โมรชาดก
ว่าด้วยนกยูงเจริญพระปริตต์
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๑๖๗ · บรรทัด ๑๐๘๖ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหารทรงปรารภภิกษุผู้กระสัน ตรัสพระธรรมเทศนานี้มีคำเริ่มต้นว่า อุเทตยญฺจกฺขุมา เอกราชา ดังนี้.
ภิกษุทั้งหลายนำภิกษุนั้นไปเฝ้าพระศาสดา เมื่อพระองค์ตรัสถามว่า เธอกระสันจริงหรือ ภิกษุกราบทูลว่า จริงพระเจ้าข้าเมื่อตรัสถามว่า เธอเห็นอะไรจึงกระสัน กราบทูลว่า เห็นมาตุคามคนหนึ่งซึ่งประดับตกแต่งกาย. พระศาสดารับสั่งกะภิกษุนั้นว่าดูก่อนภิกษุ ขึ้นชื่อว่ามาตุคามทำไมจักไม่รบกวนจิตคนเช่นเธอแม้บัณฑิตแต่ก่อน พอได้ยินเสียงมาตุคาม กิเลสที่สงบมาเจ็ดร้อยปีได้โอกาสยังกำเริบได้ทันที สัตว์ทั้งหลายแม้บริสุทธิ์ ยังเศร้าหมองได้ แม้สัตว์ผู้เปี่ยมด้วยยศสูง ยังถึงความพินาศได้ จะกล่าวไปทำไมถึงสัตว์ผู้ไม่บริสุทธิ์ แล้วทรงนำเรื่องในอดีตมาตรัสเล่า
ในอดีตกาลครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติในกรุงพาราณสี พระโพธิสัตว์ถือปฏิสนธิในกำเนิดนกยูง ในเวลาเป็นฟอง มีกระเปาะฟองคล้ายสีดอกกรรณิการ์ตูม ครั้นเจาะกระเปาะฟองออกมาแล้ว มีสีดุจทองคำ น่าดู น่าเลื่อมใส มีสายแดงพาดในระหว่างปีก. นกยูงนั้นคอยระวังชีวิตของตน อาศัยอยู่ ณพื้นที่เขาทัณฑกหิรัญแห่งหนึ่ง ใกล้แนวเขาที่สี่เลยแนวเขาที่สามไป. ตอนสว่างนกยูงทองจับอยู่บนยอดเขา มองดูพระอาทิตย์กำลังขึ้น เมื่อจะผูกมนต์อันประเสริฐ เพื่อรักษาป้องกันตัว ณภูมิภาคที่หาอาหาร จึงกล่าวคาถาเป็นต้นว่า :-
พระอาทิตย์ได้เป็นดวงตาของโลก เป็น เจ้าแห่งแสงสว่างอย่างเอก กำลังอุทัยขึ้นมาทอ แสงอร่ามสว่างไปทั่วปฐพี เพราะเหตุนั้นข้าพเจ้า ขอนอบน้อมพระอาทิตย์นั้น ซึ่งทอแสงอร่าม สว่างไปทั่วปฐพี ข้าพเจ้าอันท่านช่วยคุ้มกัน แล้วในวันนี้ พึงอยู่เป็นสุขตลอดวัน.
ในบทเหล่านั้น บทว่า อุเทติ ได้แก่พระอาทิตย์ขึ้นจากทิศปราจีน. บทว่า จกฺขุมา ได้แก่ มีดวงตาด้วยดวงตาที่ให้แก่ประชาชนเพราะกำจัดความมืด ทำให้ผู้อยู่ในจักรวาลทั้งสิ้นได้ดวงตาบทว่า เอกราชา ความว่า ชื่อว่าเป็นเอกราช เพราะประเสริฐที่สุด ในระหว่างสิ่งที่ทำให้โลกสว่าง ในจักรวาลทั้งสิ้น บทว่า หริสฺสวณโณ คือมีสีดุจทอง อธิบายว่า มีสีงามยิ่งนัก. บทว่า ปฐวิปฺปภาโส คือมีแสงสว่างเหนือแผ่นดิน. บทว่า ตํ ตํ นมสฺสามิ คือข้าพเจ้าขอนอบน้อม คือไหว้ท่านผู้เจริญเช่นนั้น. บทว่า ตยชฺช คุตฺตา วิหเรมุ ทิวสํ ได้แก่ ขอให้ท่านรักษาคุ้มครองในวันนี้ ข้าพเจ้าพึงอยู่เป็นสุขตลอดวันนี้ ด้วยการอยู่ในอิริยาบถทั้งสี่.
พระโพธิสัตว์ครั้นนอบน้อมพระอาทิตย์ด้วยคาถานี้ อย่างนี้แล้ว จึงนมัสการพระพุทธเจ้าซึ่งเสด็จปรินิพพานไปแล้วในอดีต และพระคุณของพระพุทธเจ้า ด้วยคาถาที่สองว่า :-
พราหมณ์เหล่าใด ผู้ถึงฝั่งแห่งเวทในธรรม ทั้งปวง ขอพราหมณ์เหล่านั้น จงรับความนอบ น้อมของข้าพเจ้า และขอจงคุ้มครองข้าพเจ้าด้วย. ข้าพเจ้าขอนอบน้อมแด่พระพุทธเจ้าทั้งหลาย ขอนอบน้อมแด่พระโพธิญาณ ขอนอบน้อมแด่ผู้ หลุดพ้นแล้ว ขอนอบน้อมแด่วิมุตติธรรมของท่าน ผู้หลุดพ้นแล้ว นกยูงนั้นเชิญพระปริตรนี้แล้ว จึงเที่ยวไปแสวงหาอาหาร.
ในบทเหล่านั้นบทว่า เย พฺราหฺมณา ได้แก่พราหมณ์ผู้บริสุทธิ์ลอยบาปเสียแล้วเหล่าใด. บทว่า เวทคู ความว่าชื่อว่าผู้รู้ไตรเพท เพราะถึงฝั่งแห่งพระเวท. อนึ่งเพราะถึงฝั่งด้วยพระเวทบ้าง. แต่ในที่นี้มีอธิบายว่า พราหมณ์เหล่าใดกระทำสังขตธรรมและอสังขตธรรมทั้งปวงที่ตนรู้แล้ว ปรากฏแล้ว ทำลายยอดมารทั้งสาม ยังหมื่นโลกธาตุให้บรรลือ บรรลุสัมมาสัมโพธิญาณที่ควงไม้โพธิล่วงฝั่งแห่งสงสารได้แล้ว. บทว่า เต เม นโม คือขอพราหมณ์เหล่านั้นจงรับความนอบน้อมนี้ของข้าพเจ้า. บทว่าเต จ มํ ปาลยนฺตุ ความว่า อนึ่งขอท่านผู้เจริญเหล่านั้นที่ข้าพเจ้านอบน้อมแล้วอย่างนี้ จงรักษา คือ ดูแลคุ้มครองข้าพเจ้า. บทว่า นมตฺถุ พุทฺธานํ ฯเปฯ นโมวิมุตฺติยา ความว่า ขอความนอบน้อมของข้าพเจ้านี้ จงมีแด่พระพุทธเจ้าทั้งหลาย ซึ่งเสด็จปรินิพพานล่วงไปแล้ว. คือขอจงมีแต่พระปรีชาตรัสรู้อันได้แก่ ญาณในมรรคสี่ ผลสี่ของพระพุทธเจ้าเหล่านั้น. อีกอย่างหนึ่ง ขอจงมีแด่พระองค์ผู้หลุดพ้นแล้วด้วยความหลุดพ้น คือพระอรหัตผลของพระองค์. และความหลุดพ้นห้าอย่างของพระองค์ คือ ตทังควิมุตติ พ้นชั่วคราว ๑ วิกขัมภนวิมุตติ พ้นด้วยการข่มไว้ ๑ สมุจเฉทวิมุตติ พ้นเด็ดขาด ๑ ปฏิปัสสัทธิวิมุตติ พ้นด้วยสงบ ๑ นิสสรณวิมุตติ พ้นด้วยออกไป ๑. ขอความนอบน้อมของข้าพเจ้านี้ จงมีแก่ความหลุดพ้นห้าอย่างของพระองค์เหล่านั้น.
หลายบทว่า อิมํ โส ปริตฺตํ กตฺวา โมโร จรติ เอลน นี้พระศาสดาตรัสเมื่อได้บรรลุพระอภิสัมโพธิญาณแล้ว. บทนั้นมีอธิบายว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นกยูงนั้นครั้นเจริญปริตรนี้คือการป้องกันนี้แล้ว จึงเที่ยวไปแสวงหาอาหารนานาชนิดเพื่อต้องการดอกไม้ผลไม้เป็นต้นในที่หาอาหารของตน.
นกยูงครั้นเที่ยวไปตลอดวันอย่างนี้แล้ว ตอนเย็นก็จับอยู่บนยอดเขามองดูดวงอาทิตย์ซึ่งกำลังตก ระลึกถึงพระพุทธคุณเมื่อจะผูกมนต์อันประเสริฐอีก เพื่อรักษาคุ้มกันในที่อยู่จึงกล่าวคำมีอาทิว่า อเปตยํ ดังนี้
ความว่า :ดวงอาทิตย์นี้เป็นดวงตาของโลก เป็น เจ้าแห่งแสงสว่างอย่างเอกมีสีทองส่องแสงสว่าง ไปทั่วปฐพีแล้วอัสดงคตไป เพราะเหตุนั้น ข้าพจ้าจักขอนอบน้อมดวงอาทิตย์นั้น ซึ่งมีสีทอง ส่องแสงสว่างไปทั่วปฐพี ข้าพเจ้าอันท่านคุ้ม ครองแล้วในวันนี้ พึงอยู่เป็นสุขตลอดคืน. พราหมณ์เหล่าใด ผู้ถึงฝั่งแห่งเวท ใน ธรรมทั้งปวง ขอพราหมณ์เหล่านั้น จงรับและจง คุ้มครองข้าพเจ้าด้วย ข้าพเจ้าขอนอบน้อมแด่ พระพุทธเจ้าทั้งหลาย แด่พระโพธิญาณ แด่ท่าน ผู้หลุดพ้นแล้ว แด่วิมุตติธรรมของท่าน ผู้หลุด พ้นแล้ว นกยูงนั้น ครั้นเจริญพระปริตรนี้แล้ว จึงพักอยู่.
ในบทเหล่านั้น บทว่า อเนติ ได้แก่ล่วงลับไป คือ ตกไป. แม้บทว่า อิมํ โส ปริตฺตํ กตฺวา โมโร วาสมกปฺปยิ นี้ พระศาสดาก็ตรัสเมื่อบรรลุอภิสัมโพธิญาณแล้ว. บทนั้นมีอธิบายว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นกยูงนั้นครั้นเจริญพระปริตร คือการป้องกันนี้แล้ว จึงพักอยู่ ณ ที่อยู่นั้น. ด้วยอานุภาพแห่งพระปริตรนี้ นกยูงมิได้มีความกลัว ความสยดสยองตลอดคืนตลอดวัน.
ลำดับนั้นพรานชาวบ้านเนสาทคนหนึ่ง อยู่ไม่ไกลกรุงพาราณสีท่องเที่ยวไปในหิมวันตประเทศ เห็นนกยูงโพธิสัตว์จับอยู่บนยอดเขาทัณฑกหิรัญ จึงกลับมาบอกลูก. อยู่มาวันหนึ่งพระนางเขมาพระเทวีของพระเจ้ากรุงพาราณสี ทรงสุบินเห็นนกยูงสีทองแสดงธรรม ขณะตื่นพระบรรทมได้กราบทูลสุบินแด่พระราชาว่า ขอเดชะข้าแต่พระองค์หม่อมฉันประสงค์จะฟังธรรมของนกยูงสีทองเพคะ. พระราชาจึงมีพระดำรัสถามพวกอำมาตย์. พวกอำมาตย์กราบทูลว่า พวกพราหมณ์คงจะทราบพ่ะย่ะค่ะ พราหมณ์ทั้งหลายสดับพระราชปุจฉาแล้ว จึงพากันกราบทูลว่า ขอเดชะนกยูงสีทองมีอยู่แน่ พระเจ้าข้า พระราชาตรัสถามว่ามีอยู่ที่ไหนเล่า จึงกราบทูลว่า พวกพรานจักทราบพระเจ้าข้า. พระราชารับสั่งให้ประชุมพวกพรานแล้วตรัสถาม. ครั้นแล้วบุตรพรานคนนั้นก็กราบทูลว่า ขอเดชะ ข้าแต่มหาราชนกยูงสีทองมีอยู่จริงอาศัยอยู่ ณ ทัณฑกบรรพต พระเจ้าข้า. พระราชารับสั่งว่า ถ้าเช่นนั้นเจ้าจงไปจับนกยูงนั้นมาอย่าให้ตาย. พรานจึงเอาบ่วงไปดักไว้ที่ ณ ที่นกยูงหาอาหาร. แม้ในสถานที่ที่นกยูงเหยียบ บ่วงก็หาได้กล้ำกรายเข้าไปไม่. พรานไม่สามารถจับนกยูงได้ ท่องเที่ยวอยู่ถึงเจ็ดปี ได้ถึงแก่กรรมลง ณ ที่นั้นเอง. แม้พระนางเขมาราชเทวี เมื่อไม่ได้สมพระประสงค์ก็สิ้นพระชนม์. พระราชาทรงกริ้วว่า พระเทวีได้สิ้นพระชนม์ลงเพราะอาศัยนกยูง จึงให้จารึกอักษรไว้ในแผ่นทองว่า ในหิมวันตประเทศมีภูเขาลูกหนึ่งชื่อทัณฑกบรรพต นกยูงสีทองตัวหนึ่งอาศัยอยู่ณ ที่นั้น ผู้ได้กินเนื้อของมัน ผู้นั้นจะไม่แก่ไม่ตาย จะมีอายุยืนแล้วเก็บแผ่นทองไว้ในหีบทอง. ครั้นพระราชาสวรรคตแล้วพระราชาองค์อื่นครองราชสมบัติ. ทรงอ่านข้อความในสุพรรณบัฏมีพระประสงค์จะไม่แก่ไม่ตาย จึงทรงส่งพรานคนอื่นไป ให้เที่ยวแสวงหา. แม้พรานนั้นไปถึงที่นั้นแล้วก็ไม่สามารถจะจับพระโพธิสัตว์ได้ ได้ตายไปในที่นั้นเอง. โดยทํานองนี้พระราชา สวรรคตไปหกชั่วพระองค์ ครั้นถึงองค์ที่เจ็ดครองราชสมบัติจึงทรงส่งพรานคนหนึ่งไป. พรานนั้นไปถึงแล้วก็รู้ถึงภาวะที่บ่วงมิได้กล้ำกรายแม้ในที่ที่นกยูงโพธิสัตว์เหยียบ และการที่นกยูงโพธิสัตว์เจริญพระปริตรป้องกันตนก่อนแล้ว จึงบินไปหาอาหาร จึงขึ้นไปยังปัจจันตชนบท จับนางนกยูงได้ตัวหนึ่ง ฝึกให้รู้จักฟ้อนด้วยเสียงปรบมือ และให้รู้จักขันด้วยเสียงดีดนิ้ว. ครั้นฝึกนางนกยูงจนชำนาญดีแล้ว จึงพามันไป เมื่อนกยูงทองยังไม่เจริญพระปริตรปักโคนบ่วงดักไว้ในเวลาเช้า ทำสัญญาณให้นางนกยูงขัน. นกยูงทองได้ยินเสียงมาตุคาม ซึ่งเป็นข้าศึกแล้ว. ก็เร่าร้อนด้วยกิเลสไม่อาจเจริญพระปริตรได้ จึงบินโผไปติดบ่วง. พรานจึงจับนกยูงทองไปถวายพระเจ้าพาราณสี. พระราชาทอดพระเนตรเห็นรูปสมบัติของนกยูงทอง ก็ทรงพอพระทัยพระราชทานที่ให้จับ. นกยูงทองโพธิสัตว์จับอยู่เหนือคอนที่เขาจัดแต่งให้จึงทูลถามว่า ข้าแต่มหาราชเพราะเหตุไรจึงมีรับสั่งให้จับข้าพเจ้า. พระราชาตรัสว่า ข่าวว่าผู้ใดกินเนื้อเจ้า ผู้นั้นจะไม่แก่ไม่ตาย ข้าพเจ้าต้องการกินเนื้อเจ้า จะไม่แก่ไม่ตายบ้าง จึงให้จับเจ้ามา. นกยูงทองทูลว่า ข้าแต่มหาราช คนทั้งหลายกินเนื้อข้าพเจ้าจะไม่แก่ไม่ตายก็ช่างเถิด แต่ข้าพเจ้าจักตายหรือ. รับสั่งว่าจริงเจ้าต้องตาย. กราบทูลว่า ข้าแต่มหาราชเมื่อข้าพเจ้าต้องตาย ผู้ที่กินเนื้อข้าพเจ้าแล้วทำอย่างไรจึงไม่ตายเล่า. รับสั่งว่า เจ้ามีตัวเป็นสีทอง เพราะฉะนั้นมีข่าวว่า ผู้ที่กินเนื้อเจ้าแล้วจักไม่แก่ไม่ตาย. กราบทูลว่า ข้าแต่มหาราช ข้าพเจ้ามีสีทองเพราะไม่มีเหตุหามิได้ เมื่อก่อนข้าพเจ้าเป็นพระเจ้าจักรพรรดิในนครนี้แหละ. ทั้งตนเองก็รักษาศีลห้า แม้ชนทั้งหลายทั่วจักรวาลก็ให้รักษาศีล ข้าพเจ้าสิ้นชีพแล้วก็ไปบังเกิดในภพดาวดึงส์ดำรงอยู่ในภพนั้นจนตลอดอายุ จุติจากนั้นแล้ว จึงมาเกิดในกำเนิดนกยูง เพราะผลแห่งอกุศลกรรมอื่น อีกอย่างหนึ่งแต่ตัวมีสีทองก็ด้วยอานุภาพศีลห้าที่รักษาอยู่ก่อน. รับสั่งถามว่าเจ้าพูดว่า เจ้าเป็นเจ้าจักรพรรดิรักษาศีลห้า ตัวมีสีเป็นทองเพราะผลของศีล ข้อนี้ข้าพเจ้าจะเชื่อได้อย่างไร มีใครเป็นพยาน. กราบทูลว่า ข้าแต่มหาราช มี. รับสั่งถามว่า ใครเล่า. กราบทูลว่า ข้าแต่มหาราช เมื่อครั้งเป็นเจ้าจักรพรรดิ ข้าพเจ้านั่งรถสำเร็จด้วยแก้วเจ็ดประการ เที่ยวไปในอากาศ รถของข้าพเจ้านั้นจมอยู่ภายใต้ภาคพื้นสระมงคลโบกขรณี โปรดให้ยกรถนั้นขึ้นจากสระมงคลโบกขรณีเถิด รถนั้นจักเป็นพยานของข้าพเจ้า. พระราชารับสั่งว่า ดีละแล้วให้วิดน้ำออกจากสระโบกขรณี ยกรถขึ้นได้จึงทรงเชื่อคำของพระโพธิสัตว์. พระโพธิสัตว์แสดงธรรมถวายพระราชาว่า ข้าแต่มหาราช ธรรมที่ปรุงแต่งทั้งหมดที่เหลือนอกจากพระอมตมหานิพพานแล้ว ชื่อว่าไม่เที่ยง มีความสิ้นและความเสื่อมเป็นธรรมดา เพราะมีแล้วกลับไม่มี ดังนี้แล้วให้พระราชาดำรงอยู่ในศีลห้า. พระราชาทรงเลื่อมใสบูชาพระโพธิสัตว์ด้วยราชสมบัติ ได้ทรงกระทำสักการะเป็นอันมาก. นกยูงทองถวายราชสมบัติคืนแด่พระราชา พักอยู่ ๒-๓ วัน จึงถวายโอวาทว่า ข้าแต่มหาราช ขอพระองค์จงทรงไม่ประมาทเถิดแล้วบินขึ้นอากาศไปยังภูเขาทัณฑกหิรัญ. ฝ่ายพระราชาดำรงอยู่ในโอวาทของพระโพธิสัตว์แล้ว ทรงบำเพ็ญบุญมีทานเป็นต้นเสด็จไปตามยถากรรม.
พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประกาศสัจธรรม ประชุมชาดก. เมื่อจบสัจธรรม ภิกษุผู้กระสันตั้งอยู่ในพระอรหัต. พระราชาในครั้งนั้นได้เป็นอานนท์ในบัดนี้. ส่วนนกยูงทองได้เป็นเราตถาคตนี้แล.
จบ อรรถกถาโมรชาดกที่ ๙
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๗ หน้า ๖๑–๗๐ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
ทุกนิบาตชาดก ๓๒ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๓๒ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน
9 Morajātakaṃ
udetayañcakkhumā ekarājāti idaṃ satthā jetavane viharanto ukkaṇṭhitabhikkhuṃ ārabbha kathesi.
So pana bhikkhūhi satthu santikaṃ nīto saccaṃ kira tvaṃ bhikkhu ukkaṇṭhitoti vutte saccaṃ bhanteti vatvā kiṃ disvāti vutte ekaṃ alaṅkatapaṭiyattasarīraṃ mātugāmaṃ oloketvāti āha. Atha naṃ satthā bhikkhu mātugāmo nāma kasmā tumhādisānaṃ cittaṃ nāluḷessati, porāṇakapaṇḍitānampi hi mātugāmasaddaṃ sutvā satta vassasatāni asamudāciṇṇakilesā okāsaṃ labhitvā khaṇeneva samudācariṃsu, visuddhāpi sattā saṅkilissanti uttamayasasamaṅginopi anayabyasanaṃ 1- pāpuṇanti, pageva aparisuddhāti vatvā atītaṃ āhari.
Atīte bārāṇasiyaṃ brahmadatte rajjaṃ kārente bodhisatto morayoniyaṃ paṭisandhiṃ gahetvā aṇḍakālepi kaṇikāramakulavaṇṇaaṇḍakoso hutvā aṇḍaṃ bhinditvā nikkhanto suvaṇṇavaṇṇo ahosi dassanīyo pāsādiko pakkhānaṃ antare surattarājīhi virājito. So attano jīvitaṃ anurakkhanto tisso pabbatarājiyo atikkamma catutthāya pabbatarājiyā ekasmiṃ daṇḍakahiraññapabbatatale vāsaṃ kappeti. So pabhātāya rattiyā pabbatamatthake nisinnova suriyaṃ uggacchantaṃ oloketvā attano gocarabhūmiyaṃ rakkhāvaraṇatthāya
@Footnote: 1 āyasakyantipi. Brahmamantaṃ bandhanto udetayanti ādimāha
udetayañcakkhumā ekarājā
harissavaṇṇo paṭhavippabhāso,
taṃ taṃ namassāmi harissavaṇṇaṃ paṭhavippabhāsaṃ,
tayajja guttā viharemu divasanti.
Tattha udetīti pācīnalokadhātuto uggacchati. Cakkhumāti sakalacakkavāḷavāsīnaṃ andhakāraṃ vadhitvā cakkhupaṭilābhakaraṇena yantena tesaṃ dinnaṃ cakkhu tena cakkhumā. Ekarājāti sakalacakkavāḷe ālokakarānaṃ antare seṭṭhavisiṭṭhaṭṭhena ekarājā. Harissavaṇṇoti harissamānavaṇṇo suvaṇṇavaṇṇoti attho. Paṭhavippabhāsoti paṭhaviobhāso. Taṃ taṃ namassāmīti tasmā taṃ evarūpaṃ bhavantaṃ namassāmi vandāmi. Tayajja guttā viharemu divasanti tayā ajja rakkhitagopitā hutvā imaṃ divasaṃ catuiriyāpathavihārena sukhaṃ vihareyyāma.
Evaṃ bodhisatto imāya gāthāya suriyaṃ namassitvā dutiyagāthāya atīte parinibbute buddhe ceva buddhaguṇe ca namassati
ye brāhmaṇā vedagu sabbadhamme
te me namo te ca maṃ pālayantu,
namatthu buddhānaṃ, namatthu bodhiyā,
namo vimuttānaṃ, namo vimuttiyā,
imaṃ so parittaṃ katvā moro carati esanāti.
Tattha ye brāhmaṇāti ye bāhitapāpā visuddhibrāhmaṇā. Vedagūti vedānaṃ pāraṃ gatāti vedagū. Vedehi pāraṃ gatātipi vedagū. Idha pana sabbe saṅkhatāsaṅkhate dhamme vidite pākaṭe katvā gatā tiṇṇaṃ mārānaṃ matthakaṃ bhinditvā dasasahassīlokadhātuṃ unnādetvā bodhitale sammāsambodhiṃ patvā saṃsārapāraṃ atikkantāti attho. Te me namoti te mama imaṃ namakāraṃ paṭicchantu. Te ca maṃ pālayantūti evaṃ mayā namassitā ca te bhagavanto maṃ pālayantu rakkhantu gopentu. Namatthu buddhānaṃ, namatthu bodhiyā, namo vimuttānaṃ, namo vimuttiyāti ayaṃ mama namakāro atītānaṃ parinibbutānaṃ buddhānaṃ atthu. Tesaññeva catūsu maggesu catūsu phalesu ñāṇasaṅkhātāya bodhiyā atthu. Tathā tesaññeva arahattaphalavimuttiyā vimuttānaṃ atthu. Yā ca nesaṃ tadaṅgavimutti vikkhambhanavimutti samucchedavimutti paṭipassaddhivimutti nissaraṇavimuttīti pañcavidhā vimutti, tassā nesaṃ pañcavimuttiyāpi ayaṃ mayhaṃ namakāro atthūti. Imaṃ so parittaṃ katvā moro carati esanāti idaṃ pana padadvayaṃ satthā abhisambuddho hutvā āha. Tassattho bhikkhave so moro imaṃ parittaṃ imaṃ rakkhaṃ katvā attano gocarabhūmiyaṃ pupphaphalādīnaṃ atthāya nānappakārāya esanāya carati.
Evaṃ divasaṃ caritvā sāyaṃ pabbatamatthake nisīditvā aṭṭhaṃgacchantaṃ suriyaṃ oloketvā buddhaguṇe āvajjetvā nivāsanaṭṭhāne rakkhāvaraṇatthāya puna brahmamantaṃ bandhanto apetayanti ādimāha
Apetayañcakkhumā ekarājā
harissavaṇṇo paṭhavippabhāso,
taṃ taṃ namassāmi harissavaṇṇaṃ paṭhavippabhāsaṃ,
tayajja guttā viharemu rattiṃ,
ye brāhmaṇā vedagu sabbadhamme
te me namo te ca maṃ pālayantu,
namatthu buddhānaṃ, namatthu bodhiyā,
namo vimuttānaṃ, namo vimuttiyā,
imaṃ so parittaṃ katvā moro vāsamakappayīti.
Tattha apetīti apayāti aṭṭhaṃgacchati. Imaṃ so parittaṃ katvā moro vāsamakappayīti idampi abhisambuddho hutvā āha. Tassattho bhikkhave so moro imaṃ parittaṃ imaṃ rakkhaṃ katvā nivāsanaṭṭhāne vāsaṃ kappayittha, tassa rattiṃ vā divā vā imassa parittassānubhāvena neva bhayaṃ na lomahaṃso ahosi.
Atheko bārāṇasiyā avidūre nesādagāmavāsī nesādo himavantappadese vicaranto tasmiṃ daṇḍakahiraññapabbatamatthake nisinnaṃ bodhisattaṃ disvā āgantvā puttassa ārocesi. Athekadivasaṃ khemā nāma bārāṇasīrañño devī supinena suvaṇṇavaṇṇaṃ moraṃ dhammaṃ desentaṃ disvā pabujjhitakāle rañño ārocesi ahaṃ deva suvaṇṇavaṇṇassa morassa dhammaṃ sotukāmāti. Rājā amacce pucchi. Amaccā brāhmaṇā jānissantīti āhaṃsu. Brāhmaṇā Sutvā suvaṇṇavaṇṇā morā hontīti vatvā kattha hontīti vutte nesādā jānissantīti āhaṃsu. Rājā nesāde sannipātāpetvā pucchi. Atha so nesādaputto āma mahārāja daṇḍakahiraññapabbato nāma atthi, tattha suvaṇṇavaṇṇo, moro vasatīti. Tena hi taṃ moraṃ amāretvā bandhitvā va ānehīti. Nesādo gantvā tassa gocarabhūmiyaṃ pāsaṃ oḍḍesi. Morena akkantaṭṭhānepi pāso na sañcarati. Nesādo taṃ gaṇhituṃ asakkonto satta vassāni vicaritvā tattheva kālamakāsi. Devīpi khemā patthanaṃ alabhamānā kālamakāsi. Rājā moraṃ nissāya devī kālamakāsīti kujjhitvā himavantappadese daṇḍakahiraññapabbato nāma atthi, tattha suvaṇṇavaṇṇo moro vasati, ye tassa maṃsaṃ khādanti te ajarā amarā dīghāyukā hontīti suvaṇṇapaṭṭe akkharaṃ likhāpetvā suvaṇṇapaṭṭaṃ suvaṇṇamañjusāya nikkhipāpesi. Tasmiṃ kālakate añño rājā rajjaṃ patvā suvaṇṇapaṭaṭaṃ vācetvā ajaro amaro bhavissāmīti aññaṃ nesādaṃ pesesi. Sopi tattha gantvā bodhisattaṃ gahetuṃ asakkonto tattheva kālamakāsi. Eteneva niyāmena cha rājaparivattā gatā. Atha sattamo rājā rajjaṃ patvā ekaṃ nesādaṃ pahiṇi. So gantvā bodhisattena akkantaṭṭhānepi pāsassa asañcaraṇabhāvaṃ attano parittaṃ katvā gocarabhūmigamanabhāvañcassa ñatvā paccantaṃ otaritvā ekaṃ moriṃ gahetvā yathā hatthatālasaddena naccati accharasaddena ca vassati, evaṃ susikkhitaṃ sikkhāpetvā Taṃ ādāya gantvā morena paritte akate pāto yeva pāsayaṭṭhiyo ropetvā pāsaṃ oḍḍetvā moriṃ vassāpesi. Moro visabhāgamātugāmasaddaṃ sutvā kilesāturo hutvā parittaṃ kātuṃ asakkuṇitvā vegena gantvā pāse bajjhi. Atha naṃ nesādo gahetvā gantvā bārāṇasīrañño adāsi. Rājā tassa rūpasampattiṃ disvā tuṭṭhamānaso āsanaṃ dāpesi. Bodhisatto paññattāsane nisīditvā mahārāja kasmā maṃ gaṇhāpesīti pucchi. Ye kira tava maṃsaṃ khādanti te ajarā amarā honti, tasmāhaṃ tava maṃsaṃ khāditvā ajaro amaro hotukāmo taṃ gāhāpesinti. Mahārāja mama tāva maṃsaṃ khādantā ajarāmarā honti, ahaṃ pana marissāmīti. Āma marissasīti. Mahārāja mayi marante mama maṃsameva khāditvā kinti katvā na marissantīti. Tvaṃ suvaṇṇavaṇṇo tasmā kira tava maṃsāni khāditvā ajarāmarā bhavissantīti. Mahārāja ahaṃ na akāraṇā suvaṇṇavaṇṇo jāto, pubbe panāhaṃ imasmiṃ yeva nagare cakkavattirājā hutvā sayampi pañcasīlāni rakkhiṃ, sakalacakkavāḷavāsinopi rakkhāpesiṃ, svāhaṃ kālaṃ katvā tāvatiṃsabhavane nibbatto, tattha yāvatāyukaṃ ṭhatvā tato cuto aññassekassa akusalassa nissandena morayoniyaṃ nibbattitvā porāṇakapañcasīlānubhāvena suvaṇṇavaṇṇo `jātoti. Tvaṃ cakkavattirājā hutvā sīlaṃ rakkhitvā sīlaphalena suvaṇṇavaṇṇo jātoti kathesi kathamidaṃ amhehi saddhātabbaṃ, atthi koci sakkhīti. Atthi mahārājāti. Ko nāmāti. Mahārāja ahaṃ cakkavattikāle sattaratanamaye rathe nisīditvā ākāse vicariṃ, so me ratho maṅgalapokkharaṇiyā antobhūmiyaṃ nidahāpito, taṃ maṅgalapokkharaṇito ukkhipāpehi, so me sakkhī bhavissatīti. Rājā sādhūti paṭisuṇitvā pokkharaṇito udakaṃ nīharāpetvā rathaṃ nīharāpetvā bodhisattassa vacanaṃ saddahi. Bodhisatto mahārāja ṭhapetvā amatamahānibbānaṃ avasesā sabbe saṅkhatadhammā hutvā abhāvato 1- aniccā khayavayadhammā yevāti rañño dhammaṃ desetvā rājānaṃ pañcasu sīlesu patiṭṭhāpesi. Rājāpi pasanno bodhisattaṃ rajjena pūjetvā mahantaṃ sakkāraṃ akāsi. So rajjaṃ tasseva paṭidatvā katipāhaṃ vasitvā appamatto hohi mahārājāti ovaditvā ākāse uppatitvā daṇḍakahiraññapabbatameva agamāsi. Rājāpi bodhisattassa ovāde ṭhito dānādīni puññāni katvā yathākammaṃ gato.
Satthā imaṃ dhammadesanaṃ āharitvā saccāni pakāsetvā jātakaṃ samodhānesi. Saccapariyosāne ukkaṇṭhitabhikkhu arahatte patiṭṭhahi. Tadā rājā ānando ahosi, suvaṇṇamoro pana ahamevāti.
Morajātakaṃ navamaṃ.
@Footnote: 1 abhāvinotipi
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน เล่มที่ ๓๗
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗