกำลังตก ระลึกถึงพระพุทธคุณเมื่อจะผูกมนต์อันประเสริฐอีก เพื่อรักษาคุ้มกันในที่อยู่จึงกล่าวคำมีอาทิว่า อเปตยํ ดังนี้

ความว่า :ดวงอาทิตย์นี้เป็นดวงตาของโลก เป็น เจ้าแห่งแสงสว่างอย่างเอกมีสีทองส่องแสงสว่าง ไปทั่วปฐพีแล้วอัสดงคตไป เพราะเหตุนั้น ข้าพจ้าจักขอนอบน้อมดวงอาทิตย์นั้น ซึ่งมีสีทอง ส่องแสงสว่างไปทั่วปฐพี ข้าพเจ้าอันท่านคุ้ม ครองแล้วในวันนี้ พึงอยู่เป็นสุขตลอดคืน. พราหมณ์เหล่าใด ผู้ถึงฝั่งแห่งเวท ใน ธรรมทั้งปวง ขอพราหมณ์เหล่านั้น จงรับและจง คุ้มครองข้าพเจ้าด้วย ข้าพเจ้าขอนอบน้อมแด่ พระพุทธเจ้าทั้งหลาย แด่พระโพธิญาณ แด่ท่าน ผู้หลุดพ้นแล้ว แด่วิมุตติธรรมของท่าน ผู้หลุด พ้นแล้ว นกยูงนั้น ครั้นเจริญพระปริตรนี้แล้ว จึงพักอยู่.

ในบทเหล่านั้น บทว่า อเนติ ได้แก่ล่วงลับไป คือ ตกไป. แม้บทว่า อิมํ โส ปริตฺตํ กตฺวา โมโร วาสมกปฺปยิ นี้ พระศาสดาก็ตรัสเมื่อบรรลุอภิสัมโพธิญาณแล้ว. บทนั้นมีอธิบายว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นกยูงนั้นครั้นเจริญพระปริตร คือการป้องกันนี้แล้ว จึงพักอยู่ ณ ที่อยู่นั้น. ด้วยอานุภาพแห่งพระปริตรนี้ นกยูงมิได้มีความกลัว ความสยดสยองตลอดคืนตลอดวัน.

ลำดับนั้นพรานชาวบ้านเนสาทคนหนึ่ง อยู่ไม่ไกลกรุงพาราณสีท่องเที่ยวไปในหิมวันตประเทศ เห็นนกยูงโพธิสัตว์จับอยู่บนยอดเขาทัณฑกหิรัญ จึงกลับมาบอกลูก. อยู่มาวันหนึ่งพระนางเขมาพระเทวีของพระเจ้ากรุงพาราณสี ทรงสุบินเห็นนกยูงสีทองแสดงธรรม ขณะตื่นพระบรรทมได้กราบทูลสุบินแด่พระราชาว่า ขอเดชะข้าแต่พระองค์หม่อมฉันประสงค์จะฟังธรรมของนกยูงสีทองเพคะ. พระราชาจึงมีพระดำรัสถามพวกอำมาตย์. พวกอำมาตย์กราบทูลว่า พวกพราหมณ์คงจะทราบพ่ะย่ะค่ะ พราหมณ์ทั้งหลายสดับพระราชปุจฉาแล้ว จึงพากันกราบทูลว่า ขอเดชะนกยูงสีทองมีอยู่แน่ พระเจ้าข้า พระราชาตรัสถามว่ามีอยู่ที่ไหนเล่า จึงกราบทูลว่า พวกพรานจักทราบพระเจ้าข้า. พระราชารับสั่งให้ประชุมพวกพรานแล้วตรัสถาม. ครั้นแล้วบุตรพรานคนนั้นก็กราบทูลว่า ขอเดชะ ข้าแต่มหาราชนกยูงสีทองมีอยู่จริงอาศัยอยู่ ณ ทัณฑกบรรพต พระเจ้าข้า. พระราชารับสั่งว่า ถ้าเช่นนั้นเจ้าจงไปจับนกยูงนั้นมาอย่าให้ตาย. พรานจึงเอาบ่วงไปดักไว้ที่ ณ ที่นกยูงหาอาหาร. แม้ในสถานที่ที่นกยูงเหยียบ บ่วงก็หาได้กล้ำกรายเข้าไปไม่. พรานไม่สามารถจับนกยูงได้ ท่องเที่ยวอยู่ถึงเจ็ดปี ได้ถึงแก่กรรมลง ณ ที่นั้นเอง. แม้พระนางเขมาราชเทวี เมื่อไม่ได้สมพระประสงค์ก็สิ้นพระชนม์. พระราชาทรงกริ้วว่า พระเทวีได้สิ้นพระชนม์ลงเพราะอาศัยนกยูง จึงให้จารึกอักษรไว้ในแผ่นทองว่า ในหิมวันตประเทศมีภูเขาลูกหนึ่งชื่อทัณฑกบรรพต นกยูงสีทองตัวหนึ่งอาศัยอยู่ณ ที่นั้น ผู้ได้กินเนื้อของมัน ผู้นั้นจะไม่แก่ไม่ตาย จะมีอายุยืนแล้วเก็บแผ่นทองไว้ในหีบทอง. ครั้นพระราชาสวรรคตแล้วพระราชาองค์อื่นครองราชสมบัติ. ทรงอ่านข้อความในสุพรรณบัฏมีพระประสงค์จะไม่แก่ไม่ตาย จึงทรงส่งพรานคนอื่นไป ให้เที่ยวแสวงหา. แม้พรานนั้นไปถึงที่นั้นแล้วก็ไม่สามารถจะจับพระโพธิสัตว์ได้ ได้ตายไปในที่นั้นเอง. โดยทํานองนี้พระราชา สวรรคตไปหกชั่วพระองค์ ครั้นถึงองค์ที่เจ็ดครองราชสมบัติจึงทรงส่งพรานคนหนึ่งไป. พรานนั้นไปถึงแล้วก็รู้ถึงภาวะที่บ่วงมิได้กล้ำกรายแม้ในที่ที่นกยูงโพธิสัตว์เหยียบ และการที่นกยูงโพธิสัตว์เจริญพระปริตรป้องกันตนก่อนแล้ว จึงบินไปหาอาหาร จึงขึ้นไปยังปัจจันตชนบท จับนางนกยูงได้ตัวหนึ่ง ฝึกให้รู้จักฟ้อนด้วยเสียงปรบมือ และให้รู้จักขันด้วยเสียงดีดนิ้ว. ครั้นฝึกนางนกยูงจนชำนาญดีแล้ว จึงพามันไป เมื่อนกยูงทองยังไม่เจริญพระปริตรปักโคนบ่วงดักไว้ในเวลาเช้า ทำสัญญาณให้นางนกยูงขัน. นกยูงทองได้ยินเสียงมาตุคาม ซึ่งเป็นข้าศึกแล้ว. ก็เร่าร้อนด้วยกิเลสไม่อาจเจริญพระปริตรได้ จึงบินโผไปติดบ่วง. พรานจึงจับนกยูงทองไปถวายพระเจ้าพาราณสี. พระราชาทอดพระเนตรเห็นรูปสมบัติของนกยูงทอง ก็ทรงพอพระทัยพระราชทานที่ให้จับ. นกยูงทองโพธิสัตว์จับอยู่เหนือคอนที่เขาจัดแต่งให้จึงทูลถามว่า ข้าแต่มหาราชเพราะเหตุไรจึงมีรับสั่งให้จับข้าพเจ้า. พระราชาตรัสว่า ข่าวว่าผู้ใดกินเนื้อเจ้า ผู้นั้นจะไม่แก่ไม่ตาย ข้าพเจ้าต้องการกินเนื้อเจ้า จะไม่แก่ไม่ตายบ้าง จึงให้จับเจ้ามา. นกยูงทองทูลว่า ข้าแต่มหาราช คนทั้งหลายกินเนื้อข้าพเจ้าจะไม่แก่ไม่ตายก็ช่างเถิด แต่ข้าพเจ้าจักตายหรือ. รับสั่งว่าจริงเจ้าต้องตาย. กราบทูลว่า ข้าแต่มหาราชเมื่อข้าพเจ้าต้องตาย ผู้ที่กินเนื้อข้าพเจ้าแล้วทำอย่างไรจึงไม่ตายเล่า. รับสั่งว่า เจ้ามีตัวเป็นสีทอง เพราะฉะนั้นมีข่าวว่า ผู้ที่กินเนื้อเจ้าแล้วจักไม่แก่ไม่ตาย. กราบทูลว่า ข้าแต่มหาราช ข้าพเจ้ามีสีทองเพราะไม่มีเหตุหามิได้ เมื่อก่อนข้าพเจ้าเป็นพระเจ้าจักรพรรดิในนครนี้แหละ. ทั้งตนเองก็รักษาศีลห้า แม้ชนทั้งหลายทั่วจักรวาลก็ให้รักษาศีล ข้าพเจ้าสิ้นชีพแล้วก็ไปบังเกิดในภพดาวดึงส์ดำรงอยู่ในภพนั้นจนตลอดอายุ จุติจากนั้นแล้ว จึงมาเกิดในกำเนิดนกยูง เพราะผลแห่งอกุศลกรรมอื่น อีกอย่างหนึ่งแต่ตัวมีสีทองก็ด้วยอานุภาพศีลห้าที่รักษาอยู่ก่อน. รับสั่งถามว่าเจ้าพูดว่า เจ้าเป็นเจ้าจักรพรรดิรักษาศีลห้า ตัวมีสีเป็นทองเพราะผลของศีล ข้อนี้ข้าพเจ้าจะเชื่อได้อย่างไร มีใครเป็นพยาน. กราบทูลว่า ข้าแต่มหาราช มี. รับสั่งถามว่า ใครเล่า. กราบทูลว่า ข้าแต่มหาราช เมื่อครั้งเป็นเจ้าจักรพรรดิ ข้าพเจ้านั่งรถสำเร็จด้วยแก้วเจ็ดประการ เที่ยวไปในอากาศ รถของข้าพเจ้านั้นจมอยู่ภายใต้ภาคพื้นสระมงคลโบกขรณี โปรดให้ยกรถนั้นขึ้นจากสระมงคลโบกขรณีเถิด รถนั้นจักเป็นพยานของข้าพเจ้า. พระราชารับสั่งว่า ดีละแล้วให้วิดน้ำออกจากสระโบกขรณี ยกรถขึ้นได้จึงทรงเชื่อคำของพระโพธิสัตว์. พระโพธิสัตว์แสดงธรรมถวายพระราชาว่า ข้าแต่มหาราช ธรรมที่ปรุงแต่งทั้งหมดที่เหลือนอกจากพระอมตมหานิพพานแล้ว ชื่อว่าไม่เที่ยง มีความสิ้นและความเสื่อมเป็นธรรมดา เพราะมีแล้วกลับไม่มี ดังนี้แล้วให้พระราชาดำรงอยู่ในศีลห้า. พระราชาทรงเลื่อมใสบูชาพระโพธิสัตว์ด้วยราชสมบัติ ได้ทรงกระทำสักการะเป็นอันมาก. นกยูงทองถวายราชสมบัติคืนแด่พระราชา พักอยู่ ๒-๓ วัน จึงถวายโอวาทว่า ข้าแต่มหาราช ขอพระองค์จงทรงไม่ประมาทเถิดแล้วบินขึ้นอากาศไปยังภูเขาทัณฑกหิรัญ. ฝ่ายพระราชาดำรงอยู่ในโอวาทของพระโพธิสัตว์แล้ว ทรงบำเพ็ญบุญมีทานเป็นต้นเสด็จไปตามยถากรรม.

พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประกาศสัจธรรม ประชุมชาดก. เมื่อจบสัจธรรม ภิกษุผู้กระสันตั้งอยู่ในพระอรหัต. พระราชาในครั้งนั้นได้เป็นอานนท์ในบัดนี้. ส่วนนกยูงทองได้เป็นเราตถาคตนี้แล.

จบ อรรถกถาโมรชาดกที่ ๙

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๗ หน้า ๖๑–๗๐ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ทุกนิบาตชาดก · ๓๒ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๓๒ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

๙ โมรชาตกํ

อุเทตยญฺจกฺขุมา เอกราชาติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต อุกฺกณฺฐิตภิกฺขุํ อารพฺภ กเถสิ ฯ

โส ปน ภิกฺขูหิ สตฺถุ สนฺติกํ นีโต สจฺจํ กิร ตฺวํ ภิกฺขุ อุกฺกณฺฐิโตติ วุตฺเต สจฺจํ ภนฺเตติ วตฺวา กึ ทิสฺวาติ วุตฺเต เอกํ อลงฺกตปฏิยตฺตสรีรํ มาตุคามํ โอโลเกตฺวาติ อาห ฯ อถ นํ สตฺถา ภิกฺขุ มาตุคาโม นาม กสฺมา ตุมฺหาทิสานํ จิตฺตํ นาลุเฬสฺสติ, โปราณกปณฺฑิตานมฺปิ หิ มาตุคามสทฺทํ สุตฺวา สตฺต วสฺสสตานิ อสมุทาจิณฺณกิเลสา โอกาสํ ลภิตฺวา ขเณเนว สมุทาจรึสุ, วิสุทฺธาปิ สตฺตา สงฺกิลิสฺสนฺติ อุตฺตมยสสมงฺคิโนปิ อนยพฺยสนํ ๑- ปาปุณนฺติ, ปเคว อปริสุทฺธาติ วตฺวา อตีตํ อาหริ ฯ

อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต โพธิสตฺโต โมรโยนิยํ ปฏิสนฺธึ คเหตฺวา อณฺฑกาเลปิ กณิการมกุลวณฺณอณฺฑโกโส หุตฺวา อณฺฑํ ภินฺทิตฺวา นิกฺขนฺโต สุวณฺณวณฺโณ อโหสิ ทสฺสนีโย ปาสาทิโก ปกฺขานํ อนฺตเร สุรตฺตราชีหิ วิราชิโต ฯ โส อตฺตโน ชีวิตํ อนุรกฺขนฺโต ติสฺโส ปพฺพตราชิโย อติกฺกมฺม จตุตฺถาย ปพฺพตราชิยา เอกสฺมึ ทณฺฑกหิรญฺญปพฺพตตเล วาสํ กปฺเปติ ฯ โส ปภาตาย รตฺติยา ปพฺพตมตฺถเก นิสินฺโนว สุริยํ อุคฺคจฺฉนฺตํ โอโลเกตฺวา อตฺตโน โคจรภูมิยํ รกฺขาวรณตฺถาย

@เชิงอรรถ: ๑ อายสกฺยนฺติปิ ฯ พฺรหฺมมนฺตํ พนฺธนฺโต อุเทตยนฺติ อาทิมาห

อุเทตยญฺจกฺขุมา เอกราชา

หริสฺสวณฺโณ ปฐวิปฺปภาโส,

ตํ ตํ นมสฺสามิ หริสฺสวณฺณํ ปฐวิปฺปภาสํ,

ตยชฺช คุตฺตา วิหเรมุ ทิวสนฺติ ฯ

ตตฺถ อุเทตีติ ปาจีนโลกธาตุโต อุคฺคจฺฉติ ฯ จกฺขุมาติ สกลจกฺกวาฬวาสีนํ อนฺธการํ วธิตฺวา จกฺขุปฏิลาภกรเณน ยนฺเตน เตสํ ทินฺนํ จกฺขุ เตน จกฺขุมา ฯ เอกราชาติ สกลจกฺกวาเฬ อาโลกกรานํ อนฺตเร เสฏฺฐวิสิฏฺฐฏฺเฐน เอกราชา ฯ หริสฺสวณฺโณติ หริสฺสมานวณฺโณ สุวณฺณวณฺโณติ อตฺโถ ฯ ปฐวิปฺปภาโสติ ปฐวิโอภาโส ฯ ตํ ตํ นมสฺสามีติ ตสฺมา ตํ เอวรูปํ ภวนฺตํ นมสฺสามิ วนฺทามิ ฯ ตยชฺช คุตฺตา วิหเรมุ ทิวสนฺติ ตยา อชฺช รกฺขิตโคปิตา หุตฺวา อิมํ ทิวสํ จตุอิริยาปถวิหาเรน สุขํ วิหเรยฺยาม ฯ

เอวํ โพธิสตฺโต อิมาย คาถาย สุริยํ นมสฺสิตฺวา ทุติยคาถาย อตีเต ปรินิพฺพุเต พุทฺเธ เจว พุทฺธคุเณ จ นมสฺสติ

เย พฺราหฺมณา เวทคุ สพฺพธมฺเม

เต เม นโม เต จ มํ ปาลยนฺตุ,

นมตฺถุ พุทฺธานํ, นมตฺถุ โพธิยา,

นโม วิมุตฺตานํ, นโม วิมุตฺติยา,

อิมํ โส ปริตฺตํ กตฺวา โมโร จรติ เอสนาติ ฯ

ตตฺถ เย พฺราหฺมณาติ เย พาหิตปาปา วิสุทฺธิพฺราหฺมณา ฯ เวทคูติ เวทานํ ปารํ คตาติ เวทคู ฯ เวเทหิ ปารํ คตาติปิ เวทคู ฯ อิธ ปน สพฺเพ สงฺขตาสงฺขเต ธมฺเม วิทิเต ปากเฏ กตฺวา คตา ติณฺณํ มารานํ มตฺถกํ ภินฺทิตฺวา ทสสหสฺสีโลกธาตุํ อุนฺนาเทตฺวา โพธิตเล สมฺมาสมฺโพธึ ปตฺวา สํสารปารํ อติกฺกนฺตาติ อตฺโถ ฯ เต เม นโมติ เต มม อิมํ นมการํ ปฏิจฺฉนฺตุ ฯ เต จ มํ ปาลยนฺตูติ เอวํ มยา นมสฺสิตา จ เต ภควนฺโต มํ ปาลยนฺตุ รกฺขนฺตุ โคเปนฺตุ ฯ นมตฺถุ พุทฺธานํ, นมตฺถุ โพธิยา, นโม วิมุตฺตานํ, นโม วิมุตฺติยาติ อยํ มม นมกาโร อตีตานํ ปรินิพฺพุตานํ พุทฺธานํ อตฺถุ ฯ เตสญฺเญว จตูสุ มคฺเคสุ จตูสุ ผเลสุ ญาณสงฺขาตาย โพธิยา อตฺถุ ฯ ตถา เตสญฺเญว อรหตฺตผลวิมุตฺติยา วิมุตฺตานํ อตฺถุ ฯ ยา จ เนสํ ตทงฺควิมุตฺติ วิกฺขมฺภนวิมุตฺติ สมุจฺเฉทวิมุตฺติ ปฏิปสฺสทฺธิวิมุตฺติ นิสฺสรณวิมุตฺตีติ ปญฺจวิธา วิมุตฺติ, ตสฺสา เนสํ ปญฺจวิมุตฺติยาปิ อยํ มยฺหํ นมกาโร อตฺถูติ ฯ อิมํ โส ปริตฺตํ กตฺวา โมโร จรติ เอสนาติ อิทํ ปน ปททฺวยํ สตฺถา อภิสมฺพุทฺโธ หุตฺวา อาห ฯ ตสฺสตฺโถ ภิกฺขเว โส โมโร อิมํ ปริตฺตํ อิมํ รกฺขํ กตฺวา อตฺตโน โคจรภูมิยํ ปุปฺผผลาทีนํ อตฺถาย นานปฺปการาย เอสนาย จรติ ฯ

เอวํ ทิวสํ จริตฺวา สายํ ปพฺพตมตฺถเก นิสีทิตฺวา อฏฺฐํคจฺฉนฺตํ สุริยํ โอโลเกตฺวา พุทฺธคุเณ อาวชฺเชตฺวา นิวาสนฏฺฐาเน รกฺขาวรณตฺถาย ปุน พฺรหฺมมนฺตํ พนฺธนฺโต อเปตยนฺติ อาทิมาห

อเปตยญฺจกฺขุมา เอกราชา

หริสฺสวณฺโณ ปฐวิปฺปภาโส,

ตํ ตํ นมสฺสามิ หริสฺสวณฺณํ ปฐวิปฺปภาสํ,

ตยชฺช คุตฺตา วิหเรมุ รตฺตึ,

เย พฺราหฺมณา เวทคุ สพฺพธมฺเม

เต เม นโม เต จ มํ ปาลยนฺตุ,

นมตฺถุ พุทฺธานํ, นมตฺถุ โพธิยา,

นโม วิมุตฺตานํ, นโม วิมุตฺติยา,

อิมํ โส ปริตฺตํ กตฺวา โมโร วาสมกปฺปยีติ ฯ

ตตฺถ อเปตีติ อปยาติ อฏฺฐํคจฺฉติ ฯ อิมํ โส ปริตฺตํ กตฺวา โมโร วาสมกปฺปยีติ อิทมฺปิ อภิสมฺพุทฺโธ หุตฺวา อาห ฯ ตสฺสตฺโถ ภิกฺขเว โส โมโร อิมํ ปริตฺตํ อิมํ รกฺขํ กตฺวา นิวาสนฏฺฐาเน วาสํ กปฺปยิตฺถ, ตสฺส รตฺตึ วา ทิวา วา อิมสฺส ปริตฺตสฺสานุภาเวน เนว ภยํ น โลมหํโส อโหสิ ฯ

อเถโก พาราณสิยา อวิทูเร เนสาทคามวาสี เนสาโท หิมวนฺตปฺปเทเส วิจรนฺโต ตสฺมึ ทณฺฑกหิรญฺญปพฺพตมตฺถเก นิสินฺนํ โพธิสตฺตํ ทิสฺวา อาคนฺตฺวา ปุตฺตสฺส อาโรเจสิ ฯ อเถกทิวสํ เขมา นาม พาราณสีรญฺโญ เทวี สุปิเนน สุวณฺณวณฺณํ โมรํ ธมฺมํ เทเสนฺตํ ทิสฺวา ปพุชฺฌิตกาเล รญฺโญ อาโรเจสิ อหํ เทว สุวณฺณวณฺณสฺส โมรสฺส ธมฺมํ โสตุกามาติ ฯ ราชา อมจฺเจ ปุจฺฉิ ฯ อมจฺจา พฺราหฺมณา ชานิสฺสนฺตีติ อาหํสุ ฯ พฺราหฺมณา สุตฺวา สุวณฺณวณฺณา โมรา โหนฺตีติ วตฺวา กตฺถ โหนฺตีติ วุตฺเต เนสาทา ชานิสฺสนฺตีติ อาหํสุ ฯ ราชา เนสาเท สนฺนิปาตาเปตฺวา ปุจฺฉิ ฯ อถ โส เนสาทปุตฺโต อาม มหาราช ทณฺฑกหิรญฺญปพฺพโต นาม อตฺถิ, ตตฺถ สุวณฺณวณฺโณ, โมโร วสตีติ ฯ เตน หิ ตํ โมรํ อมาเรตฺวา พนฺธิตฺวา ว อาเนหีติ ฯ เนสาโท คนฺตฺวา ตสฺส โคจรภูมิยํ ปาสํ โอฑฺเฑสิ ฯ โมเรน อกฺกนฺตฏฺฐาเนปิ ปาโส น สญฺจรติ ฯ เนสาโท ตํ คณฺหิตุํ อสกฺโกนฺโต สตฺต วสฺสานิ วิจริตฺวา ตตฺเถว กาลมกาสิ ฯ เทวีปิ เขมา ปตฺถนํ อลภมานา กาลมกาสิ ฯ ราชา โมรํ นิสฺสาย เทวี กาลมกาสีติ กุชฺฌิตฺวา หิมวนฺตปฺปเทเส ทณฺฑกหิรญฺญปพฺพโต นาม อตฺถิ, ตตฺถ สุวณฺณวณฺโณ โมโร วสติ, เย ตสฺส มํสํ ขาทนฺติ เต อชรา อมรา ทีฆายุกา โหนฺตีติ สุวณฺณปฏฺเฏ อกฺขรํ ลิขาเปตฺวา สุวณฺณปฏฺฏํ สุวณฺณมญฺชุสาย นิกฺขิปาเปสิ ฯ ตสฺมึ กาลกเต อญฺโญ ราชา รชฺชํ ปตฺวา สุวณฺณปฏฏํ วาเจตฺวา อชโร อมโร ภวิสฺสามีติ อญฺญํ เนสาทํ เปเสสิ ฯ โสปิ ตตฺถ คนฺตฺวา โพธิสตฺตํ คเหตุํ อสกฺโกนฺโต ตตฺเถว กาลมกาสิ ฯ เอเตเนว นิยาเมน ฉ ราชปริวตฺตา คตา ฯ อถ สตฺตโม ราชา รชฺชํ ปตฺวา เอกํ เนสาทํ ปหิณิ ฯ โส คนฺตฺวา โพธิสตฺเตน อกฺกนฺตฏฺฐาเนปิ ปาสสฺส อสญฺจรณภาวํ อตฺตโน ปริตฺตํ กตฺวา โคจรภูมิคมนภาวญฺจสฺส ญตฺวา ปจฺจนฺตํ โอตริตฺวา เอกํ โมรึ คเหตฺวา ยถา หตฺถตาลสทฺเทน นจฺจติ อจฺฉรสทฺเทน จ วสฺสติ, เอวํ สุสิกฺขิตํ สิกฺขาเปตฺวา ตํ อาทาย คนฺตฺวา โมเรน ปริตฺเต อกเต ปาโต เยว ปาสยฏฺฐิโย โรเปตฺวา ปาสํ โอฑฺเฑตฺวา โมรึ วสฺสาเปสิ ฯ โมโร วิสภาคมาตุคามสทฺทํ สุตฺวา กิเลสาตุโร หุตฺวา ปริตฺตํ กาตุํ อสกฺกุณิตฺวา เวเคน คนฺตฺวา ปาเส พชฺฌิ ฯ อถ นํ เนสาโท คเหตฺวา คนฺตฺวา พาราณสีรญฺโญ อทาสิ ฯ ราชา ตสฺส รูปสมฺปตฺตึ ทิสฺวา ตุฏฺฐมานโส อาสนํ ทาเปสิ ฯ โพธิสตฺโต ปญฺญตฺตาสเน นิสีทิตฺวา มหาราช กสฺมา มํ คณฺหาเปสีติ ปุจฺฉิ ฯ เย กิร ตว มํสํ ขาทนฺติ เต อชรา อมรา โหนฺติ, ตสฺมาหํ ตว มํสํ ขาทิตฺวา อชโร อมโร โหตุกาโม ตํ คาหาเปสินฺติ ฯ มหาราช มม ตาว มํสํ ขาทนฺตา อชรามรา โหนฺติ, อหํ ปน มริสฺสามีติ ฯ อาม มริสฺสสีติ ฯ มหาราช มยิ มรนฺเต มม มํสเมว ขาทิตฺวา กินฺติ กตฺวา น มริสฺสนฺตีติ ฯ ตฺวํ สุวณฺณวณฺโณ ตสฺมา กิร ตว มํสานิ ขาทิตฺวา อชรามรา ภวิสฺสนฺตีติ ฯ มหาราช อหํ น อการณา สุวณฺณวณฺโณ ชาโต, ปุพฺเพ ปนาหํ อิมสฺมึ เยว นคเร จกฺกวตฺติราชา หุตฺวา สยมฺปิ ปญฺจสีลานิ รกฺขึ, สกลจกฺกวาฬวาสิโนปิ รกฺขาเปสึ, สฺวาหํ กาลํ กตฺวา ตาวตึสภวเน นิพฺพตฺโต, ตตฺถ ยาวตายุกํ ฐตฺวา ตโต จุโต อญฺญสฺเสกสฺส อกุสลสฺส นิสฺสนฺเทน โมรโยนิยํ นิพฺพตฺติตฺวา โปราณกปญฺจสีลานุภาเวน สุวณฺณวณฺโณ `ชาโตติ ฯ ตฺวํ จกฺกวตฺติราชา หุตฺวา สีลํ รกฺขิตฺวา สีลผเลน สุวณฺณวณฺโณ ชาโตติ กเถสิ กถมิทํ อมฺเหหิ สทฺธาตพฺพํ, อตฺถิ โกจิ สกฺขีติ ฯ อตฺถิ มหาราชาติ ฯ โก นามาติ ฯ มหาราช อหํ จกฺกวตฺติกาเล สตฺตรตนมเย รเถ นิสีทิตฺวา อากาเส วิจรึ, โส เม รโถ มงฺคลโปกฺขรณิยา อนฺโตภูมิยํ นิทหาปิโต, ตํ มงฺคลโปกฺขรณิโต อุกฺขิปาเปหิ, โส เม สกฺขี ภวิสฺสตีติ ฯ ราชา สาธูติ ปฏิสุณิตฺวา โปกฺขรณิโต อุทกํ นีหราเปตฺวา รถํ นีหราเปตฺวา โพธิสตฺตสฺส วจนํ สทฺทหิ ฯ โพธิสตฺโต มหาราช ฐเปตฺวา อมตมหานิพฺพานํ อวเสสา สพฺเพ สงฺขตธมฺมา หุตฺวา อภาวโต ๑- อนิจฺจา ขยวยธมฺมา เยวาติ รญฺโญ ธมฺมํ เทเสตฺวา ราชานํ ปญฺจสุ สีเลสุ ปติฏฺฐาเปสิ ฯ ราชาปิ ปสนฺโน โพธิสตฺตํ รชฺเชน ปูเชตฺวา มหนฺตํ สกฺการํ อกาสิ ฯ โส รชฺชํ ตสฺเสว ปฏิทตฺวา กติปาหํ วสิตฺวา อปฺปมตฺโต โหหิ มหาราชาติ โอวทิตฺวา อากาเส อุปฺปติตฺวา ทณฺฑกหิรญฺญปพฺพตเมว อคมาสิ ฯ ราชาปิ โพธิสตฺตสฺส โอวาเท ฐิโต ทานาทีนิ ปุญฺญานิ กตฺวา ยถากมฺมํ คโต ฯ

สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา สจฺจานิ ปกาเสตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ฯ สจฺจปริโยสาเน อุกฺกณฺฐิตภิกฺขุ อรหตฺเต ปติฏฺฐหิ ฯ ตทา ราชา อานนฺโท อโหสิ, สุวณฺณโมโร ปน อหเมวาติ ฯ

โมรชาตกํ นวมํ ฯ

@เชิงอรรถ: ๑ อภาวิโนติปิ

ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๗

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗

ดูเล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๑๕๘. สุหนุชาดกชาดกถัดไป๑๖๐. วินีลกชาดก